ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 643 ผู้ต้องสงสัย
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 643 ผู้ต้องสงสัย
ตอนที่ 643 ผู้ต้องสงสัย
กามูส์ไม่เข้าใจว่า เหตุใดหลุยส์·แบรีถึงได้เปลี่ยนเรื่องคุยกะทันหัน จนลืมแม้กระทั่งจะเรียกเก็บค่าข้อมูล ได้แต่รำลึกความจำพลางกล่าวออกไป
“มีสิ เป็นนักมายากล แต่เดิมเป็นนายทหารในหน่วยองครักษ์ของนายพล ภายหลังถูกย้ายมาประจำการที่หน่วยลาดตระเวน”
ภายหลัง…ลูเมี่ยนขมวดคิ้ว
“ย้ายมาหน่วยลาดตระเวนเมื่อไร?”
“คุณถามไปทำไมหรือ? ปีที่แล้วน่ะ” กามูส์แทบไม่เข้าใจเลยว่า หลุยส์·แบรีต้องการสืบเรื่องใด จึงไม่อาจชี้ชัดได้ว่าข้อมูลใดสำคัญ
ปีที่แล้วสินะ…งั้นคงไม่ใช่ ‘ฮิโซกะ’…แต่ก็ยังไม่ควรรีบด่วนสรุป การเป็นนายทหารในกองกำลังพิทักษ์นายพลไควลาริล ย่อมมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลลับได้มากมาย อีกทั้ง สถานที่ที่เขาซื้อกาแฟเฟอร์โม่ไม่จำเป็นต้องเป็นร้านนำเข้าส่งออกนี้ อาจเป็นร้านกาแฟอีกสองแห่งก็ได้…หรือถ้าเป็นร้านนี้จริง ก็ยังมีคำอธิบายที่สมเหตุสมผล อา…เพื่อรับชมความไร้น้ำยาและความกระฟัดกระเฟียดของหน่วยลาดตระเวน…ลูเมี่ยนจดชื่อนักมายากลคนนั้นลงในรายชื่อผู้ต้องสงสัยชั่วคราว
เขามิได้ตัดสินว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ ‘ฮิโซกะ’ เพียงเพราะอยู่ในลำดับ 7 เท่านั้น เพราะลำดับของพรกับลำดับของโอสถไม่จำเป็นต้องเท่าเทียมกันเสมอไป
นอกจากนี้ จากเหตุการณ์ที่นักมายากลผู้หนึ่งลาออกจากหน่วยองครักษ์ของนายพลไควลาริล มาอยู่หน่วยลาดตระเวนแทนนั้น ลูเมี่ยนพอจะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงใต้ผิวน้ำของรัฐมาตานีอยู่รางๆ
ผู้วิเศษเส้นทาง ‘นักทำนาย’ หากไม่สังกัดศาสนจักรเดอะฟูล ก็ต้องมาจากหน่วยแปดแห่งอินทิส หรือไม่ก็องค์กรลับที่ค้ำจุนหน่วยแปดอย่าง ‘ลัทธิเร้นลับ’ ไม่ใช่ว่าจะไม่มีผู้วิเศษเถื่อนเลย แต่ผู้ที่เติบโตจนถึงขั้น ‘นักมายากล’ นั้นมีน้อยนัก เมื่อพิจารณาประกอบกับการที่รัฐมาตานีเคยเป็นอาณานิคมของอินทิส ลูเมี่ยนจึงสันนิษฐานอย่างมีเหตุผลว่า นักมายากลผู้นั้นต้องมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับสาธารณรัฐอินทิส และนายพลไควลาริลก็รู้แจ้งในเรื่องนี้เป็นอย่างดี
การที่เขาให้ ‘นักมายากล’ อยู่ในกองหน่วยองครักษ์ต่อไปนั้น ก็เพื่อรักษาสายสัมพันธ์กับอินทิสเอาไว้ในระดับหนึ่ง เพื่อรับมือกับราชอาณาจักรเฟเนพ็อตที่เพิ่งมาใหม่ และเพื่อธำรงไว้ซึ่งอำนาจการปกครองของตน ผ่านการสร้างดุลยภาพระหว่างอำนาจฝ่ายต่างๆ
การที่ ‘นักมายากล’ ลาออกจากหน่วยองครักษ์ของนายพลในปีที่ผ่านมา อาจเป็นเครื่องชี้ว่า หลังจากที่นายพลไควลาริลได้ประสานผลประโยชน์มาห้าหกปี ในที่สุดเขาก็มั่นใจในท่าทีของราชอาณาจักรเฟเนพ็อต จึงหันไปคบค้าสมาคมด้วย
การคาดการณ์ของลูเมี่ยนในแง่นี้ ไม่ได้ขัดแย้งกับข้อสงสัยเรื่องที่ ‘นักมายากล’ อาจเป็น ‘ฮิโซกะ’ ด้วยเหตุว่า ‘โลกิ’ เป็นชาวอินทิส เป็นคนของ ‘ลัทธิเร้นลับ’ และเป็นเจ้าหน้าที่ระดับกลางของหน่วยแปด ย่อมมีความเป็นไปได้สูงว่าจะใช้ช่องทางในมือ แอบผลักดัน ‘ฮิโซกะ’ เข้าสู่แผนกต่างประเทศของหน่วยแปด และให้เข้าร่วม ‘ลัทธิเร้นลับ’
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลูเมี่ยนจึงถามต่อไป
“นักมายากลคนนั้นชอบดื่มกาแฟเฟอร์โม่ไหม?”
