ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 644 หน่วยลาดตระเวน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 644 หน่วยลาดตระเวน
ตอนที่ 644 หน่วยลาดตระเวน
กามูส์ยืนสูบบุหรี่อยู่หน้าร้านค้านำเข้าส่งออกมาตานี พลางสังเกตผู้คนที่เดินผ่านไปมา มิพบผู้ใดซื้อกาแฟเฟอร์โม่
เมื่อเห็นโคมไฟแก๊สริมทางทยอยสว่างขึ้นทีละดวง และขอบฟ้าย้อมสีดำเข้มอมน้ำเงิน กามูส์จึงดับก้นบุหรี่ทิ้งลงถังขยะ แล้วเดินกลับไปยังตึกสีขาวครีมสูงสี่ชั้นของหน่วยลาดตระเวน
แต่เดิมเขาตั้งใจจะไปย่านชาวต่างชาติเพื่อลิ้มรสอาหารอินทิสมื้อใหญ่ ฉลองที่วันนี้ได้เงินก้อนโตถึงสี่หมื่นเฟลคิน ทว่าหลังจากที่หลุยส์·แบรีทำให้เสียเวลาไปพักใหญ่ ฟ้าก็มืดค่ำแล้ว เขาขี้เกียจรอพ่อครัวมือฉมังปรุงอาหารอย่างพิถีพิถัน จึงตัดสินใจกลับหน่วยลาดตระเวน ชวนเพื่อนร่วมหน่วยที่สนิทกันสองสามคน ร่วมทุนสั่งอาหารจากร้านแถวนั้น อิ่มท้องแล้วค่อยไปผ่อนคลายที่บาร์หรือคาบาเร่ต์ต่อ
เพิ่งจะเดินผ่านห้องโถง กามูส์ก็เห็นเพื่อนร่วมหน่วยคนหนึ่งเดินมา ผิวสีน้ำตาลเข้ม ริมฝีปากค่อนข้างหนา สูงกว่าหนึ่งเมตรแปดสิบ ถักผมเป็นเปียเล็กๆ สีน้ำตาล เอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า
“คนที่สวมหมวกสานนั่น มาหาคุณอีกแล้วหรือ?”
“นี่ ได้ยินว่าคุณกับพวกโคโลโบจับฆาตกรต่อเนื่องได้ รับเงินรางวัลตั้งห้าหมื่นเฟลคินเลยสินะ?”
รัฐมาตานีเคยถูกอินทิสล่าอาณานิคมมาหลายปี ผู้คนจึงคุ้นเคยกับการใช้เงินตราเฟลคินควบคู่กับเหรียญทองแดง ‘เดริกซี’ และเมื่อนายพลไควลาริลเข้าควบคุมพื้นที่ ก็มิได้เปลี่ยนแปลงอะไรในด้านนี้ เพียงแต่ร่วมมือกับธนาคารแห่งหนึ่งในราชอาณาจักรเฟเนพ็อต เปิดธนาคารท้องถิ่นที่สามารถแลกเปลี่ยนเฟลคินกับทองลิโซได้อย่างเสรี
หากผู้ที่มาสอบถามเป็นเพื่อนร่วมหน่วยที่หลุยส์·แบรีให้ความสนใจเป็นพิเศษอย่าง ‘นักมายากล’ หรือ ‘ซอมบี้’ กามูส์คงต้องระแวดระวัง แต่บุคคลตรงหน้ามีชื่อว่าโซว เป็น ‘กลาดิเอเตอร์’ ลำดับ 8 ของเส้นทาง ‘นักรบ’ เคยเป็นนักผจญภัยมาก่อน เพิ่งเข้าร่วมหน่วยลาดตระเวนเมื่อปีที่แล้ว นิสัยถือว่าดี แม้จะค่อนข้างเกียจคร้านและชอบความสุขสำราญ แต่ก็ไม่มีปัญหาใหญ่
กามูส์หัวเราะร่าพลางตอบว่า
“สายข่าวของผมเองแหละ ถ้าไม่ใช่เพราะเขา ผมคงไม่ได้เงินรางวัลมากขนาดนี้”
โซวผู้มีตาชั้นเดียวถึงบางอ้อทันที
“เมื่อสักครู่ เขามาหาคุณเพื่อรับส่วนแบ่งของตัวเองหรือ?”
