ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 653 ทางเลือกของลูเมี่ยน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 653 ทางเลือกของลูเมี่ยน
ตอนที่ 653 ทางเลือกของลูเมี่ยน
ฟรังก้าก้าวออกจากเงามืด เห็นชุดเกราะเต็มตัวสีเงินวาวนิ่งสงบลงเมื่อลูเมี่ยนละจากโกดังไปแล้ว อีกทั้งบริเวณนี้ก็ไม่มีเป้าหมายที่อ่อนแอหลงเหลืออยู่อีก จึงยกเลิกพฤติกรรมก้าวร้าวของตน
เธอถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หญิงสาวบรรจงเยื้องย่างเข้าไปใกล้ หลีกเลี่ยงด้านหลังของ ‘ชุดเกราะอหังการ’ แล้วเคลื่อนตัวมาด้านหน้า
‘ชุดเกราะอหังการ’ ยังคงหยุดนิ่งไม่ไหวติง
ฟรังก้ายื่นสองมือออกไป พยายามยกชุดเกราะเต็มตัวสีเงินวาวขึ้นมาอย่างยากลำบาก แล้วยัดมันใส่กระเป๋านักเดินทางของตัวเอง
เมื่อจัดการเสร็จ เธอจึงผ่อนคลายลง แล้วตะโกนไปยังบริเวณรอบข้าง
“ปลอดภัยแล้ว ปลอดภัยแล้ว”
ร่างของจินนาโผล่ออกจากมุมมืดอีกด้านหนึ่ง ส่วนอ็องโตนีโผล่จากหน้าประตูโกดัง ท่าทางพร้อมจะกลิ้งหนีได้ทุกเมื่อ
เพียงไม่กี่อึดใจ ลูเมี่ยนก็ปีนกลับเข้ามาทางหน้าต่างชั้นบน
ฟรังก้ากล่าวติดตลก
“บัดซบ! ตอนสู้กับ ‘ฮิโซกะ’ ยังไม่เป็นไรเลย แต่ต้องมาเกือบตายยกทีมเพราะสมบัติปิดผนึกของตัวเอง ดีนะที่ทุกคนมีร่างทดแทน ไม่งั้นไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตแน่”
“เหมาะจะเป็นเรื่องขำขันลงนิตยสาร ‘หน้าทะเล้น’ ได้เลยนะ” จินนาแสดงความเห็นอย่างเยือกเย็น
หลังจากย้ายออกจากเขตตลาด เธอก็มีเวลาว่างมากขึ้น แม้ยังติดหนี้ฟรังก้าอยู่ก้อนใหญ่ แต่ทรัพย์สินที่มีก็พอจะชดเชยได้ ดังนั้น ระหว่างการทำภารกิจให้ชุมนุมทาโรต์ สลับกับฝึกสวมบทบาทไปด้วย เธอสามารถแวะไปชมละครได้สัปดาห์ละครั้ง ซื้อนิตยสาร หนังสือพิมพ์ และหนังสือที่เคยอยากอ่านแต่ไม่กล้าซื้อ รวมถึงได้ลองไปห้างสรรพสินค้าและร้านอาหารที่เคยใฝ่ฝัน
ฟรังก้าหัวเราะแห้งๆ สองที
“ใครจะไปคิดว่าชุดเกราะมันจะเจ้าคิดเจ้าแค้นขนาดนี้? เฮ้อ คุณไปทำอะไรมันไว้กันแน่?”
คำถามหลังถูกเอ่ยขณะมองหน้าลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนยักไหล่
“ก็แค่แทงหลังมันทีเดียวเอง”
“ผมนึกว่าพอถอนตัวออกมา รอให้มันสงบลง ก็คงไม่เป็นไรแล้วเสียอีก”
ฟรังก้าพยักหน้าหงึกๆ รับคำ
“ฉันก็เคยคิดแบบนั้นเหมือนกัน”
“ทั้งหมดเป็นความผิดของเจ้าเกราะนั่นแหละ! ทำตัวไม่เหมือนชุดเกราะเลยสักนิด!”
