ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 657 เมืองทิซาโม
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 657 เมืองทิซาโม
ตอนที่ 657 เมืองทิซาโม
เมื่อมาดามเมจิกเชี่ยนเสนอตัวเลือกสองประการ ลูเมี่ยนก็จมดิ่งสู่ห้วงความคิด
ทั้งสองรางวัลล้วนยอดเยี่ยมเหลือเกิน!
พึงรู้ไว้ว่า ลำดับ 4 คือจุดเปลี่ยนเชิงคุณภาพของผู้วิเศษ ถัดจากนี้ไปจะได้ครอบครองเทวบารมี แปรเปลี่ยนกายาให้เป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งเทพ ผู้วิเศษส่วนใหญ่ไม่มีวาสนาได้เอื้อมถึงลำดับเหล่านี้ มิใช่เพียงการก้าวขึ้นไปเป็นครึ่งเทพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการได้ครอบครองหรือยลโฉมสิ่งที่เกี่ยวข้อง
สูตรโอสถลำดับ 4 ในยามปกติ แม้มีเงินทองมากมายก็มิอาจซื้อหาได้!
ยิ่งไปกว่านั้น นี่ยังเป็นสูตรโอสถลำดับ 4 ของเส้นทางที่ลูเมี่ยนสังกัดอีกด้วย
ส่วนรางวัลการทำนายร่องรอยชิ้นส่วนที่เหลือของท่อนแขนบวมเน่านั้น มีค่าเทียบเท่าความช่วยเหลือจากเทวทูต ผู้วิเศษทั่วไปแทบไม่มีโอกาสเข้าถึง แม้แต่ได้ยินก็ยังไม่เคย อย่างมากก็แค่ได้อ่านเรื่องราวจากพระคัมภีร์ของศาสนจักรต่างๆ ที่กล่าวว่า เทวทูตองค์นั้นองค์นี้ได้รับพระบัญชาจากองค์เทพ ให้ตอบรับคำวิงวอนของศาสนิกผู้นั้นผู้นี้
เหนือสิ่งอื่นใด มันคือปัญหาที่ลูเมี่ยนจำเป็นต้องสะสางให้เรียบร้อย
หลังจากก้าวขึ้นเป็นลำดับ 5 ‘ยมทูต’ เด็กหนุ่มจำต้องบรรจุภารกิจตามหาชิ้นส่วนที่เหลือของท่อนแขนบวมเน่าลงในตารางกิจวัตร มิเช่นนั้น หากได้สูตรมาแล้ว มีวัตถุดิบเพียบพร้อม ย่อยโอสถสำเร็จ เตรียมพิธีกรรมครบครับ ทว่าเมื่อเผชิญกับช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ กลับต้องพบเจอทางตันเพราะไม่ยอมบรรลุคำมั่นสัญญา ถูกพันธนาการด้วยคำปฏิญาณ จนไม่อาจเลื่อนลำดับเป็นครึ่งเทพได้ทันท่วงที พอถึงตอนนั้นจะมาเสียใจก็ไม่ทันแล้ว
หากอาศัยเพียงกำลังตนเองในการค้นหา ลูเมี่ยนแทบไม่มีเบาะแสใดเลย วิธีเดียวที่คิดได้คือการเลียนแบบคาถาอัญเชิญท่อนแขนบวมเน่า แล้วออกแบบชุดคาถาเรียกใหม่ขึ้นมา หวังว่าจะสามารถอัญเชิญขา แขน ลำตัว และศีรษะของสิ่งมีชีวิตจากโลกวิญญาณนี้ออกมาได้
