ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 661 ‘เครื่องมือสอดแนม’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 661 ‘เครื่องมือสอดแนม’
ตอนที่ 661 ‘เครื่องมือสอดแนม’
ในช่วงพักรับประทานอาหารกลางวัน ลูเมี่ยนแกล้งอ้างว่าจะไปห้องสุขา แต่กลับเดินอ้อมมายังเรือนสีน้ำตาลอมเหลืองของ ‘ฮิโซกะ’ เทวานาโค
หลังจากเดินขึ้นบันไดไม้ผ่านชั้นล่างที่ว่างเปล่าไร้ผนัง เด็กหนุ่มล้วงเอาลวดเหล็กท่อนใหม่ออกมางัดประตูใหญ่
ชั้นนี้ถูกทุบทลายจนโล่ง เหลือเพียงเสาไว้ค้ำยัน มองปราดเดียวก็เห็นว่ากว้างขวางแต่ค่อนข้างโทรม
ลูเมี่ยนย่างเท้าบนพื้นไม้ เดินวนดูรอบหนึ่ง พบเพียงร่องรอยที่ไร้ผู้อยู่อาศัยมาเนิ่นนาน ไม่พบสิ่งใดที่ควรค่าแก่การสืบสวนขยายผล
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังเด็กหนุ่ม
“ที่นี่มีปัญหาอะไรหรือ?”
เป็นเสียงของกามูส์·กาสตีญ่า หลังจากที่เขามองผ่านหน้าต่างร้านอาหาร แล้วเห็นลูเมี่ยนเข้าไปในเรือนที่เทวานาโคสร้างขึ้นใหม่ เขาก็แกล้งหาข้ออ้างปลีกตัวจากโต๊ะอาหาร แล้ววิ่งตามมาที่นี่
ลูเมี่ยนกวาดตามองรอบๆ ด้วยท่าทีไม่ตกใจหรือประหลาดใจแต่อย่างใด พลางเอ่ยปาก
“ไม่มีอะไร”
ขณะพูดอยู่นั้น เขาก็ก้าวขึ้นบันได มุ่งหน้าสู่ชั้น 3
กามูส์ถอนหายใจเงียบๆ ก่อนตามขึ้นไป
เขารู้สึกว่าตนเองยามอยู่กับหลุยส์·แบรี จิตใจแก่ชราลงไปมาก ราวกับเป็นคนวัยเดียวกับเลอาซา รองหัวหน้าหน่วย
‘พระแม่ธรณี’ ผมยังไม่ทันอายุยี่สิบสี่ปีเลยด้วยซ้ำ!
แม้ผมจะเข้าร่วมหน่วยลาดตระเวนในรัฐมาตานีตั้งแต่อายุสิบแปดเศษ เคยรับมือเหตุการณ์เหนือธรรมชาติมามากมาย เข้าร่วมการต่อสู้อันเสี่ยงอันตรายมานับครั้งไม่ถ้วน สั่งสมประสบการณ์อันล้ำค่า แต่ผมก็ยังเป็นเพียงคนหนุ่มคนหนึ่ง…คนหนุ่มที่ใช้ชีวิตประจำวันอย่างเกียจคร้านและไม่ใส่ใจการแต่งกาย!
