ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 649 เฉลยอุบาย
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 649 เฉลยอุบาย
ตอนที่ 649 เฉลยอุบาย
“ระยะห่างที่มากพอกับนักสะกดจิตหนึ่งคน…” ฮิโซกะทวนคำพูดของลูเมี่ยน ราวกับนึกบางอย่างออก
ลูเมี่ยนยืนอยู่ตรงหน้าเขา จ้องมองลงมาจากมุมสูง พลางอธิบายในรูปแบบคำถามว่า
“แกคงคิดว่า นอกจากนักล่าปีศาจและผู้วิเศษในเส้นทางเดียวกันที่อยู่ลำดับสูงกว่า การจะสังหารปีศาจได้ ต้องอาศัยการเผชิญหน้าเท่านั้นสินะ?”
ฮิโซกะจ้องมองลูเมี่ยนอย่างเย็นชา ไม่ตอบคำถาม
ลูเมี่ยนดึงเก้าอี้มานั่ง พาดขาขวาบนหัวเข่าซ้าย แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราวกับกำลังคุยเล่น
“ฉันเคยอ่านตำราศาสตร์เร้นลับเกี่ยวกับปีศาจ ในนั้นมีกรณีศึกษาการล่าปีศาจอยู่ไม่น้อยเลยล่ะ”
“จะเห็นได้ว่า สำหรับผู้วิเศษในเส้นทางส่วนใหญ่ การจะสังหารปีศาจสักตนต้องพึ่งพาการเผชิญหน้าโดยตรง ตอนนั้นฉันเองก็คิดแบบเดียวกัน จนกระทั่งในภายหลัง เมื่อฉันนึกทบทวนคำอธิบายอย่างละเอียดของพลัง ‘ปีศาจ’ ก็พบว่ามีจุดขัดแย้งอยู่จุดหนึ่ง”
“ตำราศาสตร์เร้นลับเล่มนั้น ได้อธิบายเกี่ยวกับลางสังหรณ์อันตรายของพวกแกไว้ว่า”
“การหยั่งรู้อันตราย หรือที่เรียกว่าการหยั่งรู้เจตนาร้าย หากฝ่ายศัตรูสามารถก่อภัยถึงชีวิตต่อปีศาจได้ในช่วงเวลาอันสั้น และได้ลงมือกระทำการแล้ว ปีศาจจะสามารถรับรู้ล่วงหน้า และระบุได้ว่าอันตรายนั้นมาจากที่ใด จากใคร จนสามารถกำจัด แก้แค้น หรือหลบหนีได้อย่างมีแบบแผน แต่จะไม่รู้รายละเอียดของแผนการที่แน่ชัด โดยปีศาจแต่ละตนจะมีขอบเขตของสัญชาตญาณไม่เท่ากัน ตั้งแต่ไม่กี่นาทีไปจนถึงหนึ่งวัน ตั้งแต่ไม่กี่กิโลเมตรไปจนถึงขนาดเขตเมืองหนึ่ง”
“แล้วมันขัดแย้งกับการเผชิญหน้าตรงๆ ยังไง?” ฮิโซกะนั่งหลังตรง ถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาแต่แฝงความอยากรู้
“ตามคำอธิบายนี้ พวกปีศาจน่าจะต้องหยั่งรู้การเผชิญหน้าได้แน่นอน” ลูเมี่ยนยิ้มพลางกล่าว “อย่างเช่น แม้ว่าวันนี้ฉันแค่อยากไปดื่มกาแฟ แต่บังเอิญมาเจอปีศาจเข้า จนต้องฆ่ามันทิ้ง ถ้าตีความตามตัวอักษร ปีศาจตนนั้นควรจะหยั่งรู้ล่วงหน้าได้ว่า การที่ฉันไปดื่มกาแฟที่ร้านกาแฟ จะก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตต่อเขา แต่ความจริงกลับไม่ได้เป็นแบบนั้น”
