ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 656 เลือกรางวัล
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 656 เลือกรางวัล
ตอนที่ 656 เลือกรางวัล
ลูเมี่ยนได้พบกับมิสเตอร์อิวิลิสตา ผู้พักอยู่ชั้นใต้ดิน 18 อีกครั้ง อีกฝ่ายยังคงสวมหมวกขนสัตว์สีดำประดับขนนกสีขาว คลุมร่างด้วยอาภรณ์สีดำที่ซ้อนทับกันหลายชั้น
เพียงแวบแรกที่สบตา ลูเมี่ยนก็แอบใช้พลัง ‘สอดส่องจุดอ่อน’ ตรวจหาร่องรอยซีดขาวบนร่างของอิวิลิสตา เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการลอบสังหารและการโจมตีที่อาจเกิดขึ้น
โอลัวร์กับจักรพรรดิโรซายล์ต่างเคยกล่าวไว้ว่า ต้องมีสติระแวดระวังผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา!
แน่นอน ในเรื่องนี้ ลูเมี่ยนคิดว่าทั้งสองคนข้างต้นก็ทำได้ไม่ดีนัก ไม่อย่างนั้นป่านนี้คงยังมีชีวิตอยู่บนโลก
ร่องรอยซีดขาวบนร่างของอิวิลิสตา ปรากฏชัดบนนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มทั้งสองข้าง อีกทั้งยังแผ่รัศมีอันพร่าเลือนและไม่สมจริงออกมา
นี่หมายความว่าเขาสามารถแปลงกายเป็น ‘วิญญาณอาฆาต’ ได้อย่างฉับพลัน และดวงตาจะไม่ใช่จุดอ่อนอีกต่อไป? ลูเมี่ยนครุ่นคิดพลางชี้ไปทางโซฟายาวในห้องรับแขก
“ไปคุยกันตรงนั้นเถอะ”
ลุดวิกที่นั่งอยู่ริมโต๊ะอาหาร เงยหน้าจ้องมองอิวิลิสตาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้ากลับไปสู้รบตบมือกับชิ้นเนื้อวัวย่างฉ่ำน้ำซอสต่อไป
อิวิลิสตาผงกศีรษะรับ พลางย่างกรายเข้าสู่ห้องรับแขกด้วยฝีเท้าเบาหวิวจนแทบจะไร้สุ้มเสียง แล้วนั่งลงอย่างสง่างามตรงมุมหนึ่งของโซฟายาว
นายเป็นนักเรียนประถมหรือไง ถึงได้ต้องเคร่งครัดนัก…ลูเมี่ยนรำพันในใจพลางรวบรวมสมาธิ สังเกตดวงชะตาของอิวิลิสตา
ค่อนข้างปกติ ไม่มีสิ่งใดพิเศษเลย
ทันใดนั้น ลูเมี่ยนพลันเกิดความคิดหลายประการ
พลัง ‘อ่านชะตา’ กับ ‘สอดส่องจุดอ่อน’ ต่างก็ใช้ดวงเนตรมองสีของเป้าหมายเหมือนกัน เพียงแต่อันหนึ่งมุ่งเน้นที่ ‘สีพื้นหลัง’ ส่วนอีกหนึ่งจับจ้องสีสันต่างๆ บนร่างกาย หากเราไต่เต้าไปจนถึงลำดับ ‘นักล่าชะตากรรม’ พลังทั้งสองชนิดจะผสานเข้าด้วยกัน แล้วกลายพันธุ์เป็นพลังใหม่ได้ไหม?
เหตุใดพลังสองชนิดนี้ถึงต้องใช้ดวงตามองเป็นหลัก? หากยมทูตเกิดตาบอดขึ้นมา ก็จะหมดสิทธิ์โจมตีใส่จุดอ่อนของเป้าหมายเลยหรือ? ในทำนองเดียวกัน นักพรตที่ตาบอดก็ไม่มีสิทธิ์อ่านชะตาของผู้อื่นแล้วหรือ? การรับรู้ด้วยพลังวิญญาณ หรือการฟังด้วยหู หรือการดมด้วยจมูก ล้วนทดแทนไม่ได้เลยหรือ?
หรือว่าต้องรอให้ลำดับสูงกว่านี้ก่อน?