หลังจากบ่นจบ ฟรังก้าครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว
“ไม่รู้ว่ามันจะลืมเรื่องที่ถูกคุณแทงหลังตอนไหน ช่วงนี้คงต้องเก็บไว้ที่ฉันก่อน”
“ตกลง” ลูเมี่ยนรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง ที่สมบัติปิดผนึกดีๆ แบบนี้ต้องหยุดพักการใช้งานไปชั่วคราว
เด็กหนุ่มเหลือบมองร่างของ ‘ฮิโซกะ’ ที่บอบช้ำยิ่งกว่าเดิม เหลือบมองตะกอนพลังที่ไม่ได้รับผลกระทบใดเลย ก่อนจะเก็บทั้งหมดใส่กระเป๋านักเดินทางของตน แล้วกล่าวอย่างจริงจัง
“หวังว่าปฏิบัติการกับรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมคนนั้น จะเริ่มขึ้นหลังจากที่สมบัติปิดผนึกชิ้นนี้สร้างเสร็จ แม้ว่ามันจะมีผลข้างเคียงด้านลบมหาศาล แต่การผนวก ‘อัครสาวกแห่งตัณหา’ เข้ากับ ‘วิญญาณอาฆาต’ ต้องมีประโยชน์มากแน่ ถึงจะใช้พลังได้เพียงบางส่วนก็ตาม”
“แน่นอน” ฟรังก้าแสดงความคาดหวังอย่างยิ่ง
เธอหันไปถามลูเมี่ยน
“ฮิโซกะตายแล้ว เป้าหมายของคุณในทวีปใต้ก็สำเร็จแล้ว ต่อจากนี้จะไปไหน? จะกลับทรีอาร์พร้อมพวกเราไหม?”
ลูเมี่ยนส่ายหน้า ราวกับได้ครุ่นคิดคำตอบของคำถามนี้มานานแล้ว
“ผมอยากอยู่ทวีปใต้ต่ออีกสักระยะ”
“ทำไมล่ะ? เพื่อสืบสวนเรื่องราวในเมืองทิซาโมและทรัพย์สินของ ‘ฮิโซกะ’ หรือ? มันดูไม่จำเป็นเท่าไรเลยนะ” จินนาแสดงความสงสัย
ลูเมี่ยนตอบยิ้มๆ
“ที่นี่คือสวรรค์ของ ‘นักล่า’ พวกคุณไม่คิดเช่นนั้นบ้างหรือ?”
โดยไม่รอให้พวกฟรังก้าซักถาม ลูเมี่ยนอธิบายอย่างจริงจัง
“ความหมายของผมคือ การสวมบทบาท ‘นักล่า’ เข้าใจง่ายและเถรตรงกว่าเส้นทางอื่น ไม่เหมือนกับ ‘นางมาร’ ที่ต้องสัมผัสถึงความสุขสม ลิ้มรสความทุกข์ระทม อีกทั้งยังต้องครุ่นคิดและค้นหาสิ่งที่เป็นนามธรรมในแง่มุมทางปรัชญา ซึ่งมักจะซับซ้อนกว่ามาก
‘นักล่า’ เพียงแค่ดำรงอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายและความขัดแย้ง ต่อสู้อย่างไม่หยุดยั้ง ก็สามารถสวมบทบาทได้เป็นอย่างดี การต่อสู้คือการล่าในอีกรูปแบบหนึ่ง ความวุ่นวายและความขัดแย้งย่อมมาพร้อมกับกลอุบาย การยั่วยุมีเพื่อให้อุบายสำเร็จลุล่วง การวางเพลิงก็เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะในการต่อสู้ และเมื่อเหตุการณ์สิ้นสุดลง ก็จะมีการเก็บเกี่ยว เก็บเกี่ยวชีวิตของศัตรู เก็บเกี่ยวผลแห่งชัยชนะ”
เห็นฟรังก้า จินนา และอ็องโตนีทั้งงุนงงทั้งครุ่นคิด ลูเมี่ยนจึงยิ้มพลางกล่าวต่อ
“ผมใช้เวลาเพียงครึ่งปีเศษ จากลำดับ 9 มาถึงลำดับ 5 ในปัจจุบัน พวกคุณรู้เหตุผลกันไหม?”