ทว่านี่เป็นการทดลองที่อันตรายเหลือเกิน เมื่อครั้งได้รับคำสั่งสอนจากพี่สาวในความฝัน ลูเมี่ยนก็ล่วงรู้แล้วว่า หากคาถาอัญเชิญไม่ชัดเจนเพียงพอ อีกทั้งยังไม่สามารถเพิ่มข้อจำกัด ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าจะอัญเชิญได้สิ่งใดออกมา บางทีอาจเป็นสัตว์โลกวิญญาณระดับครึ่งเทพที่เปี่ยมด้วยความอาฆาตพยาบาท ซึ่งอาจสังหารผู้อัญเชิญในทันทีทันใด
สาเหตุที่ไม่สามารถระบุให้ชัดเจนได้ เพราะปัจจุบันลูเมี่ยนไม่รู้เลยว่า ชิ้นส่วนที่เหลือของท่อนแขนบวมเน่าแตกกระจายแยกย่อยเพียงใด เป็นได้ทั้งร่างกายที่ค่อนข้างสมบูรณ์เพียงขาดมือข้างเดียว หรืออาจเป็นเศษซากที่แหลกเหลวเท่าเมล็ดถั่ว ย่อมไม่อาจพรรณนาได้แม่นยำ จำต้องลองผิดลองถูกไปทีละครั้ง แคบลงทีละขอบเขต นับเป็นการเอาชีวิตเข้าเสี่ยงเพื่อการทดลอง
สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คู่มือรวบรวมสัตว์โลกวิญญาณที่พบบ่อย ซึ่งมาดามเมจิกเชี่ยนมอบให้ก่อนหน้านี้ ลูเมี่ยนได้พลิกอ่านจากต้นจนจบแล้ว ก็ไม่พบสิ่งใดที่คล้ายจะเป็นชิ้นส่วนที่เหลือของท่อนแขนบวมเน่า
สูตรโอสถ ‘อัศวินเหล็กเลือด’ ลำดับ 4 ลูเมี่ยนก็ปรารถนา ร่องรอยชิ้นส่วนที่เหลือของท่อนแขนบวมเน่า ลูเมี่ยนก็ต้องการ
นี่คือสาเหตุที่เด็กหนุ่มจมดิ่งในห้วงคำนึง ไม่อาจตัดสินใจเด็ดขาดได้
เขาถึงกับตั้งใจจะเทเลพอร์ตกลับไปทรีอาร์เดี๋ยวนี้ เพื่อขอให้ฟรังก้าหรือจินนาช่วยทำนายให้ ดูว่าพลังวิญญาณจะให้คำชี้แนะประการใด
ในขณะที่ความคิดแล่นปราดดั่งสายฟ้า ลูเมี่ยนก็ได้ข้อสรุป
เลือกข้อที่สอง!
เหตุเพราะเด็กหนุ่มนึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง รางวัลที่ได้รับจากมิสเตอร์แฮงแมนก่อนหน้านี้ยังไม่ถูกใช้ไป นั่นคือโอกาสในการสำรวจ ‘โทสะสีคราม’ ซึ่งเรือผีลำนี้คือมรดกของจักรวรรดิทูดอร์
เมื่อพิจารณาว่า จักรพรรดิโลหิตอลิสต้า·ทูดอร์เคยเป็นเทพแท้จริงแห่งเส้นทางนักล่า เป็นนักบวชสีชาดเสียสติ การที่มรดกของจักรวรรดิทูดอร์จะมีสูตรโอสถลำดับ 4 ของเส้นทางนักล่าแฝงอยู่ หรือแม้กระทั่งวัตถุดิบและตะกอนพลัง ก็ย่อมอยู่ในขอบเขตที่สามารถคาดหวังได้