เด็กหนุ่มมิได้ถามถึงชื่อและลักษณะเฉพาะของอีกฝ่ายโดยตรง
กามูส์ส่ายหน้า
“เขาไม่ชอบดื่มกาแฟ กลับชอบดื่มเครื่องดื่มรสหวานอย่าง ‘กวาดาร์’ มากกว่า”
‘กวาดาร์’ เป็นเครื่องดื่มท้องถิ่นที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในไบลัมตะวันตก ผลิตจากผลเบอร์รี่พื้นเมือง มีคาเฟอีนเป็นส่วนผสม ให้ผลในการกระตุ้นประสาทและต่อต้านความอ่อนล้าใกล้เคียงกับกาแฟ แต่มีสีส้มอมเหลือง รสชาติเปรี้ยวอมหวาน ทั้งช่วยบรรเทาความร้อนและดับกระหายได้เป็นอย่างดี
ชอบรสหวานหรอกหรือ…เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลูเมี่ยนก็รู้สึกผิดหวัง
‘ฮิโซกะ’ เมื่อสี่ปีก่อนย่อมไม่มีทางรู้ว่าในอนาคตจะได้เผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดอย่างลุดวิก จึงไม่น่าจะจงใจราดกาแฟเฟอร์โม่ที่ไม่ใส่น้ำตาล ลงบนโต๊ะที่มีช็อกโกแลตวางอยู่ ลูเมี่ยนจึงปักใจเชื่ออย่างรอบคอบว่า อีกฝ่ายคงชอบดื่มกาแฟรสขมจริงๆ
หากเป็นเช่นนั้น ‘นักมายากล’ ที่ชอบรสหวานก็คงไม่ใช่ ‘ฮิโซกะ’ เว้นเสียแต่ว่า ‘ฮิโซกะ’ จะจงใจแบ่งแยกบุคลิกอย่างชัดเจน โดยในยามปกติก็ทุ่มเทใจสวมบทบาทเป็นนักมายากลที่ชอบดื่ม ‘กวาดาร์’
เขาไม่ใช่ ‘นักแสดง’ สักหน่อย จะต้องแสดงทุกรายละเอียดในชีวิตประจำวันไปทำไมกัน!
แล้วเขาก็ไม่ได้กำลังย่อยโอสถ ‘ผู้ไร้หน้า’ ด้วย!
ขณะครุ่นคิด ลูเมี่ยนพลันได้รับการดลใจ
นักแสดง…
หาก ‘ฮิโซกะ’ เป็นผู้วิเศษในเส้นทาง ‘ปีศาจ’ จริง นอกจากจะนับถือราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชคเพราะเรื่องการข้ามมิติแล้ว ในสภาวะปกติเขาก็อาจได้รับอิทธิพลจาก ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ ด้วย
จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า เส้นทางพรของ ‘ฮิโซกะ’ ไม่ได้มาจากหนึ่งในเส้นทาง ‘นักทำนาย’ ‘ผู้ฝึกหัด’ และ ‘นักโจรกรรม’ ที่ราชันสวรรค์มอบให้ แต่กลับมีต้นกำเนิดจาก ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’?
