ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 658 ความปรารถนาจากส่วนลึกของหัวใจ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 658 ความปรารถนาจากส่วนลึกของหัวใจ
ตอนที่ 658 ความปรารถนาจากส่วนลึกของหัวใจ
พ่อค้าตอบคำถามที่กามูส์ถ่ายทอดมาด้วยท่าทีระแวดระวัง
“ท่านผู้การ พวกเราไม่มีเทศกาลพื้นเมืองอะไรเป็นพิเศษ แต่ละปีจะมีเพียงสองเทศกาลคือ ‘พิธีบูชาสุริยัน’ ในเดือนสิบสอง กับ ‘เทศกาลตะวันใหม่’ ในเดือนหก”
‘พิธีบูชาสุริยัน’ เป็นวันพิธีกรรมที่ศาสนจักรสุริยันเจิดจรัสกำหนดไว้ตายตัว จัดขึ้นในวันที่มีช่วงกลางวันยาวนานที่สุดของปี อีกทั้งยังเป็นวันที่ดวงอาทิตย์ทอแสงสูงที่สุดในยามเที่ยงวัน
ในทวีปเหนือ เทศกาลนี้จะตรงกับช่วงกลางถึงปลายเดือนหก ส่วนในทวีปใต้ เนื่องจากฤดูกาลกลับด้านกัน จึงต้องจัดในช่วงกลางถึงปลายเดือนสิบสอง
ส่วน ‘เทศกาลตะวันใหม่’ คือสิ่งที่ศาสนิกชนของสุริยันเจิดจรัสในทวีปใต้คิดค้นขึ้นเอง พวกเขาจัดงานเฉลิมฉลองในวันที่มีราตรียาวนานที่สุด และกลางวันสั้นที่สุดของปี เพื่อต้อนรับการกลับมาของดวงตะวัน ด้วยความหวังว่าจะได้รับแสงสว่างที่มากขึ้น และอากาศที่อบอุ่นขึ้น
เทศกาลนี้ตรงกับวันขึ้นปีใหม่ของหลายแห่งในทวีปใต้ จึงค่อยๆ ผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน
นัยของคำพูดพ่อค้าผู้นี้ก็คือ ชาวเมืองทิซาโมในปัจจุบันเฉลิมฉลองเฉพาะเทศกาลที่เกี่ยวข้องกับ ‘สุริยันเจิดจรัส’ เท่านั้น โดยละทิ้งการนับถือ ‘เทพมรณา’ ไปแล้ว
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยเสริม
“เป็นเช่นนี้มาช้านานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ปู่ของผมเพิ่งเกิดเลยล่ะ”
รัฐมาตานี โดยเฉพาะเมืองท่าไพลอสและนครเหมืองทองเดวิส ตกเป็นอาณานิคมของอินทิสมาเกือบร้อยปีแล้ว ชนพื้นเมืองถูกบีบบังคับให้เปลี่ยนความเชื่อตั้งแต่หลายชั่วอายุคนก่อน กลายมาเป็นผู้นับถือ ‘สุริยันเจิดจรัส’ แน่นอนว่า นี่จำกัดอยู่เพียงในเขตที่หน่วยงานอาณานิคมสามารถปกครองได้อย่างทั่วถึง
เมื่อลูเมี่ยนมาถึงเมืองท่าไพลอส หนึ่งในความประทับใจของเขาก็คือ
บริเวณท่าเทียบเรือและย่านใจกลางเมืองนั้น แทบไม่แตกต่างจากเมืองท่าในแผ่นดินอินทิสเท่าใดนัก เพียงแต่ผู้คนที่ก้มหน้าทำงานกันอย่างขะมักเขม้นเหล่านี้ จะมีสีผิวคล้ำกว่า ออกไปทางน้ำตาลมากกว่า ส่วนย่านที่ชาวอินทิสและชาวเฟเนพ็อตพำนักอยู่ ถือว่ามีประชากรเบาบาง เงียบสงัดและสะอาดสะอ้าน จนกระทั่งผ่านพ้นโรงแรมหรูออเรลาไป เลี้ยวเข้าสู่ย่านอื่นของเมืองท่าไพลอส จึงได้พบกับสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นที่มีเอกลักษณ์แบบไบลัมตะวันตก ผู้คนที่สัญจรไปมาก็พลุกพล่านขึ้น เสียงภาษาตูทานก้องกังวานไปทั่วทุกหนแห่ง