ด้วยจิตใจที่หนักอึ้งและระแวดระวัง กามูส์ติดตามลูเมี่ยนเดินสำรวจห้องต่างๆ ในชั้น 3 ถึงสองรอบ พลิกดูข้าวของทุกชิ้น
“ไม่มีอะไรผิดปกติเลย” กามูส์วางกระบอกใส่ปากกาในมือลง แล้วกล่าวความเห็นของตนต่อลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนเองก็ไม่พบสิ่งใดเช่นกัน
เด็กหนุ่มครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยปาก
“คุณช่วยพาโคโลโบมาที่นี่หน่อย ถามดูว่ามีบริเวณใดที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกอันตราย หรือรู้สึกอึดอัดหรือไม่”
เพิ่งร่วมงานกันครั้งเดียว ก็เริ่มใช้ความพิเศษของโคโลโบอย่างคล่องแคล่วเสียแล้ว…พาโคโลโบมาที่นี่…ช่างคล้ายกับนายตำรวจใหญ่ในกองบัญชาการตำรวจ สั่งให้ตำรวจนายหนึ่งจูงสุนัขตำรวจมาเสียจริง…กามูส์รำพันกระปอดกระแปดในใจ ก่อนผงกศีรษะรับพลางกล่าว
“ตกลง”
ขณะที่ลูเมี่ยนกวาดตามองรอบด้านอีกครั้ง ก็นึกในใจว่า ‘เดี๋ยวต้องจูงลุดวิกมาด้วยเหมือนกัน ถามดูว่าได้กลิ่นวัตถุดิบพิเศษหรือไม่’
เด็กหนุ่มกับกามูส์กลับไปยังร้านอาหาร จิบเครื่องดื่มกวาดาร์ พลางรับประทานเนื้อวัวย่าง ปีกไก่ย่าง เนื้องูย่าง แมงมุมย่าง ปลิงย่าง ที่อบอวลด้วยกลิ่นเครื่องเทศอันเข้มข้นและซับซ้อนต่อไป
หลังอิ่มหนำสำราญ ลูเมี่ยนจูงมือลุดวิกพาเข้าไปในเรือนของ ‘ฮิโซกะ’ เทวานาโค ตามด้วยกามูส์ ลูกาโน และโคโลโบที่สวมแว่นดำ เดินเอียงกายเยี่ยงปูเป็นขบวน
หลังจากเดินสำรวจทุกซอกทุกมุมอีกครั้ง ลูเมี่ยนหันไปมองลุดวิกแล้วถามยิ้มๆ
“มีของอร่อยไหม?”
“ไม่มีเลย” ลุดวิกส่ายหน้า
ลูเมี่ยนพาเด็กชายลงมายังชั้น 2 แล้วมองไปยังโคโลโบที่พลันหมุนกายหันหลังให้เขา รวมถึงกามูส์ที่อยู่ด้านข้าง พลางเอ่ยถามกับทั้งสองว่า
“พวกคุณสัมผัสถึงอะไรได้บ้างไหม?”
โคโลโบร่างผอมบางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยตอบ
“เรือนหลังนี้เย็นยะเยือกอยู่บ้าง ทำให้ผมรู้สึกไม่สบายตัว”
“ตรงจุดใดเป็นพิเศษ?” ลูเมี่ยนถามต่อด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
โคโลโบตอบอย่างกระชับ
“ทั้งหลัง”
เรือนทั้งหลัง รวมถึงผืนดินแห่งนี้ ล้วนมีปัญหาอยู่สินะ? การที่ฮิโซกะสร้างบ้านขึ้นใหม่ คงไม่ใช่เพราะความคะนึงหาหรือความทรงจำแน่นอน เขาไม่ใช่เจ้าของร่างแต่เดิม คงไม่มีความผูกพันกับบ้านเก่ามากนัก อีกทั้งยังเป็น ‘สัตว์เลือดเย็น’ ตัวจริง…ลูเมี่ยนครุ่นคิดอยู่ราวสิบกว่าวินาที ก่อนกล่าวแก่ลูกาโน กามูส์ และคนที่เหลือ
“พวกคุณเฝ้าตรงนี้ไว้นะ เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา”
ส่วนตัวเขาเองกลับขึ้นไปชั้น 3 ทอดกายลงบนเตียงไม้ที่มีร่องรอยการนอนของมนุษย์
เปรี้ยะ! ยุงตัวโตดำทะมึนบินผ่านมา แต่กลับถูกประกายไฟวูบวาบเผาไหม้ทีละตัวสองตัว กลายเป็นซากไหม้เกรียม ร่วงกราวลงข้างเตียง
ลูเมี่ยนจมดิ่งสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว
ในภวังค์อันพร่าจาง เขาบรรจงลืมตาตื่น
กริ๊ก! ลูเมี่ยนหยิบนาฬิกาพกเรือนทองจากคาบาเร่ต์ลมเอื่อยขึ้นมากดเปิดดู พลางพึมพำในลำคอ
“หลับไปราวสองชั่วโมง ไม่ได้ฝันอะไรพิเศษ…”
เขายังคงรู้สึกว่าเทศกาลฝันน่าจะเกี่ยวข้องกับแดนฝัน จึงตั้งใจเข้านอนในเรือนของฮิโซกะ แต่กลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย
ลูเมี่ยนมองแสงอาทิตย์ยามเที่ยงที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีครุ่นคิด
หรือว่าจังหวะเวลาไม่ถูกต้อง?