ราชันสวรรค์ในตอนนี้ก็ต้องการให้เทพมารรุกล้ำเข้ามายังโลกที่อยู่หลังบาเรีย ก็มิใช่เรื่องเหลือวิสัยที่จะร่วมมือกับ ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ และยินยอมให้ ‘ฮิโซกะ’ ได้รับผลประโยชน์บางอย่างจากพระองค์…
ลูเมี่ยนที่ได้แนวคิดใหม่ มองกามูส์ผู้ไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กหนุ่มถึงเงียบไปกะทันหัน จิบกาแฟอินทิสในแก้วพลางเปลี่ยนหัวข้อสนทนาด้วยรอยยิ้ม
“ในหน่วยลาดตระเวนมีผู้วิเศษเส้นทาง ‘นักโทษ’ บ้างไหม?”
ก่อนหน้านี้เด็กหนุ่มสงสัยอยู่แล้วว่า ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ คือเทพมารที่สถิตอยู่บนยอดของสามเส้นทาง นั่นคือเส้นทาง ‘อาชญากร’ ‘นักโทษ’ และ ‘คนตระหนี่’ ดังนั้นพรที่ได้รับน่าจะมาจากเส้นทางใดเส้นทางหนึ่ง หรือไม่ก็เป็นการผสมผสานกัน
เหตุที่ลูเมี่ยนไม่ได้ถามถึงเส้นทาง ‘คนตระหนี่’ ก็เพราะมันน่าสงสัยยิ่งกว่าเส้นทาง ‘อาชญากร’ หรือก็คือเส้นทาง ‘ปีศาจ’ เสียอีก เพราะไม่ได้อยู่ในยี่สิบสองเส้นทางสู่การเป็นเทพด้วยซ้ำ
เปรียบเสมือนโจรที่ถูกตำรวจจับได้ เอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า ‘ผมปลอมตัวได้แนบเนียนและไม่ทิ้งร่องรอยใดไว้ เหตุใดพวกคุณจึงระบุตัวได้อย่างรวดเร็วนัก’ แต่กลับได้คำตอบว่า ‘ที่นี่ไม่ใช่กรุงทรีอาร์ มนุษย์ปกติที่ไหนจะปลอมตัวเป็นไก่งวงแล้วไปซ่อนตัวในตรอกเปลี่ยวเล่า?’
“คุณคิดว่าในหน่วยลาดตระเวนมีสายลับของ ‘โรงเรียนกุหลาบ’ แฝงตัวอยู่หรือ?” กามูส์คิดว่าหลุยส์·แบรีกำลังชวนคุยเรื่องที่ ‘โรงเรียนกุหลาบ’ หมายปองเมืองท่าไพลอส “ไม่ใช่แน่นอน เขาเป็นคนรู้จักยับยั้งชั่งใจ ไม่ได้ปล่อยตัวแม้แต่น้อย”
ลูเมี่ยนยิ้ม
“นั่นก็แปลว่า มีผู้วิเศษในเส้นทาง ‘นักโทษ’ อยู่จริงๆ สินะ?”
“ใช่แล้ว ลำดับ 6 ซอมบี้…” กามูส์มิได้ปฏิเสธ
ลูเมี่ยนพลันเอ่ยปากขัดจังหวะ
“อย่าเพิ่งบอกผมว่าเขาเป็นใคร รูปร่างหน้าตาแบบใด มีจุดเด่นประการใด คุณช่วยตอบคำถามผมสักสองสามข้อก่อน”
“คำถามอะไร?” กามูส์รู้สึกมึนงงกับหัวข้อสนทนาที่วกวนไปมา ตั้งใจว่าจะรอดูสถานการณ์ก่อนตัดสินใจว่า เมื่อใดจึงจะเรียกร้องผลประโยชน์
ลูเมี่ยนประคองถ้วยกระเบื้องเนื้อละเอียดที่บรรจุกาแฟอินทิส พลางถามราวกับสนทนายามว่าง
“เขาเข้าร่วมหน่วยลาดตระเวนเมื่อไร?”
“ช้ากว่าผมครึ่งปี” กามูส์ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ
นายมาถึงรัฐมาตานีเมื่อกว่าห้าปีก่อน และเข้าร่วมหน่วยลาดตระเวนในเวลาไม่นาน ช้ากว่าครึ่งปีก็ย่อมต้องหมายความว่า ‘นักโทษ’ คนนั้นสังกัดหน่วยลาดตระเวนแล้วในตอนที่เกิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่องเมื่อสี่ปีก่อน…ลูเมี่ยนพลันตื่นตัวทันที ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถาม
“เขาเคยประสบหายนะ เกือบเอาชีวิตไม่รอดมาก่อนหรือไม่?”