ลูเมี่ยนซักถามรายละเอียดเพิ่มเติมอีกหลายประการ เพื่อพิสูจน์ความจริงในคำพูดของพ่อค้าผู้นั้น ซึ่ง ‘นักสอบสวน’ กามูส์ก็มิได้พบร่องรอยการโกหกใดๆ จากฝ่ายตรงข้าม
“ตั้งแต่เล็กจนโต มีเรื่องราวใดบ้างที่ประทับใจคุณ จนปัจจุบันก็ยังระลึกถึงเป็นครั้งคราว?” ลูเมี่ยนเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
พ่อค้าครุ่นคิดก่อนเอ่ยตอบ
“งานศพอันยิ่งใหญ่…โลงศพใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นทีละโลง ทีละโลง…”
“ชนเผ่าดั้งเดิมที่ปะทะกับพวกเราทุกปี…เสียงร้องโหยหวนที่ดังขึ้นในยามราตรีเป็นครั้งคราวเพราะพวกเขา…”
“ผู้คนที่ขยันขันแข็ง สงบเสงี่ยม และถูกอบรมมาเป็นอย่างดี พวกเราอาจโกรธ อาจขุ่นเคือง แต่จะไม่ทะเลาะกันต่อหน้า ไม่ตะโกนเสียงดัง เลือกที่จะไปหาหลวงพ่อ ไปหาเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไปหาผู้พิพากษาให้ตัดสินว่าใครผิดใครถูก…”
หลังจากกามูส์แปลคำพูดของพ่อค้าให้ลูเมี่ยนฟังแล้ว เขาก็เพิ่มเติมความเห็นของตัวเองอีกสองสามประโยค
“เขาพูดความจริง ผมเคยไปเมืองทิซาโม ผู้คนที่นั่นล้วนแต่…ล้วนแต่ว่านอนสอนง่าย แม้จะถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม แต่ก็แทบไม่เคยต่อต้านด้วยกำลัง เจ้าของไร่สวนแถวนั้นชื่นชอบการจ้างคนพื้นเมืองมาก ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อทาสไปได้เยอะ”
“แน่นอน ใช่ว่าพวกเขาจะไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก ไม่รู้จักต่อต้าน หากแต่พวกเขามักเลือกที่จะเคารพกฎระเบียบ เลือกแก้ปัญหาด้วยกระบวนการยุติธรรม นี่คง…คงนับได้ว่าเป็นศาสนิกชนชั้นดีของสุริยันเจิดจรัสกระมัง?”
พระนามอันสูงส่งของ ‘สุริยันเจิดจรัส’ นั้นมีคำบรรยายว่าเป็น ‘อวตารแห่งระเบียบ’
ในฐานะสมาชิกตระกูลที่สืบเชื้อสายจากราชวงศ์เฟเนพ็อต กามูส์ย่อมนับถือ ‘พระแม่ธรณี’ อย่างไม่ต้องสงสัย และเขาก็ทราบว่าหลุยส์·แบรีมาจากสาธารณรัฐอินทิส จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นศาสนิกชนของ ‘สุริยันเจิดจรัส’
ลูเมี่ยนลุกขึ้นยืน ยิ้มพลางกางแขนทั้งสองข้าง
“สุริยันจงเจริญ!”
“สุริยันจงเจริญ!” พ่อค้ารีบทำท่าทางเช่นเดียวกัน
ลูเมี่ยนนั่งลงอีกครั้ง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยปาก
“คุณเคยฝันประหลาดบ้างหรือไม่?”
พ่อค้าผู้นั้นพยักหน้าก่อน แล้วจึงส่ายหน้า
“มากมายเหลือเกิน แต่ตอนนี้ลืมไปหมดแล้ว พวกคุณไม่เคยฝันประหลาดกันบ้างหรือ?”