จำเป็นต้องนอนในสถานที่เฉพาะ ณ เวลาพิเศษ จึงจะมีโอกาสเข้าร่วมเทศกาลฝันหรือ?
ดังนั้น ชาวเมืองทิซาโมส่วนใหญ่จึงไม่รู้ถึงการมีอยู่ของเทศกาลฝัน…
เมื่อลูเมี่ยนกลับลงมายังชั้น 2 อันกว้างขวางแต่เรียบง่าย เขาพบว่ารอบกายกามูส์มีผู้คนเพิ่มมาสามชีวิต
คนหนึ่งเป็นบุรุษวัยสามสิบกว่า ใบหน้าแต้มลายด้วยสีน้ำมัน ผิวพรรณสีน้ำตาลอ่อน ริมฝีปากหนา ใบหน้าดูสะอาดสะอ้าน ผมดำประบ่า เนื้อตัวแผ่กลิ่นฉุนรุนแรง อีกคนเป็นหญิงสาว สวมเกราะหนังสีเข้ม ผมสีน้ำตาลถักเปียสองเส้น ผิวพรรณสีน้ำตาลอ่อน องค์ประกอบใบหน้าแฝงความงามอันป่าเถื่อน สะพายธนูล่าสัตว์และซองธนูหนังไว้บนหลัง
ส่วนอีกคนเป็นบุรุษที่แต่งกายคล้ายกามูส์กับพรรคพวก สวมเสื้อเชิ้ตกับกางเกงบาง รูปร่างสูงใหญ่เกินหนึ่งเมตรเก้า หน้าตาคล้ายชาวจักรวรรดิฟุซัค ผมสีทองอ่อนตัดสั้น ดวงตาสีน้ำเงินจาง ใบหน้าเผยร่องรอยการตากแดดตากฝน
“พวกเขาเป็นเพื่อนร่วมงานของผมกับโคโลโบ สมาชิกหน่วยลาดตระเวนเมืองทิซาโม” กามูส์เริ่มแนะนำ
เขาชี้ไปทางชายผู้มีลายสีขาวแต้มบนใบหน้า แล้วเอ่ยปาก
“เพื่อนร่วมงานของเขา…”
กามูส์เอี้ยวกายมองไปทางหญิงสาวผู้มีความดิบเถื่อน ซึ่งสะพายธนูกับลูกธนู รวมถึงชายชาวฟุซัคผู้นั้น แล้วเอ่ยปาก
“เรียห์”
“โลบัน อดีตนักผจญภัย”
เขาใช้ภาษาอินทิสตลอดการสนทนา
สุดท้าย กามูส์หันไปพูดกับสมาชิกหน่วยลาดตระเวนท้องถิ่นทั้งสาม
“ท่านผู้นี้คือมิสเตอร์หลุยส์·แบรี นักผจญภัยคนดัง”
“ส่วนอีกสองคนคือผู้ช่วยและลูกบุญธรรมของเขา”
“นักผจญภัยคนดัง…” เมสโลทวนคำนั้น พลางทอดสายตามองไปทางโลบัน
โลบันชาวฟุซัคส่ายศีรษะ แสดงว่าตนไม่เคยได้ยินชื่อเสียง
เมสโลละสายตากลับมา แล้วถามลูเมี่ยนว่า
“พวกคุณมาล่าสัตว์กันหรือ?”