กามูส์ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยตอบ
“นั่นก็เหตุผลหนึ่ง อีกเหตุผลคือ เขายังคงสืบสวนคดีฆาตกรต่อเนื่องเมื่อสี่ปีก่อนอยู่ จึงต้องการสอบถามรายละเอียดบางจุดจากผม”
เรื่องที่เขามอบแฟ้มคดีให้หลุยส์·แบรีก่อนหน้านี้ อาจปิดบังหัวหน้าหน่วยและรองหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนได้ แต่ปิดบังเพื่อนร่วมหน่วยเหล่านี้ไม่ได้ เขาจึงไม่คิดจะปิดบังเรื่องที่หลุยส์·แบรีกำลังสืบสวนคดีฆาตกรต่อเนื่องเมื่อสี่ปีก่อน อีกทั้งการจะสะกดรอยคนในกองบัญชาการตำรวจ ดูว่าใครชอบดื่มกาแฟเฟอร์โม่ ใครน่าสงสัยมากที่สุด ยังต้องอาศัยความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมหน่วยอยู่บ้าง
“มีความคืบหน้าบ้างไหม? มีโอกาสได้เงินรางวัลไหม?” โซวผู้สวมเสื้อเชิ้ตยับย่นและแบกดาบใหญ่ไว้บนหลัง ถามด้วยท่าทีสนใจอย่างออกนอกหน้า
กามูส์ยังไม่อยากเล่ารายละเอียดมากนัก จึงตอบอย่างคลุมเครือ
“เขาสงสัยว่าฆาตกรอาจซ่อนตัวอยู่ในกองบัญชาการตำรวจเมื่อสี่ปีก่อน ผมเลยกะว่าจะลองแอบๆ สืบดู”
“ทำไมถึงสงสัยว่าฆาตกรเป็นตำรวจล่ะ?” โซวถามด้วยสีหน้างุนงง
กามูส์ยังไม่ได้ถกประเด็นนี้กับลูเมี่ยน จึงทำเพียงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยปาก
“คุณลองคิดดูนะ ในคดีเมื่อสี่ปีก่อน เหยื่อทุกคนล้วนเป็นผู้วิเศษ หลายคนยังปิดบังตัวตนด้วยซ้ำ แล้วเหตุใดฆาตกรจึงสามารถค้นพบพวกเขาได้อย่างแม่นยำ เหตุใดจึงรู้ว่าพวกเขาคือผู้วิเศษ?”
“มีเพียงพวกเราหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองบัญชาการตำรวจเท่านั้น จึงจะเข้าถึงข้อมูลลับระดับนี้ได้ และเส้นทาง ‘ปีศาจ’ ก็คงแฝงตัวเข้ามาทำงานกับหน่วยลาดตระเวนไม่ได้หรอก”
แนวทางการสืบสวนนี้ เลอาซาซึ่งดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วยในขณะนั้น เคยเสนอเอาไว้เมื่อสี่ปีก่อน แต่เพียงแค่สงสัยว่า ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ ซ่อนตัวอยู่ในหน่วยลาดตระเวน โดยมิได้พิจารณาถึงผู้คนในกองบัญชาการตำรวจและหน่วยองครักษ์ของนายพล ภายหลังหน่วยลาดตระเวนได้ทำการสืบสวนตามแนวทางนี้ แต่เมื่อไม่พบผู้ต้องสงสัย จึงเปลี่ยนทิศทางการสืบสวนไป
“ผมเริ่มเห็นแสงแห่งความหวังอยู่รำไรแล้ว รวมถึงกลิ่นหอมๆ ของเฟลคินด้วย” โซวกล่าวด้วยสีหน้าเปี่ยมความคาดหวัง “ถ้าต้องการความช่วยเหลือใด เรียกใช้ผมได้ทุกเมื่อเลยนะ! ได้ยินว่าพวกโคโลโบแค่ตามคุณไปยังสถานที่เกิดเหตุ ก็รับได้ส่วนแบ่งไปคนละห้าพันเฟลคินแล้ว!”
