ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 662 ประโยคนั้น
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 662 ประโยคนั้น
ตอนที่ 662 ประโยคนั้น
ในที่สุดโคโลโบก็หันกลับมา
เขาถอดแว่นกันแดดออก แล้วเอ่ยด้วยสีหน้าอิดโรยเป็นภาษาตูทาน
“สัญชาตญาณบอกกับผมว่า อย่าได้จ้องมองพวกเขาตรงๆ เป็นอันขาด อย่างมากก็แค่ชายตามองเพียงแวบเดียวเท่านั้น”
“ทำไมล่ะ?” เรียห์ผู้แบกธนูล่าสัตว์ไว้บนบ่า เอ่ยถามด้วยความฉงนสนเท่ห์แฝงความดิบเถื่อน
“สัญชาตญาณน่ะ” แม้แต่โคโลโบเองก็มิอาจหยั่งรู้สาเหตุ เพียงแต่เชื่อมั่นว่าไม่ควรกระทำ
โลบันชาวฟุซัค เผยสีหน้าครุ่นคิด
“คุณคิดอะไรออกแล้วหรือ?” เมสโล ผู้ทาใบหน้าด้วยสีน้ำมันขาว เอียงศีรษะพลางเอ่ยถาม
พวกเขาทั้งสามร่วมงานกันในเมืองทิซาโมมาครบหนึ่งปีแล้ว ต่างเข้าใจกันและกันเป็นอย่างดี เมื่อเมสโลเห็นท่าทีของโลบัน ก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคงนึกบางสิ่งออกแล้ว
เมื่อเห็นพวกกามูส์ทอดสายตามามอง โลบันจึงเอ่ยอย่างระวังปาก
“สมัยที่ผมยังผจญภัยอยู่บนห้าห้วงสมุทร เคยบังเอิญได้ยินถ้อยคำหนึ่งมา…”
“อย่าได้จ้องมองเทพเป็นอันขาด”
“อย่าได้จ้องมองเทพ…” กามูส์ขมับกระตุก พลางเอ่ยทวนกับตัวเองเสียงเบา
ในฐานะทายาทตระกูลกาสตีญ่า แม้จะเป็นเพียงสาขารอง แต่ก็ย่อมต้องเข้าถึงความรู้ทางศาสตร์เร้นลับได้มากกว่าผู้วิเศษทั่วไป
หรือว่าหลุยส์·แบรีกับลูกบุญธรรมของเขา ล้วนเป็นเทพ จึงไม่อาจจ้องมองได้โดยตรง?
ไม่สิ ต้องไม่ใช่อยู่แล้ว เพราะโคโลโบก็ไม่กล้าจ้องมองเทวานาโคด้วยเช่นกัน ซึ่งรายหลังเป็นเพียงผู้วิเศษลำดับ 5 ของเส้นทาง ‘นักโทษ’ ควบ ‘อาชญากร’ เท่านั้น ยังห่างไกลจากการเป็นครึ่งเทพเสียด้วยซ้ำ!
“ฉันเคยได้ยินคำพูดนี้จากหลวงพ่อในยามเทศนาเช่นกัน คงเน้นย้ำถึงความเคารพศรัทธาต่อองค์เทพมากกว่ากระมัง?” เรียห์คือสาวกของสุริยันเจิดจรัส
“มิใช่ ผมไม่ได้อ่านเจอในพระคัมภีร์ของศาสนาใด แต่เป็นบันทึกที่พบในตำราศาสตร์เร้นลับเล่มหนึ่ง” โลบันส่ายหน้าปฏิเสธคำกล่าวของเรียห์
เมสโลหัวเราะเสียงต่ำก่อนเอ่ยปาก
“คงเป็นไปไม่ได้กระมัง ที่นักผจญภัยคนดังนั่นจะเป็นถึงเทพเดินดิน?”
“ไม่จำเป็นต้องเป็นเทพแท้จริง” โลบันเอ่ยขณะรำลึกความ “ในตำราเล่มนั้นมีอรรถาธิบายว่า เทพในบริบทนี้หมายถึงสัตว์ในตำนาน ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าสัตว์ในตำนานหมายถึงสิ่งใด แต่เมื่อมีคำว่า ‘เทพ’ ก็น่าจะต้องประกอบด้วยเทวบารมีอยู่บ้าง หรือว่านักผจญภัยผู้นั้นจะเป็นครึ่งเทพ?”