ลูเมี่ยนนั่งลงทันที เขียนจดหมายตอบมาดามเมจิกเชี่ยน แสดงความคิดเห็นของตน พร้อมทั้งรายงานว่าตนจะไปเมืองทิซาโมเพื่อสืบหามรดกของฮิโซกะ
…………
ยามบ่ายสี่โมง กามูส์·กาสตีญ่า แห่งหน่วยลาดตระเวน พาชาวทวีปใต้ผิวสีน้ำตาลเข้มสามคนมาเคาะประตูห้องชุดหมายเลข 7 ชั้นใต้ดิน 3 ของโรงแรมหรูออเรลา
“พวกเขาล้วนเป็นชาวเมืองทิซาโม เกิดและเติบโตที่นั่น จนกระทั่งบรรลุนิติภาวะจึงมาแสวงโชคที่เมืองท่าไพลอส” กามูส์แนะนำชายสองหญิงหนึ่งเป็นภาษาอินทิส “คนหนึ่งเป็นผู้จัดหาผลไม้กวาดาร์ อีกคนแต่งงานกับชาวเมืองที่นี่ ทั้งคู่ทำงานที่ท่าเรือ ส่วนอีกคนตกอับกลายเป็นโจร”
คนหนึ่งเป็นพ่อค้าที่ค่อนข้างมั่งมี คนหนึ่งเป็นกรรมกรท่าเรือ อีกคนเป็นหัวขโมย ต่างอยู่ในชนชั้นทางสังคมที่แตกต่างกันสามระดับ แถมยังมีทั้งชายและหญิง…นี่จะช่วยให้เราได้เข้าใจสภาพของเมืองทิซาโมได้อย่างลึกซึ้งและครอบคลุม…กามูส์ช่างเป็นมืออาชีพขนานแท้ สมแล้วที่เคยผ่านลำดับ ‘เจ้าพนักงาน’ มาก่อน…ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ แล้วกล่าวเป็นภาษาตูทานที่ยังไม่คล่องนักกับผู้ถูกสอบถามทั้งสาม
“ผมเป็นนักวิชาการด้านคติชนวิทยา กำลังจะเดินทางไปเมืองทิซาโม ก่อนที่จะไป ผมหวังว่าจะได้เรียนรู้เรื่องราวของเมืองเล็กๆ แห่งนั้นให้มากขึ้น ภาษาตูทานของผมยังไม่ดีนัก มิสเตอร์กามูส์จะช่วยแปลให้”
“พวกเรายินดีฟังผู้การกามูส์” พ่อค้าที่อาวุโสที่สุดกล่าวยิ้มๆ ส่วนอีกสองคนรีบเออออตาม
ลูเมี่ยนเอี้ยวกายไปทางลูกาโนแล้วเอ่ยปาก
“ผมจะพาหนึ่งคนไปคุยในห้องนอนใหญ่ก่อน ส่วนอีกสองคนที่เหลือ นายช่วยต้อนรับเขาที”
“ครับ” ลูกาโนรีบเดินเข้ามาต้อนรับ
ในห้องนอนใหญ่ ลูเมี่ยนเชื้อเชิญพ่อค้าให้นั่งบนเก้าอี้พนักพิงอย่างมีมารยาท ส่วนตนเองถอยไปนั่งตรงขอบเตียง แล้วเอ่ยถามเป็นภาษาอินทิสว่า
“เมืองทิซาโมมีผลผลิตหลักเป็นอะไร?”
กามูส์ที่คอยแปลให้ฟังเกิดความสงสัยขึ้นมา
หลุยส์·แบรีคิดจะไปเที่ยวเมืองทิซาโมจริงๆ หรือไง?
ไหนว่ากำลังแกะรอยเทวานาโคอยู่!
