ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 642 เยี่ยมเยียน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 642 เยี่ยมเยียน
ตอนที่ 642 เยี่ยมเยียน
กามูส์กล่าวขอบคุณพนักงานโทรเลข แล้วหยิบโทรเลขของตนขึ้นมาคลี่อ่าน
“หลุยส์·แบรี ชาวอินทิส นักผจญภัยที่โด่งดังที่สุดในทะเลหมอกในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ชอบสวมหมวกสานสีเหลืองทอง สังหารจอมเวทปีศาจบูลแมน ได้รับเงินรางวัลนำจับ 600,000 เฟลคิน และเคยร่วมมือกับศาสนจักรพระแม่ธรณีที่เมืองท่าซานตา แก้ไขวิกฤตพิธีบูชาทะเลที่นั่น รายละเอียดไม่ทราบแน่ชัด…”
อ่านโทรเลขจบ กามูส์พึมพำด้วยความทึ่ง
“นักผจญภัยตัวเป้งนี่เอง สมแล้วที่จัดการฆาตกรต่อเนื่องคนนั้นได้ง่ายๆ เลย…”
แม้กามูส์จะไม่รู้ว่าจอมเวทปีศาจร้ายกาจเพียงใด แต่เงินรางวัลนำจับก็บ่งบอกทุกอย่างแล้ว ค่าหัว 600,000 เฟลคินคือเครื่องยืนยันความน่าเกรงขามของจอมเวทปีศาจได้เป็นอย่างดี และการที่หลุยส์·แบรีสามารถล่าผู้วิเศษในระดับนั้นได้ แม้จะมีเพียงวีรกรรมเดียวที่โด่งดัง ก็เพียงพอแล้วที่จะเรียกเขาว่านักผจญภัยตัวเป้ง
ต้องไม่ลืมว่า บราห์มที่ก่อคดีฆาตกรรมหลายครั้ง จนทำให้หน่วยลาดตระเวนต้องวุ่นวายเกือบสองสัปดาห์ ยังมีค่าหัวแค่ 50,000 เฟลคินเท่านั้น ซึ่งก็มากพอจะทำให้กามูส์สนใจ และตัดสินใจร่วมมือกับหลุยส์·แบรี
หลังจากอุทานถึงค่าหัว 600,000 เฟลคิน และเข้าใจแล้วว่าทำไมหลุยส์·แบรีถึงใจกว้างนัก กามูส์ก็พับโทรเลขเก็บ แล้วส่งจุมพิตกลางอากาศเพื่อขอบคุณพนักงานโทรเลขสาว
เขาลูบคลำเรือนผมสีน้ำตาลฟูฟ่องของตน แล้วเดินลงมายังห้องโถง
ตอนนี้เป็นเวลาเย็นแล้ว และคืนนี้เขาไม่ต้องอยู่เวร สามารถกลับบ้านไปพักผ่อนได้เลย
ทันใดนั้น แววตาของกามูส์ก็เข้มขึ้น เมื่อเห็นหลุยส์·แบรี ชายหนุ่มรูปงาม ผมดำนัยน์ตาเขียว นั่งพิงโซฟาในห้องรับแขกอย่างผ่อนคลาย มือเล่นหมวกสานสีเหลืองทองไปมา
“คุณ…มีธุระอะไรอีกหรือ?” กามูส์เดินเข้าไปหา พลางถามด้วยท่าทีระแวดระวัง
ลูเมี่ยนหยุดหมุนหมวกสานในมือ ยืดตัวขึ้น แล้วยิ้มพลางเอ่ยปาก
“ผมมีเรื่องอยากคุยกับคุณต่ออีกนิดหน่อย”
เมื่อพบว่าหนึ่งในสามร้านค้าที่ขายกาแฟเฟอร์โม่ อยู่บนถนนคานยา ไม่ไกลจากหน่วยลาดตระเวน ความคิดแรกของลูเมี่ยนก็คือ
สถานที่ที่อันตรายที่สุด กลับปลอดภัยที่สุด?
หลังจากครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน ลูเมี่ยนเห็นว่ามีความเป็นไปได้ แต่ไม่ได้สูงนัก
ในแง่หนึ่ง จากสามในเจ็ดผู้วิเศษที่ถูกสังหารไป คนหนึ่งนับถือเทพมรณา ซ่อนเร้นอยู่ในเมืองท่าไพลอสมานาน อีกคนหนึ่งเป็นสมาชิกวงนอกของโรงเรียนกุหลาบ ส่วนคนสุดท้ายคือสายลับของสาธารณรัฐอินทิส ซึ่งประจำการอยู่ในรัฐมาตานี ทั้งหมดล้วนใช้ชีวิตเยี่ยงคนธรรมดาอย่างรอบคอบรัดกุม หาก ‘ฮิโซกะ’ ไม่มีแหล่งข่าวที่ดีพอ อาศัยเพียงการรวบรวมข้อมูลด้วยตัวเอง คงเป็นการยากที่จะทราบว่าทั้งสามคือผู้วิเศษ และกำหนดให้เป็นเป้าหมาย
นั่นแสดงว่า ‘ฮิโซกะ’ อาจมีวิธีแยกแยะระหว่างผู้วิเศษกับคนธรรมดา ซึ่งอาจเป็นความสามารถพิเศษของเขาเอง หรือมาจากสมบัติวิเศษบางชิ้นที่ครอบครองอยู่ หรือไม่ก็ เขาสามารถควบคุมหรือเข้าถึงเครือข่ายข่าวกรองขนาดใหญ่ ซึ่งหน่วยลาดตระเวนถือเป็นองค์กรที่เข้าใจภาพรวมในรัฐมาตานีและเมืองท่าไพลอสมากที่สุด จึงอาจค้นพบความผิดปกติของผู้นับถือเทพมรณา สมาชิกวงนอกของโรงเรียนกุหลาบ และสายลับอินทิสมานานแล้ว และกำลังเฝ้าสังเกตอย่างละเอียด
หาก ‘ฮิโซกะ’ เป็นสมาชิกหน่วยลาดตระเวน ก็สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดเขาถึงสามารถระบุตัวผู้วิเศษที่ซ่อนเร้น แล้วลงมือสังหารได้อย่างแม่นยำ
แต่อีกแง่หนึ่ง หาก ‘ฮิโซกะ’ คือผู้วิเศษเส้นทางปีศาจจริง และเข้าร่วมหน่วยลาดตระเวน เมื่อเกิดคดีฆาตกรต่อเนื่องขึ้น คนรอบตัวย่อมต้องสงสัยเขาแน่นอน เว้นแต่จะปิดบังเส้นทางที่แท้จริงของตนมาตั้งแต่แรก แต่การอยู่ในหน่วยลาดตระเวนนั้นต่างจากสมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิก ระหว่างปฏิบัติภารกิจประจำวัน ย่อมต้องมีสถานการณ์ให้ใช้พลังของตนเรื่อยๆ ‘ฮิโซกะ’ อาจปิดบังได้เป็นวันหรือเป็นสัปดาห์ แต่ย่อมไม่อาจปิดบังได้เป็นเดือนหรือเป็นปี
เขาคงไม่มีทางหลีกเลี่ยงเหตุไม่คาดฝันได้ทั้งหมด และคงเป็นไปไม่ได้ที่จะเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนทุกภารกิจ สวมใส่สมบัติวิเศษที่เหมาะสม แล้วแสดงเฉพาะพลังของมัน
ต่อให้เป็นปีศาจก็ทำแบบนี้ไม่ได้!
เพราะเหตุไม่คาดฝันในหลายภารกิจนั้น ไม่ได้เจาะจงเป้าหมาย ปีศาจจึงไม่อาจล่วงรู้อันตรายล่วงหน้าได้
ด้วยความสงสัยและความไม่แน่ใจนี้ ลูเมี่ยนจึงตัดสินใจแวะมาที่หน่วยลาดตระเวนอีกครั้ง เพื่อเยี่ยมกามูส์ โดยหวังว่าจะพบเบาะแสหรือแรงบันดาลใจใหม่ เพื่อยืนยันหรือตัดความเป็นไปได้ต่างๆ
“คุณอยากคุยเรื่องอะไร?” กามูส์ขมวดคิ้ว
ไอ้หมอนี่คงไม่ได้คิดจะเอาเรื่องติดสินบนเมื่อเช้ามาข่มขู่เราหรอกนะ?
