ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 660 ภายในและภายนอกประตู
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 660 ภายในและภายนอกประตู
ตอนที่ 660 ภายในและภายนอกประตู
ลูกาโนมิได้รีรอแม้แต่น้อย พยุงกายลุกขึ้นแล้ววิ่งไปยังม้าที่ล้มลง ตรวจสอบอย่างละเอียด
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาร้องบอกด้วยความเสียดาย
“มันตายแล้ว!”
ม้าตัวนี้ช่างอับโชคเหลือเกิน แม้จะอยู่ห่างออกไปกว่าร้อยเมตร กลับถูกลูกหลงถึงสองนัด นัดหนึ่งเข้าด้านข้างลำตัว อีกนัดเข้ากลางศีรษะ ตายสนิทไม่มีทางฟื้น
เมื่อเทียบกันแล้ว สารถีกลับไม่เป็นอันใด อย่างมากก็แค่ถลอกเล็กน้อยจากการกลิ้ง
ลูเมี่ยนเหลือบมองโคโลโบที่หันหลังให้พวกตน ราวกับยังคงระแวดระวังการโจมตีที่อาจมาจากความลึกของป่า จากนั้นจึงจูงลุดวิกที่คลานออกจากรถม้า พาเดินไปยังด้านข้างของซากม้าที่ยังมีโลหิตไหลริน
“ห้ามเลือดให้มัน” ลูเมี่ยนสั่งลูกาโน
ตายถึงเพียงนี้แล้ว จะห้ามเลือดไปทำไมอีก? แม้ลูกาโนจะไม่เข้าใจ แต่ก็ยื่นฝ่ามือที่เรืองแสงริบหรี่ออกไป
เมื่อบาดแผลทั้งสองบนซากม้าหดรัดปิดสนิท ลูเมี่ยนจึงเอี้ยวกายเอ่ยกับลุดวิก
“ถึงตานายแล้ว”
ลุดวิกในชุดทางการสำหรับเด็ก บรรจงพยักหน้ารับ
เขายื่นฝ่ามือขวาออกไป นิ้วทั้งห้าชี้ไปยังซากม้าจากระยะไกล แล้วค่อยๆ ยกขึ้น
ร่างม้าที่เปื้อนเปรอะไปด้วยคราบโลหิตพลันลุกผงาด จนรถม้าที่คว่ำอยู่ถึงกับเขยื้อนเล็กน้อย
เห็นฉากดังกล่าว กามูส์พยักหน้ารับอย่างแทบไม่สังเกตเห็น
เด็กคนนี้อยู่ในเส้นทาง ‘เทพมรณา’ หรือเส้นทาง ‘นักโทษ’ กันแน่?
แต่ทั้งไม่มีไอเย็นยะเยือก ทั้งขาดกลิ่นอายของซากศพ…
เมื่อลูกาโนยกรถม้าให้ตั้งตรง ซากม้าที่ดำรงอยู่ในสภาพอันเดด ก็ลากพวกเขาทั้งห้ามุ่งหน้าสู่เมืองทิซาโมต่อไป
ครั้นใกล้เที่ยง ลูเมี่ยนก็เห็นจุดหมายปลายทางอยู่เบื้องหน้า
เป็นเมืองเล็กๆ ที่ถูกโอบล้อมครึ่งวงด้วยต้นยางพารา ต้นกระถินเทศ และต้นกระวาน ตามถนนดินอัดมีไร่ปลูกพืชกระจายอยู่หลายแห่ง อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องเทศสารพัดชนิด รวมถึงกลิ่นเย้ายวนของเนื้อย่าง