เห็นฮิโซกะแสดงสีหน้าครุ่นคิด ลูเมี่ยนก็ประสานมือเข้าหากัน
“นี่แสดงให้เห็นว่า การหยั่งรู้อันตรายของปีศาจไม่ได้เกิดจากขอบเขตของโชคชะตา เพราะหากเป็นผู้วิเศษระดับสูงในเส้นทาง ‘สัตว์ประหลาด’ ในสถานการณ์ดังกล่าว ส่วนใหญ่พวกเขาต้องสัมผัสได้ว่า วันนี้ตัวเองไม่ควรไปดื่มกาแฟที่ร้าน จึงหลีกเลี่ยงอันตรายได้ แต่พวกแกทำไม่ได้”
“เคยมีมารระดับสูงตนหนึ่งอธิบายแนวคิดเรื่องนรกให้ฉันฟัง มันกล่าวว่า นรกมีความหมายสองแง่ แง่หนึ่งคือทางกายภาพ ซึ่งมีทางเข้าอยู่ที่ใดสักแห่งบนโลกความจริง อีกแง่คือทางวิญญาณ ซึ่งทางเข้าอยู่ในส่วนลึกของจิตใจเราทุกคน”
“จากการวิเคราะห์ข้างต้น ฉันคิดว่าตัวเองจำเป็นต้องไตร่ตรองเกี่ยวกับ ‘การหยั่งรู้อันตรายของปีศาจ’ เสียใหม่”
“นั่นคือ ‘ฝ่ายศัตรูต้องมีความคิดที่ชัดเจนพอสมควร และสามารถก่อภัยถึงชีวิตต่อปีศาจได้ในช่วงเวลาอันสั้น และได้ลงมือกระทำการแล้ว’ มีเพียงกรณีนี้เท่านั้น ปีศาจจึงจะสามารถรับรู้ล่วงหน้าได้”
“เข้าใจหรือยัง? ความคิดที่ชัดเจนพอสมควร หรือพูดอีกอย่างคือ เจตนา”
ลูเมี่ยนใช้น้ำเสียงยั่วยุแบบมาดามเมจิกเชี่ยนต่อฮิโซกะ แล้วเริ่มเฉลยอุบายที่แท้จริงของตน
“ในช่วงแรก ฉันแค่คอยหยั่งเชิง ค่อยๆ สืบสวนไป และเมื่อใกล้จะถึงข้อมูลสำคัญ ฉันก็ตั้งใจหลบเลี่ยง ทำให้ไม่รู้ว่าคนที่ต้องจัดการคือใคร และไม่มีแผนคร่าวๆ สำหรับจัดการกับเป้าหมาย”
“กล่าวคือ ฉันยังไม่มีความคิดและจิตสังหารอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังขาดแผนการดีๆ สำหรับคุกคามชีวิตแกในเวลาอันสั้น ทุกอย่างยังคลุมเครือ ยังอยู่ในภาวะตั้งไข่ ยังไม่เริ่มต้น เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและเหตุไม่คาดคิด แกจึงไม่อาจหยั่งรู้ถึงอันตรายได้”
“แต่เมื่อพวกเราอยู่ใกล้กัน แกก็เริ่มระแคะระคายตั้งแต่ตอนที่ฉันสืบสวนคดีฆาตกรรมต่อเนื่องเมื่อสี่ปีก่อน หลังจากนั้นก็คอยจับตาดูมาตลอด โดยอาศัยพลังของ ‘วิญญาณอาฆาต’ และคนของหน่วยลาดตระเวนที่แกควบคุมอยู่ ฉันพูดถูกไหม?”