นั่นสินะ ความฝันเป็นสิ่งที่ไม่อาจควบคุมได้ด้วยจิตสำนึก บางครั้งสะท้อนวิวรณ์ที่ได้รับจากพลังวิญญาณ บางครั้งเป็นการแสดงออกของตัณหาที่สั่งสม บางครั้งเป็นภาพสะท้อนจากเหตุการณ์บางอย่างในยามกลางวัน บางครั้งก็เป็นการผสมผสานระหว่างปัจจัยข้างต้น จนผิดแผกพิสดาร เกิดขึ้นได้ในทุกรูปแบบ…ตัวเราเองก็ฝันประหลาดอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ปนเปื้อนมลทินเพราะมาร ความฝันยิ่งประหลาดและเกินจริงไปกันใหญ่…ลูเมี่ยนรู้สึกว่าคำตอบของพ่อค้าไม่มีอะไรผิดปกติ
หากอีกฝ่ายสามารถเล่าความฝันประหลาดได้อย่างแม่นยำ เขากลับจะเกิดความระแวง
นั่นอาจเป็นเพราะความฝันนั้นประหลาดเกินไป จนประทับอยู่ในความทรงจำ ยากที่จะลืมเลือน หรือไม่ก็เป็นเพราะพ่อค้ามีความผิดปกติ เตรียมตัวมาก่อนที่จะมาพบ
หลังจากสนทนาเรื่องอื่นๆ อีกครู่หนึ่ง ลูเมี่ยนก็ส่งพ่อค้าออกจากห้องนอนใหญ่
คำตอบของชาวเมืองทิซาโมอีกสองคน ก็นับว่าคล้ายคลึงกับพ่อค้า เพียงแต่เพิ่มเติมเรื่องราวที่พวกเขาได้พบเห็นตามระดับชั้นของตน และประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ลูเมี่ยนไม่พบร่องรอยของ ‘เทศกาลฝัน’ แต่อย่างใด
“หากเทศกาลฝันมีความเกี่ยวพันกับเมืองทิซาโมจริง ก็เหลือความเป็นไปได้เพียงประการเดียว เมื่อชาวเมืองหลับใหล พวกเขาจะเข้าสู่แดนฝันแห่งหนึ่ง ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาล แล้วลืมทุกอย่างเมื่อตื่นขึ้น…”
“ไม่สิ ยังมีอีกหนึ่งความเป็นไปได้…การเล่นพิเรนทร์ของ ‘ฮิโซกะ’ ในเมืองทิซาโมจะประกอบด้วยสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือชาวเมืองทิซาโม อีกฝ่ายคือชนเผ่าดั้งเดิมในป่าใกล้เคียง ‘เทศกาลฝัน’ อาจเป็นเทศกาลของชนเผ่าดั้งเดิมเหล่าก็ได้”
“การเล่นพิเรนทร์ของ ‘ฮิโซกะ’ ส่งผลกระทบต่อ ‘เทศกาลฝัน’ เป็นเหตุให้ชนเผ่าดั้งเดิมจู่โจมเมืองทิซาโมกะทันหัน ก่อให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายไม่น้อย ปกปิดร่องรอยที่หลงเหลือจากพิธีกรรมเลื่อนลำดับเป็น ‘อัครสาวกแห่งตัณหา’ ของเขาหรือ?” ลูเมี่ยนครุ่นคิดพลางเดินส่งกามูส์กับชาวเมืองทิซาโมทั้งสามถึงประตู
เมื่อกลับถึงห้องนอนใหญ่ เด็กหนุ่มยืนอยู่หน้าโต๊ะอ่านหนังสือ จ้องมองกำแพงหินเบื้องหน้า แววตาวาววับด้วยความรู้สึกทั้งตื่นเต้นระคนกังวลใจ
การที่เขาเลือกจะอยู่ทวีปใต้ต่อ แสวงหามรดกของ ‘ฮิโซกะ’ ด้วยความสมัครใจ แท้จริงก็เพื่อเติบโตท่ามกลางเลือดและไฟ ความวุ่นวายและการแก่งแย่ง เพื่อแสวงหาโอกาสในการสวมบทบาท หวังว่าจะเปิดประตูแห่งเทวบารมีแล้วก้าวขึ้นสู่ลำดับ 4 ได้โดยเร็ว
และสาเหตุที่เด็กหนุ่มเร่งรีบถึงเพียงนี้ก็เพราะว่า
เขามองเห็นความหวังอันเลือนรางในการชุบชีวิตพี่สาว!
สภาพของเหล่านาโปริดิสลีบนเกาะฮันต์ ได้จุดประกายความหวังเล็กๆ ให้แก่เขา!