“เพราะผมถูกดึงเข้าไปพัวพันกับสารพัดเหตุการณ์ ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ท่ามกลางความวุ่นวาย ความขัดแย้ง และการต่อสู้อันไม่จบสิ้น ผมได้เข้าใจแจ่มแจ้งถึงกฎการสวมบทบาท และค้นพบโอกาสในการสวมบทบาท”
“โดยสรุปก็คือ ‘นักล่า’ ในลำดับสูงไม่จำเป็นต้องสวมบทบาทพิสดารมากนัก ต่อให้ผมจะมีความเข้าใจในเรื่องโชคชะตาอยู่บ้างเพราะตะกอนพลังในตัว แต่นั่นก็เกี่ยวข้องกับความมุ่งมั่นและเจตจำนง ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้”
“นักล่าต้องถูกหล่อหลอมท่ามกลางเลือดและเพลิง เติบโตขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายและความขัดแย้ง หากผมต้องการเพิ่มพูนพละกำลังให้แกร่งกล้ายิ่งขึ้น ก็ต้องไล่ล่าสิ่งเหล่านี้ และทวีปใต้สามารถมอบให้ได้ทุกสิ่ง”
อาศัยวิธีนี้ ลูเมี่ยนจึงจะสามารถย่อยโอสถ ‘ยมทูต’ ได้เร็ว เพื่อพยายามรับพร ‘นักล่าชะตากรรม’ ลำดับ 5 แห่งเส้นทางชะตากรรม
และเมื่อได้ครอบครองพลังด้านโชคชะตาอย่างแท้จริงแล้ว ลูเมี่ยนจึงจะมีความหวังที่จะค้นพบความเชื่อมโยงระหว่าง ‘โลกิ’ กับปราสาทโบราณ ในการเผชิญหน้าครั้งต่อไป
ตามคำกล่าวของฟรังก้า เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่ฟื้นคืนชีพได้ ก็ต้องค้นหาจุดคืนชีพของอีกฝ่ายให้พบ แล้วซุ่มรออยู่ที่นั่น!
แน่นอนว่า การเป็น ‘นักล่าชะตากรรม’ ย่อมแฝงไว้ด้วยอันตราย เพราะไม่ว่าจะเป็นกฎการรวมตัว ซึ่งเกิดจากภาวะที่โลกผลักไสข้ารับใช้ของเทพมารเข้าหา หรือแรงดึงดูดระหว่างพลังแห่งชะตากรรม ก็ล้วนเพิ่มพูนโอกาสที่ลูเมี่ยนจะเผชิญหน้ากับ ‘คนในวง’ อัวซอง·ซ็องซงทั้งสิ้น
แม้เด็กหนุ่มจะปรารถนาการเผชิญหน้า แต่เขาก็ตระหนักดีว่า ตัวเองในตอนนี้ยังรับมือครึ่งเทพไม่ไหว ต้องไม่ลืมว่าเหล่าผู้แข็งแกร่งที่ลูเมี่ยนสามารถขอความช่วยเหลือได้ อาจไม่ว่างจับตาดูเขาตลอดเวลา และเขาก็ไม่มีปัญญากำหนดช่วงเวลาที่จะพบเจออัวซอง·ซ็องซงได้เช่นกัน
เมื่อฟังคำบอกเล่าของลูเมี่ยนจบ ฟรังก้าก็ทำหน้าริษยา
“ถ้าเส้นทาง ‘นางมาร’ สวมบทบาทง่ายแบบนี้บ้างก็คงดี”
“ฮึ…ตอนที่ฉันเจอลูเมี่ยนครั้งแรก ลำดับของฉันยังสูงกว่า ฝีมือก็ดีกว่าด้วย แต่เพียงครึ่งปีกว่าๆ สถานการณ์กลับพลิกผัน…” ฟรังก้าเผยแววตาโศกเศร้าปนร้อนใจ
หลังจากส่งฟรังก้า จินนา และอ็องโตนีกลับทรีอาร์แล้ว ลูเมี่ยนก็เข้าไปยังห้องชุดหมายเลข 7 ชั้นใต้ดิน 3 ของโรงแรมหรูออเรลา พลางส่งสัญญาณให้ลูกาโนออกไปก่อน
จากนั้น เด็กหนุ่มก็ลากร่างไร้วิญญาณของ ‘ฮิโซกะ’ ออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ วางไว้เบื้องหน้าลุดวิก พลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“ตามที่เคยรับปากนายไว้ ไอ้นี่กินได้ไหม?”