ลูเมี่ยนทรุดกายลงบนโซฟาเดี่ยวฝั่งตรงข้ามเยื้องๆ กับอิวิลิสตา แล้วเอ่ยถามบุรุษผู้เงียบขรึมดุจดังคนตายรายนี้ด้วยรอยยิ้ม
“คุณมีธุระอะไรหรือ?”
เด็กหนุ่มใช้ภาษาอินทิส
อิวิลิสตานั่งหลังตรงดั่งไม้บรรทัด ดวงตาลึกล้ำเอ่ยด้วยภาษาฟุซัคโบราณว่า
“ผมขออนุญาตแนะนำตัว อิวิลิสตา·อายเกส สมาชิกฝ่ายระงับตัณหาของโรงเรียนกุหลาบ ในสังกัดศาสนจักรเดอะฟูล”
จิตใจที่ตึงเครียดอยู่แล้วของลูเมี่ยนยิ่งทวีความหวาดระแวง แต่ภายนอกกลับเอ่ยปากอย่างผ่อนคลาย
“คุณคือผู้ประสานงานกับเทวานาโคหรือ?”
เด็กหนุ่มเปลี่ยนมาใช้ภาษาฟุซัคโบราณ
“มิใช่” อิวิลิสตาส่ายศีรษะ “สมาชิกคนนั้นถูกผมจัดการไปแล้ว เมื่อสิบห้านาทีที่ผ่านมา”
สิบห้านาทีก่อน…ตอนที่เรายังอยู่ในสำนักงานหน่วยลาดตระเวนสินะ…แต่ยังไม่ควรด่วนเชื่อใจ…ลูเมี่ยนเอ่ยถามโดยแสร้งทำเป็นสนใจใคร่รู้
“ผมจำได้ว่า ก่อนที่เทวานาโคจะถูกเปิดโปง คุณก็มาถึงเมืองท่าไพลอสแล้ว จุดประสงค์ที่แท้จริงของคุณคืออะไรกันแน่?”
“ผมมาสืบสวนป่าดั้งเดิมในแถบนี้ ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น ยังต้องรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมอีกมาก” อิวิลิสตาตอบอย่างจริงจัง “เมื่อสี่วันก่อน ผมเคยติดต่อกับเทวานาโคครั้งหนึ่ง ได้รับเอกสารบางอย่างจากเขา ดูเขาไม่มีพิรุธใด ระงับตัณหาได้อย่างยอดเยี่ยม”
ก็ระงับตัณหาได้ดีจริงๆ นั่นแหละ ไม่อย่างนั้น เมืองท่าไพลอสคงไม่ต้องรอถึงสี่ปีกว่าจะมีคดีฆาตกรรมต่อเนื่องเป็นระลอกที่สอง…การสืบสวนป่าดั้งเดิม…ป่าดั้งเดิม…คงเป็นคดีที่เมืองทิซาโม ภายนอกดูเหมือนชนเผ่าในป่าดั้งเดิมจู่โจมทีเผลอด้วยความโกรธแค้น…ลูเมี่ยนครุ่นคิดเชื่อมโยงหลายสิ่ง แล้วเอ่ยกับอิวิลิสตาด้วยใบหน้าไตร่ตรอง
“เทวานาโคเคยก่อเรื่องบางอย่างในเมืองทิซาโม เกี่ยวข้องกับชนเผ่าในป่าดั้งเดิมแถบนั้น และดูเหมือนเขาจะซ่อนทรัพย์สินสำคัญเอาไว้ในเมืองทิซาโมด้วย อาจเกี่ยวพันถึงมารในตระกูลนอร์ธที่ยังไม่ทราบลำดับ”
อิวิลิสตาเงียบฟังจนจบ แล้วจมดิ่งสู่ห้วงความคิด
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงเอ่ยกับลูเมี่ยน