“ไม่เคย” กามูส์ส่ายหน้า “อย่างน้อยผมก็ไม่ทราบ”
ลูเมี่ยนมิได้แสดงความผิดหวัง ยังคงรักษารอยยิ้มไว้พลางถาม
“แล้วเขาชอบดื่มกาแฟเฟอร์โม่ไหม?”
“ใช่ เขารักการดื่มกาแฟเฟอร์โม่มาก และต้องไม่ใส่น้ำตาลด้วย” กามูส์ตอบออกไปโดยไม่ทันคิด จากนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่หลุยส์·แบรีก็เพิ่งถามว่า ‘นักมายากล’ แห่งหน่วยลาดตระเวนชอบดื่มกาแฟเฟอร์โม่หรือไม่
เขาพลันเกิดความคาดเดาบางประการ
“ชอบดื่มกาแฟเฟอร์โม่แล้วมันยังไง? ฆาตกรในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องเมื่อสี่ปีก่อน ชอบดื่มกาแฟเฟอร์โม่หรือ? ในเมืองท่าไพลอส มีเพียงไม่กี่ร้านที่หาซื้อกาแฟเฟอร์โม่ได้ หนึ่งในนั้นคือที่นี่ อีกทั้ง ร้านอื่นๆ ที่ขายกาแฟเฟอร์โม่ก็ล้วนซื้อเมล็ดกาแฟไปจากร้านนี้ทั้งนั้น…คุณกำลังสงสัยว่า ฆาตกรในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องเมื่อสี่ปีก่อน อยู่ในหน่วยลาดตระเวนหรือ?”
คุณภาพไม่เลวเลย คิดตามได้เร็วมาก แถมยังคาดเดาแม่นยำ…ลูเมี่ยนชื่นชมกามูส์อยู่ในใจ
ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกปีติอันเปี่ยมล้นก็ผุดขึ้นในห้วงลึกของจิตใจเด็กหนุ่ม
ในรัฐมาตานี ผู้ที่ชื่นชอบกาแฟเฟอร์โม่นั้นมีไม่มากนัก ยิ่งดื่มแบบไม่ใส่น้ำตาลด้วยแล้ว อีกทั้ง บุคคลดังกล่าวยังสังกัดหน่วยลาดตระเวน แถมยังอยู่ในเส้นทาง ‘นักโทษ’ อีกด้วย!
เมื่อเงื่อนไขตรงกันหลายข้อเช่นนี้ ลูเมี่ยนรู้สึกว่าตนได้คว้าหางของ ‘ฮิโซกะ’ ไว้ได้แล้ว!
เด็กหนุ่มยังคงไม่ถามถึงชื่อ รูปพรรณสัณฐาน ตัวตน และลักษณะเด่นของสมาชิกหน่วยลาดตระเวนผู้นั้น เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้เป้าหมายรับรู้ถึงเจตนาร้ายและอันตราย
ด้วยความคิดที่ว่า ตนเองก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าศัตรูเป็นผู้ใด ลูเมี่ยนจึงถามอย่างไม่ใส่ใจนัก
“เขาเป็นชาวพื้นเมืองหรือไม่?”
เห็นกามูส์นิ่งเงียบไป ลูเมี่ยนจึงเอ่ยเสริมพร้อมรอยยิ้ม
“ผมไม่สนใจเงินรางวัลจากทางการหรอก”
สีหน้าของกามูส์ผ่อนคลายลง
“เขาเป็นชาวท่าเรือไพลอสโดยกำเนิด เกิดที่เมืองทิซาโมซึ่งขึ้นตรงต่อเมืองท่าไพลอส…”
แม้การรับสมาชิกของหน่วยลาดตระเวนจะไม่เข้มงวดเท่าศาสนจักรใหญ่หรือรัฐบาลประเทศต่างๆ แต่ก็ยังมีการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นอยู่บ้าง มิเช่นนั้น นายพลไควลาริลคงต้องคอยหวาดระแวงว่าวันใดวันหนึ่ง ตนอาจถูกสมาชิกหน่วยลาดตระเวนอาศัยการสืบสวนคดีเหนือธรรมชาติ เป็นข้ออ้างในการลอบสังหาร
เมืองทิซาโม…หนึ่งในจุดที่ ‘ฮิโซกะ’ เล่นพิเรนทร์…ตรงกันพอดี! ลูเมี่ยนควบคุมตนเอง ไม่ให้มุมปากยกขึ้นแม้เพียงน้อยนิด เขาสวมสีหน้าเสียดายขณะเอ่ยกับกามูส์
“น่าเสียดาย ดูเหมือนจะไม่ใช่เป้าหมายของผม”
นี่เป็นการป้องกันไม่ให้กามูส์เกิดความคิดที่จะสืบสวนเป้าหมายเอง
เพราะอาจทำให้อีกฝ่ายสัมผัสถึงเจตนาร้าย!
