ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 655 สุขสม
ตอนที่ 655 สุขสม
สำนวนที่ลูเมี่ยนหยิบขึ้นมานั้น เป็นคดีโศกนาฏกรรมที่เมืองทิซาโมเมื่อปลายปีที่แล้ว
ตามที่บันทึกไว้ในคดี สุภาพบุรุษผู้หนึ่งได้เดินทางไปล่าสัตว์ในเมืองทิซาโมพร้อมด้วยบ่าวรับใช้ แล้วเข้าไปในป่าดงดิบเพื่อกระทำการบางอย่าง จนไปยั่วโทสะชนเผ่าโบราณซึ่งมีประชากรค่อนข้างมาก ส่งผลให้ชนเผ่าดังกล่าวระดมกำลังบุกโจมตีเมืองทิซาโมในคืนเดียวกัน สังหารผู้คนไปมากมาย รวมถึงสุภาพบุรุษผู้นั้นและบ่าวรับใช้ รวมถึง ‘หน่วยลาดตระเวน’ หลายนายที่รับผิดชอบเขตพื้นที่เมืองทิซาโม และผู้บริสุทธิ์อีกเป็นจำนวนมาก
หลังเหตุการณ์ นายพลไควลาริลได้ส่งกำลังทหารเพิ่มเติมไปประจำการ ส่วนชนเผ่าโบราณนั้นก็ล่าถอยกลับเข้าไปในป่าลึก
“ในป่าดั้งเดิมของทวีปใต้ล้วนเต็มไปด้วยชาวเผ่าที่ดุร้าย แถมยังแข็งแกร่งมากด้วย…” หลังอ่านสำนวนคดีจบ ลูเมี่ยนก็รำพึงออกมาจากใจ
นี่ก็นับเป็นหนึ่งในลักษณะเฉพาะของทวีปใต้ ซึ่งเป็นปัญหาที่คาราคาซังมาตั้งแต่ยุคจักรวรรดิไบลัม
แม้บรรดาจักรวรรดิเก่าแก่จะมียอดฝีมือลำดับสูงอยู่มาก อีกทั้งยังเต็มไปด้วยผู้วิเศษลำดับกลางถึงต่ำ แต่ก็ติดข้อจำกัดทั้งด้านเทคโนโลยี จำนวนประชากร และปริมาณตะกอนพลัง การบริหารปกครองอย่างมีประสิทธิภาพจึงเกิดขึ้นเฉพาะในบางพื้นที่ อาทิ เมืองที่มีภูมิประเทศเหมาะสม หัวเมืองชนบท หมู่บ้านที่ตั้งอยู่รายล้อมเมืองเหล่านั้น หรือตามที่ราบอุดมสมบูรณ์ ทุ่งหญ้า และหุบเขา ไม่อาจแผ่อิทธิพลเข้าไปในป่าดั้งเดิมและเขตภูเขาลึก ซึ่งมีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ไม่เอื้ออำนวย จึงขาดแรงจูงใจที่จะเข้าไปกวาดล้างชนเผ่า
จนกระทั่งกลุ่มประเทศทวีปเหนือเริ่มล่าอาณานิคม จักรวรรดิไบลัมก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ อาณาจักรข้างเคียงก็ต้องล่มสลายหรือเปลี่ยนผ่านราชวงศ์ กลุ่มต่อต้านไม่น้อยจำใจต้องล่าถอยเข้าไปในป่า ทำให้ป่าดั้งเดิมและเขตภูเขาลึกยิ่งอันตรายมากขึ้น
เมื่อเทียบกันแล้ว หลังจากโรซายล์มหาราชได้จุดประกายการปฏิวัติอุตสาหกรรม สถานการณ์ในทำนองเดียวกับบนทวีปเหนือก็ลดน้อยถอยลงไปมาก ปัจจุบันเหลือเพียงในเขตภูเขาแถบมัชฌิมทักษิณเท่านั้น ที่อาจยังมีร่องรอยตกค้างอยู่บ้าง
“ถ้าดูจากสำนวนคดีแล้ว ไม่พบร่องรอยของการเล่นพิเรนทร์ของพวกวันเอพริลฟูล และไม่มีสถานการณ์ที่ ‘มาร’ ออกอาละวาด…” ลูเมี่ยนวางสำนวนในมือลง แล้วหยิบสำนวนอื่นขึ้นมา
เด็กหนุ่มกำลังค้นหาคำว่า ‘แดนฝัน’ และ ‘เทศกาล’
คำว่า ‘เทศกาลฝัน’ ที่ฮิโซกะเอ่ยก่อนสิ้นใจนั้น เกิดจากการนำคำว่า ‘เทศกาล’ และ ‘แดนฝัน’ มาสนธิกัน
น่าเสียดายที่หน่วยลาดตระเวนเพิ่งก่อตั้งมาได้เพียงหกเจ็ดปี จึงไม่มีบันทึกเกี่ยวกับปัญหาในอดีตของเมืองทิซาโม และในช่วงหกเจ็ดปีนี้ เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเมืองทิซาโม ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแดนฝันหรือเทศกาลแต่อย่างใด
“ผมขอคัดลอกทั้งหมดไว้สักชุดได้ไหม?”