“ขอบคุณสำหรับข้อมูล มันอาจไม่เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนของผม แต่ก็ช่วยให้รู้ว่าควรระวังสิ่งใด”
เขาไม่ได้เอ่ยถึงภารกิจที่แท้จริงของตน ซึ่งชัดเจนว่าต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาเสียก่อน
ลูเมี่ยนตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ถึงผมไม่เล่าตอนนี้ คุณก็คงได้รู้ทราบในคืนนี้หรือพรุ่งนี้อยู่ดี”
เด็กหนุ่มได้รายงานไปยังมาดามเมจิกเชี่ยนแล้ว อาร์คาน่าใหญ่ผู้นี้ย่อมต้องแจ้งรายละเอียดไปยังศาสนจักรเดอะฟูล รวมถึงฝ่ายระงับตัณหาอย่างถ้วนถี่ มิใช่เพียงแค่เล่ารวบรัดแล้วชี้ตัวบุคคลสำคัญเหมือนครั้งก่อน
อิวิลิสตาผงกศีรษะอย่างสำรวม ก่อนจะเอ่ยปาก
“การมาเยือนของผมในครั้งนี้ หนึ่งคือเพื่อแสดงความขอบคุณ สองคือเพื่อแจ้งให้คุณทราบว่า ทางเราเริ่มตรวจสอบปัญหาและภัยแฝงที่อาจมีอยู่ภายในองค์กรแล้ว”
“อีกอย่าง หากคุณต้องการความช่วยเหลือภายในรัฐมาตานี อย่าได้ลังเลที่จะรบกวนผม”
“ได้” ลูเมี่ยนตอบรับอย่างไม่มีพิธีรีตองดังเคย
เมื่อสนทนาเรื่องงานเสร็จ เด็กหนุ่มก็เอ่ยถามอิวิลิสตาด้วยความสนใจ
“ในตอนที่คุณแนะนำตัว เหตุใดจึงต้องเติมคำนำหน้า ‘โรงเรียนกุหลาบ’ ด้วยล่ะ? พวกคุณแยกตัวจากโรงเรียนกุหลาบและเข้าร่วมศาสนจักรเดอะฟูลแล้วนี่? เมื่อครู่ฟังดูราวกับว่า โรงเรียนกุหลาบคือส่วนหนึ่งของศาสนจักรเดอะฟูลเลยนะ”
“นี่เป็นคำสั่งเฉพาะจากผู้นำของเรา พระองค์ยังคงเชื่อมั่นว่า พวกเราต่างหากที่เป็นผู้สืบทอดอันชอบธรรมของโรงเรียนกุหลาบ พวกเราต่างหากที่เป็นตัวแทนของโรงเรียนกุหลาบ ผู้ที่ควรเปลี่ยนชื่อองค์กรคือพวกทรยศเหล่านั้น มิใช่ทางเรา” อิวิลิสตาอธิบายอย่างละเอียด
ฟังดูยึดติดจังเลยนะ…ไหนว่าเป็นฝ่ายระงับตัณหาไง? ไฉนจึงไม่ระงับอารมณ์และตัณหาในด้านนี้บ้างล่ะ? อา…ลำดับ 5 คือ ‘วิญญาณอาฆาต’ ใกล้ชิดกับวิญญาณมาร และวิญญาณมารล้วนมีด้านที่ยึดติดและสุดโต่ง สิ่งนี้อาจเป็นบุคลิกภาพพิเศษของบรรดาลำดับสูงของฝ่ายระงับตัณหา…ลูเมี่ยนยังไม่ค่อยเข้าใจนัก จึงพยายามคาดเดาจากข้อมูลที่มีอยู่
เด็กหนุ่มเพียงแค่ชวนสนทนาเล่น ไม่ได้ตั้งใจจะซักไซ้ไล่เลียง จึงเปลี่ยนไปถามประเด็นอื่น
“นามสกุลของคุณคืออายเกส บรรพบุรุษเป็นราชวงศ์ของจักรวรรดิไบลัมหรือ?”