ลุดวิกที่กำลังถือมีดส้อมเด็กทำจากเงิน โดยมีสเต๊กวางอยู่ตรงหน้า กระโดดลงจากเก้าอี้ จ้องร่างครึ่งจำแลงปีศาจที่ชำรุดเสียหาย ซึ่งเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด
ใบหน้าของเขาฉายแววตะกละตะกลามอย่างเห็นได้ชัด ทว่าก็แฝงด้วยความลังเล
เห็นได้ชัดว่าเขาอยากลิ้มลอง แต่ก็ยังไม่กล้าพอ
ผ่านไปสิบกว่าอึดใจ ลุดวิกบรรจงขยับมีดส้อมเด็กในมือ พลางเอ่ยปากราวกับตัดสินใจได้แล้ว
“สักนิดคงไม่เป็นไร”
โดยไม่รอคำตอบจากลูเมี่ยน เด็กชายย่อกายลง ยื่นมีดส้อมเด็กเข้าหาคู่ดวงตาสีเชือกป่านที่ยังไม่หลับสนิทของ ‘ฮิโซกะ’
ท่ามกลางเสียงตัดเฉือน ลุดวิกแทงควักลูกตาที่คล้ายปีศาจอยู่บ้าง ออกมาทั้งสองข้าง ข้างหนึ่งเสียบอยู่บนส้อม อีกข้างติดอยู่ตรงปลายมีด
จากนั้น เด็กชายใช้มือข้างเดียวรินเครื่องดื่ม ‘กวาดาร์’ สีส้มเหลืองให้ตนเอง
“อันนี้มีคาเฟอีน เด็กๆ ไม่ควรดื่ม” ลูเมี่ยนเอ่ยเตือนแบบขอไปที
ลุดวิกมองเครื่องดื่มที่มีสีสันชวนลิ้มลอง แล้วเหลือบมองลูกตาบนมีดส้อมเด็ก สลับกับร่างจำแลงปีศาจครึ่งท่อนที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ก่อนจะจมสู่ความเงียบ
ลูเมี่ยนก็พลอยเงียบไปด้วย
ผ่านไปครู่หนึ่ง ลุดวิกหย่อนลูกตาทั้งสองลงในเครื่องดื่ม ‘กวาดาร์’ สีส้มเหลือง พร้อมทั้งจงใจใช้ส้อมแทงให้เกิดรอยฉีกขาดยิ่งกว่าเดิม เพื่อให้ของเหลวภายในไหลออกมา
จากนั้น เด็กชายยกแก้วเครื่องดื่มขึ้น ย่อกายลงข้างร่างของ ‘ฮิโซกะ’ แล้วขยับแก้วเข้าใกล้จุดที่ยังมีเลือดไหลรินออกมา
แปะ แปะ แปะ! เลือดสามหยดที่มีกลิ่นกำมะถัน หยดใส่แก้วเครื่องดื่มสีส้มเหลืองที่เริ่มเจือจาง เพียงพริบตาเดียวก็ถูกย้อมกลายเป็นสีเลือด
ลุดวิกบรรจงเขย่าของเหลวในแก้ว แล้วดื่มรวดเดียวหมด
ลูเมี่ยนมองดูเด็กชายดื่มจนหมดแก้ว เมื่อเห็นอีกฝ่ายดูกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที จึงเอ่ยถามด้วยความสนใจ
“ดื่มแล้วมีผลยังไงบ้าง?”