ฮิโซกะรับฟังเฉยเมย ไม่คิดจะตอบโต้
ลูเมี่ยนอมยิ้มแล้วเอ่ยต่อ
“หลังจากคาดเดาได้ว่า แกแฝงตัวอยู่กับหน่วยลาดตระเวนในฐานะผู้วิเศษลำดับ ‘ซอมบี้’ ฉันก็ข่มความรู้สึกของตัวเองมาตลอด พยายามไม่คิดถึงเรื่องพวกนี้ พอกลับถึงโรงแรมหรูก็ ‘เทเลพอร์ต’ ไปยังกรุงทรีอาร์ทันที”
“ด้วยระยะห่างขนาดนั้น แกไม่มีทางหยั่งรู้ได้ว่า ฉันกำลังวางแผนและลงมือทำ”
“เมื่อได้ข้อสรุปเบื้องต้นแล้ว ฉันก็รีบไปหา ‘ดาบซ่อนแขน’ และเพื่อนร่วมงานอีกสองคนทันที เพื่อร่วมกันวางแผนอย่างละเอียดแยบยล ตอนนั้นตรงกับหนึ่งทุ่มกว่าๆ ตามเวลาของกรุงทรีอาร์”
“ต่อมาก็แบ่งงานกัน แต่ละคนรับผิดชอบคนละส่วน แล้วให้ ‘นักสะกดจิต’ ทำการ ‘สะกดจิต’ ให้ลืมจุดประสงค์ที่แท้จริง รอจนกว่าปีศาจอย่างแกจะปรากฏตัว จึงค่อยนึกถึงสิ่งที่ต้องทำออก”
“หน้าที่ของฉันคือ แกล้งใช้ ‘เทเลพอร์ต’ จากไป แล้วใช้เงามืดย่องกลับมาอย่างเงียบงัน คอยสะกดรอยตามสมาชิกหน่วยลาดตระเวนที่ทำการค้ากับฉัน ในจิตสำนึกของฉันเข้าใจว่า ทำไปเพื่อดูว่าเขามีปัญหาอะไรหรือไม่”
“หน้าที่ของ ‘ดาบซ่อนแขน’ คือติดตามฉัน คอยระวังภัยและช่วยเหลือตามจำเป็น ถ้าฉันใช้พลัง ‘ขวดเสกสรร’ เธอก็จะสวม ‘แหวนลงทัณฑ์’ เตรียมเอาไว้ แล้วซุ่มดักอยู่ข้างนอก ส่วนที่ว่าทำไมต้องซุ่มดัก เธอไม่รู้หรอก จนกว่าจะเห็นแกถึงจะนึกขึ้นได้ และด้วยประสบการณ์รบจริง ผนวกกับสติปัญญาอันชาญฉลาด เธอย่อมทราบดีว่าต้องทำสิ่งใดต่อไป ไม่จำเป็นต้องให้ฉันสอน ไม่ต้องวางแผนอย่างละเอียด”
“หน้าที่ของ ‘นักสะกดจิต’ คือใช้ ‘ล่องหนทางใจ’ เดินวนเวียนอยู่แถวนั้น แค่เดินวนเวียนเท่านั้น”
“ส่วน ‘นางมาร’ อีกคน หน้าที่ของเธอคือ คอยจับตาดูหน่วยลาดตระเวนเอาไว้ หากพบเหตุผิดปกติให้รีบแจ้งเตือนทันที ก่อนที่แกจะปรากฏตัว เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองทำไปเพื่ออะไร เพียงคิดว่าพวกเรากำลังวางแผนเล่นงานหน่วยลาดตระเวน”
“ก่อนที่ ‘การสะกดจิต’ จะคลายตัวเอง พวกเราแต่ละคนไม่มีเจตนาจะทำร้ายแก เมื่อแยกหน้าที่ของแต่ละคนออกจากกัน ย่อมไม่มีทางสร้างภัยคุกคามถึงแก่ชีวิตให้แกได้ ลางสังหรณ์จึงไม่ทำงาน”
“นี่คือการเผชิญหน้าที่ถูกวางแผนไว้ล่วงหน้า เป็นการเผชิญหน้าที่แกต้องรับมือกับหลายคน”
พูดประโยคสุดท้ายจบ ลูเมี่ยนก็ได้ยินเสียงแตกสลายที่ไม่มีตัวตน
เด็กหนุ่มสัมผัสได้ว่า โอสถ ‘นักวางแผน’ ของตนถูกย่อยอย่างสมบูรณ์แล้ว
เขายังรู้สึกได้ว่า ใบหน้าที่ดูเย็นชาของ ‘ฮิโซกะ’ กำลังมีอารมณ์กลัดกลุ้มและเสียใจงอกเงยขึ้น กัดกินจิตใจของเขา
ลูเมี่ยนฉีกยิ้มกว้างยิ่งขึ้น พลางลุกขึ้นยืน โน้มตัวไปข้างหน้า ยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ ‘ฮิโซกะ’
เด็กหนุ่มจ้องมองดวงตาสีเชือกป่านที่มีเส้นเลือดฉายชัด พลางเอ่ยปาก
“ความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดของแกคือ การไม่ยอมหนีออกจากเมืองท่าไพลอสไปเลย ยังคงแฝงตัวอยู่ในหน่วยลาดตระเวน”
“ทำไมถึงมั่นใจนักหนา ว่าฉันจะหาแกไม่พบ?”