กามูส์แสดงท่าทีของ ‘นักสอบสวน’ จ้องหน้าพ่อค้าบนเก้าอี้พนักพิงด้วยสายตาดุดัน พลางถ่ายทอดคำพูดของลูเมี่ยนไปยังอีกฝ่าย
พ่อค้าตอบด้วยความหวาดหวั่น
“ท่านผู้การ พวกเราปลูกผลไม้ ‘กวาดาร์’ เครื่องเทศ และผลไม้ป่าเป็นหลัก รอบๆ มีไร่สวนอยู่หลายแห่ง พวกเรามักเข้าป่าล่าสัตว์ ค้าขายเนื้อและหนังสัตว์ อีกทั้งยังโค่นต้นไม้เพื่อทำโลงศพด้วย”
“ม…มีเพียงเท่านี้ครับ ที่เหลือก็แค่ปลูกข้าวโพดกับมันฝรั่งไว้กินเองเท่านั้น…”
ลูเมี่ยนฟังด้วยตนเองครั้งหนึ่ง แล้วอาศัยคำแปลของกามูส์ปรับปรุงความเข้าใจภาษาตูทานของตน
เด็กหนุ่มเริ่มสนทนาเรื่องราวทั่วไป ตั้งแต่อาหารการกินที่ชาวเมืองทิซาโมชื่นชอบ สภาพรายได้ ไปจนถึงกิจกรรมยามว่างในชีวิตประจำวัน
จากคำตอบของพ่อค้า ภาพของเมืองทิซาโมเริ่มก่อตัวขึ้นในห้วงความคิดของเด็กหนุ่ม
ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวพื้นเมือง คนต่างถิ่นมีเพียงเจ้าของไร่สวนแถบนั้น รวมถึงทาสบางส่วนที่พวกเขาซื้อมาจากที่ใดก็สุดจะรู้ แต่ด้วยธุรกิจให้บริการล่าสัตว์แก่เหล่าสุภาพบุรุษจากเมืองท่าไพลอส เมืองทิซาโมจึงไม่ได้โดดเดี่ยวหรือตัดขาดจากโลกภายนอกจนเกินไป ทั้งยังไม่ถือว่าเป็นเมืองที่ล้าหลัง และทันโลกอยู่พอสมควร
ความเชื่อในเทพมรณาของเมืองทิซาโมถูกกำจัดไปแล้ว ปัจจุบันพวกเขานับถือ ‘สุริยันเจิดจรัส’ เป็นหลัก เพียงแต่ในชีวิตประจำวัน ร่องรอยความเชื่อในเทพมรณายังคงปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน อาทิ การเข้าสุสานเพื่อสักการะบ่อยครั้ง เด็กที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควรห้ามบรรจุในโลงศพแล้วฝัง ผู้ใหญ่ทุกคนต้องเตรียมโลงศพสำหรับตนเองไว้ล่วงหน้า และการเดินทางในอุดมคติของพวกเขา คือการนอนในโลงศพ
ลูเมี่ยนสนทนาเรื่องราวส่วนนี้ด้วยความสนใจใคร่รู้ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องถาม
“คุณรู้จักเทวานาโค·ทูเปียนหรือไม่?”
ในที่สุดก็เข้าประเด็นหลักสักที…กามูส์ถอนหายใจเงียบ ก่อนจะถ่ายทอดคำถามให้พ่อค้าฟัง
รอยยิ้มปรากฏชัดบนใบหน้าของพ่อค้า
“รู้จักสิครับ!”
“เขาถือเป็นคนดังของเมืองเลยล่ะ”
“เพราะเหตุใด?” กามูส์ถามต่อด้วยความกระตือรือร้น
พ่อค้าผู้นั้นยิ้มประจบพลางเอ่ยตอบ
“ท่านผู้การ เขาน่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานของคุณไม่ใช่หรือ? เขาถือเป็นคนแรกจากเมืองทิซาโมที่เข้าร่วมหน่วยลาดตระเวนได้ ทั้งยังได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นเรื่อยๆ นับเป็นความภาคภูมิใจของพวกเรา”
ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอ
“ผมอยากทราบว่า เมื่อก่อนเทวานาโคมีนิสัยใจคออย่างไร”
สีหน้าของพ่อค้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เหลียวซ้ายแลขวาก่อนเอ่ยปาก
“ท่านผู้การทั้งสอง เทวานาโคทำความผิดอะไรหรือ เขาเข้าร่วมกับพวกที่นับถือ ‘เทพมรณา’ หรือครับ?”
หัวไวจริงๆ…ขณะที่ลูเมี่ยนพึมพำ กามูส์ก็เอ็ดตะโรด้วยน้ำเสียงเข้ม
“เรากำลังถามคุณ หรือคุณกำลังถามเรา? รีบตอบมาตามตรงได้แล้ว!”