“ไม่มีปัญหา” กามูส์ตอบรับอย่างฉับไว
จากนั้น เขาก็เดินผ่านโซวไป มุ่งหน้าตามระเบียงทางเดินไปยังห้องทำงานของตน
ที่หน้าห้องทำงานของกามูส์ โคโลโบแอบชะโงกศีรษะออกมา มองดูเขาสนทนากับโซวอยู่
โคโลโบมีอายุใกล้เคียงกับกามูส์ เพียงยี่สิบสี่ยี่สิบห้าปี ผมสีดำสนิท นัยน์ตาสีฟ้าเข้ม รูปร่างค่อนข้างผอม ในมือถือแว่นกันแดดสีดำอยู่
เขากดเสียงต่ำ แล้วพูดกับกามูส์
“ช่วงนี้อย่าเพิ่งไปร่วมปฏิบัติการกับโซวนะ”
“ทำไมหรือ?” กามูส์ถามด้วยความประหลาดใจ
โคโลโบเห็นโซวหายไปที่ประตูทางเข้าห้องโถงแล้ว จึงละสายตากลับมาพูดว่า
“ผมรู้สึกว่าช่วงนี้หากติดต่อกับเขา จะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น”
“แล้วทำไมคุณถึงไม่เตือนเขาล่ะ?” กามูส์ขมวดคิ้วสงสัย
โคโลโบเป็น ‘เครื่องจักร’ ลำดับ 8 ของเส้นทาง ‘สัตว์ประหลาด’ มีสัมผัสวิญญาณแรงมาก มักจะมีลางสังหรณ์กับสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ
“ผมเตือนเขาแล้ว แต่หมอนั่นคิดว่าคงไม่เป็นอะไร แล้วผมก็รายงานให้หัวหน้าหน่วยรับรู้แล้วด้วย” โคโลโบยักไหล่
ขณะพูด ผู้วิเศษร่างผอมบางผู้นี้ก็นึกบางอย่างขึ้นได้
“นักผจญภัยที่ชื่อหลุยส์·แบรีคนนั้นก็อันตรายไม่แพ้กัน ตอนเช้าที่ไปยังจุดเกิดเหตุ ผมไม่กล้ามองเขาตรงๆ แม้แต่วินาทีเดียว กระทั่งตอนที่เหลือบมอง ก็ยังเห็นคราบเลือดนับไม่ถ้วน เปลวเพลิงมหาศาล และความตายอันไร้สิ้นสุด”
“ทีแรกผมไม่อยากบอกคุณหรอก เพราะรู้สึกว่าถ้าพูดออกไป โชคชะตาจะกดทับจนตัวผมเองหายใจไม่ออก แต่พอได้พูดออกมากลับโล่งขึ้นมากเลย ผมคงไวต่อความรู้สึกเกินไปสินะ”
อันตรายถึงเพียงนั้นเชียว? สมแล้วที่เป็นนักผจญภัยคนดัง ผู้ได้รับเงินรางวัลถึงหกแสนเฟลคินในคราวเดียว…กามูส์ที่รู้จักวีรกรรมของหลุยส์·แบรีมาก่อนแล้ว ไม่ได้รู้สึกตกตะลึงมากนัก เพียงแต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยิน ‘สัตว์ประหลาด’ โคโลโบบรรยายถึงผู้อื่นเช่นนี้
กามูส์ตบบ่าโคโลโบ
“ขอบใจ ผมจะระวังตัวไว้”
พูดจบ เขาก็ถามด้วยความสงสัย
“หลุยส์·แบรีเป็นคนแรกที่ทำให้คุณรู้สึกแบบนี้หรือเปล่า?”
“ไม่ ยังมีอีกคน” โคโลโบส่ายหน้า
“ใครหรือ?” กามูส์แสดงความประหลาดใจ
สีหน้าของโคโลโบพลันเคร่งขรึมขึ้นมาทันที
“ผมบอกไม่ได้”
“ถ้าพูดออกไป ผมต้องตายแน่ ตายอย่างแน่นอน!”