“จากเท่าที่เห็นจนถึงตอนนี้ ดูยังไงก็ไม่ใช่นะ” กามูส์เริ่มค้นพบแนวคิดใหม่ “บางที นักผจญภัยคนนั้นอาจเป็นคนโปรดของเทพสักหนึ่งองค์ มีเทวภัณฑ์หรือกลิ่นอายแห่งพรของพระองค์ติดตัว ดังนั้น คำกล่าวที่ว่าอย่าจ้องมองเทพจึงเป็นความจริง เพียงแต่เทพในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงตัวเขา หากแต่เป็นบางสิ่งที่อยู่บนร่างของเขาต่างหาก”
นี่ก็อธิบายสถานการณ์ของเทวานาโคได้อย่างกระจ่างแจ้งเช่นกัน
“คุณกำลังจะบอกว่า เขาก็เหมือนกับนักผจญภัยผู้ยิ่งใหญ่คนนั้นน่ะหรือ?” โลบันชาวฟุซัคอุทานด้วยความเข้าใจแจ่มแจ้ง
ทุกวันนี้ บรรดานักผจญภัย นักล่าสมบัติ โจรสลัด และพ่อค้าแห่งห้าห้วงสมุทร ต่างรู้กันดีว่าเกอร์มัน·สแปร์โรว์คือผู้แจ้งสารแห่งเดอะฟูล ก่อนจะได้เลื่อนฐานันดรเป็นเทวทูตในภายหลัง
“ถูกต้อง” กามูส์พยักหน้ารับ
ในขณะเดียวกัน เขาก็สบถอยู่ในใจ
บัดซบ! เหตุใดถึงต้องส่งเรามาดูแลเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนโปรดของเทพด้วยเนี่ย?
เรื่องนี้อันตรายอย่างยิ่ง หากเผลอไม่ทันระวัง ก็อาจได้จบชีวิตลงโดยไม่รู้ตัว!
ใจจริง เมื่อวานกามูส์ไม่อยากรับคำสั่งจากรองหัวหน้าหน่วยเลอาซา แต่ตลอดห้าปีที่ผ่านมา อีกฝ่ายได้ช่วยชีวิตเขาจากขอบเหวแห่งความตายถึงสามครั้ง กามูส์จึงไม่อาจปฏิเสธได้
มิเช่นนั้น ด้วยคำนำหน้า ‘ดอน’ และนามสกุล ‘กาสตีญ่า’ เขาย่อมสามารถปฏิเสธคำสั่งของผู้บังคับบัญชาได้อย่างแข็งกร้าว อย่างมากก็แค่ลาออกจากหน่วยลาดตระเวน ไปแสวงหาโอกาสในขอบเขตอื่น อีกอย่าง เขาก็ได้ย่อยโอสถลำดับ 7 ‘นักสอบสวน’ จนเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทั้งเงินทองที่จำเป็นสำหรับการเลื่อนลำดับในภายภาคหน้า ก็เกือบครบแล้วหลังจากคอยรับใช้หลุยส์·แบรีสองครั้ง ต่อให้กลับคืนสู่ตระกูล ก็ไม่ใช่ผู้ที่จะถูกเมินเฉยและละเลยอีกต่อไป
เพื่อตอบแทนบุญคุณเก่าๆ ของเลอาซา กามูส์จำใจยอมถ่อมายังเมืองทิซาโม เพื่อสอดส่องความเคลื่อนไหวของหลุยส์·แบรี
แต่เมื่อในใจยังมีอารมณ์ค้างคา ย่อมอดไม่ได้ที่จะหลุดสบถออกมา
ในฐานะศาสนิกชนผู้เลื่อมใสศรัทธาของพระแม่ธรณี ทั้งยังได้รับการศึกษาค่อนข้างสูง กามูส์จะไม่สบถด่าด้วยถ้อยคำหมิ่นมารดาอย่างเช่น ‘ไอ้ลูกหมู’ ‘ไอ้ลูกหมา’ ‘ไอ้ลูกโสเภณี’ ในทัศนะของเขา มารดาคือตัวตนอันประเสริฐ ทั้งการให้กำเนิดและการเลี้ยงดูล้วนสำคัญอย่างยิ่ง ดั่งเช่นผืนแผ่นดินที่ทั้งประสิทธิ์ประสาทชีวิต และหล่อเลี้ยงสรรพสิ่งให้เติบใหญ่
หลังจากถกเถียงเรื่องของนักผจญภัยคนดังหลุยส์·แบรีกันพักใหญ่ โลบันชาวฟุซัคก็เหลียวมองไปทางกามูส์และโคโลโบพลางเอ่ยปาก
“ตอนที่ส่งพวกเรามาประจำการในเมืองทิซาโม ทางนั้นสัญญาว่าพอครบหนึ่งปีก็จะได้กลับ ไม่ต้องอยู่ที่นี่ตลอดไป บัดนี้ใกล้ครบปีแล้ว พวกคุณก็มาถึงพอดี หมายความว่าเราสามคนจะได้กลับเมืองท่าไพลอสแล้วใช่ไหม?”