เมืองทิซาโมเป็นสถานที่ล่าสัตว์โปรดปรานของเหล่าผู้ดีแห่งเมืองท่าไพลอสมานับสิบปีแล้ว ในหมู่ชาวเมืองมิใช่น้อยที่รู้ภาษาอินทิส และยิ่งไปกว่านั้น เหล่าสมาชิกหน่วยลาดตระเวนที่ถูกส่งมาประจำการก็ต้องมีความสามารถด้านภาษา มิเช่นนั้นจะจัดการคำร้องขอของเหล่าผู้ดีได้อย่างไร?
ลูเมี่ยนยิ้มพลางตอบ
“ก็ทำนองนั้น”
การล่ามรดกและปริศนาที่ซ่อนอยู่ของฮิโซกะ ก็นับเป็นการล่าอย่างหนึ่งเช่นกัน
กามูส์เห็นพวกเมสโลต่างแสดงสีหน้ากึ่งเชื่อกึ่งสงสัย จึงรีบอธิบายว่า
“จำโทรเลขที่ส่งมาเมื่อคืนได้ไหม?”
“คุณหมายถึง…” เรียห์ผู้สะพายธนูและซองธนู อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองลูเมี่ยนอีกครั้ง
เห็นได้ชัดว่า เธอกับพวกเมสโลเพิ่งมาถึงไม่นาน ยังไม่ทันได้ปรึกษาหารือรายละเอียดกับกามูส์และโคโลโบ อีกทั้งโทรเลขก็บรรจุข้อมูลได้จำกัด
กามูส์พยักหน้าอย่างจริงจัง
“มิสเตอร์หลุยส์·แบรีมาเพื่อสืบสวนปริศนาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเทวานาโค”
เขารีบอ้างว่าจะตรวจตราบ้านหลังนี้อีกครั้ง แล้วพาสมาชิกหน่วยลาดตระเวนท้องถิ่นทั้งสามขึ้นไปชั้นบน
ลูกาโนชะเง้อคอมองบันได แล้วถามโคโลโบที่ยืนหันหลังให้พวกตนว่า
“เมืองทิซาโมยังมีหน่วยลาดตระเวนท้องถิ่นด้วยหรือ?”
ตามประสบการณ์ของเขา หากเป็นทวีปเหนือ เมืองเล็กๆ และหมู่บ้านรอบเมืองท่าไพลอสจะไม่มีหน่วยผู้วิเศษประจำการอยู่ โดยทั่วไปจะใช้วิธีส่งคนมาจัดการเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นเท่านั้น
โคโลโบยืนหันหลังให้ลูเมี่ยนกับลุดวิก พลางตอบอย่างหวาดๆ
“เมืองอื่นส่วนใหญ่ไม่มี แต่ที่นี่ค่อนข้างพิเศษ เพราะมักถูกชนเผ่าดั้งเดิมโจมตีอยู่เนืองๆ ไม่เพียงแต่หน่วยลาดตระเวนของพวกเราจะส่งหน่วยย่อยมาประจำการ แม้แต่กองทัพของนายพล ก็มีผู้วิเศษอยู่ในค่ายทหารนอกเมืองด้วย”
ลูกาโนมองผู้วิเศษของทางการที่รับงานสารถีคนนี้ครู่หนึ่ง ก่อนถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างไม่เก็บซ่อน
“เหตุใดคุณจึงหันหลังให้พวกเราตลอดเลยล่ะ แถมยังสวมแว่นดำด้วย?”
ดวงตามีปัญหา จึงไม่อยากให้ผู้อื่นรับรู้หรือ?
โคโลโบเงียบไปครู่หนึ่ง ลังเลว่าควรตอบคำถามนี้หรือไม่
ในจังหวะนั้นเอง กามูส์นำพวกเมสโลเดินกลับมายังชั้น 2 ของบ้าน
เมื่อมองมาทางลูเมี่ยนอีกครั้ง แววตาและสีหน้าของเมสโล เรียห์ และโลบันล้วนเคร่งขรึมขึ้นมาก
ลูเมี่ยนอมยิ้ม ถามอย่างไม่ถือสาว่า
“บ้านหลังนี้เคยเกิดเหตุผิดปกติใดๆ หรือไม่?”