กล่าวจบ ผู้วิเศษร่างผอมบางผู้นี้ก็เร่งฝีเท้าออกจากห้องทำงานของกามูส์
…………
ลูเมี่ยนกลับมาถึงโรงแรมหรูออเรลา แล้วเดินตรงเข้าสู่ห้องนอนใหญ่
ห้องชุดใต้ดินแห่งนี้ แม้ในยามที่อากาศร้อนระอุ ก็ยังคงความเย็นฉ่ำอยู่หลายส่วน
บนโต๊ะในห้องนอนใหญ่ มีจดหมายฉบับหนึ่งถูกพับไว้เรียบร้อย
จดหมายตอบกลับจากมาดามเมจิกเชี่ยน…ลูเมี่ยนหยิบจดหมายขึ้นมา คลี่อ่านใจความ
“ดีมาก ถือว่าเข้าใจในตัวเองได้อย่างถ่องแท้”
“เรื่องของ ‘โรงเรียนกุหลาบ’ กับ ‘นิกายวิญญาณ’ จะมีผู้รับผิดชอบโดยเฉพาะ เธอไม่จำเป็นต้องเอาตัวเข้าไปเสี่ยง จงมุ่งความสนใจไปที่การรับมือกับ ‘ฮิโซกะ’ ก็พอ แน่นอน หากพวกเขาขอความช่วยเหลือจากเธอบ้าง ก็สามารถให้ความร่วมมือได้”
“ตะกอนพลังที่สมาชิก ‘โรงเรียนกุหลาบ’ ทิ้งไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เหลือจากเส้นทาง ‘ปีศาจ’ และเส้นทาง ‘นักโทษ’ ล้วนมีมลทินที่ยุ่งยากไม่เบา จึงไม่ควรนำไปขายให้ผู้อื่น อีกทั้งอย่าได้หา ‘ช่างฝีมือ’ มาประดิษฐ์สิ่งของตามอำเภอใจ หรือหากจำเป็นต้องทำ ก็ขายมันให้ฉัน หรือฝากฉันไปหา ‘ช่างฝีมือ’ ก็ได้ อา…สามารถเก็บมันไว้ใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ได้ เมื่อเทียบกับสายตาที่จับจ้องและผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากถุงมือสนับกิ่งพฤกษาเงา รอยประทับของมิสเตอร์ฟูล และสิ่งอื่นๆ บนตัวเธอแล้ว มันอ่อนด้อยราวกับทารกธรรมดาที่เพิ่งลืมตาดูโลก”
เมื่อได้รับคำตอบ ลูเมี่ยนถอนหายใจด้วยความโล่งอก พลางเรียกใช้รอยประทับสีดำบนไหล่ขวา เพื่ออันตรธานไปจากห้อง
ครู่ต่อมา ร่างของเด็กหนุ่มปรากฏขึ้นบนยอดหอนาฬิกาแห่งหนึ่ง ณ ถนนใหญ่แนวร่มไม้ในกรุงทรีอาร์
มองไปยังโรงแรมหรูช็องเซที่อยู่แสนไกล มองดวงไฟที่เริ่มสว่างขึ้นทีละดวง ในที่สุดลูเมี่ยนก็ไม่จำเป็นต้องอดกลั้นอีกต่อไป สามารถครุ่นคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนถึงข้อมูลที่ได้รับมาจากกามูส์
ด้วยระยะทางที่ห่างไกลข้ามผ่านทะเลคลั่ง อาณาจักรเฟเนพ็อต และครึ่งหนึ่งของสาธารณรัฐอินทิส ต่อให้เขากำลังวางแผนล่า ‘ฮิโซกะ’ ด้วยเจตนาอันแน่วแน่ ก็ไม่ต้องกังวลว่าศัตรูจะรับรู้ถึงเจตนาร้ายและอันตรายได้!
ระยะทางเช่นนี้ เกรงว่ามีเพียงเทวทูตเท่านั้นที่จะสัมผัสถึง
แม้ว่าในขณะนี้ เป้าหมายของลูเมี่ยนจะยังไม่แน่ใจ ไม่รู้ว่า ‘ฮิโซกะ’ คือผู้ใดกันแน่ ไม่ทราบรายละเอียดของอีกฝ่าย ทั้งยังไม่มีแผนการที่เป็นรูปธรรมและนำไปปฏิบัติ ตามปกติแล้วคงไม่ไปกระตุ้นลางสังหรณ์อันตรายของ ‘ฮิโซกะ’ แต่ในเมื่อสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยได้ ก็ไม่มีเหตุผลใดให้ไม่ต้องทำ
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงอาศัยคุณสมบัติของ ‘นักพรต’ อดกลั้นอย่างยากลำบากไม่ให้คิดถึงเรื่องที่เกี่ยวข้อง จนกระทั่งห่างไกลจากเมืองท่าไพลอส ห่างไกลจากทวีปใต้ จึงได้พินิจพิเคราะห์รายละเอียด และปล่อยความคิดให้แตกกิ่งก้านสาขาดังเช่นทุกครา
ผ่านไปไม่รู้นานเท่าใด ร่างของลูเมี่ยนก็หายวับไปในหอนาฬิกา
แต๊ง แต๊ง แต๊ง!