ชายชาวฟุซัคผู้นี้ ดูภายนอกสูงใหญ่ กำยำ หยาบกร้าน ไร้ซึ่งสติปัญญา แต่ที่แท้กลับเจ้าเล่ห์นัก…คงจะสังเกตเห็นว่าเรื่องของหลุยส์·แบรีนี้ซ่อนปัญหาใหญ่หลวงไว้ จึงหาข้ออ้างจะเผ่นหนีก่อนกระมัง? กามูส์อ่านความคิดแอบแฝงของโลบันออก จึงหัวเราะพลางสบถออกไป
“ยังอีกตั้งสัปดาห์!”
“อย่าได้คิดจะกลับเมืองท่าไพลอสก่อนกำหนดเด็ดขาด พวกเราไม่ได้มาเพื่อสับเปลี่ยนพวกคุณหรอกนะ”
…………
โรงแรมบริโอ
เป็นโรงแรมที่บรรดาผู้ดีที่มาล่าสัตว์ในเมืองทิซาโมโปรดปรานที่สุด แม้จะเทียบชั้นกับโรงแรมหรูออเรลาไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็สะอาดสะอ้านพอควร
ลูเมี่ยนเลือกที่นี่ด้วยเหตุผลเดียวคือมีห้องชุด
มิฉะนั้น เด็กหนุ่มคงต้องเช่าห้องติดกันสองห้อง แล้วอาศัยความแม่นยำในการรับรู้โครงสร้างอาคารของ ‘นักล่า’ เพื่อระเบิดช่องประตูบนผนังกั้นระหว่างห้อง โดยไม่ให้กระทบกับโครงสร้างรับน้ำหนัก และเมื่อถึงคราวจะย้ายออก ก็ค่อยให้ลูกาโนก่ออิฐหินกลับเข้าที่เดิม ซ่อมแซมผนังให้เรียบร้อย
ชั้นล่างของโรงแรมบริโอก็ว่างเปล่าเหมือนที่อื่น มีเสาหินเรียงรายค้ำยัน แต่สถาปัตยกรรมสามชั้นด้านบนกลับเต็มไปด้วยจุดเด่นของอินทิส ทั้งผนังสีเบจ ซุ้มเว้าประดับรูปปั้น หน้าต่างโค้ง และม่านบานเกล็ด จนลูเมี่ยนรู้สึกเหมือนได้หวนคืนสู่กรุงทรีอาร์
ยิ่งเมื่อลูกาโนจุดเทียนไล่ยุง ใช้กลิ่นฉุนเฉียวขับไล่แมลงพิษและยุงในห้อง ก็ยิ่งชวนให้นึกถึงบ้านเกิดมากขึ้นไปอีก
“ช่างคล้ายคลึงกับที่ชาวทรีอาร์ใช้กลิ่นกำมะถันไล่ตัวเรือดจริงๆ…” ลูเมี่ยนรำลึกถึงเรื่องราวขณะไปเหยียบกรุงทรีอาร์ครั้งแรก
หลังจากใช้กลิ่นกำมะถันไล่ตัวเรือดไปยังห้องข้างเคียง พวกมันก็ถูกนักเขียนบทละครกาเบรียล จุดกำมะถันไล่กลับมาอีกครา ต่างฝ่ายต่างผลัดกันไล่อยู่พักใหญ่ ตัวเรือดส่วนใหญ่จึงหนีไปห้องอื่น เหลือเพียงไม่กี่ตัวที่วนเวียนอยู่ ณ ที่เดิม ก่อนจะถูกผู้ส่งสาร ‘ตุ๊กตา’ กำจัดจนสิ้นซาก
เมื่อนึกถึงกาเบรียลที่ล่วงลับไปแล้วอย่างแน่ชัด และบรรดาผู้เช่าที่จากไปในโรงแรมระกาทอง ลูเมี่ยนก็ถอนหายใจแผ่วเบา