“ทำไมแกถึงรู้ว่าฉันชอบดื่มกาแฟเฟอร์โม่ไม่ใส่น้ำตาล?” ‘ฮิโซกะ’ ย้อนถามแทนที่จะตอบ
ลูเมี่ยนสัมผัสได้ว่า ความโกรธแค้นและจิตสังหารของตนกำลังคุกรุ่นถึงขีดสุด จึงยืดตัวตรงแล้วตอบยิ้มๆ
“พี่สาวฉันมักพูดประโยคหนึ่งอยู่เสมอ ‘ทุกย่างก้าวย่อมทิ้งร่องรอยเอาไว้’ และในหมู่พรรคพวกของฉันก็มีผู้เชี่ยวชาญด้านการแกะรอยอยู่”
“หึๆ จักรพรรดิโรซายล์ก็คงเคยพูดคำที่คล้ายๆ กันเอาไว้ แกคงเข้าใจความหมายของมันดี”
“ทำไมแกถึงมั่นใจว่าฉันจะไปฆ่าโคโลโบ?”
ลูเมี่ยนตอบอย่างสบายกายสบายใจ
“ฉันไม่ได้มั่นใจ”
“ก็บอกไปแล้วไม่ใช่หรือ ทางเรา ‘นางมาร’ อีกคนคอยจับตามองหน่วยลาดตระเวนอยู่?”
“‘ดาบซ่อนแขน’ กับ ‘ฉัน’ ต่างเห็นตรงกันว่า ถ้าสุดท้ายแล้วแกเลือกที่จะหนี ก็คงต้องลงมือทิ้งท้ายสักครั้งแน่นอน เพื่อระบายแรงกระหายในการฆ่าฟัน ไม่อย่างนั้น ผู้วิเศษเส้นทาง ‘ปีศาจ’ ควบ ‘นักโทษ’ อย่างแก คงเกิดปัญหากับตัวเองไม่น้อยแน่ และเมื่อต้องฆ่าคน ก็ต้องเป็นหนึ่งในสองคนนี้ คือสมาชิกหน่วยลาดตระเวนที่ค้าขายกับฉัน หรือไม่ก็กามูส์ที่ให้ข้อมูลกับฉัน หากไม่ลงมือในร้านนำเข้าส่งออกมาตานี ก็ต้องเป็นสำนักงานหน่วยลาดตระเวน”
พูดถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนก็ลองคาดเดาพลางยิ้ม
“เหตุผลสำคัญที่แกเสี่ยงอยู่ในเมืองท่าไพลอสต่อ แฝงตัวอยู่ในหน่วยลาดตระเวน ก็เพื่อรอโอกาสฆ่าฉันสินะ? ภายใต้การคุ้มครองจาก ‘ชุมนุมทาโรต์’ และ ‘สมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิก’ หากแกสังหารคนหนุ่มศักยภาพสูงอย่างฉันสำเร็จ แล้วหลบหนีไปได้อย่างไม่รีบร้อน มันคงจะเติมเต็มกิเลสอันบิดเบี้ยวในใจแกได้สินะ?”
‘ฮิโซกะ’ เผลอเลียริมฝีปากไม่รู้ตัว
“ฉันตั้งใจจะรออีกสักพัก รอให้พวกแกหมดความอดทน รอจนโอกาสมาถึง ค่อยเริ่มลงมือ แต่ดูเหมือนตอนนี้ แกคงไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากเหล่าครึ่งเทพเลยสินะ มีแค่ ‘เฮล่า’ คนเดียวเท่านั้น”
“ฉันน่าจะจู่โจมแกตั้งแต่เมื่อคืน”
‘ฮิโซกะ’ ไม่ปิดบังความหัวเสียของตนอีกต่อไป
ลูเมี่ยนไม่ได้ตอบสนองในทันที เพียงครุ่นคิดอยู่สองสามวินาทีก่อนเอ่ยว่า
“ตั้งใจจะรออีกสักพัก…ดูแกมั่นใจในการอำพรางข้อมูลมากเลยนะ ไม่หวั่นเกรงการสืบสวนตามปกติเลยสักนิด”
“มันเกี่ยวข้องกับเรื่องที่หัวหน้าทีมอาวุโสของหน่วยลาดตระเวน ยินยอมให้ลำดับ 6 ของเส้นทาง ‘นักโทษ’ เข้าร่วมหน่วยลาดตระเวนได้สินะ?”