“ไม่มีปัญหา” กามูส์รู้ดีว่า หลุยส์แบรีกำลังจะอัญเชิญกระต่ายพิทยาอีกครั้ง
ตอนนี้เอง เลอาซาพร้อมด้วยหน่วยลาดตระเวนทยอยเดินเข้ามา แล้ววางถุงผ้าใบเล็กแต่หนักอึ้งลงตรงหน้าลูเมี่ยน
“เงินรางวัลของคุณ กรุณาตรวจนับด้วย” เลอาซากล่าวเป็นภาษาตูทาน
ลูเมี่ยนหยิบถุงผ้าขึ้นมา เทสิ่งของทั้งหมดภายในลงบนโต๊ะ
มีทั้งธนบัตรจากอินทิส และเหรียญทองจำนวนมาก ลูเมี่ยนนับคร่าวๆ แล้วแสดงท่าทีว่าไม่มีปัญหา
เมื่อเลอาซากับหน่วยลาดตระเวนเดินออกไป ลูเมี่ยนหันไปมองกามูส์ แล้วยิ้มพลางดันถุงผ้าใบนั้นไปให้
“นี่คุณ…” ดวงตาของกามูส์เบิกกว้างกะทันหัน พลางเอ่ยด้วยความลังเล
ลูเมี่ยนตอบยิ้มๆ
“ผมเคยบอกแล้วว่า จะสละสิทธิ์ในเงินรางวัลจากทางการ”
“แต่กระผมยังไม่ได้ทำอะไร…” กามูส์เผลอตอบด้วยสรรพนามสุภาพโดยไม่รู้ตัว
ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอ
“ข่าวกรองที่คุณมอบให้ มีความสำคัญอย่างมาก เพียงแต่คุณต้องแบ่งเงินก้อนนี้ให้โคโลโบด้วย”
“อีกอย่าง ช่วยผมทำอะไรหน่อยสิ”
เงินก้อนนี้คือค่าข่าวกรองและค่าชดเชยตามอันตรายที่พวกเราได้เผชิญ…กามูส์กดมือลงบนถุงผ้าแล้วเอ่ยถาม
“จะให้ทำอะไร?”
“ช่วยหาคนที่เกิดและเติบโตในเมืองทิซาโม แล้วปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองท่าไพลอสมาสักสองสามคน รวมถึงหาคนที่เคยไปเมืองทิซาโมหลายครั้ง แต่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับที่นั่นอีกสองสามคน แล้วพาพวกเขามาที่พักของผมทีละคน” ลูเมี่ยนเอ่ยคำขอ
กามูส์เงียบฟังจนจบ แล้วถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ไม่มีปัญหา”
เรื่องนี้ถือว่าง่ายมาก!