ความหวังดังกล่าวก็คือ บุคคลลำดับสูงในศาสนจักรพระแม่ธรณีสามารถแยกดวงวิญญาณของผู้อื่นออกเป็นหลายส่วน แล้วทำให้วิญญาณแต่ละส่วนเติบโตแยกจากกัน ผ่านการเกิดใหม่ได้
และในร่างของลูเมี่ยน ก็มีเศษเสี้ยวดวงวิญญาณของโอลัวร์ถูกผนึกอยู่
บางที บุคคลลำดับสูงในศาสนจักรพระแม่ธรณี อาจสามารถใช้เศษเสี้ยวดวงวิญญาณหนึ่งส่วนหรือหลายส่วน ทำให้โอลัวร์ฟื้นคืนชีพกลับมาได้ในรูปแบบของการเกิดใหม่!
ลูเมี่ยนไม่อาจล่วงรู้ได้ว่า ความคิดเช่นนี้จะเป็นจริงได้หรือไม่ และมันถือเป็นการ ‘คืนชีพ’ ในความหมายที่แท้จริงหรือไม่ แต่นี่คือหนทางที่เป็นไปได้มากที่สุดเท่าที่เด็กหนุ่มจะจินตนาการออกในปัจจุบัน จำเป็นต้องลองดูสักตั้ง ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม
แน่นอนว่า ลูเมี่ยนจะไม่นำเศษเสี้ยวดวงวิญญาณของโอลัวร์มาทดลองเป็นอันขาด โดยวางแผนว่าในการเก็บเกี่ยวครั้งต่อไป เขาจะลองสร้างเศษเสี้ยวดวงวิญญาณขึ้นมาเอง แล้วขอความช่วยเหลือจากศาสนจักรพระแม่ธรณี เพื่อพิสูจน์ว่าการเกิดใหม่สามารถเป็นจริงได้หรือไม่ และผู้ที่เกิดใหม่จะยังคงเป็นบุคคลเดิมหรือไม่
เมื่อทุกรายละเอียดได้รับการพิสูจน์จนแน่ชัดแล้ว จึงค่อยชุบชีวิตโอลัวร์
ทว่าการจะร่วมมือกับศาสนจักรพระแม่ธรณีในระดับสูงเช่นนี้ ลูเมี่ยนมองว่าตนในปัจจุบันยังมีคุณสมบัติไม่เพียงพอ จำต้องก้าวขึ้นเป็นครึ่งเทพเสียก่อน โดยมีองค์กรลับอย่างชุมนุมทาโรต์คอยหนุนหลัง จึงจะได้รับความสนใจจากศาสนจักรพระแม่ธรณี และมี ‘คุณสมบัติ’ เพียงพอที่จะบรรลุเงื่อนไขการแลกเปลี่ยนที่อีกฝ่ายเสนอมา
ด้วยเหตุนี้ ลูเมี่ยนจึงร้อนใจที่จะได้ครอบครองเทวบารมี เพื่อก้าวขึ้นสู่ลำดับ 4
บางครั้ง ลูเมี่ยนอดคิดไม่ได้ว่า หากพี่สาวของตนคือผู้ได้รับพรจากราชันสวรรค์ และได้รับสืบทอดปราสาทโบราณหลังนั้นด้วยแล้ว การฟื้นคืนชีพของเธอคงเป็นเรื่องง่ายดายเหลือเกิน
“อา…หากต้องการนำเศษเสี้ยวดวงวิญญาณของโอลัวร์ออกมา ก็ต้องแก้ไขตราผนึกของมิสเตอร์ฟูล และการจะแก้ไขตราผนึกของมิสเตอร์ฟูลได้นั้น ก็ต้องรอให้เทอร์มีโพลอสอ่อนกำลังลงอย่างมากเสียก่อน และการจะทำให้เทอร์มีโพลอสอ่อนกำลังลงอย่างมาก เราก็ต้องดูดซับพลังของพระองค์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงพลังในลำดับสูง และการจะรองรับพลังพรในลำดับสูง ตัวเราก็ต้องครอบครองเทวบารมี ค่อยๆ ยกระดับศักดิ์ขึ้นไปทีละขั้น…” ความคิดของลูเมี่ยนเริ่มกระจ่างชัดทีละนิด จนเกิดความกระหายที่จะไต่เต้าไปเป็นลำดับสูงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
…………
ณ อพาร์ตเมนต์ห้อง 702 เลขที่ 9 ถนนโอโรเซ เขตหอรำลึก กรุงทรีอาร์
