ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 663 ราตรีสงัด
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 663 ราตรีสงัด
ตอนที่ 663 ราตรีสงัด
ดั่งเช่นโบสถ์ทั้งหลายในดินแดนอินทิส โบสถ์ประจำเมืองทิซาโมก็มีโดมสีเหลืองทองตระหง่าน ราวกับเป็นภาพสะท้อนของดวงอาทิตย์บนผืนปฐพี
เมื่อลูเมี่ยนย่างกรายผ่านประตูใหญ่ เขาแทบจะเสียการทรงตัวเมื่อสายตาพร่าพรายด้วยแสงระยิบระยับจากแผ่นทองคำเปลวที่ประดับประดาอยู่ตามผนัง คานโค้ง และโดม อีกทั้ง ภาพจิตรกรรมฝาผนังยังโรยด้วยผงทอง และรูปสลักก็เน้นสีทองเป็นหลัก ส่วนแสงอาทิตย์ที่สาดส่องผ่านแผ่นกระจกด้านหลังแท่นบูชา ทำให้เด็กหนุ่มต้องยกมือขึ้นโดยสัญชาตญาณ ราวกับจะกดหมวกสานสีเหลืองทองบนศีรษะให้ต่ำลง
ยามนี้เป็นช่วงพักกลางวัน ชาวเมืองทิซาโมจำนวนไม่น้อยนั่งอยู่ตามจุดต่างๆ สวมใส่อาภรณ์เรียบง่าย ก้มหน้าสวดภาวนา
พวกเขามิได้รู้สึกขัดเคืองใจแม้แต่น้อยต่อความโอ่อ่าตระการตา และความหรูหราฟุ่มเฟือยของโบสถ์แห่งนี้
มิใช่เพียงเพราะพวกเขาศรัทธาในสุริยันเจิดจรัสมาแต่เยาว์วัย หากยังเป็นเพราะจักรวรรดิไบลัมในอดีตนั้น อุดมไปด้วยเหมืองทองคำ ผู้คนจึงนิยมชมชอบทองคำกันอย่างแพร่หลาย ความชื่นชอบนี้ยังคงสืบทอดมาจวบจนปัจจุบัน
ลูเมี่ยนก็ชื่นชอบทองคำเช่นกัน แต่ก็มิได้ปรารถนาจะทนรับแสงแดดอันแผดจ้าเช่นนี้
กามูส์ด้านข้างรีบอธิบายอย่างสุดกำลัง
“ผมมิได้สอดแนมคุณ แล้วก็มิได้หมายความว่าจะติดตามคุณไปทุกหนทุกแห่ง เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน”
“ผมเพียงแค่อยากช่วยเหลือคุณ เพราะคุณยังไม่ชำนาญภาษาตูทานดีนัก ทั้งยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพความเป็นไปและผู้คนในเมืองทิซาโม ซึ่งผมสามารถมอบคำแนะนำให้ได้”
“คุณรู้จักเมืองนี้ดีหรือ?” ลูเมี่ยนถือโอกาสเอียงศีรษะ ถามพลางยิ้ม
กามูส์ขยี้ผมสีน้ำตาลฟูฟ่องของตน ตอบอย่างไม่มีทีท่าเก้อเขินแม้แต่น้อย
“หากมีสิ่งใดที่ผมไม่ทราบ ก็สามารถถามเอาจากพวกเมสโลแทนคุณได้”
ลูเมี่ยนมิได้รู้สึกรำคาญใจที่มีผู้วิเศษทางการคอยติดสอยห้อยตาม เพราะหากเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น ก็จะได้มีกำลังเสริมเพิ่มอีกคน
เด็กหนุ่มผงกศีรษะรับแล้วเอ่ยปาก
“ถ้าอยากจะตามก็ตามมาเถอะ”
ขณะกล่าวเช่นนั้น ลูเมี่ยนก็เดินฝ่าแสงแดดอันแผดจ้า มุ่งหน้าไปยังม้านั่งแถวหน้าสุดใกล้กับแท่นบูชา
ในฐานะศาสนิกของพระแม่ธรณี เขาสามารถเข้าออกโบสถ์ของเหล่าศาสนาจารีตได้อย่างอิสระ เพียงแต่มิอาจแสดงการสักการบูชาได้