อาคารในทิซาโมล้วนมีเอกลักษณ์โดดเด่น ยกเว้นโบสถ์ของศาสนจักรสุริยันเจิดจรัส ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นสถาปัตยกรรมแบบทวีปเหนือ ส่วนที่เหลือล้วนเป็นเรือนแบบไบลัมตะวันตก ที่ถูกค้ำยันด้วยเสาไม้และเสาหิน โดยจงใจเว้นชั้นล่างให้โล่ง
ทั้งนี้เพราะหลายพื้นที่ในไบลัมตะวันตกมีอากาศชื้น ฝนตกชุก มักเกิดน้ำท่วมและน้ำขังอยู่เนืองๆ
ลูเมี่ยนก้าวลงจากรถม้าสี่ล้อสี่เบาะ พลางมองผู้คนที่กำลังขะมักเขม้นกับงานของตนทั้งในไร่และในเมือง
…………
ณ อพาร์ตเมนต์ 702 เลขที่ 9 ถนนโอโรเซ เขตหอรำลึก กรุงทรีอาร์
ฟรังก้าเอนกายบนเก้าอี้เอนหลัง แกว่งไกวแผ่วเบาพลางหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวาน
หลังจินนาตื่นนอนในยามเช้า ก็ออกไปจ่ายตลาดซื้อเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ และขนมปังทันที ทำให้ฟรังก้ารู้สึกราวกับว่าตนเพิ่งฝันไป หรือเกิดภาพหลอน
“เหตุใดจู่ๆ เธอถึงมาอาสาช่วยเราย่อยโอสถล่ะ? เมื่อเทียบกับชาวทรีอาร์ส่วนใหญ่แล้ว เธอนับว่าค่อนข้างเคร่งครัด…”
“ทั้งยังตรงเกินไป เปิดเผยเกินไป จนเราเกือบหมดอารมณ์…ตามปกติแล้ว ไม่ใช่ว่าควรสร้างบรรยากาศคลุมเครือ ปลุกเร้าความรู้สึกก่อนสักหน่อยหรือ? เมื่อถึงตอนนั้น ต่อให้เธอไม่เป็นฝ่ายริเริ่ม เกรงว่าเราก็คงทนไม่ไหวอยู่ดี…” ยิ่งคิด ฟรังก้าก็ยิ่งสงสัย รู้สึกว่านี่มิใช่สิ่งที่จินนาพึงกระทำ
ครั้นเมื่อลองหวนนึกถึงพฤติกรรมในอดีตของจินนาอีกครั้ง ฟรังก้ากลับไม่พบความผิดปกติ
นี่แหละคือสิ่งที่จินนาจะกระทำ!
“จินนามีบุคลิก หรือจะเรียกว่านิสัยอย่างหนึ่ง ที่กล้าทุ่มเทสุดตัว…”
“เมื่อครั้งที่นักร้อง ‘นางพญา’ ผู้เคยช่วยเหลือเธอ ถูกมาร์โกต์ข่มขืนจนสติวิปลาส ต้องเข้าโรงพยาบาลจิตเวช จินนาก็ยอมทุ่มเทสุดตัวเพื่อแก้แค้นแทนผู้มีพระคุณ ถึงขนาดยอมติดค้างโอสถ ‘นักลอบสังหาร’ กับเรา ทั้งที่สถานะทางการเงินของเธอในเวลานั้นเข้าขั้นอัตคัดขัดสน แต่กลับยังมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็นผู้วิเศษ…”
“ยามร่วมงานเลี้ยงของฮิวจ์·อาร์ทัวส์ เมื่อเผชิญหน้ากับสส. ที่ถูกคุ้มครองโดยผู้วิเศษทางการกับสาวกเทพมาร เธอก็ยังกล้าทุ่มสุดตัว ไม่สนใจว่าตนจะพบจุดจบเช่นไร ลงมือสังหารคนชั่วที่นำพาหายนะมาสู่ครอบครัว ต่อหน้าต่อตาธารกำนัล…”