เมื่อกลับมาถึงโรงแรมหรูออเรลา ลูเมี่ยนเพิ่งจะวางสำนวนคดีที่กระต่ายพิทยาคัดลอกไว้บนโต๊ะ เตรียมจะอ่านอย่างละเอียด ก็ได้ยินเสียงกริ่งประตูดังขึ้น
ในเสียงกรุ๊งกริ๊ง ลูกาโนรีบวิ่งด้วยก้าวสั้นๆ ไปเปิดประตู
ในไม่ช้า เขาก็ตะโกนเสียงดังว่า
“เจ้านาย มิสเตอร์อิวิลิสตาต้องการพบท่าน”
อิวิลิสตา? อิวิลิสตาที่อาศัยอยู่ชั้นใต้ดิน 18 มีบ่าวรับใช้เป็นซอมบี้หลายตัว และต้องสงสัยว่าเป็น ‘วิญญาณอาฆาต’ น่ะหรือ? เขามาหาเรา? ลูเมี่ยนเลิกคิ้วเล็กน้อย เก็บสำนวนคดี แล้วเดินออกจากห้องนอนใหญ่
…………
ณ เขตหอรำลึก เมืองทรีอาร์
ภายในอพาร์ตเมนต์ที่ฟรังก้าและจินนาเช่าอยู่
หลังส่งอ็องโตนีกลับไปแล้ว ฟรังก้าเดินกลับเข้าห้องนอนใหญ่ ครุ่นคิดอย่างจริงจังถึงความคืบหน้าในการย่อยโอสถ ‘สุขสม’ ของตน
แม้เธอจะรู้ดีว่า กรณีของลูเมี่ยนนั้นถือเป็นข้อยกเว้น โดยปกติแล้วไม่มีผู้ใดสามารถย่อยโอสถได้เร็วขนาดนี้แน่ และไม่มีผู้ใดเลื่อนเป็นลำดับ 5 ได้ในเวลาเพียงครึ่งปีกว่า แต่เธอก็อดรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้
นี่คือความรู้สึกหดหู่และท้อแท้ อันเกิดจากการถูกแซงหน้าภายในเวลาเพียงเจ็ดเดือน ทั้งที่เคยวางตัวเป็นพี่สาว ไม่สิ พี่ชาย เป็นผู้ปกป้องคุ้มครองหลังจากเริ่มติดต่อกับลูเมี่ยน
เธอเองก็ปรารถนาที่จะเลื่อนเป็นลำดับ 5 ‘นางมารทุกข์ระทม’ โดยเร็วเช่นกัน
ความจริงแล้ว ฟรังก้าถือว่าย่อยโอสถ ‘สุขสม’ ได้เร็วกว่านางมารส่วนใหญ่ ทั้งยังค้นพบความหมายและสัญลักษณ์ด้านอื่นๆ ของ ‘สุขสม’ อีกด้วย ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรีบถึงเพียงนี้เลย แต่จะให้ทำเช่นไรได้ ในเมื่อข้างกายเธอมีสัตว์ประหลาดที่เลื่อนลำดับด้วยความเร็วอันน่าทึ่งอยู่!
“อา…เห็นทีต้องหาคู่มาสุขสมให้เป็นเรื่องเป็นราวแล้วกระมัง ทั้ง ‘สุขสม’ ในความหมายปกติ และ ‘สุขสม’ ในความหมายที่กว้างขึ้น ต่างก็ล้วนสำคัญจนขาดไปไม่ได้ มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นจึงจะย่อยโอสถได้เร็วที่สุด หนึ่งเป็นเท้าซ้าย หนึ่งเป็นเท้าขวา ต้องออกแรงทั้งสองข้างจึงจะเดินได้เร็ว จะมัวแต่กระโดดขาเดียวเรื่อยไปก็ใช่ที…” ฟรังก้าคิดได้อย่างแจ่มแจ้ง แต่กลับไปต่อไม่ถูก “เฮ้อ…แล้วจะเริ่มยังไงดี? หรือว่าต้องขอความช่วยเหลือจากบราวส์กับเหล่าคู่รักของเธอจริงๆ?”
ขณะที่ฟรังก้าเดินวนไปเวียนมา ก็ได้ยินเสียงเคาะจากประตูห้องนอน
“เข้ามาเลย”
ด้านหลังประตูคือจินนาในชุดอยู่บ้าน สวมกระโปรงยาวขนสัตว์สีขาวครีม
“ทำไมอยู่ดีๆ ก็มีมารยาทขึ้นมาล่ะ?” ฟรังก้าถามด้วยความรู้สึกไม่คุ้นชิน
จินนาถึงกับพ่นลมด้วยความขุ่นเคือง
“เฮอะ! ฉันน่ะมีมารยาทมาตลอด เพียงแต่เธอแทบไม่เคยปิดประตูเลยต่างหาก ยกเว้นแต่ตอนนอน แล้วจะให้ฉันเคาะกับอะไร?”
