ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 648 ทำงานเป็นทีม
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 648 ทำงานเป็นทีม
ตอนที่ 648 ทำงานเป็นทีม
ณ ห้องแห่งหนึ่งบนชั้นบนสุดของตึกสีขาวครีม อันเป็นที่ตั้งของหน่วยลาดตระเวน
ชายวัยกลางคนในชุดสูทบางๆ สีดำ ได้ยินเสียงของจินนา
เขาลุกพรวดในทันที ไม่มัวตามหาที่มาของเสียงตะโกน รีบล้วงกะโหลกมนุษย์สีขาวที่ดูราวกับแกะสลักจากคริสตัลออกมาจากช่องลับในเสื้อ
ชายวัยกลางคนผู้เป็นลูกครึ่งระหว่างอินทิสกับไบลัมตะวันตก กำกะโหลกคริสตัลไว้แน่น พร่ำบทสวดลึกลับที่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย
ในวินาทีถัดมา ฝ่ามือข้างหนึ่งก็โผล่ออกจากความว่างเปล่าเบื้องหน้าเขา ข้อนิ้วใหญ่โตผิดธรรมชาติ ผิวหนังมีเลือดซึม และมีร่องรอยเน่าเปื่อยชัดเจน
ฝ่ามือดังกล่าวเป็นของร่างหนึ่ง มองผิวเผินจะคล้ายมนุษย์ แต่เมื่อพินิจดูดีๆ กลับใกล้เคียงกับสัตว์ประหลาดมากกว่า
ร่างดังกล่าวสูงเกินหนึ่งเมตรแปดสิบ ใบหน้าปกปิดด้วยหน้ากากทองสัมฤทธิ์ขึ้นสนิม ลำตัวประกอบจากชิ้นส่วนซากศพของสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์ ทั้งจากสิงโตและเสือ หมาป่าดำและลิงบาบูน งูยักษ์และแร้ง รวมถึงมนุษย์ด้วย สิ่งที่เหมือนกันคือ ทุกชิ้นส่วนล้วนเน่าเปื่อยอย่างรุนแรง
บนหน้ากากทองสัมฤทธิ์ของร่างดังกล่าว มีแสงสีแดงเข้มวาบวับสองดวงตรงตำแหน่งเบ้าตา
เพียงก้าวเดียว มันก็ปรากฏตัวอยู่ในห้องทำงานของกามูส์
เมื่อเห็นกามูส์ที่เหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก มือขวาถือปืนลูกโม่แล้วบรรจงยกขึ้นแตะขมับอย่างสั่นเทา ร่างอสูรศพก็เปิดหน้ากากทองสัมฤทธิ์ของมันออก
ใต้หน้ากากไม่มีจมูก ไม่มีเนื้อหนัง ไม่มีแม้แต่กระดูก มีเพียงแสงสีแดงเข้มสองดวงและปากขนาดมหึมาที่กินพื้นที่สี่ในห้าของใบหน้า
ขณะนี้ ปากนั่นกำลังอ้ากว้างจนสุด ภายในมีเพียงความมืดดำลึกล้ำ
แรงดูดอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ออกมาจากภายในปาก แต่กลับไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อเอกสารและหนังสือพิมพ์บนโต๊ะทำงาน มีเพียงดวงจิตของกามูส์ที่ลอยออกจากร่าง ราวกับถูกพลังล่องหนบางชนิด กระชากลงสู่ห้วงนรก
พร้อมกับที่ดวงจิตของกามูส์ลอยขึ้น ตัวตลกสีเทาขาวก็ซึมออกมาจากเนื้อหนังของกามูส์ เผยร่างที่สมบูรณ์ของมัน
สิ่งนี้คือไพ่ป๊อกใบหนึ่ง ซึ่งขยายใหญ่และดูไม่จริง
ไพ่ใบนี้ไม่มีร่างกายเป็นของตัวเอง จึงถูกปากมหึมาอันมืดดำใต้หน้ากากทองสัมฤทธิ์ ดูดออกมาพร้อมกัน โดยมีดวงจิตของกามูส์ยังคงดิ้นรนอยู่ข้างๆ
แกร่ก!