“ในใจของเธอ เราคงสำคัญยิ่งกว่านางพญาผู้มีพระคุณคนนั้น การที่ยอมเป็นฝ่ายทุ่มสุดตัวเพื่อเข้าหา พร้อมกับเสนอตัวช่วยย่อยโอสถ ยังถือว่าอยู่ในขอบเขตพฤติกรรมของเธอ…”
“อีกอย่าง อา…คงไม่ใช่แค่ความคิดชั่ววูบแน่ เพราะก่อนหน้านี้เธอเคยถามเราหลายครั้งว่า การย่อยโอสถ ‘สุขสม’ เป็นอย่างไรบ้าง มีคู่สุขสมด้วยหรือยัง ถึงขั้นแนะนำลูเมี่ยนให้ด้วย…”
“เธอคงเห็นว่าเรายังไม่มีคู่สุขสมคนใหม่ เอาแต่แสร้งทำเป็นปล่อยวาง อีกทั้งเมื่อวานยังสะเทือนใจกับการที่ลูเมี่ยนเลื่อนเป็นลำดับ 5 เธอจึงเห็นว่าควรช่วยเหลือเพื่อนรักเป็นการด่วน จึงตัดสินใจทุ่มสุดตัว…”
“แต่น้ำหนักยังไม่มากพอ เพียงแค่ปัจจัยเหล่านี้ จินนาคงไม่ถึงกับตัดสินใจเด็ดเดี่ยวถึงขนาดยอมสละเรือนร่าง…สละ…”
“หรือว่า…หรือว่าเธอรู้เรื่องที่เราแอบชอบมานานแล้ว การที่ไม่หาคู่สุขสมคนใหม่ก็เพราะเธอ จินนาจึงรู้สึกว่าตัวเองเป็นอุปสรรคต่อการย่อยโอสถ ‘สุขสม’ ของเรา ถึงได้ยอมเสียสละร่างกาย?”
“ใช่! ต้องเป็นแบบนั้นแน่ มีเพียงเหตุผลนี้เท่านั้น เธอถึงจะยอมทุ่มสุดตัวได้”
“อ๊า! ทำไมถึงหาองค์ประกอบของความรักไม่พบสักนิดเลยล่ะ?”
ฟรังก้าคร่ำครวญอยู่ในใจ
หากรู้แต่แรกว่าจะเป็นเช่นนี้ เธอคิดว่าตนน่าจะรวบรวมความกล้า หน้าด้านเข้าหาลูเมี่ยนขอความช่วยเหลือ อย่างน้อยก็คงไม่ต้องมาคร่ำครวญทุกข์ระทมเหมือนปัจจุบัน
แน่นอน การที่ฟรังก้าไม่แสวงหาคู่สุขสมคนใหม่ ส่วนสำคัญหลักๆ ก็เพราะใส่ใจความคิดของจินนา
การที่เธอเป็นคู่นอนของการ์ดเนอร์·มาร์ติน อีกทั้งยังร่วมเตียงกับคู่รักของเขา ล้วนเกิดขึ้นก่อนที่จะได้รู้จักกับจินนา เมื่อไม่อาจแก้ไขสิ่งที่ผ่านมา จึงดำเนินต่อไปอย่างนั้น
ครั้นการ์ดเนอร์·มาร์ตินสิ้นชีพ เธอเอ่ยปากว่าจะพาบราวส์สัมผัสรสสุขสมแท้จริง จะเข้าร่วมงานเลี้ยงรื่นเริงของเหล่าสตรีที่จัดโดยนางมารผู้นั้น แต่ความจริงแล้วล้วนเป็นเพียงวาจา แม้ในใจจะรู้สึกตื่นเต้นกับความแปลกใหม่อยู่บ้าง แต่หากบราวส์เกิดตอบตกลงขึ้นมา ฟรังก้าก็ต้องกลับมาขบคิดลังเลใจ หรือบางทีอาจหาข้ออ้างปฏิเสธเสียด้วยซ้ำ
เธอไม่อยากให้จินนาและลูเมี่ยนมองว่าตนเป็นคนเหลวไหลไร้ยางอาย