กล่าวจบ จินนาก็แสดงสีหน้าขัดเคือง
เธอพยายามระงับอารมณ์ลง แล้วกล่าวอย่างยิ้มแย้ม
“เธอกำลังกังวลเรื่องการย่อยโอสถ ‘สุขสม’ สินะ? ขาดคู่ย่อยอยู่งั้นหรือ?”
“ใช่ แต่ฉันเคยบอกไปแล้วว่า…” ฟรังก้าพยายามอธิบาย
จินนาตัดบทคำพูดของเธอ
“เป็นฉันได้ไหม?”
“หา?” ฟรังก้าชะงักงันในทันใด
เธอสงสัยว่าตนเองหูฝาดไปหรือไม่
ใบหน้าอันสะสวยของจินนาปรากฏรอยยิ้มเย้ายวน เฉกเช่นเมื่อครั้งยังหาเลี้ยงชีพในฐานะนางพญา เจ้าของฉายา ‘กะหรี่น้อย’
เธอสะบัดเส้นผมที่ตกลงข้างใบหู แล้วยิ้มพลางกล่าว
“ไม่ใช่ว่าเธอบอก ‘นางมารดำ’ ไปว่าเราเป็นคู่รักกันหรอกหรือ?”
“แล้วทำไมถึงไม่หาฉันเพื่อย่อยโอสถ ‘สุขสม’ ล่ะ?”
“ต…แต่ว่า…” สมองของฟรังก้าพร่าเลือนไปชั่วขณะ “ทำไมเธอถึงอยากทำล่ะ?”
จินนาบรรจงก้าวเข้าไปหาฟรังก้า โดยยังคงรักษารอยยิ้มยั่วยวนเอาไว้
“ฉันอยากลิ้มรสสุขสม วันหน้าฉันก็จะกลายเป็นสุขสมเหมือนกัน”
ความปีติยินดีที่มาเยือนกะทันหัน กลับกลายเป็นความตื่นตระหนก ฟรังก้าพินิจพิเคราะห์จินนาอย่างจริงจัง สงสัยว่าเธออาจได้รับผลข้างเคียงบางอย่างแบบกะทันหัน
จวบจนจินนาหยุดยืนเบื้องหน้า กลิ่นหอมคุ้นเคยโชยเข้าจมูก ฟรังก้าจึงพลันรู้สึกตัว เอ่ยออกมาทันที
“เธออยากช่วยฉันหรือ?”
“เธอเห็นว่าฉันขาดคู่ย่อย ‘สุขสม’ มาเนิ่นนาน ก็เลยอยากยื่นมือมาช่วย?”
จินนาหยุดชะงัก หัวเราะในลำคอพลางเอ่ยปาก
“นั่นเป็นเหตุผลหนึ่ง”
เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย พินิจใบหน้าของฟรังก้า แล้วเอ่ยชมด้วยความจริงใจ
“เธอนี่ช่างงดงามจริงๆ…”
ฟรังก้านิ่งเงียบครู่หนึ่ง ถามอย่างจริงจัง
“แล้วเธอชอบฉันไหม?”
“ชอบสิ” จินนาตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย พลางส่งสายตาระยิบระยับ แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เธอทั้งร่าเริง อยู่ด้วยแล้วสนุก แถมยังนิสัยดี มีเสน่ห์เหลือล้น แล้วฉันจะไม่ชอบได้อย่างไร?”