ไพ่ใบนี้กลายเป็นของจริงในทันที ร่วงลงกระทบกระเบื้องหินอย่างหนักหน่วง แต่กลับไม่มีเสียงโลหะดังออกมา
…………
ณ ร้านนำเข้าส่งออกมาตานี
ห้องน้ำชายถูกทำลายย่อยยับ ทั้งประตูและผนังด้านที่หันออกสู่โถงทางเดิน ต่างก็พังครืนลงมาเป็นเศษซาก หรือไม่ก็แตกออกเป็นหลายส่วน กระเด็นออกไปไกลหลายเมตร
‘ขวดเสกสรร’ สิ้นฤทธิ์แล้ว
ท่ามกลางเศษซากแสงที่หลงเหลือและกลิ่นกำมะถันที่อวลอาบ เทวานาโคในร่างปีศาจกลิ้งออกมา
บนผิวหนังสีดำสนิทของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลน่าสยดสยอง เนื้อหนังบริเวณแผลดูราวกับระเหยหาย เขาสัตว์คล้ายแพะทั้งสองบนศีรษะหักไปเกือบครึ่ง ตรงรอยหักมีของเหลวสีดำเหนียวข้นไหลริน
ปีกขนาดมหึมาคล้ายค้างคาวบนหลังของเขา บัดนี้ขาดวิ่นย่อยยับ ห้อยระโหยโรยแรง
ด้วยความแข็งแกร่งทางร่างกายของเทวานาโค ‘พายุแสง’ จาก ‘ชุดเกราะอหังการ’ ไม่ควรจะก่อความเสียหายรุนแรงและบาดเจ็บสาหัสได้ถึงเพียงนี้ แต่ใครใช้ให้เขาเป็นปีศาจเล่า?
‘พายุแสง’ สามารถทำลายสิ่งชั่วร้ายและอันเดดได้!
นั่นเท่ากับว่า เทวานาโคไม่เพียงถูกอนุภาคแสงบาดเฉือน แต่ยังต้องทนรับการชำระล้างไปพร้อมกัน และทั้งสองอย่างนี้ไม่ได้แยกจากกัน แต่ทำงานร่วมกัน การชำระล้างทำให้การป้องกันอ่อนแอลง ก่อความเสียหายต่อทั้งวิญญาณและร่างกายของสิ่งชั่วร้าย ส่วนอนุภาคแสงก็อาศัยการป้องกันที่อ่อนแอลงจากการชำระล้าง เข้าเฉือนเนื้อหนัง และยิ่งมีบาดแผลมากขึ้น แผลยิ่งลึก ผลของการชำระล้างก็ยิ่งแกร่งกล้า
หากเทวานาโคไม่ได้ต้านทานในร่างปีศาจ แต่เปลี่ยนเป็น ‘วิญญาณอาฆาต’ รับมือแทน ป่านนี้เขาอาจบาดเจ็บสาหัสปางตาย หรืออาจถูกทำลายไปเลยก็เป็นได้
‘พายุแสง’ ยังมีฤทธิ์ทำลายวิญญาณอาฆาตและทำร้ายวิญญาณมารด้วย!
เทวานาโคที่แม้บาดเจ็บสาหัส แต่ยังคงหลงเหลือพละกำลังสำหรับต่อสู้อยู่บ้าง รีบระงับความรู้สึกกระหายเลือดเอาไว้ เมื่อพบว่าตนหลุดพ้นจาก ‘ผนึก’ ลึกลับแล้ว จึงเตรียมจะแปลงกายเป็น ‘วิญญาณอาฆาต’ เพื่อหลบหนีผ่านกระจกโดยรอบ
เขาเพิ่งคิดได้แบบนั้น ก็พลันได้รับลางสังหรณ์อันตราย
จิตสังหารมาจากด้านข้างเยื้องหลังของเขา
ในเงามืดนอกห้องน้ำ ฟรังก้าในชุดนักลอบสังหารเผยกายเป็นครั้งแรก พร้อมกับยกมือซ้ายของเธอ
บนนิ้วหัวแม่มือซ้ายของหญิงสาวสวมแหวนสีเหล็กวงหนา พื้นผิวเต็มไปด้วยหนามแหลมเล็กๆ
แหวนลงทัณฑ์!