กล่าวโดยง่ายก็คือ คำตอบของเธอต่อคำถามที่ว่า ‘ในโลกนี้ไม่มีใครที่คุณใส่ใจจริงๆ บ้างหรือ’ ได้เปลี่ยนแปลงไป ด้วยเหตุนี้ เรื่องการแสวงหาคู่สุขสมคนใหม่จึงชะงักงัน
“จินนาไร้ประสบการณ์บนเตียงอย่างแท้จริง ไม่มีลูกล่อลูกชนหรือชั้นเชิงใดๆ ทั้งสิ้น ทำได้เพียงถอยกลับไปใช้วิธีเย้ายวนอย่างเถรตรงเหมือนสมัยยังเป็น ‘กะหรี่น้อย’ แต่ก็ไม่อยากหลอกลวงความรู้สึกของเรา ไม่อยากให้เราหลงใหลได้ปลื้มเกินเหตุ จึงแสดงออกดังเช่นเมื่อวาน”
“โชคดีที่เธอยังมีสติอยู่บ้าง ไม่ได้สุ่มคบกับใครสักคนเพื่อให้เรายอมตัดใจ จนต้องออกไปแสวงหาคู่สุขสมคนใหม่ให้เป็นเรื่องเป็นราว อา…บางที เธอคงมองว่าการทำแบบนั้นจะสร้างความทุกข์ระทมอันยาวนาน มิใช่สุขสมอันยั่งยืน จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการย่อยโอสถของเรา…” เมื่อฟรังก้าเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ก็ยิ่งรู้สึกหดหู่มากกว่าเก่า
…………
ระหว่างบันไดที่นำไปสู่อพาร์ตเมนต์ห้อง 702
จินนาอุ้มถุงขนมปัง ถือตะกร้าใส่เนื้อวัว ผัก และผลไม้ ยืนชะงักไม่ก้าวต่อ รู้สึกลังเลที่จะกลับไป
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวาน เธอก็หน้าแดง หูร้อนผ่าว ไม่รู้จะเผชิญหน้ากับฟรังก้าอย่างไร
ครั้งก่อนตอนที่เธอเป็นนางพญา ย่อมเคยเห็นความรักของผู้อื่นมาบ้าง มองว่าก็แค่นั้นเอง ถึงจะตื่นเต้นอยู่บ้าง แต่ตนคงอดทนได้
ใครจะรู้ว่าเมื่อได้ลองสัมผัสเองกับตัว ถึงได้พบว่าสุขสมช่างมอมเมาจิตใจเหลือเกิน
เฮ้อ…จินนาสูดหายใจเข้าลึกติดต่อกันหลายครั้ง พยายามทำใจให้สงบ
สำหรับตอนนี้ สิ่งที่ทำให้เธอกังวลคือ จะวางตัวกับฟรังก้าอย่างไรต่อไป
“ช่วยไม่ได้ คงต้องแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น วางตัวเหมือนปกติ…หรือว่าควรร่าเริงสักหน่อย เอ่ยถึงเรื่องเมื่อวานก่อน ทำทีว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพื่อไม่ให้ฟรังก้าต้องกังวลใจ?”
“แต่นั่นจะทำให้ฟรังก้าเสียใจหรือเปล่า? ตอนนี้เธอกำลังย่อยโอสถ ‘สุขสม’ อยู่…”
“อีกอย่าง สุขสมเพียงครั้งเดียวคงไม่เพียงพอ เราจำต้องคบหากับเธอในฐานะคู่รักสักระยะ…”
“ค่ำคืนนี้ เราควรเย้ายวนเธอเหมือนเมื่อวานต่อ หรือรอให้ฟรังก้าริเริ่มเอง?”
“แม่ง! ทำไมมันถึงได้ยุ่งยากแบบนี้!”