ภายใต้แรงกดดันทางจิตของ ‘นักสอบสวน’ พ่อค้าผิวสีน้ำตาลเข้มเอ่ยตอบด้วยร่างกายสั่นเทา
“ผมรู้มาตั้งแต่แรกแล้วว่า เทวานาโคหนุ่มผู้นี้ต้องกลายเป็นคนใหญ่คนโตในวันข้างหน้าแน่นอน แต่ขณะเดียวกันก็ทราบดีว่า สักวันเขาต้องก้าวเข้าสู่หนทางที่ลบหลู่พระองค์อย่างแน่นอน”
เห็นกามูส์และลูเมี่ยนยังคงจ้องหน้าตน รอฟังคำพูดถัดไป พ่อค้าจึงเรียบเรียงถ้อยคำก่อนจะเอ่ยปาก
“บ้านของเทวานาโคเคยเกิดเพลิงไหม้ครั้งหนึ่ง ญาติพี่น้องของเขาล้วนจากไปทั้งหมด เหลือเพียงเขาที่รอดชีวิต ตามธรรมเนียม…ตามธรรมเนียมของพวกเรา นี่คือผู้ที่ได้รับความเมตตาจากพระองค์ จึงรอดพ้นจากความตาย ซึ่งบุคคลเหล่านี้มักได้เป็นใหญ่เป็นโตในภายหน้า”
พระองค์ที่ว่าคงหมายถึง ‘เทพมรณา’ กระมัง? การที่ไม่ถูก ‘เทพมรณา’ พาตัวไป แสดงว่าได้รับพรจาก ‘เทพมรณา’ อย่างนั้นหรือ? ลูเมี่ยนครุ่นคิดพลางขัดจังหวะคำพูดของพ่อค้า
“เหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้นเมื่อกว่าหกปีก่อนใช่ไหม?”
“คุณทราบได้อย่างไร?” พ่อค้าย้อนถามด้วยความตกตะลึง ก่อนจะตบหน้าผากตนเองหนึ่งฉาด “ผมนี่ช่างโง่เขลาเสียจริง พวกคุณย่อมต้องสืบสวนมาก่อนอยู่แล้ว”
ดูเหมือนว่าเพลิงไหม้ครั้งนี้ทำให้เทวานาโคฟื้นคืนชีพ กลายเป็น ‘ฮิโซกะ’…ลูเมี่ยนพยักหน้า
“เล่าต่อเถอะ”
พ่อค้าหวนระลึกพลางเล่าว่า
“หลังจากนั้น เทวานาโคก็กลายเป็นคนเงียบขรึม ราวกับกลายเป็นคนฝังใจ ทั้งยังไม่เข้าร่วมพิธีมิสซา ไม่ย่างกรายเข้าวิหารของพระองค์อีกเลย”
“หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็จากเมืองทิซาโมไปยังเมืองท่าไพลอส”
เทวานาโคแสดงอาการผิดปกติถึงเพียงนี้ ไม่กลัวถูกสอบสวนบ้างหรือ แม้แต่การแสร้งศรัทธาอย่างผิวเผินก็ไม่ยอมทำ? หรือว่าตอนนั้น ‘ฮิโซกะ’ กลายเป็นผู้วิเศษในเส้นทาง ‘ปีศาจ’ แล้ว จึงไม่อาจเข้าร่วมพิธีมิสซาของศาสนจักรสุริยันเจิดจรัสได้? โอสถขวดแรกของเขามาจากที่ใดกัน? ลูเมี่ยนฟังคำแปลของกามูส์จบ แล้วครุ่นคิดก่อนเอ่ยถาม
“เทวานาโคกลับไปเมืองทิซาโมบ่อยไหม?”
“กลับทุกปี แต่ว่ากี่ครั้ง พักนานเท่าใด ผมเองก็ไม่ค่อยแน่ใจ” พ่อค้าผู้นี้ตอบตามจริง
“เวลากลับเมืองทิซาโม เขาพักที่ใด?” ลูเมี่ยนถามต่อ
พ่อค้าผู้นั้นตอบอย่างฉะฉาน
“ที่บ้านของเขาเอง หลังจากได้เข้าร่วมหน่วยลาดตระเวนและร่ำรวยขึ้น เขาก็สร้างบ้านทับหลังเดิมที่ถูกไฟไหม้”
สร้างบ้านทับหลังเดิมที่ถูกไฟไหม้…ลูเมี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถาม
“เมืองทิซาโมมีเทศกาลพื้นเมืองบ้างไหม?”
……………………………………………………..