ส่วนหลุยส์·แบรีนั้น เขาเพียงรู้ว่าอีกฝ่ายมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับศาสนจักรเดอะฟูล แต่ก็ยังไม่แน่ชัดว่าศรัทธาในเดอะฟูลด้วยหรือไม่
ลูเมี่ยนอาศัยความอดทนของ ‘นักพรต’ ควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้าที่กำลังสั่นกระตุก ก่อนจะนั่งลงท่ามกลางแสงตะวันราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น แล้วก้มศีรษะต่ำเบื้องหน้าหลวงพ่อที่กำลังเทศนาอยู่ ส่วนตัวเองก็เริ่มสวดมนต์
หลวงพ่อผู้นี้เป็นชาวเมืองท่าไพลอสโดยกำเนิด นามว่าคาลี ผิวสีน้ำตาลเข้มอันเป็นมาตรฐาน เบ้าตาลึก โครงหน้าห่างไกลจากความนุ่มนวล ผมดำเหลือบางเพียงริ้ว มิได้สวมหมวกอันเป็นเครื่องแสดงสมณศักดิ์
เขามีอายุราวสี่สิบกว่า สีหน้าเคร่งขรึม เทศนาโดยใช้ภาษาอินทิสที่ฟังไม่ออกว่าสำเนียงใด
ลูเมี่ยนที่แสร้งสวดภาวนา จิตใจของเขาไม่อาจจดจ่อ ความคิดมากมายแล่นผ่านห้วงความทรงจำ จนรู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปยังหมู่บ้านกอร์ตู ตอนนั้นแม้จะเข้าร่วมพิธีมิสซาหรือมาสวดมนต์ที่โบสถ์ เขาก็มักครุ่นคิดถึงเรื่องราวของตนเองอย่างไร้ขอบเขต จนกระทั่งใกล้จบพิธี จึงรีบกล่าวสรรเสริญสุริยันสองสามประโยค อธิษฐานขอให้พี่สาวมีสุขภาพแข็งแรงอยู่เสมอ และขอให้ตัวเองสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้โดยไม่ต้องทำการบ้านหรือข้อสอบมากนัก
แต่กลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นจริงเลย
เมื่อหลวงพ่อเทศนาจบ ลูเมี่ยนเงยหน้าขึ้น หรี่ตาเล็กน้อยท่ามกลางแสงตะวัน รวบรวมสมาธิสังเกตดวงชะตาของหลวงพ่อคาลี
ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ
หากดูจากภายนอก เมืองทิซาโมไม่ความผิดปกติแม้แต่เรื่องเดียว…ท่ามกลางความทุกข์ระทมราวกับถูกแดดเผา ลูเมี่ยนเกือบจะถอนสายตากลับ แต่หัวใจกลับสั่นไหว จึงลองใช้ความสามารถ ‘สอดส่องจุดอ่อน’ แห่งยมทูต
เขานึกถึงหลวงพ่อกิโยม·เบเนต์ อธิการโบสถ์ และนึกถึงบาทหลวงมอนต์เซอร์รัตของศาสนจักรพระแม่ธรณี
ไม่มีสิ่งใดรับประกันได้ว่า นักบวชของศาสนาจารีตจะไม่มีปัญหา
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็สมควรสังเกตจุดอ่อนเอาไว้ก่อน หากภายภาคหน้าพบเจอนักบวชที่หลงผิด ก็จะได้จัดการได้อย่างฉับไว
สารพัดสีสันปรากฏบนร่างของหลวงพ่อคาลี ปรากฏในสายตาของลูเมี่ยน
แต่ในนั้นกลับไม่มีสีขาวซีด!
นั่นหมายความว่า หลวงพ่อคาลีไม่มีจุดอ่อน!