จินนารู้สึกว่า เรื่องเช่นนี้ทำให้ตนปวดเศียรเวียนเกล้ายิ่งกว่าการลอบสังหารผู้มีอิทธิพลเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นเมื่อครั้งที่คิดจะหาทางแก้แค้นมาร์โกต์ หรือลอบสังหารฮิวจ์·อาร์ทัวส์ เธอคิดเพียงว่าอย่างมากก็แค่ตาย ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องอื่นใด
จริงอยู่ เรื่องนี้จะไม่ทำให้เธอถึงแก่ชีวิต ทว่าความกลัดกลุ้มจะคงอยู่ตลอดไป ยืดเยื้อยาวนานไม่จบสิ้น
เมื่อนึกถึงว่า ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากให้ต้องสะสาง อีกทั้งยังต้องริเริ่มรักษาสัมพันธ์ทางกายกับฟรังก้า จินนาก็รู้สึกหงุดหงิดจนแทบอยากจะลุยเดี่ยวลอบสังหารโมรัน·อาวินี รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมผู้นั้นเสียให้รู้แล้วรู้รอด
หลังจากสูดหายใจลึกๆ อีกหลายครั้งเพื่อปรับอารมณ์ จินนาก็วิเคราะห์ในมุมมองของนักแสดง ว่าตนควรแสดงออกเช่นไรจึงจะทำให้ฟรังก้าเต็มใจรับสุขสมในคราวต่อไป
เมื่อก้าวแรกได้เริ่มแล้ว ได้ทุ่มทุกสิ่งลงไปแล้ว เธอย่อมไม่อยากล้มเลิกกลางคัน ตั้งใจจะรักษาสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองไว้จนกว่าฟรังก้าจะย่อยโอสถ ‘สุขสม’ สำเร็จ
เมื่อคิดกระจ่างถึงสิ่งที่ต้องทำต่อไปแล้ว มุมปากของจินนาก็ยกโค้ง เผยรอยยิ้มแย้มพราย
เธออุ้มขนมปัง ถือตะกร้าเครื่องปรุง ก้าวเท้าเบาหวิวขึ้นบันได กลับสู่อพาร์ตเมนต์ห้อง 702
พอเปิดประตูเข้ามา เธอก็เห็นฟรังก้าสะดุ้งผุดลุกจากเก้าอี้เอนหลัง ราวกับเป็นปฏิกิริยาสะท้อน แล้วฝืนยิ้มพลางเอ่ยอย่างกระวนกระวาย
“คุณกลับมาแล้วหรือ?”
จินนาอดขำกับท่าทางของฟรังก้าไม่ได้ ขณะเดียวกันก็แอบถอนหายใจเงียบงัน
หากว่า…หากว่าเธอไม่อยากเป็นคู่รักกับเรา มันจะดีแค่ไหนกันนะ…
จินนาเก็บอาการไม่แสดงออกทางสีหน้า พลางเดินไปทางโต๊ะอาหาร วางของในมือลง แล้วเหลือบตาขึ้นมองฟรังก้า
“ยังไม่มาช่วยกันอีก!”
“ด…ได้!” ฟรังก้ารีบรุดเข้ามาหา
เมื่อเห็นจินนาไม่ได้แสดงท่าทีเคอะเขินห่างเหิน แล้วก็ไม่ถึงกับทำตัวปกติ จิตใจของฟรังก้าโปร่งโล่งอย่างบอกไม่ถูก ถึงขั้นเริ่มรอคอยการมาเยือนของราตรีกาล
…………
ชี่ ชี่ ชี่
น้ำเนื้อวัวหยดลงบนกองไฟ กลายเป็นควันลอยขึ้น ผสมกับกลิ่นเครื่องเทศ ทำเอาลุดวิกต้องกลืนน้ำลายติดต่อกันหลายครั้ง
แต่เด็กชายผู้นี้ก็อดทนได้ดีเหลือเกิน ไม่ได้เร่งรัด รอให้เนื้อวัวชิ้นนั้นถูกย่างจนได้ที่
ส่วนลูเมี่ยนเอียงกายมอง หันไปทางตึกสามชั้นที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเยื้องๆ กับร้านอาหารแห่งนี้
เรือนน้ำตาลอมเหลืองหลังดังกล่าว คือบ้านที่ ‘ฮิโซกะ’ เทวานาโคสร้างขึ้นใหม่
……………………………………………………..