ลูเมี่ยนสวมหมวกสานสีเหลืองทอง ยิ้มพลางลุกขึ้นยืน ชี้ไปทางนอกประตูพลางกล่าว
“ไปดื่มกาแฟสักแก้วไหม?”
กามูส์ครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ได้”
ลูเมี่ยนเดินออกจากประตูใหญ่ของหน่วยลาดตระเวน มุ่งหน้าไปยังร้านค้านำเข้าส่งออกของรัฐมาตานี
ภายใต้แสงสุดท้ายของยามเย็น เขาเห็นกองบัญชาการตำรวจเมืองท่าไพลอส ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามเยื้องๆ กับหน่วยลาดตระเวน
ที่นั่นมีผู้คนในเครื่องแบบตำรวจสีน้ำเงินเข้มเดินเข้าออกขวักไขว่ บางคนถือแก้วกาแฟอยู่ในมือ
หรือว่า…ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในใจลูเมี่ยน
‘ฮิโซกะ’ อาจไม่ใช่สมาชิกหน่วยลาดตระเวน แต่เป็นตำรวจระดับสูงในกองบัญชาการตำรวจ?
เมื่อไต่เต้าตำแหน่งถึงระดับหนึ่ง ตำรวจธรรมดาเริ่มต้องประสานงานกับผู้วิเศษทางการ ช่วยให้เข้าถึงข่าวกรองได้ไม่น้อย อีกทั้ง ผู้วิเศษทางการก็ต้องอาศัยตำรวจในการสืบสวนหลายเรื่อง เพราะมีกำลังคนไม่เพียงพอ
หาก ‘ฮิโซกะ’ เป็นตำรวจระดับสูงในกองบัญชาการตำรวจเมืองท่าไพลอสจริง ก็ย่อมมีโอกาสล่วงรู้ว่า บุคคลปริศนาทั้งสามเป็นผู้วิเศษ อีกทั้งระหว่างปฏิบัติหน้าที่ประจำวัน ก็ไม่มีความเสี่ยงที่เส้นทางของตนจะถูกเปิดเผย และยังสามารถซื้อเมล็ดกาแฟเฟอร์โม่ที่ชื่นชอบได้อย่างสะดวกสบาย
หากมองในอีกแง่หนึ่ง อาจเป็นเพราะร้านนำเข้าส่งออกของรัฐมาตานีตั้งอยู่แถวนี้ โดยมีเมล็ดกาแฟหลากหลายชนิดให้เลือกสรร ‘ฮิโซกะ’ ถึงได้หลงรักกาแฟเฟอร์โม่รสชาติขมเข้มข้น ที่ดื่มโดยไม่ต้องใส่น้ำตาล
แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงความเป็นไปได้หนึ่ง ลูเมี่ยนยังมีข้อสันนิษฐานอื่น อย่างเช่น ‘ฮิโซกะ’ อาจเพียงชื่นชอบความตื่นเต้น และมั่นใจจนถึงขั้นหยิ่งผยอง จึงเจาะจงมาซื้อกาแฟเฟอร์โม่บนถนนคานยา เพื่อดื่มด่ำไปกับความสะใจที่ได้เห็นความไร้น้ำยาและอาการกระฟัดกระเฟียดของหน่วยลาดตระเวน ส่วนข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับผู้วิเศษนั้น ยังมีความเป็นไปได้อื่นอยู่อีก เช่น ‘ฮิโซกะ’ อาจไม่ใช่ผู้วิเศษเส้นทาง ‘ปีศาจ’ แต่เป็นเพียงผู้ถือครองสมบัติปิดผนึกเส้นทางปีศาจ จึงล่วงรู้พิธีกรรมในการเอาอกเอาใจปีศาจ การแฝงตัวอยู่ในหน่วยลาดตระเวนจึงไม่จำเป็นต้องปลอมแปลงอะไร หรืออาจเป็นไปได้ว่าเด็กหนุ่มเข้าใจผิด คดีฆาตกรรมต่อเนื่องเมื่อสี่ปีก่อนอาจไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับ ‘ฮิโซกะ’ เลยก็เป็นได้
คิดมาถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนฝืนข่มความตื่นเต้นที่กำลังก่อตัวภายในใจ ก่อนจะเดินเข้าร้านนำเข้าส่งออกของรัฐมาตานีพร้อมกับกามูส์ มุ่งหน้าไปยังโซนขายเมล็ดกาแฟสารพัดชนิด แล้วเลือกนั่งในร้านกาแฟบริเวณใกล้เคียง
“กาแฟที่ราบสูงหนึ่งแก้ว ใส่นม น้ำตาลสองก้อน” กามูส์สั่งกับบริกรอย่างคุ้นเคย
ลูเมี่ยนสั่งกาแฟอินทิสที่มีกลิ่นหอมเข้มข้นหนึ่งแก้ว
ระหว่างรอ เด็กหนุ่มคอยสังเกตลูกค้าที่เดินผ่านไปมา ว่าซื้อกาแฟหรือเมล็ดกาแฟชนิดใดไปบ้าง พลางชวนกามูส์คุยอย่างผ่อนคลาย
“ฟังจากชื่อแล้ว คุณเป็นคนเฟเนพ็อตสินะ?”
กามูส์ลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบตามตรงว่า
“ชื่อเต็มของผมคือ ดอน·จีวิล·กามูส์·กาสตีญ่า”
เขาตัดสินใจบอกชื่อเต็ม เพราะนึกถึงโทรเลขที่กล่าวถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างหลุยส์·แบรีกับศาสนจักรพระแม่ธรณี
ลูเมี่ยนยิ้มออกมา
“ที่แท้ก็เป็นท่านขุนนางนี่เอง”
กาสตีญ่าคือนามสกุลของราชวงศ์เฟเนพ็อต และการที่ชื่อของกามูส์มีคำว่า ‘ดอน’ นำหน้า ซึ่งแปลว่า ‘ผู้ทรงเกียรติ’ นั่นแสดงถึงสถานะความเป็นขุนนาง
กามูส์ยิ้มอย่างขมขื่นพลางเอ่ยปาก
“ถ้าผมเป็นท่านขุนนางจริง จะมาเป็นสมาชิกหน่วยลาดตระเวนในรัฐพื้นเมืองของทวีปใต้ได้อย่างไร?”
“ตระกูลของเราตกต่ำมานานแล้ว แต่ผมไม่ปฏิเสธว่านามสกุลนี้และคำนำหน้า ‘ดอน’ ทำให้ผมได้เปรียบคนทั่วไปตั้งแต่จุดเริ่มต้น พอบรรลุนิติภาวะก็ได้รับโอสถมาหนึ่งขวดทันที กลายเป็นผู้วิเศษลำดับ 9 แต่การเลื่อนลำดับหลังจากนั้น ล้วนเป็นผลจากความพยายามของผมเอง”
การรับสินบนห้าหมื่นเฟลคิน ก็เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามงั้นสิ? ลูเมี่ยนแอบเย้ยหยันในใจ พลางเหลือบมองกาแฟสองแก้วที่บริกรนำมาเสิร์ฟ ก่อนจะเอ่ยถามผ่านๆ
“ไม่ลองกาแฟอื่นบ้างหรือ ดื่มแต่กาแฟที่ราบสูงอย่างเดียว?”
“ชินกับรสชาติของมันแล้วน่ะ” กามูส์ยกแก้วกาแฟขึ้นจิบหนึ่งอึก
ลูเมี่ยนถอดหมวกสานสีเหลืองทองออกจากศีรษะ แล้วจิบกาแฟตามไปหนึ่งอึก ก่อนจะยิ้มพลางพูดตามน้ำ
“ก็จริง เหมือนผมที่ไม่มีทางชินกับกาแฟเฟอร์โม่ได้เลย ใส่น้ำตาลปกติก็ขมเกินไป ใส่น้ำตาลมากไปก็หวานจนดื่มไม่ลง แต่บางคนกลับชอบความขมและกลิ่นหอมของกาแฟเฟอร์โม่ ถึงขนาดใส่น้ำตาลแค่นิดเดียว”
“แล้ว…”
“คุณอยากจะคุยเรื่องอะไรกันแน่?”