บนกระจกตาสีน้ำเงินดั่งผืนทะเลสาบของฟรังก้า สายฟ้าสองสายพลันสว่างวาบ
พวกมันพุ่งออกไปอย่างไร้เสียง เร็วกว่ากระสุนปืนที่เร็วที่สุดหลายเท่า
ทะลวงจิต!
ดาบซ่อนแขน…ทำไมถึงเพิ่งรับรู้จิตสังหารของเธอเอาป่านนี้? เทวานาโคที่บาดเจ็บสาหัสหลบไม่ทัน ได้ยินเสียงแตกสลายที่ไม่มีตัวตนดังก้องขึ้นฉับพลัน
เสียงแตกสลายนั้น มาจากดวงจิตของเขาเอง
ความเจ็บปวดรุนแรงครอบงำสมองในทันที จนเขาต้องยกสองมือขึ้นมากุมศีรษะอย่างไม่อาจหักห้าม
ฟรังก้าไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย รีบหยิบกระจกบานหนึ่งขึ้นมา ส่องสะท้อนเทวานาโคในร่างปีศาจ
ฝ่ามือซ้ายของเธอลุกโชนด้วยเพลิงทมิฬ แล้วลากผ่านผิวกระจกอย่างว่องไว
คำสาปของ ‘นางมาร’!
เพลิงทมิฬจำนวนมากพลันพวยพุ่งออกจากร่างของเทวานาโค แต่ถูกเนื้อหนังข่มไว้เกือบสองในสาม เหลือเพียงส่วนน้อยที่เผาไหม้ดวงจิตของปีศาจร่างมหึมานี้
ปีศาจสามารถต้านทานคำสาปได้ในระดับหนึ่ง!
หากไม่ได้ถูก ‘พายุแสง’ ทำร้ายมาก่อน และร่างกายยังอยู่ในสภาพดี เทวานาโคคงได้รับบาดเจ็บจากคำสาปของ ‘นางมาร’ น้อยกว่านี้
เทวานาโคที่ดวงจิตถูกเพลิงทมิฬแผดเผา ในที่สุดก็หลุดพ้นจากผลของ ‘ทะลวงจิต’
เขาฝืนทนต่อคำสาปของ ‘นางมาร’ ร่างกายพลันละลาย กลายเป็นของเหลวเหนียวข้นสีดำสนิท
ของเหลวเหล่านี้ราวกับมาจากส่วนลึกสุดของจิตใจมนุษย์ เป็นแรงกระหายและอารมณ์อันชั่วร้ายและมืดมนที่สุด
ที่เทวานาโคยอมละทิ้งการแปลงเป็น ‘วิญญาณอาฆาต’ แล้วเลือกใช้ ‘อวตารแห่งตัณหา’ ของ ‘อัครสาวกแห่งตัณหา’ ก็เพราะเพลิงทมิฬของ ‘นางมาร’ นั้นมุ่งทำร้ายดวงจิตโดยเฉพาะ
ของเหลวสีดำเหนียวข้นยังไม่ทันได้ยืดตัวเป็นร่างมนุษย์ ยังไม่ทันได้หลบเข้าไปในความมืดใกล้เคียง ก็พลันเกิดลางสังหรณ์อันตรายแรงกล้าผุดขึ้นภายในใจ
ณ บริเวณทางเข้าโถงทางเดิน ในจุดอับสายตาของทุกคน อ็องโตนี·รีดกำลังยืนตระหง่านในชุดสีเขียวทหาร
ดวงตาของเขาย้อมเป็นสีทองอ่อน ม่านตากลายเป็นแนวตั้ง
ล่องหนทางใจ!
ก่อโรคประสาท!