‘ฮิโซกะ’ ปิดปากสนิท เป็นการตอบด้วยความเงียบ
“ดูเหมือนตรงนี้จะมีความลับซ่อนอยู่” ลูเมี่ยนได้กลิ่นกลอุบายขึ้นมาทันที “โอกาสลงมือที่แกกำลังเฝ้ารอ ก็เกี่ยวข้องกับความลับนี้ด้วยใช่ไหม?”
‘ฮิโซกะ’ ยังคงเงียบ แต่แววตาเปลี่ยนไปบ้าง กระหายเลือดมากขึ้น เต็มไปด้วยแรงกระหายฆ่าฟัน
“ไม่อยากพูดสินะ” ลูเมี่ยนยิ้ม “ช่างเถอะ เรามาคุยเรื่องอื่นกันก่อน”
เด็กหนุ่มก้มตัวลงอีกครั้ง มองไปทาง ‘ฮิโซกะ’ พลางเอ่ยปาก
“ในปฏิบัติการครั้งนี้ ฉันต้องการ ‘เฮล่า’ เพียงคนเดียว เหตุผลแรก เพื่อคอยรับมือกับมารของตระกูลนอร์ธที่ติดต่อกับแก เหตุผลที่สอง เพื่อสร้างบรรยากาศให้เราได้พูดคุยกันอย่างสงบ”
เมื่อได้ยินถึงมารตระกูลนอร์ธ แววตาของ ‘ฮิโซกะ’ ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
“แกรู้ได้ยังไง?”
ลูเมี่ยนไม่ตอบ มุมปากยกสูงขึ้นกว่าเดิม
“ที่ฉันพา ‘เฮล่า’ มาคนเดียว ก็เพราะต้องการจับแกทั้งเป็น ด้วยฝีมือของตัวเองและพวกพ้อง”
“พวกเราแต่ละคนไม่มีใครเอาชนะแกได้ ทุกคนคือเหยื่อที่แกไล่เชือดได้ไม่ยากเย็น แต่เมื่อรวมตัวกันเป็นทีม ผนึกกำลังกัน ผลลัพธ์คือแกต้องมานั่งอยู่ตรงนี้ อีกเดี๋ยวก็จะตกนรกแล้ว”
‘ฮิโซกะ’ บีบที่วางแขนเก้าอี้แตกดังเปรี้ยะ แต่ก็ไม่อาจโจมตีลูเมี่ยนได้
มองดูดวงตาที่แดงก่ำของเขา ลูเมี่ยนหยิบหมวกสานสีเหลืองทองออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ มากดไว้ที่อก แล้วคำนับศีรษะลง
“ฉันขอตัว” เด็กหนุ่มพูดพลางยิ้ม
วินาทีถัดมา ลูเมี่ยนก็ออกจากแดนฝัน
เด็กหนุ่มรีบเปลี่ยนท่าจากการนั่งพิงเสาหินหัก หยิบตะกอนพลัง ฟัน เลือดของการ์ดเนอร์·มาร์ติน พิษของกิ้งก่าเครารุ้ง และน้ำมันต้นฮอร์นบีม ออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’
เมื่อครู่เขารับรู้ได้ถึงความกลัว ความโกรธ และความกลัดกลุ้มของ ‘ฮิโซกะ’ อย่างคมชัด แม้จะเกิดขึ้นในความฝัน แต่มันสะท้อนเข้าไปในสมองของ ‘ฮิโซกะ’ สะท้อนเข้าไปในร่างกายจริงๆ ของ ‘ฮิโซกะ’ อย่างรุนแรง
เด็กหนุ่มกำลังจะปรุงโอสถ ‘ยมทูต’
……………………………………………………..