ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 664 พิสูจน์พรมแดน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 664 พิสูจน์พรมแดน
ตอนที่ 664 พิสูจน์พรมแดน
5 ทุ่ม 58 นาที?
เมื่อลูเมี่ยนเห็นเวลาที่ปรากฏบนนาฬิกาพกเรือนทองแล้ว เปลือกตาก็กระตุกแผ่วเบา สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความผิดปกติ
ตามความรู้สึกของเขา ตนน่าจะหลับไปนานกว่าหนึ่งชั่วโมงแล้ว เหตุใดจึงผ่านไปเพียงเจ็ดนาที?
แม้ความรู้สึกอาจคลาดเคลื่อนกันได้ แต่ตอนนี้ยังมีปัญหาอื่นร่วมอยู่ด้วย ซากยุงที่หายไปและบรรยากาศที่เงียบสงัดลงโดยสิ้นเชิง ล้วนเป็นพยานยืนยันถึงความเป็นไปได้บางประการ
ลูเมี่ยนผู้เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน เอ่ยกับตนเองเสียงเบา
“หรือว่าเราเข้ามาในแดนฝันพิเศษแล้ว?”
เมื่อตกดึก การหลับใหลในบ้านสีน้ำตาลอมเหลืองหลังนี้ จะพาเราเข้าสู่แดนฝันพิเศษหรือ?
‘ฮิโซกะ’ เทวานาโคสร้างอาคารขึ้นใหม่ เพื่อให้การพักแรมของตนดูเป็นเรื่องปกติ ไม่ชวนให้ผู้ใดระแวงสงสัยกระมัง?
แต่เหตุใดจึงเกิดเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น?
ลูเมี่ยนก้มศีรษะมองลงพื้น สายตาของเขาราวกับทะลุผ่านแผ่นไม้และสิ่งกีดขวางสารพัดชนิด จนเห็นถึงใต้พื้นดิน
เด็กหนุ่มไม่อาจแน่ใจว่า ความผิดปกตินี้มีที่มาจากสิ่งใดกันแน่ ได้แต่อาศัยสามัญสำนึกและประสบการณ์ คาดเดาไปตามรูปการณ์
ในความมืดมิดที่เงียบสงัดจนแทบจะไร้สุ้มเสียง ลูเมี่ยนย่างก้าวออกจากบ้านที่เคยเป็นของ ‘ฮิโซกะ’ เทวานาโค ท่ามกลางเสียงเอี๊ยดอ๊าดที่ดังขึ้นใต้ฝ่าเท้า
ถนนหนทางว่างเปล่า สัตว์เลี้ยงสารพัดชนิดที่ชาวเมืองเลี้ยงไว้ใต้ถุนเรือน ราวกับถูกรัตติกาลกลืนหายไป ไม่อาจล่วงรู้ว่ายังคงมีอยู่หรือไม่ เสียงฝีเท้าตึกตักของหน่วยลาดตระเวนที่เคยเดินผ่านมาเป็นระยะ ก็อันตรธานไปสิ้นเช่นกัน
สายลมราตรีอันอบอ้าวชื้นแฉะ พัดผ่านถนนที่ราวกับปราศจากสิ่งกีดขวาง โอบล้อมลูเมี่ยนผู้บรรจงก้าวไปจนถึงหน้าประตูบาร์ ‘งูยักษ์’
ลูเมี่ยนเอียงหูฟัง พบว่าภายในเงียบกริบ จนกระทั่งเสียงไต่ของแมลงและเสียงหึ่งๆ ของยุงก็ยังหายเกลี้ยง
เด็กหนุ่มยื่นมือขวาออกไปโดยไม่แสดงความเปลี่ยนแปลงใดบนสีหน้า ผลักบานประตูไม้อันหนักอึ้ง
ภายในมืดสนิท อาศัยเพียงแสงจันทร์สลัวที่สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา กอปรกับสายตาอันเป็นเลิศของเส้นทาง ‘นักล่า’ ลูเมี่ยนพอจะเห็นเค้าโครงของเคาน์เตอร์บาร์ ตู้เหล้า โต๊ะกลมตัวเล็ก เก้าอี้ และโคมไฟติดผนัง แต่กลับไม่พบเงาของผู้คนแม้แต่หนึ่ง
บาร์แห่งนี้ราวกับปิดทำการมาพักใหญ่แล้ว