สมองของเทวานาโคพลันเต็มไปด้วยเสียงอื้ออึง ร่างทั้งร่างหลุดจากสภาวะ ‘อวตารแห่งตัณหา’ ทันที ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือด ผิวกายผุดจ้ำเขียวดั่งศพ เลือดที่ส่งกลิ่นกำมะถันเริ่มไหลริน
เขาต้องเข้าสู่สภาวะก่อโรคประสาท ทั้งที่บาดเจ็บสาหัสอยู่ก่อนแล้ว อีกทั้งยังเผชิญกับ ‘ทะลวงจิต’ และคำสาปของ ‘นางมาร’
เขากำลังจะคลุ้มคลั่ง
บึ้ม!
ลูกไฟกำมะถันสีน้ำเงินอ่อนถูกสัญชาตญาณอันบ้าคลั่งของเทวานาโคขับเคลื่อน ถล่มจู่โจมรอบด้านโดยไม่เลือกหน้า
ร่างของฟรังก้าแตกออกฉับพลัน กลายเป็นเศษกระจก ขณะที่ผิวกายของอ็องโตนีผุดเกล็ดมังกรสีเทาอ่อนขึ้นมาแผ่นแล้วแผ่นเล่า ก่อนจะพุ่งกายไปยังจุดที่มีกำแพงคอยบัง
บึ้ม!
ตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ ลูเมี่ยนได้ใช้ ‘กระจกตัวแทน’ ที่ฟรังก้ามอบให้ ‘เทเลพอร์ต’ มาโผล่ด้านหลังเทวานาโคผู้กำลังทุกข์ทรมานเพราะ ‘โรคประสาท’
เด็กหนุ่มได้ปลดปล่อยพลังวิญญาณและพละกำลังที่สั่งสมไว้ออกมาแล้ว พลังวิญญาณพลุ่งพล่าน ไม่เหือดแห้งอีกต่อไป
ลูเมี่ยนกัดฟันทนความเจ็บปวดจากการเผาไหม้และการระเบิดของเปลวไฟกำมะถัน มองเทวานาโคที่อยู่ในสภาวะ ‘โรคประสาท’ จนแทบจะไร้สติ พลางส่งเพียง ‘ฮึ่ม’ ออกมา
เทวานาโคสลบไปในทันที ภาวะโรคประสาทเริ่มบรรเทาลง
ลูเมี่ยนไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายล้มลงกับพื้น รีบยื่นมือขวาออกไปคว้าไหล่ไว้ แล้วพาร่างดังกล่าวเข้าสู่โลกวิญญาณ!
เพียงไม่กี่วินาที ร่างของลูเมี่ยนก็ปรากฏขึ้นแถวๆ ชายป่าเก่าแก่ใกล้กับเมืองท่าไพลอส
ระหว่างนั้น เด็กหนุ่มยังส่งเสียง ‘ฮ่า’ ออกมา ใช้แสงสีเหลืองอ่อนที่พ่นออกจากปาก ทำให้เทวานาโคจมสู่ภวังค์อีกครั้ง ไม่เปิดโอกาสให้ได้ฟื้นคืนสติ
ขณะเดียวกัน ในชายป่าดั้งเดิมยังมีสตรีอีกผู้หนึ่งยืนอยู่
ไม่ใช่ใครนอกจาก ‘เฮล่า’ ผู้แต่งดำเป็นแม่หม้าย แต่ไม่เย็นชาเหมือนแต่ก่อน
เมื่อเห็นเทวานาโคที่ไม่ได้เป็นปีศาจร่างยักษ์แล้ว เพียงมีกลิ่นกำมะถันโชยออกมา และมีลวดลายสีดำผุดขึ้นประปรายบนผิวกาย ‘เฮล่า’ ก็พยักหน้าให้ลูเมี่ยนพลางเอ่ยปาก
“น่าจะเป็น ‘ฮิโซกะ’”
ทุกครั้งที่ ‘ฮิโซกะ’ เข้าร่วมชุมนุมของสมาคมฯ เขาเพียงปลอมตัวเฉพาะภายนอก หากนำร่างจริงมาเปรียบเทียบกัน ‘เฮล่า’ ผู้รับผิดชอบจัดหาสถานที่และวิธีการเข้าร่วมชุมนุม ก็ย่อมต้องจำแนกได้