“งั้นหรือ” กามูส์ยักไหล่
เขาถามด้วยความอยากรู้
“คุณสืบทราบได้อย่างไรว่า ฆาตกรในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องเมื่อสี่ปีก่อน ชอบการดื่มกาแฟเฟอร์โม่?”
“ผมรู้ว่ามีคนแบบนั้นอยู่ จึงลองสืบสวนดู” ลูเมี่ยนตอบอย่างมีเลศนัย
เขาไม่ได้บอกกามูส์ว่า ข้อมูลดังกล่าวมาจากกระดาษดีบุกห่อช็อกโกแลต เพื่อป้องกันมิให้อีกฝ่ายคิดว่า ตนเองก็สามารถค้นพบเบาะแสเพิ่มเติมได้ แล้วเริ่มสืบสวนใหม่จนถูก ‘ฮิโซกะ’ จับตามอง
คิดมาถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนพลันเกิดความเข้าใจประการหนึ่ง
ตนเองคงถูก ‘ฮิโซกะ’ จับตามองไปแล้ว แต่การวางเหยื่อก็มีข้อดีของการวางเหยื่อ…
เรื่องที่หลุยส์·แบรี ผู้สวมหมวกสานสีเหลืองทองไปติดสินบนสมาชิกหน่วยลาดตระเวนเพื่อเปิดดูสำนวนคดีฆาตกรรมต่อเนื่องเมื่อสี่ปีก่อนนั้น สมาชิกหน่วยลาดตระเวนคนอื่นๆ ยังไม่ทันสังเกตเห็นเพราะไม่ได้ใส่ใจ แต่หาก ‘นักโทษ’ ผู้นั้นเป็น ‘ฮิโซกะ’ จริง เขาย่อมสังเกตเห็นลูเมี่ยนไปแล้วเป็นแน่ สังเกตเห็นว่าศัตรูกำลังสืบสวนคดีฆาตกรรมต่อเนื่องเมื่อสี่ปีก่อน
สาเหตุที่ฮิโซกะยังไม่ลงมือ ก็เพราะลูเมี่ยนปรากฏตัวในฐานะหลุยส์·แบรีอย่างโจ่งแจ้ง มิได้ปิดบังอำพรางแต่อย่างใด ทำให้เขาสงสัยว่านี่คงเป็นการวางเหยื่อ เกรงว่าจะเผลอเหยียบกับดักเข้า จึงยังไม่ดำเนินการใดๆ ส่วนเรื่องที่ยังไม่มีลางสังหรณ์อันตราย ก็คงเพราะลูเมี่ยนยังไม่ทราบว่าผู้ต้องสงสัยเป็นใคร มีสถานะเช่นไร เพียงแต่เตรียมพร้อมรับมือกับการโจมตีทีเผลอจาก ‘ปีศาจ’ หรือ ‘อัครสาวกแห่งตัณหา’
การวางเหยื่อครั้งก่อนๆ ของเรามีเพื่อขุดบ่อล่อปลา แต่ครั้งนี้ทำไปเพื่อการบลัฟ…ความคิดของลูเมี่ยนยิ่งแจ่มชัด พลางมองกามูส์แล้วเอ่ยปาก
“คุณช่วยสังเกตให้หน่อยสิ ในกองบัญชาการตำรวจ มีใครบ้างที่ชอบดื่มกาแฟเฟอร์โม่”
“ได้” กามูส์คิดว่าหลุยส์·แบรี คงใช้รายละเอียดบางอย่างที่ตนไม่รู้ จำกัดวงผู้ต้องสงสัยให้เหลือเพียงหน่วยลาดตระเวนและกรมตำรวจ และบัดนี้ได้คัดความเป็นไปได้ของสมาชิกหน่วยลาดตระเวนออกไปเบื้องต้นแล้ว
ดื่มกาแฟอินทิสที่เหลือจนหมด ชำระเฟลคินตามจำนวน ลูเมี่ยนสวมหมวกสานสีเหลืองทอง ยังคงรักษารอยยิ้มไว้ บรรจงก้าวออกจากร้านค้านำเข้าส่งออกมาตานี ออกจากถนนคานยา
เมื่อผ่านกองบัญชาการตำรวจเมืองท่าไพลอส เด็กหนุ่มจงใจชำเลืองมองอยู่หลายครั้ง
……………………………………………………..