“ไม่มี” เมสโลตอบหลังจากที่ได้ทบทวนรายละเอียดต่างๆ แล้ว
ลูเมี่ยนผงกศีรษะรับแล้วกล่าว
เด็กหนุ่มยังไม่ลืม ในสำนวนคดีระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้วิเศษทั้งสามนายที่ประจำการอยู่ในท้องถิ่น ล้วนเสียชีวิตในการโจมตีของชนเผ่าดั้งเดิมเมื่อครั้งกระนั้น
“ครับ” โลบันชาวฟุซัค อดีตนักผจญภัย ตอบด้วยน้ำเสียงห้วนกร้าว “เกือบครบปีแล้ว ที่นี่เงียบสงบดี ไม่เคยถูกโจมตีอีกเลย”
ตามบันทึก หลายปีก่อนหน้านี้ ชนเผ่าจากป่าดั้งเดิมเคยก่อเหตุโจมตีปีละสองถึงสามหน…การที่นายพลไควลาริลส่งกำลังเสริมจากหน่วยองครักษ์และกองทัพในสังกัดมาจัดการ ทำให้ชนเผ่าไม่กล้าเสี่ยง และตัดสินใจถอยร่นเข้าไปในป่าลึกแทน? หรือว่าการเล่นพิเรนทร์ของพวกวันเอพริลฟูล ทำให้บางสิ่งเปลี่ยนแปลงไป? ลูเมี่ยนรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
หลังสนทนากันอีกครู่ ลูเมี่ยนเตรียมจะพาลุดวิกกับลูกาโนไปลงทะเบียนเข้าโรงแรม
เมสโลก้าวออกมาข้างหน้า หยิบของสองชิ้นออกจากถุงหนังที่ห้อยอยู่ตรงเอว
หนึ่งคือเทียนสีน้ำตาลอมแดง สองคือขวดแก้วใบเล็กบรรจุของเหลวสีเหลืองอ่อน
“เทียนไล่ยุงและน้ำมันหอมระงับประสาท หวังว่าพวกคุณจะได้พักผ่อนอย่างสงบสุข” เมสโลกล่าวเป็นภาษาอินทิสด้วยสำเนียงต่างถิ่น
กามูส์ช่วยอธิบายเสริม
“ความหมายของเขาก็คือ แถวนี้อยู่ใกล้กับป่าดั้งเดิม มียุงและแมลงพิษบินว่อนไปทั่ว แม้พวกคุณจะเป็นผู้วิเศษ แต่หากพลั้งเผลอถูกกัดเข้าสักที ก็คงไม่สบายตัวเท่าใดนัก อีกทั้งยังนอนไม่เป็นสุข คงถูกรบกวนจนตื่นอยู่บ่อยๆ”
“เทียนไล่ยุงทำจากพืชที่พวกยุงและแมลงไม่ชอบ ส่วนน้ำมันหอมระงับประสาทสกัดจากสัตว์บางชนิด ทั้งสองอย่างจะทำให้พวกตัวร้ายที่ส่งเสียงหึ่งๆ เหล่านั้นไม่อยากเข้าใกล้พวกคุณ”
พูดถึงตรงนี้ กามูส์ เมสโล และเรียห์พลันพบว่า ทั่วทั้งชั้น 2 ไม่มียุงเลยสักตัว
ลูเมี่ยนเอียงศีรษะมองลุดวิกครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มรับเทียนและน้ำมันหอมมา
จากนั้น เด็กหนุ่มลองบีบจมูกตัวเองเพื่อยืนยันข้อสงสัยที่ว่า กลิ่นฉุนที่ติดตัวพวกเมสโลมา ล้วนมีต้นตอจากน้ำมันหอมระงับประสาท
หลังจากลูเมี่ยน ลุดวิก และลูกาโนออกจากบ้านของเทวานาโคไปแล้ว เมสโลมองโคโลโบที่ยังคงหันหลังให้ทุกคนอย่างสงสัย แล้วเอ่ยถามเป็นภาษาตูทาน
“คุณเป็นอะไรไป?”
……………………………………………………..