“ฮ่า!” ลูเมี่ยนหัวเราะออกมา พร้อมเสริม ‘วิชาฮึ่มฮ่า’ ใหม่ให้ ‘ฮิโซกะ’
‘เฮล่า’ คว้าแขนเขาไว้ แล้วเริ่มท่องคาถา
ร่างของทั้งสอง รวมถึง ‘ฮิโซกะ’ เริ่มเลือนหายไปราวกับภาพวาดดินสอที่ถูกยางลบถูออก
ณ พระราชวังโบราณอันทรุดโทรมในอาณาจักรราตรี
ลูเมี่ยนเพิ่งหลุดพ้นจากสภาวะซ่อนเร้น ก็ ‘ฮึ่ม’ เสียงออกมา
ลำแสงสีขาวสองสายตกลงบนตัว ‘ฮิโซกะ’ ที่ยังคงสลบไม่ได้สติ
‘เฮล่า’ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ฉันจะพาพวกคุณเข้าสู่แดนฝันเดียวกัน”
“ขอบคุณ” ลูเมี่ยนโยน ‘ฮิโซกะ’ ทิ้ง แล้วเดินไปนั่งพิงเสาหินที่หักโค่น
“เรียบร้อยแล้ว”
ลูเมี่ยนลืมตาตื่น พบห้องที่ดูคล้ายห้องสอบสวน เห็น ‘ฮิโซกะ’ นั่งอยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
สมาชิกของ ‘สมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิก’ ผู้นี้มีนามว่าเทวานาโค·ทูเปียน ผิวสีน้ำตาลอ่อน ราวกับเป็นลูกครึ่งระหว่างชาวทวีปเหนือและทวีปใต้ นัยน์ตาสีเชือกป่าน ผมสีดำเข้ม หน้าตาก็นับว่าไม่เลว แต่แววตากลับเจือไว้ด้วยความรู้สึกเมินเฉยต่อชีวิต
ลูเมี่ยนเห็นเช่นนั้น มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย แสยะยิ้มออกมา
ที่เด็กหนุ่มขอความช่วยเหลือจาก ‘เฮล่า’ ก็เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมปลอดภัยสำหรับเฉลยกลอุบายอันแยบยลของตน หลังจากจับเป็น ‘ฮิโซกะ’ สำเร็จ
มิเช่นนั้น เขาคงต่อต้านการขัดขืนของ ‘ฮิโซกะ’ ไม่ไหว หากปล่อยให้อีกฝ่ายสลบจนตายย่อมไม่อาจสื่อสารกันได้ ส่วนการทำลายสมองส่วนหน้า ก็จะทำให้เขาสูญสิ้นอารมณ์เสียใจ ทุกข์ระทม และแค้นเคืองไป ยากที่จะบรรลุเงื่อนไขของพิธีกรรมเลื่อนลำดับเป็น ‘ยมทูต’
ลูเมี่ยน ‘ฮิโซกะ’ เริ่มฝืนดิ้นรน แต่กลับถูกพลังที่มองไม่เห็นกดทับเอาไว้ ไม่อาจเปลี่ยนร่างเป็น ‘วิญญาณอาฆาต’ ได้
นี่คือแดนฝันที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ ‘เฮล่า’
‘ฮิโซกะ’ สงบลง จ้องมองลูเมี่ยน ถามความสงสัยอันดับหนึ่งในใจออกมา
“แกตบตาลางสังหรณ์อันตรายของฉันได้ยังไง?”
รอยยิ้มของลูเมี่ยนยิ่งเด่นชัดขณะจ้องหน้า ‘ฮิโซกะ’ จากมุมสูง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย
“ไม่จำเป็นต้องให้ ‘นักล่าปีศาจ’ ช่วยด้วยซ้ำ แค่ระยะห่างที่มากพอ กับนักสะกดจิตหนึ่งคนก็ทำได้แล้ว”
……………………………………………………..