เป็นไปไม่ได้ แม้หลวงพ่อรูปนี้จะเป็นผู้วิเศษ แต่ลำดับก็ไม่น่าจะสูงนัก จะไม่มีจุดอ่อนไปได้อย่างไร? เส้นทาง ‘สุริยัน’ ก็ไม่ได้มีจุดแข็งอยู่ที่สมรรถภาพร่างกาย จนไม่เกรงกลัวการโจมตี…หรือว่าจะเป็นเส้นทางอื่น? ไม่สิ ทุกเส้นทางล้วนต้องมีจุดอ่อน…ท่ามกลางความตกตะลึง ลูเมี่ยนยิ่งสังเกตอย่างพินิจ
ในที่สุด เด็กหนุ่มก็พบสีขาวซีดจางๆ
มันไม่ได้อยู่บนผิวนอกของหลวงพ่อคาลี หากแต่อยู่ในห้วงลึกของกายดาราอย่างรางเลือน
นั่นหมายความว่า จุดอ่อนคือจิตวิญญาณ เกรงกลัวการโจมตีที่มุ่งเป้าไปยังร่างวิญญาณโดยตรง? เขาทำอย่างไรให้ร่างกายไม่มีจุดอ่อน…ดูเหมือนว่า หากไม่ได้มุ่งเป้าไปยังร่างวิญญาณ ก็ต้องแยกส่วนเขาเป็นชิ้นๆ จึงจะสังหารได้…ความรู้สึกตกตะลึงของลูเมี่ยนจางหายไปอย่างรวดเร็ว แทนที่ด้วยความปีติยินดีและความคาดหวัง
ไม่ว่าจะอย่างไร การค้นพบสิ่งผิดปกติล้วนเป็นเรื่องดีเสมอ!
นั่นหมายความว่า เขาใกล้ปัญหาของเมืองทิซาโม และเทศกาลฝันที่ ‘ฮิโซกะ’ กล่าวถึงไปอีกหนึ่งก้าวแล้ว
“พี่น้องท่านนี้ กำลังมองสิ่งใดอยู่หรือ?” หลวงพ่อคาลีโอบพระคัมภีร์ เอ่ยถามลูเมี่ยนที่เงยหน้ามองตนด้วยรอยยิ้ม
ลูเมี่ยนตอบยิ้มๆ
“มองแสงตะวันบนร่างท่าน”
“สุริยันจงเจริญ!”
กล่าวจบ ลูเมี่ยนก็ลุกขึ้นยืน แผ่แขนเล็กน้อย หมุนกายจากไป
บัดนี้ยังมิใช่เวลาที่จะสืบค้นความผิดปกติบนร่างหลวงพ่อคาลี
ส่วนคำตอบของลูเมี่ยนนั้น ทำให้หลวงพ่อคาลีปลาบปลื้มยิ่งนัก
หนึ่งเพราะอีกฝ่ายแฝงนัยสรรเสริญว่า ตนได้รับการชโลมด้วยแสงตะวัน อันหมายถึงการได้รับความเมตตาจากพระองค์ สองเพราะในฐานะนักบวชท้องถิ่นที่ไม่มีสายเลือดของทวีปเหนือแม้แต่น้อย เขาย่อมปรารถนาที่จะได้รับการยอมรับจากเหล่าคุณชายคุณหญิงแห่งทวีปเหนือมาโดยตลอด
เมื่อออกจากโบสถ์นักบุญฌอนแล้ว ลูเมี่ยนก็ไม่รีรอที่จะใช้กามูส์เป็นไกด์นำทาง ให้พาเที่ยวรอบเมืองทิซาโมถึงสองรอบ รวมถึงค่ายทหารนอกเมือง ไร่สวน และบริเวณชายป่าดั้งเดิม
กามูส์แนะนำผู้คนที่ตนรู้จักทุกคนอย่างจริงจัง
ครั้นใกล้ย่ำสนธยา ลูเมี่ยนเดินมุ่งหน้าสู่โรงแรมบริโอ พลางเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจนัก
“แล้วซากม้านั่น พวกคุณจัดการอย่างไร?”