ฟรังก้าขบริมฝีปากอิ่มแดง
“ถ้างั้น เธอรักฉันไหม? รักในแบบความรัก”
จินนานิ่งเงียบลงทันใด
เธอทอดสายตาลงต่ำ เม้มริมฝีปากก่อนเอื้อนเอ่ย
“ฉันไม่อยากโกหกเธอ”
“สำหรับฉัน เธอคือแสงสว่างที่ส่องเข้ามาในชีวิต นำพาความหวังและความอบอุ่นมาให้”
“เธอคือคนที่ฉันไว้ใจมากกว่าใคร เป็นเพื่อนที่ไม่มีใครทดแทนได้ เป็นพี่สาวอันดับหนึ่งในดวงใจ แต่ฉันไม่เคยจินตนาการ และไม่อาจจินตนาการถึงความรักระหว่างพวกเรา”
เมื่อฟรังก้าได้ยินคำว่า ‘ฉันไม่อยากโกหกเธอ’ หัวใจก็เริ่มจมดิ่ง ความทุกข์ระทมที่ยากจะพรรณนาถาโถมเข้าสู่ทรวงอก
“ถ้างั้น พวกเราก็ทำด้วยกันไม่ได้…”
“บัดซบ! ทำไมเธอถึงได้ดื้อรั้นนักล่ะ?” จินนาที่เดิมทีกำลังถูกถาโถมด้วยหลายอารมณ์ อาทิ เขินอาย กระอักกระอ่วน และต่อสู้กับตนเอง พยายามอดกลั้นไม่ให้แสดงออกมาทางสีหน้า คอยพร่ำบอกตัวเองว่าเป็นเพียงการแสดง แต่เมื่อได้ยินถ้อยคำปฏิเสธจากปากฟรังก้า สุดท้ายเธอก็ระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ “ถ้าไม่รักกันก็นอนด้วยกันไม่ได้หรือ? เธอเป็นนางมารที่ตามหารักแท้อยู่หรือไง?”
“ฉันแค่คิดว่า…” ฟรังก้าอึกอักพยายามอธิบาย “ถ้าเป็นคนอื่นฉันอาจทำได้ แต่ไม่ใช่กับเธอ ฉันไม่อยากทำกับเธอด้วยเหตุผลของความสงสาร…”
เธอยังมิทันกล่าวจบ ก็ไม่อาจเปล่งเสียงได้อีก เพราะริมฝีปากถูกประทับด้วยริมฝีปากอ่อนนุ่มของจินนา ผู้กำลังเลียเลียบและขบเม้มอย่างเก้ๆ กังๆ
ด้วยความคาดหวังที่สั่งสมมานาน การอดกลั้นหลายเดือน มลทินที่หลงเหลือจากมาร และอิทธิพลของโอสถ ‘สุขสม’ ทำให้ฟรังก้าอดไม่ได้ที่จะตอบสนอง ด้วยการเป็นฝ่ายนำทางริมฝีปากและลิ้นของจินนา
เธอจมดิ่งลงไปในห้วงนั้น จวบจนจินนาถอยร่างกลับ แล้วเริ่มหอบหายใจ
“เสียสละ เสียสละบ้าบออะไรกัน! อย่ามาทำเหนียมอายเหมือนสาวน้อยไร้เดียงสาหน่อยเลย ไม่ใช่เธอหรือที่เคยล้อเล่นว่าจะให้ฉันได้ลิ้มรสสุขสมที่แท้จริงน่ะ? มาเลยสิ!” จินนาแก้มแดงระเรื่อ ดวงตาเป็นประกายชุ่มชื้นขณะจ้องมองฟรังก้า พลางกล่าวด้วยท่าทางห้าวหาญ ราวกับสิงโตน้อยที่ทั้งร้อนแรงและดุดัน
ฟรังก้าพลันตระหนักว่า เมื่อครั้งที่จินนาใช้ชีวิตในฐานะ ‘กะหรี่น้อย’ ในเขตตลาด บางส่วนของนิสัยนั้นคงไม่ใช่การแสดง หากแต่เป็นสิ่งที่ติดตัวเธอมาอยู่แล้ว
จินนาประทับจุมพิตอีกครา ฟรังก้าไม่อาจปฏิเสธ
เธอดื่มด่ำกับสุขสมอันเปี่ยมด้วยความหอมหวานและเร่าร้อน ขณะเดียวกันก็โศกเศร้าที่นี่เป็นเพียงการช่วยเหลือ มิใช่ความรัก
ในชั่วขณะนี้เอง ประโยคหนึ่งผุดขึ้นในห้วงความคิดของเธอ
มองหาความสุขในความทุกข์ แล้วดำดิ่งไปกับมัน
……………………………………………………..