ฟรังก้าห่มผ้ากำมะหยี่ เอนกายพิงอยู่บนเตียง แก้มยังคงระเรื่อแดง ดวงตาเป็นประกายชุ่มฉ่ำ ทว่าสีหน้ากลับแสดงความรู้สึกซับซ้อนยิ่งนัก
จินนานอนอยู่เคียงข้างเธอ ภายใต้ผ้าห่มกำมะหยี่ผืนเดียวกัน จมดิ่งสู่ห้วงนิทราแล้ว บนใบหน้าระบายไว้ซึ่งความเหนื่อยล้า ความอิ่มเอม ความขัดขืน และความอาลัยอาวรณ์ ตามแขนทั้งสองที่ทอดออกมา ตามผิวพรรณอันขาวผ่องที่เผยพ้นออกมา ยังคงมีรอยแดงระเรื่อที่ไม่จางหายไป
ฟรังก้าจ้องหน้าจินนาในสภาพดังกล่าว ก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบา
ความรู้สึกเมื่อครู่นี้ช่างงดงามยิ่งกว่าที่เธอเคยจินตนาการไว้เสียอีก ทว่าหัวใจกลับรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งขาดหายไป
ยามนี้ช่างงดงามยิ่งนัก แต่เมื่อร่างกายย่อยโอสถ ‘สุขสม’ หมดแล้ว เรื่องราวจะเป็นเช่นไรต่อ?
ความพัวพันทางกาย กับความห่างเหินทางใจ จะเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างนั้นหรือ?
หลังความสุขสมถึงขีดสุด จะเหลือเพียงความโศกเศร้าหรือไม่? จะเป็นความทุกข์ระทมที่จมดิ่งลงไปโดยไม่ปรารถนาการถูกช่วยเหลือหรือไม่?
อา…ฟรังก้าถอนหายใจเบาๆ อีกครา
เธอรู้สึกว่าโอสถสุขสมในร่างถูกย่อยไปหลายส่วนในพริบตา
…………
ณ เมืองท่าไพลอส รัฐมาตานี
ลูเมี่ยนที่เพิ่งดื่ม ‘กวาดาร์’ ไปหนึ่งแก้วเงยหน้าขึ้น กล่าวกับลูกาโนด้วยน้ำเสียงประหนึ่งถามถึงสภาพอากาศ
“วันนี้ฉันจะไปเมืองทิซาโม นายจะร่วมทางไปกับฉันและลุดวิก หรือจะรออยู่ที่นี่?”
“ฉันขอแจ้งให้ทราบล่วงหน้าว่า ในเมืองทิซาโมอาจจะเต็มไปด้วยอันตราย”
เต็มไปด้วยอันตราย…สัญชาตญาณบอกให้ลูกาโนอยู่ที่นี่ต่อ แต่ทันใดนั้นก็นึกถึงเรื่องของบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตขึ้นมาได้
เขากัดฟันก่อนเอ่ยปาก
“ผมจะไปด้วย”
หากพานพบอันตรายในเมืองทิซาโม ยังพอหวังการช่วยเหลือจากนายจ้างได้ แต่หากเผชิญกับอันตรายที่นี่ ก็มีแต่ต้องพึ่งพาตัวเองเท่านั้น!
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ ไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเติม
หลังจากคืนห้องพัก ออกมาสู่ถนน เด็กหนุ่มหัวเราะในลำคอ ก่อนกล่าวกับลูกาโนและลุดวิก
“จะนอนโลงไปเมืองทิซาโม หรือจะนั่งรถม้าไปดี?”
ลูกาโนกับลุดวิกยังไม่ทันได้ตอบ รถม้าสี่ล้อสี่เบาะคันหนึ่งก็แล่นออกมาจากใต้ร่มไม้
สารถีขับรถม้าเป็นชายหนุ่ม ก้มหน้างุด ไม่กล้าเหลียวมอง
รถม้าหยุดลง กามูส์·กาสตีญ่าก้าวออกจากตัวรถ ยิ้มอย่างฝืนๆ พลางกล่าวกับลูเมี่ยนว่า
“ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือตลอดหลายวันที่ผ่านมา ผมขอส่งพวกคุณไปจนถึงเมืองทิซาโม”
……………………………………………………..