“ยิ่งผิดปกติเข้าไปใหญ่ ก่อนเราจะนอน ร้านเหล้ายังคึกคักอยู่เลย ไม่มีทางที่เพียงเจ็ดแปดนาทีจะสามารถเร่งให้แขกกลับและทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมได้เสร็จสิ้น”
“ตามประสบการณ์ของเรา แม้ร้านเหล้าในชนบทมักปิดเร็วกว่าในเมืองจริง ไม่ได้คึกคักจนตีสองตีสาม แต่อย่างน้อยก็ต้องพ้นเที่ยงคืนก่อนจึงจะหยุดขายสุรา แล้วค่อยบอกคนที่ยังดื่มอยู่ว่า ดื่มแก้วในมือให้หมดแล้วรีบกลับไป หากเจอคนเมามายอาละวาด ไม่ยอมจากไป ก็ต้องเสียเวลาอีกสักพัก…” ลูเมี่ยนในฐานะแขกประจำของร้านเหล้าคร่ำครึในหมู่บ้านกอร์ตู ผู้เคยไปเยือนร้านเหล้าหลายแห่งในหลายที่ รู้สึกว่าตนมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะสรุปเช่นนี้
นั่นยิ่งทำให้เด็กหนุ่มมั่นใจว่า บัดนี้ตนอยู่ในแดนฝันที่ดูราวกับความจริง
จู่ๆ ลูเมี่ยนก็นึกถึงเรื่องราวในอดีต ณ หมู่บ้านกอร์ตู มือที่กุมประตูไม้หนักอึ้งของบาร์ ‘งูยักษ์’ จึงชะงักค้างไป
ไม่กี่อึดใจถัดมา เด็กหนุ่มผละออกจากบาร์ บรรจงย่างก้าวกลับสู่โรงแรมบริโอ
ผ่านบันไดที่มืดมิดไร้แสง ผ่านโถงทางเดินที่ปูด้วยพื้นไม้เก่าคร่ำครึ ลูเมี่ยนเดินกลับสู่ห้องชุดของตนบนชั้น 2 อย่างไม่ช้าไม่เร็ว ก่อนจะผลักบานประตูไม้ของห้องเด็กเปิดออก
แสงจันทร์แดงสลัวไหลทะลักเข้าสู่ห้องที่ม่านถูกรูดปิด ส่องให้เห็นผ้าห่มและผ้าปูที่นอนสีน้ำเงินมีลวดลาย
ไม่มีผู้ใดนอนหลับอยู่ที่นี่
ลุดวิกก็หายไปเช่นกัน
จากสิ่งที่ได้พบเห็นระหว่างทาง ลูเมี่ยนสงสัยอย่างลึกซึ้งว่า ในแดนฝันแห่งนี้มีเพียงตนเองเท่านั้น
ชาวเมือง สัตว์เลี้ยง และผู้มาเยือนทั้งหลายล้วนหายไปสิ้น ทั้งเมืองทิซาโมเหลือเพียงเขาผู้เดียว!
“แบบนี้คงเรียกว่าเทศกาลไม่ได้หรอกนะ เว้นเสียแต่จะเป็นเทศกาลความโดดเดี่ยว…” ลูเมี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหมุนกายเดินออกจากโรงแรมบริโอ มุ่งหน้าไปยังโบสถ์นักบุญฌอนที่ตั้งอยู่ใกล้สุสาน
ในราตรีอันมืดมิดที่แสงจันทร์สลัว โดมทองและลวดลายประดับผนังภายนอกของโบสถ์แห่งนี้ ราวกับสูญสิ้นประกายไป จมดิ่งสู่ห้วงนิทรา
ลูเมี่ยนไม่อยากเปลืองแรงไปกับการผลักประตูคู่บานใหญ่ จึงงัดหน้าต่างกระจกสีด้านข้างตรงๆ แล้วกระโดดเข้าสู่ภายใน
ในราตรีมืดมิด ที่นี่เงียบสงัดและว่างเปล่า โดมสูงเหนือศีรษะแผ่กระจายความรู้สึกกดดันและเยียบเย็นที่ยามกลางวันไม่เคยมี
ลูเมี่ยนค้นหาจนทั่ว แต่ไม่พบหลวงพ่อคาลีที่ร่างกายไม่ถือว่าปกติ ทั้งยังไม่เห็นรองอธิการโบสถ์และเหล่าข้ารับใช้ทั้งหลาย
“มีแค่เราคนเดียวจริงๆ…”
“เฉพาะผู้ที่หลับใหลในบ้านของ ‘ฮิโซกะ’ เท่านั้น จึงเข้าสู่แดนฝันพิเศษนี้ได้หรือ?”