ลุดวิกเลียริมฝีปากพลางตอบ
“เพิ่มพูนพลังวิญญาณถาวร ช่วยให้รับรู้กลิ่นอายของนรกได้ไวขึ้น และสามารถควบคุมอันเดดที่มีศักดิ์ต่ำกว่าได้สองสามตน”
“แต่จะเป็นเช่นนี้เฉพาะแก้วแรก หากดื่มสิ่งที่คล้ายกันอีก อย่างมากก็แค่ฟื้นฟูพลังวิญญาณบางส่วน และเพิ่มการรับรู้กลิ่นอายชั่วคราว”
ขณะกล่าวถึงตรงนี้ น้ำเสียงของลุดวิกก็มีความเป็นผู้ใหญ่ขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ฟังดูไม่เลวเลยนี่…แต่กับของพรรค์นี้ คงมีแต่นายเท่านั้นแหละที่กล้ากิน…ลูเมี่ยนรำพันจิกกัดสองสามคำ ก่อนจะเก็บร่างของ ‘ฮิโซกะ’ แล้วกลับเข้าห้องนอน เริ่มเขียนจดหมายถึงมาดามเมจิกเชี่ยน เพื่อรายงานเกี่ยวกับตัวจริงของฮิโซกะ ข้อสันนิษฐานของตน และปัญหาในเมืองทิซาโม พร้อมทั้งเสนอว่าจะขอรับรางวัลจากผลลัพธ์อันไม่คาดฝันนี้ ด้วยการนำตะกอนพลังของ ‘ฮิโซกะ’ มาทำเป็นสมบัติปิดผนึก
พับกระดาษจดหมายอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ลูเมี่ยนหยิบกลุ่มผลึกสีดำที่แผ่กิ่งก้านอย่างอิสระออกมา จัดเตรียมพิธีกรรม แล้วอัญเชิญผู้ส่งสาร ‘ตุ๊กตา’ ของมาดามเมจิกเชี่ยนออกมา
ผู้ส่งสาร ‘ตุ๊กตา’ เปล่งเสียงรังเกียจทันทีที่เผยกาย พลางใช้นิ้วหนีบจมูกตัวเอง
มันชี้ไปทางตะกอนพลังของ ‘ฮิโซกะ’ แล้วพูดด้วยเสียงแหลมเล็กว่า
“เอามันใส่กล่อง ใส่กล่องเดี๋ยวนี้! สกปรกเหลือเกิน!”
ลูเมี่ยนค้นหากล่องกระดาษใบเล็กจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ แล้วยัดกลุ่มผลึกสีดำเข้าไปข้างใน
“มัดมันไว้”
“เอาไปใส่กล่องอีกใบ”
“หยิบกล่องมาอีกใบแล้วครอบมันไว้”
ผู้ส่งสาร ‘ตุ๊กตา’ เรียกร้องเพิ่มเติมไม่หยุด
ในที่สุด มันก็ยอมอุ้มกล่องซ้อนกล่องด้วยความจำใจ พร้อมนำจดหมายติดไปด้วย
…………
หน่วยลาดตระเวนเมืองท่าไพลอส
เลอาซากล่าวแก่กามูส์ว่า
“สมาชิกที่มีปัญหาถูกกำจัดไปหมดแล้ว ที่เหลือกำลังทยอยรับการตรวจสอบ คุณก็ต้องไปด้วย”
“โคโลโบเป็นยังไงบ้างครับ?” กามูส์ถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว พวกเราได้เชิญ ‘แพทย์’ จากศาสนจักรพระแม่ธรณีมาเป็นการเฉพาะ” เลอาซาตอบเสียงนิ่ง “ตอนนี้ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ ยังจับเทวานาโคไม่ได้ และยังพบว่าเขาเป็นทั้ง ‘วิญญาณอาฆาต’ และ ‘อัครสาวกแห่งตัณหา’”
“ทำได้ยังไง? แบบนี้ไม่แข็งแกร่งเกินไปหน่อยหรือ?” กามูส์รู้สึกหวาดกลัวเมื่อนึกถึงการแก้แค้นที่เทวานาโคอาจกระทำในอนาคต
ทันใดนั้นเอง สมาชิกหน่วยลาดตระเวนคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องทำงาน แล้วแจ้งกับเลอาซาและกามูส์
“หัวหน้าเลอาซา! ลูกพี่! ไอ้หนุ่มสวมหมวกสานมาหาอีกแล้ว!”
……………………………………………………..