“ถูกต้อง” อิวิลิสตาผู้ซึ่งคอยกดข่มสีหน้าตลอดเวลา ตอบอย่างอดรนทนไม่ได้ที่จะแสดงความภาคภูมิ “และทางสายมารดาของผม สืบเชื้อสายมาจากขุนนางแห่งราชอาณาจักรที่ราบสูง”
สำหรับชาวทวีปใต้แล้ว นามสกุลอายเกสนับว่ามีเกียรติอย่างยิ่ง ถือเป็นประจักษ์พยานการดำรงอยู่เทพเดินดิน เป็นตัวแทนของเทพมรณาผู้ปกครองโลกใบนี้
ลูเมี่ยนกลับสนใจในประเด็นอื่นมากกว่า
“ผมได้ยินว่า อนุสาวรีย์บรรจุศพของเหล่าขุนนางผู้สูงศักดิ์แห่งจักรวรรดิไบลัมล้วนสร้างกลับหัวลงใต้พื้นดิน ดั่งเช่นโรงแรมหรูแห่งนี้ เรื่องนี้มีนัยทางศาสตร์เร้นลับประการใด หรือเพียงเพื่อให้ใกล้ชิดความตาย? แต่ไฉนความตายจึงต้องอยู่ใต้พื้นพิภพด้วยล่ะ? โลกแห่งความตายน่าจะอยู่ ณ ที่ใดสักแห่งในโลกวิญญาณมิใช่หรือ”
เมื่อครั้งได้ล่วงรู้ข้อมูลในประเด็นนี้ นี่คือความสงสัยแรกของลูเมี่ยน
สำหรับความรู้ทางศาสตร์เร้นลับในแขนงนี้ เขายังคงรู้น้อยนัก
อิวิลิสตาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยปาก
“ผมมิได้เลือกเส้นทาง ‘ความตาย’ จึงไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด รู้เพียงว่าวิธีการสร้างเช่นนี้ สืบทอดมาแต่ยุคบรรพกาลแล้ว สืบทอดมาจากเหล่าบรรพบุรุษตระกูลอายเกส จากเทพผู้ครอบครองความตาย”
“พระองค์คือแก่นแท้แห่งความตายโดยตัวตน การเลียนแบบพระองค์ก็คือการเข้าใกล้ต้นกำเนิดแห่งความตาย”
“นี่คือคำอธิบายทางศาสตร์เร้นลับที่ผมเห็นด้วยมากที่สุด และตลอดหลายปีมานี้ ผมก็ได้ยินคำอธิบายที่แตกต่างกันออกไปมากมาย อาทิ”
“บางคนเชื่อว่า ความตายและชีวิตเป็นแนวคิดทางศาสตร์เร้นลับขั้วตรงข้ามกัน เมื่อครั้งคนเรายังมีชีวิต ย่อมยืนเหยียบยลบนผืนธรณี เติบโตขึ้นสู่เบื้องบน เคลื่อนไหวด้วยท่วงท่าตั้งตรง ดังนั้นยามสิ้นลม จึงควรฝังร่างกลับหัว เพื่อแสดงถึงความขัดแย้งและความเชื่อมโยงระหว่างความตายกับชีวิต”
“บางคนเชื่อว่า ปรภพที่แท้จริงหาได้อยู่ในโลกวิญญาณ และมิใช่โลกแห่งความตาย หากแต่อยู่ในห้วงลึกใต้พื้นดิน หากเราขุดเจาะลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง ยืดขยายไปไม่สิ้นสุด วันหนึ่งย่อมสัมผัสถึงนรกอันแท้จริง กลับคืนสู่ต้นกำเนิดแห่งความตาย ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องสร้างอนุสาวรีย์บรรจุศพมุ่งลงเบื้องล่าง ให้ดำรงอยู่ในสภาพกลับหัว สะท้อนเจตจำนงของเราที่หันเศียรสู่ปรภพ สักการะความตาย และคืนสู่ต้นกำเนิด นี่แหละคือความหมายและสัญลักษณ์ในทางศาสตร์เร้นลับ”
ผู้วิเศษเส้นทาง ‘เทพมรณา’ บางคนไม่ค่อยยอมรับเรื่อง ‘โลกแห่งความตาย’ สินะ…ขุดเจาะลึกลงใต้พื้นดินแล้วจะได้พบกับปรภพที่แท้จริง? หึ…ไม่เคยมีใครสอนพวกคุณบ้างหรือ ว่าโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ แท้จริงแล้วคือดาวเคราะห์ การขุดเจาะลงไปแบบนั้น อย่างมากก็แค่ช่วยให้เข้าใกล้แมกมาใต้ดินกับแกนโลก…หรือพวกเขาคิดว่านั่นคือปรภพที่แท้จริง? หรือต่อให้ขุดเจาะไปเรื่อยๆ จนผ่านแก่นโลกและชั้นหินหลอมละลาย สุดท้ายก็จะไปโผล่อีกฟากหนึ่งของดาวเคราะห์ ยิ่งไม่มีทางเป็นปรภพที่แท้จริงได้เลย…ลูเมี่ยนอดรำพันจิกกัดไม่ได้
แล้วอีกด้านหนึ่งของดาวเคราะห์มีอะไรอยู่?