นาฬิกาลูกตุ้มใหญ่ตีสามครั้ง บ่งบอกว่าเป็นเวลาหนึ่งทุ่มตรงแล้ว
…………
เช้าวันรุ่งขึ้น
กามูส์เพิ่งก้าวเข้าสู่โถงใหญ่ ก็เห็นหลุยส์·แบรีผู้สวมหมวกสานสีเหลืองทอง นั่งอยู่บนโซฟาในโซนต้อนรับแขก
มาอีกแล้วหรือ? กามูส์นึกถึงคำเตือนของโคโลโบ ขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางก้าวเดินไปหาด้วยความกังวล
“คราวนี้อยากได้ความช่วยเหลือแบบไหน?” เขาควบคุมอารมณ์ ถามด้วยท่าทีสงบ
ลูเมี่ยนยิ้มขึ้นมา
“ผมต้องการข้อมูลบางอย่าง แต่มิใช่จากปากคุณ หากแต่เป็นเพื่อนร่วมหน่วยที่คุณไว้ใจสักคน และต้องไม่รู้เรื่องที่พวกเราคุยกันเมื่อเย็นวาน แล้วก็…ขอนัดพบที่ร้านค้านำเข้าส่งออกมาตานี”
“ผมจะจ่ายค่าตอบแทน 5,000 เฟลคิน”
ข้อเรียกร้องแปลกประหลาดมาก… 5,000 เฟลคิน ช่างใจป้ำเสียจริง ห…หรือว่าทำไปเพื่อหลีกเลี่ยงลางสังหรณ์อันตรายของปีศาจ? กามูส์ในฐานะผู้วิเศษทางการเจนสนาม เกิดความเชื่อมโยงบางสิ่งได้ในทันที
เขาควบคุมตนเองไม่ให้คิดมากเกินไป ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยปาก
“ได้”
เขารีบเดินเข้าไปในเขตสำนักงาน ส่วนลูเมี่ยนลุกขึ้นจากไป มุ่งหน้าไปยังร้านค้านำเข้าส่งออกมาตานีที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงร้อยเมตร
ไม่นานนัก ชายผู้หนึ่งเดินมานั่งลงตรงหน้าลูเมี่ยนที่กำลังจิบกาแฟอยู่
ลูเมี่ยนจำเขาได้ ทราบว่าอีกฝ่ายคือสมาชิกหน่วยลาดตระเวนที่ร่วมไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุกับตนเมื่อวาน แต่วันนี้อีกฝ่ายกลับสวมแว่นตาดำสนิท ราวกับคนตาบอด
“ผมคือโคโลโบ กามูส์บอกว่ามีโอกาสได้เงิน 5,000 เฟลคิน” สมาชิกหน่วยลาดตระเวนรายนี้แนะนำตัวด้วยภาษาอินทิสที่ไม่ค่อยคล่องนัก
ลูเมี่ยนพิจารณาสภาพของโคโลโบอย่างขบขัน หยิบกระดาษและปากกาออกมา นับธนบัตรมูลค่า 5,000 เฟลคิน แล้วผลักทั้งหมดไปให้
“รบกวนช่วยเขียนชื่อและรายละเอียดของผู้วิเศษเส้นทาง ‘นักโทษ’ ในหน่วยลาดตระเวนลงไป จงจำไว้ว่า อย่าให้ผมเห็นเป็นอันขาด พอเขียนเสร็จก็พับเป็นรูปสี่เหลี่ยม”
โคโลโบคลำหาธนบัตรราวกับคนตาบอด
เขาก้มตัวลงต่ำ เกือบจะซุกหัวใต้โต๊ะขณะนับเงิน
“ทำไมคุณถึงไม่มองผมล่ะ?” ลูเมี่ยนถามอย่างสนอกสนใจ
โคโลโบตอบอย่างกระสับกระส่าย
“ผมกลัวว่าตัวเองจะตาบอดไปจริงๆ”
เขาสามารถมองเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น? เส้นทาง ‘สัตว์ประหลาด’ หรือ? ลูเมี่ยนสำรวจตนเองครู่หนึ่ง แล้วไม่ถามเพิ่มเติม
โคโลโบหันหลังให้ อาศัยโต๊ะด้านหลังเขียนข้อมูลลงไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นพับกระดาษส่งให้ลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนไม่แม้แต่จะเหลือบมอง รับข้อมูลลับมาอย่างว่องไว แล้วยัดเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ทันที
เด็กหนุ่มรีบจ่ายค่ากาแฟ แล้วเดินเข้าไปในห้องสุขาของร้าน
ร่างของเขาหายวับไปจากตำแหน่งอีกครั้ง
……………………………………………………..