เด็กหนุ่มเดินไปยังริมหน้าต่าง ทอดสายตามองถนนเบื้องล่าง
เหล่าสุภาพบุรุษในชุดล่าสัตว์ พร้อมด้วยบ่าวไพร่ที่จูงม้าเขาเดียว ทยอยเคลื่อนตัวผ่านหมู่ชาวเมืองผิวสีน้ำตาลเข้มหรือน้ำตาลอ่อน ประหนึ่งสายธารที่หลั่งไหลเข้าสู่โรงแรมบริโอ ภัตตาคารอาหารป่า และสถานที่อื่นๆ
ภายใต้แสงอาทิตย์ยามเที่ยง เมืองทิซาโมในฤดูนี้ทั้งร้อนและชื้น ไม่เหมาะแก่การออกไปทำกิจกรรมภายนอก
ลูเมี่ยนที่อยู่ชั้นสองรวบรวมสมาธิ สอดส่องผู้คนที่เดินผ่านไปมาเบื้องล่าง
เขาพยายามอ่านดวงชะตาของคนเหล่านั้น หวังสืบเสาะปัญหาที่อาจซ่อนอยู่ในเมืองทิซาโม
เด็กหนุ่มได้เตรียมพร้อมรับมือกับการย้อนกลับแล้ว รวมถึงมลทินที่อาจเกิดขึ้นด้วย
ดวงชะตาของผู้คนล้วนปกติดี บางคนกำลังจะได้พบเนื้อคู่ บางคนใกล้จะสูญเสียเงินทอง บางคนอาจประสบเคราะห์กรรมเลือดตกยางออก แต่ก็ไม่ร้ายแรงนัก…
ลูเมี่ยนถอนสายตากลับ แล้วเอ่ยปากกับลูกาโน
“นายพาลุดวิกไปพักผ่อนก่อน ส่วนฉันจะออกไปเดินสำรวจรอบๆ สักหน่อย”
“ครับ” หลังจากได้ทราบว่า การเดินทางมายังเมืองทิซาโมอาจเต็มไปด้วยอันตราย ลูกาโนก็ไม่มีความคิดที่จะออกไปเตร็ดเตร่ที่ใดเลย เว้นเสียแต่นายจ้างจะสั่งให้เขาไปหาอาหารมาประเคนลุดวิก
ก็มันช่วยไม่ได้ ไม่เช่นนั้นตัวเขาอาจกลายเป็นอาหารเสียเอง!
เมืองทิซาโมไม่ได้เล็กจนเกินไป มีถนนตัดกันสองสายทั้งแนวตั้งและแนวนอน ลูเมี่ยนล้วงสองมือใส่กระเป๋า สวมหมวกสานสีเหลืองทอง ย่างกรายไปตามถนนอย่างไม่รีบร้อน
สำหรับตอนนี้ การที่เด็กหนุ่มสวมหมวกสานมิใช่เพื่อเน้นย้ำจุดเด่นของหลุยส์·แบรี หากแต่เพื่อบังแสงอาทิตย์ ซึ่งในอดีตก็มีหลายครั้งที่หวังผลเช่นนี้ด้วย
สืบเนื่องจาก ผลข้างเคียงของพลังพันธสัญญา ‘แปรเงา’ ทำให้เขากลัวแสงแดดยิ่งกว่าคนทั่วไป
แม้ลูเมี่ยนจะสามารถอดทนได้ด้วยคุณสมบัติของ ‘นักพรต’ แต่ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อสภาวะของเขาในระดับหนึ่ง เรื่องที่หมวกสานใบเดียวแก้ไขได้ เหตุใดจึงต้องทรมานตัวเองเล่า?