เรารู้จักแค่ทวีปเหนือใต้ ดูจากความแตกต่างของเวลาแล้ว ทั้งสองทวีปคงอยู่บนด้านเดียวกัน…
หากโลกใบนี้เป็นดาวเคราะห์จริง ย่อมต้องมีอีกด้านหนึ่งอย่างแน่นอน แต่ไม่เคยได้ยินเลยว่ามีทวีปใดอยู่ตรงนั้น หรือจะเป็นเพียงมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล?
เดี๋ยวก่อน…พวกคนยักษ์จากเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ ต่างก็มาจาก ‘ดินแดนเทพทอดทิ้ง’…บางทีทวีปอีกด้านหนึ่งของดาวเคราะห์ อาจเกิดปัญหาบางประการ จนเหล่าทวยเทพทอดทิ้งไป จึงได้ชื่อว่า ‘ดินแดนเทพทอดทิ้ง’ หรือ?
หากมีโอกาส คงต้องแวะไปเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่อีกครา เพื่อค้นคว้าตำราเกี่ยวกับ ‘ดินแดนเทพทอดทิ้ง’ ในหอสมุด…
ลูเมี่ยนดึงความคิดกลับมา สนทนาเรื่องเรื่อยเปื่อยกับอิวิลิสตาอีกครู่หนึ่ง ก่อนส่งทายาทราชวงศ์จักรวรรดิไบลัมและสมาชิก ‘ฝ่ายระงับตัณหา’ ผู้นี้ออกจากใต้ดินชั้น 3
หลังจากกลับถึงห้องได้ไม่นาน ผู้ส่งสาร ‘ตุ๊กตา’ ก็นำจดหมายตอบกลับจากมาดามเมจิกเชี่ยนมาส่ง
“ข่าวกรองที่เธอได้รับมา รวมถึงข้อสันนิษฐานในครั้งนี้ของเธอ นับว่ามีค่าอย่างยิ่ง ไม่แปลกใจเลยที่ลางสังหรณ์ของฉันคอยชี้นำว่า ควรให้เธอไปเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่หลังเหตุการณ์มารบนเกาะฮันต์”
“เมื่อมองย้อนกลับไป การที่เธอได้พบนาโปริดิสลีนั้น ก็ดูจะเป็นเรื่องบังเอิญเกินไป จนเธอถึงกับต้องตามไปสืบข้อมูลต่อบนเกาะฮันต์ อา…คงเข้าใจสิ่งที่ฉันต้องการจะสื่อใช่ไหม?”
“สถานการณ์นี้ทำให้ฉันทั้งสบายใจ แต่ก็ยิ่งหวาดระแวงและตื่นตัว ในยามที่พระองค์อยู่ฝ่ายเดียวกับพวกเรา รายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้ช่างงดงามยิ่งนัก ล้วนก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาล แต่พระองค์ไม่อาจอยู่ฝ่ายเดียวกับพวกเราตลอดไป เมื่อจุดประสงค์ของทั้งสองฝั่งขัดแย้งกัน ฉันไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการว่า พวกเราจะเผชิญชะตากรรมเช่นไรบ้าง ทั้งเธอและฉัน”
“ด้วยเหตุนี้ ‘นักล่า’ จึงต้องพึ่งพาตนเองให้มากขึ้น เติบโตท่ามกลางเลือดและไฟ ความวุ่นวายและความขัดแย้ง นักล่ามากมายล้มตายไป ใช้ซากกระดูกหล่อหลอมเป็น ‘นักบวชสีชาด’ ผู้พิชิตทุกสิ่ง”
“ทางเราได้เริ่มตรวจสอบภายในแล้ว แต่เนื่องจากมีผู้เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก จึงต้องใช้เวลานานกว่าจะเสร็จสิ้น และด้วยคุณูปการของเธอ นอกจากการนำตะกอนพลังก้อนนั้นมาสร้างเป็นสมบัติปิดผนึกแล้ว เธอยังสามารถเลือกรางวัลอีกหนึ่งอย่างจากสองตัวเลือก ตัดสินใจเอาเองได้เลย”
“หนึ่ง สูตรโอสถ ‘อัศวินเหล็กเลือด’ ลำดับ 4 แห่งเส้นทาง ‘นักล่า’”