“อา แล้วต้องเป็นยามดึกสงัดด้วย”
“แล้วแบบนี้จะจัดเทศกาลฝันได้อย่างไร? คงไม่ใช่ว่าพอถึงเวลาที่กำหนด บรรดาผู้เกี่ยวข้องต้องเข้าแถวไปนอนที่บ้าน ‘ฮิโซกะ’ หรอกกระมัง? ยังไม่ต้องพูดถึงว่าจะอัดแออยู่ได้หรือไม่ การกระทำเป็นหมู่คณะที่มีผู้เกี่ยวพันมากมาย จะหลบซ่อนจากหน่วยลาดตระเวนและกองทัพนอกเมืองได้อย่างไร?”
“แล้วไม่ใช่ว่าชาวบ้านทุกคนคือผู้เกี่ยวข้อง ชาวทิซาโมที่เคยสอบปากคำไปก่อนหน้านี้ ก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย…”
“และยังมีปัญหาสำคัญที่สุดอีกข้อ”
“ในเมื่อเป็นความฝัน เหตุใดเราจึงยังมีสติรู้ตัวอยู่?”
ลูเมี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือขวาออกไปสัมผัสผนังที่วาดภาพจิตรกรรมทางศาสนา
สัมผัสเย็นเยียบและแข็งกระด้าง เป็นหินแท้อย่างไม่ต้องสงสัย
ลูเมี่ยนผู้มากประสบการณ์ในความฝันอันสมจริง ระงับคำถามในใจเหล่านี้ไว้ก่อน ตัดสินใจเริ่มต้นด้วยการสืบเสาะอย่างง่ายที่สุด
เด็กหนุ่มต้องการพิสูจน์ให้แน่ชัดว่า ความฝันนี้กว้างใหญ่เพียงใด และขอบเขตอยู่ที่ใด
ลูเมี่ยนปลุกพลังรอยประทับสีดำบนไหล่ขวา รับรู้ถึงโลกวิญญาณ และ ‘มองเห็น’ ทุกซอกทุกมุมของเมืองทิซาโม
เมื่อเด็กหนุ่มใช้ ‘ข้ามโลกวิญญาณ’ ร่างกายก็หายวับไปจากตำแหน่ง แล้วปรากฏขึ้นอีกครั้งบนถนนดินที่ทอดยาวจากเมืองทิซาโมไปยังเมืองท่าไพลอส
“สามารถ ‘เทเลพอร์ต’ ได้ด้วยหรือ…ก็สมควรอยู่ ในเมื่อเป็นความฝัน ย่อมไม่มีสิ่งใดเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่จิตสำนึกเชื่อว่าทำได้ ก็น่าจะทำสำเร็จ…” หลังเหตุการณ์ที่หมู่บ้านกอร์ตู ลูเมี่ยนได้ศึกษาตำราเกี่ยวกับแดนฝันมามิใช่น้อย ทั้งยังได้แลกเปลี่ยนความรู้กับผู้วิเศษในขอบเขตจิตใจ ทั้งมาดามจัสติส มาดามซูซี่ และอ็องโตนี·รีด จนเข้าใจเรื่องนี้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เด็กหนุ่มชะลอฝีเท้า เดินมุ่งหน้าไปทางเมืองท่าไพลอส เมื่อย่างได้ราวสองสามร้อยเมตร ก็พบว่าทิวทัศน์เบื้องหน้าพร่าเลือน ราวกับมีม่านหมอกแห่งมายาลอยคลุ้ง ภายใต้แสงจันทร์สลัว หมอกนั้นทอประกายดำทะมึน
ทันใดนั้น สัญชาตญาณจากพลังวิญญาณของลูเมี่ยนก็เตือนว่า หากก้าวเข้าไปในเขตพื้นที่พร่าเลือนอันปกคลุมด้วยม่านหมอกนั่น จะเกิดอันตรายในระดับเหนือจินตนาการ อาจถึงขั้นเป็นโศกนาฏกรรมสยองขวัญ
อย่างที่คิด มีขอบเขตอยู่จริงๆ ไม่สามารถเดินตรงไปถึงขอบเหวของจิตใจได้โดยตรง…ลูเมี่ยนไม่กล้าเสี่ยง รีบย้อนกลับสู่เมืองทิซาโม แล้วออกตามหาขอบเขตอีกด้านหนึ่ง
นั่นคือฝั่งที่ติดกับป่าดั้งเดิม