“ขายให้ร้านชำแหละไปแล้ว กำลังจะซื้อม้าตัวใหม่จากเจ้าของไร่แถวนี้” กามูส์ตอบอย่างไม่ยี่หระ
ลูเมี่ยนรู้สึกผิดหวังแทนลุดวิกอยู่บ้าง จึงหุบปากเงียบ ก่อนจะก้าวเข้าสู่โรงแรม
ดึกสงัด
ในเงามืดนอกโรงแรมบริโอ ลูเมี่ยนที่มิได้สวมหมวกสานสีเหลืองทองก้าวเท้าออกมา ย่างกรายไปยังเรือนสีน้ำตาลอมเหลืองที่ ‘ฮิโซกะ’ เทวานาโคสร้างขึ้นใหม่
บัดนี้กำลังย่างเข้าสู่วันใหม่ เมืองทิซาโมเงียบสงัดยิ่งนัก บนท้องถนนพบเพียงทหารลาดตระเวนเป็นครั้งคราว กับนักเลงสุราที่เมามายและสหายที่ประคองกัน หามีผู้ใดสัญจรอื่นไม่
ภายใต้แสงจันทร์สีชาดที่ทอประกาย ลูเมี่ยนย่างผ่านหน้าโรงเหล้า ‘งูยักษ์’ ได้ยินเสียงอึกทึกดังลอดออกมาจากด้านใน
ส่วนในป่าดั้งเดิมที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตร เสียงคำรามของสัตว์ป่าก็ดังแว่วมาเป็นระยะเช่นกัน
ลูเมี่ยนเดินทางมาตลอดทาง ในที่สุดก็มาถึงจุดหมาย จากนั้นขึ้นไปยังชั้น 3 พบเตียงไม้ที่เคยนอนในยามเที่ยง
เด็กหนุ่มวุ่นวายอยู่ครู่หนึ่ง เตรียมการทุกอย่างจนพร้อมสรรพ แต่ยังมิได้เอนกายลง กวาดตามองรอบห้องหนึ่งรอบ ก่อนจะพึมพำกับตนเองอย่างครุ่นคิด
“เทอร์มีโพลอส แกพบความผิดปกติในนี้บ้างไหม?”
สุรเสียงอันทรงพลังและลุ่มลึกของเทอร์มีโพลอส ก้องกังวานอยู่ภายในร่างของลูเมี่ยน
“ข้าอาศัยดวงตา หู จมูก พลังวิญญาณ และโชคชะตาของเจ้าในการสังเกตโลกภายนอก เพียงแต่จะเห็นมากกว่าที่เจ้าเห็นเล็กน้อยเท่านั้น”
หมายความว่า สิ่งที่เห็นและค้นพบยังคงถูกจำกัดด้วยร่างกาย พลังวิญญาณ และศักดิ์ของเราหรือ? หึ! หมอนี่นับวันยิ่งพูดจาคลุมเครือ ไม่ยอมตอบตรงๆ เลยว่าบ้านหลังนี้มีความผิดปกติหรือไม่ ผิดปกติตรงไหน…ลูเมี่ยนอดหัวเราะเยาะออกมาไม่ได้
“แกเป็นเทวทูตในขอบเขตโชคชะตาจริงหรือ? ฉันอยู่ลำดับ 5 แล้วแท้ๆ แต่แกกลับยังใช้ดวงตาและพลังวิญญาณของฉันตรวจสอบปัญหาของที่นี่ไม่ได้ ก่อนหน้านี้ไม่เห็นหรือว่า แม้แต่ลำดับ 8 เส้นทาง ‘สัตว์ประหลาด’ ก็ยังสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นอันผิดปกติ”
เส้นทางสัตว์ประหลาดนั้น อีกนามหนึ่งคือเส้นทางโชคชะตา
ลูเมี่ยนยั่วยุเทอร์มีโพลอส หวังจะงัดข้อมูลที่เป็นประโยชน์บางอย่างออกจากปากของ ‘นักพรต’ ระดับเทวทูตผู้นี้
เด็กหนุ่มมิได้หวังอะไรมากนัก แต่อย่างน้อยก็ไม่มีอะไรต้องเสีย
เทอร์มีโพลอสกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง เงียบราวกับหายวับไปจากร่างของลูเมี่ยน