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อสร้างภาพลักษณ์ของหลุยส์·แบรีให้เป็นผู้ที่สวมหมวกสานสีเหลืองทอง ศัตรูก็จะไม่คิดและไม่มุ่งโจมตีจุดอ่อนที่เขากลัวแสงแดด
ขณะที่สายตาเลื่อนลอยไปมา ลูเมี่ยนก็เห็นสาวน้อยผู้หนึ่ง
เธอเป็นชาวทวีปเหนือขนานแท้ ผมสีดำสยายราวกับสายน้ำตก โบประดับเส้นผมส่องประกายวับวาว ตาเป็นประกายสีครามงดงาม สอดรับกับสันจมูกที่โด่งเรียวงาม ทั่วทั้งใบหน้าฉายแววความเยาว์วัยที่ไม่อาจปิดบัง
สาวน้อยผู้นี้สวมชุดกระโปรงยาวสีขาวแบบมีจีบ ประดับลูกไม้โปร่ง ทว่ากลับไม่ได้สวมรองเท้าส้นสูง หากแต่เป็นบูตหนังสีน้ำตาล ยามสนทนากับเพื่อนร่วมทาง เธอมักจะโบกไม้โบกมือประกอบท่าทาง บางครั้งก็ปล่อยเสียงหัวเราะสดใสกังวานดั่งกระดิ่งเงิน ราวกับไม่สนใจสายตาผู้คนรอบข้างแม้แต่น้อย
ลูเมี่ยนเหลือบมองเธออีกครา
มิใช่เพราะความงาม แม้เธอจะนับว่างดงามอยู่บ้าง แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปโฉมหรือบุคลิก ก็ไม่อาจเทียบกับนางมารและหญิงงามแท้จริงในหมู่มนุษย์ได้
ลูเมี่ยนเพียงรู้สึกว่า อุปนิสัยของเธอแตกต่างจากบรรดาสตรีในทรีอาร์
ในทรีอาร์ สตรีมีหน้ามีตาจากชนชั้นกลางและชนชั้นสูง ไม่ว่าจะเร่าร้อนเพียงใดในที่ลับหูลับตา แต่หากต้องอยู่ต่อหน้าธารกำนัลแล้ว ทุกคนล้วนระมัดระวังภาพลักษณ์และใส่ใจสายตาผู้อื่น สื่อถึงการถูกอบรมมาอย่างดี
ทว่าสาวน้อยผู้นี้กลับเปี่ยมล้นด้วยกลิ่นอายแห่งอิสรเสรี อยากหัวเราะดังก็หัวเราะดัง อยากหมุนตัวครึ่งรอบก็หมุนทันที
ซ้ำยังแตกต่างจากสตรีที่เติบโตมาจากชนชั้นล่างซึ่งมักจะขาดการอบรม ทั้งการแต่งกาย วาจา และบุคลิกของเธอล้วนบ่งบอกว่าได้รับการศึกษาเพียบพร้อม และมาจากครอบครัวที่มีฐานะไม่ธรรมดา
“อมันดีน บุตรสาวของเซอร์เปอตีแห่งคฤหาสน์ต้นปาล์ม คู่หมั้นของมิสเตอร์โรเบิร์ต” กามูส์ราวกับภูตผี โผล่ออกมาด้านข้างลูเมี่ยนอย่างกะทันหัน พลางเอ่ยปากแนะนำ
คฤหาสน์ต้นปาล์มคือไร่แห่งหนึ่งใกล้กับเมืองทิซาโม
สาวน้อยที่เติบโตในทวีปใต้ ได้รับการศึกษาดี และไม่ได้ถูกครอบงำด้วยความคิดของชนชั้นกลางและสูงแห่งทรีอาร์…ลูเมี่ยนครุ่นคิดพลางนึกถึงพี่สาวของตน โอลัวร์
บางครั้ง โอลัวร์ก็แสดงด้านนี้ให้เห็นเช่นกัน
แต่สาเหตุย่อมแตกต่างกันอย่างชัดเจน
“คุณจะไปที่ใด?” กามูส์เปลี่ยนคำถาม
ลูเมี่ยนถอนสายตากลับ แล้วตอบพลางอมยิ้ม
“โบสถ์”
“คุณจะตามผมไปทำท่า ‘สุริยันจงเจริญ’ ไหมล่ะ?”
……………………………………………………..