ลูเมี่ยนแอบถอนหายใจ ก่อนจะพูดอย่างเถรตรง
“คุณคงเห็นแล้วว่า ผมสนใจคดีฆาตกรต่อเนื่องเมื่อสี่ปีก่อนมาก มันคือจุดประสงค์เดียวที่ผมเดินทางมายังเมืองท่าไพลอส เป็นงานว่าจ้างที่มีมูลค่าสูงมาก”
“มูลค่าสูงมาก? นั่นก็แค่ ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ คนหนึ่งเท่านั้นนี่” กามูส์เห็นว่าหลุยส์·แบรีต้องการสนทนาเรื่องนี้ ก็แอบโล่งใจ
ถึงเขาจะไม่มีตา ก็ยังมองออกว่าหลุยส์·แบรีให้ความสำคัญกับคดีฆาตกรต่อเนื่องเมื่อสี่ปีก่อนมาก
ลูเมี่ยนยิ้มพลางอธิบายด้วยน้ำเสียงคลุมเครือ
“คดีนี้ซ่อนความลับมากมายที่คุณคาดไม่ถึงเอาไว้”
อย่างเช่น ผู้ข้ามมิติ และราชันสวรรค์องค์นั้น…
กามูส์จิบกาแฟที่ราบอีกอึกหนึ่ง ก่อนจะรำลึกความหลังว่า
“ผมมาถึงรัฐมาตานีเมื่อราวห้าปีก่อน ตอนนั้นชาวอินทิสเพิ่งจากไปไม่นาน อิทธิพลของราชอาณาจักรและศาสนจักรเริ่มแทรกซึมเข้ามา ผมจึงมองว่านี่คือโอกาส บางทีอาจอาศัยนามสกุลของตัวเองไต่เต้าขึ้นไปสู่ตำแหน่งบนๆ ได้ เลยตั้งใจนั่งเรือข้ามทะเลหมอกมา แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ แม้จะไม่เลวนักก็ตาม”
กามูส์ที่อายุเพียงยี่สิบห้ายี่สิบหกปี ถอนหายใจอย่างหดหู่เมื่อเล่าถึงอดีต
เขาเล่าต่อ
“ตอนที่เกิดคดี ผมเพิ่งขึ้นลำดับ 8 ได้ร่วมสืบสวนคดีนี้กับเพื่อนร่วมงานอีกหลายคน ภายใต้การนำของรองหัวหน้าหน่วยเลอาซา”
เขาเว้นวรรค มองยิ้มๆ มาทางลูเมี่ยน ราวกับจะบอกว่า ‘อยากรู้มากกว่านี้ ก็ต้องแสดงความจริงใจให้มากกว่านี้’
แต่ตอนนี้ลูเมี่ยนกำลังครุ่นคิดถึงอีกปัญหาหนึ่ง
ถ้า ‘ฮิโซกะ’ เป็นผู้วิเศษในเส้นทาง ‘ปีศาจ’ จริง และได้เข้าร่วมหน่วยลาดตระเวน จะมีวิธีปิดบังเส้นทางของตัวเองได้ไหม?
ลูเมี่ยนลองเปลี่ยนเป็นตัวเองดู พบว่าการปิดบังพลังของเส้นทาง ‘นักล่า’ ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด
จะเป็นไปได้ไหมว่า ‘ฮิโซกะ’ ก็ได้รับพรเช่นกัน และที่แสดงออกมาในยามปกติคือเส้นทางแห่งพร? ลูเมี่ยนยกแก้วขึ้นจิบกาแฟ แทนที่จะซักถามรายละเอียดของคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง เด็กหนุ่มจ้องมองกามูส์อย่างครุ่นคิดพลางเปลี่ยนประเด็น
“ในหน่วยลาดตระเวนมีคนที่เชี่ยวชาญการทำนายหรือถอดรหัสบ้างไหม?”
……………………………………………………..