“อดทนเก่งจริงๆ สมแล้วที่เป็นนักพรตเทวทูต” ลูเมี่ยนเอ่ยประชดประชัน ก่อนจะล้วงนาฬิกาพกเรือนทองของคาบาเร่ต์ลมเอื่อยออกมา กดเปิดดูเวลาปัจจุบัน
5 ทุ่ม 51 นาที
เก็บนาฬิกาพกกลับเข้าไป ลูเมี่ยนก็ทิ้งกายลงบนเตียงไม้ในห้อง
คราวนี้เด็กหนุ่มมาเพื่อทดสอบว่า การนอนในคฤหาสน์หลังนี้ยามราตรี จะก่อให้เกิดความผันผวนใดหรือไม่ จะสามารถเข้าสู่แดนฝันพิเศษและร่วม ‘เทศกาลฝัน’ ได้หรือไม่
ด้วยเหตุนี้ ลูเมี่ยนจึงได้กำชับลุดวิกไว้ล่วงหน้า บอกว่าหากยามกินอาหารรอบดึกครั้งที่สอง ตนยังมิได้กลับมา ก็ให้มายังบ้านที่เทวานาโคสร้างใหม่หลังนี้ แล้วปลุกตนอย่างไม่ต้องเกรงใจ
เมื่อลูเมี่ยนให้สัญญาว่าพรุ่งนี้จะมีการเลี้ยงใหญ่ ลุดวิกก็ตอบตกลง
เปรี๊ยะ! แมงมุมน่าสยดสยองที่ปีนป่ายอยู่บนผนังด้านนอก และเหล่ายุงในห้อง ต่างลุกก็ไหม้ร่วงหล่น ส่งกลิ่นไหม้อบอวลไปทั่ว
ลูเมี่ยนอาศัยการเข้าฌาน ไม่นานก็จมสู่ห้วงนิทรา
ท่ามกลางความพร่าเลือน เด็กหนุ่มบรรจงลืมตาตื่น ลุกขึ้นนั่งแล้วมองไปรอบกาย กระทั่งพบว่าตนยังคงอยู่บนเตียงไม้ ในห้องนอนใหญ่ชั้น 3 ของบ้านฮิโซกะ
นอกหน้าต่าง ราตรีกาลยังคงมืดสนิท แสงจันทร์สีชาดถูกเมฆบดบัง เหลือเพียงแสงริ้วที่ลอดผ่านลงมา อ่อนจางยิ่งนัก
เสียงคำรามของสัตว์ป่าในป่าดั้งเดิม รวมทั้งเสียงอึกทึกแว่วๆ จากโรงเหล้าต่างเงียบสนิท ราตรีเข้าสู่ห้วงแห่งความสงบ เงียบงันราวความตาย
“ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง…” ลูเมี่ยนถอนหายใจอย่างผิดหวัง
ขณะที่เด็กหนุ่มเตรียมจะล้วงนาฬิกาพกเรือนทองออกมาดูเวลา เพื่อจะได้ออกจากคฤหาสน์ในความมืดอันลึกล้ำนี้ แล้วเดินตามถนนกลับโรงแรมบริโอ จู่ๆ ม่านตาก็ขยายกว้าง แววตาหยุดนิ่งอย่างเห็นได้ชัด
เขาไม่พบซากยุง!
ยุงที่ตนใช้พลังของ ‘นักวางเพลิง’ เผาให้ตายก่อนนอนนี้ ควรจะร่วงลงพื้นในสภาพไหม้เกรียม แต่ในปัจจุบัน พวกมันหายไปที่ใดก็สุดจะรู้ พื้นห้องสะอาดสะอ้านราวกับเพิ่งถูกเช็ดถูมาหมาดๆ!
“คงไม่ใช่ว่ามีใครแอบย่องเข้ามาทำความสะอาดห้องระหว่างที่เราหลับกระมัง? เราวางกับดักไว้รอบด้านตั้งหลายจุด มันไม่น่าจะถูกหลบผ่านได้ง่ายดายแบบนั้น…วิญญาณอาฆาต?” ลูเมี่ยนเกร็งสติในบัดดล ล้วงนาฬิกาพกเรือนทองที่เก็บไว้ ออกจากกระเป๋าเสื้อใต้เสื้อกั๊ก แล้วกดเปิดปั๊ก เร่งตรวจสอบเวลา
5 ทุ่ม 58 นาที
……………………………………………………..