ก้าวข้ามระยะทางสามสี่ร้อยเมตร ลูเมี่ยนมาถึงขอบป่า เห็นพืชพรรณป่าฝนยืนตระหง่านเงียบงันในรัตติกาล ประดุจแผ่นหินป่าช้าที่ตั้งเรียงรายอย่างแน่นขนัด
เมื่อยังไม่พบเขตพื้นที่พร่าเลือนที่ปกคลุมด้วยม่านหมอกมายา ลูเมี่ยนจึงระมัดระวังแต่เด็ดเดี่ยว ก้าวเดินต่อไปยังเบื้องหน้า
เด็กหนุ่มฝ่าเถาวัลย์ที่ห้อยระย้า ฝ่าต้นไม้นานาชนิด ย่างเท้าลงบนพื้นดินที่ปูลาดด้วยซากพืชเน่าเปื่อยหนาทึบ ลึกเข้าไปในป่าดั้งเดิม
ระหว่างทางไร้วี่แววแมลงบินว่อน อีกทั้งไม่มีแมลงสัตว์กัดต่อยซุ่มซ่อนในพงหญ้า
เมื่อเดินไปได้อีกเจ็ดแปดร้อยเมตร ลูเมี่ยนรู้สึกว่ารอบกายเริ่มมีกลิ่นอายแปลกประหลาด
บางพื้นที่พร่าเลือน บางพื้นที่บิดเบี้ยว บางพื้นที่แลผ่านๆ ดูชัดเจน แต่พอพินิจดูให้ถี่ถ้วนกลับพร่ามัวไม่อาจมองเห็น
สภาพของพื้นที่เหล่านี้ยังเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง สลับสับเปลี่ยนไปมา
ค่อยเหมือนแดนฝันขึ้นมาหน่อย…เมื่อพลังวิญญาณไม่ส่งสัญญาณเตือนภัย ลูเมี่ยนจึงลองเดินไปข้างหน้าอีกสองสามก้าวอย่างระแวดระวัง
ทันใดนั้น โลกทั้งใบแตกสลายกลายเป็นภาพเหตุการณ์นับไม่ถ้วน ซ้อนทับกันไปมา ปรากฏรอบกาย
สติสัมปชัญญะอันแจ่มชัดของลูเมี่ยนได้รับผลกระทบ เริ่มมีอาการมึนงงอยู่บ้าง
วินาทีถัดมา เด็กหนุ่มเห็นก้อนศิลาดำทะมึน เห็นร่างมนุษย์สวมเสื้อคลุมสีเข้มหลายคนปรากฏอยู่ในภาพเหตุการณ์เหล่านั้น
หนึ่งในนั้นเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าขาวซีดบนผิวพรรณสีน้ำตาลอ่อน ดวงตาสีเชือกป่านแต่งแต้มด้วยเขียวหม่น ผนวกเข้ากับโครงหน้าที่นับว่าไม่เลวทีเดียว
‘ฮิโซกะ’!
‘ฮิโซกะ’ เทวานาโค!
เขาคือ ‘ฮิโซกะ’ เทวานาโค!
ร่างในเสื้อคลุมสีเข้มที่มีใบหน้าเหมือน ‘ฮิโซกะ’ เทวานาโคยืดกายขึ้นเต็มความสูง
สายตาของเขาประหนึ่งทะลุผ่านม่านภาพเหตุการณ์ทั้งหลาย มองตรงมายังลูเมี่ยน
ท่ามกลางเสียงแตกสลายอันคล้ายจริงคล้ายฝัน ภาพเหตุการณ์รอบกายลูเมี่ยนก็พลันแตกกระจาย
ลูเมี่ยนผุดลุกขึ้นนั่ง พบว่าตนกลับมาอยู่ในตึกสีน้ำตาลอมเหลืองที่ ‘ฮิโซกะ’ เทวานาโคสร้างขึ้นใหม่ กลับสู่ห้องมืดมิด บนเตียงไม้อันเรียบง่าย
เด็กหนุ่มรีบกวาดตามองรอบห้อง ล้วงนาฬิกาพกเรือนทองจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ตด้านซ้าย กดฝาเปิดออกดูเวลา
ตีหนึ่งสามสิบแปดนาที
ยามนี้ แสงจันทร์สีแดงเรื่อนอกหน้าต่างไม่สว่างนัก แต่ก็มิได้สลัวเกินไป ผับ ‘งูยักษ์’ ในละแวกนี้ปิดทำการแล้ว แต่เสียงคำรามของสัตว์ป่ายังคงดังก้องมาแต่ไกล
ราตรีที่เงียบงันแต่มิได้ไร้ชีวิตชีวา
“ตื่นแล้วหรือ? แบบนี้สิถึงจะถูกต้อง นอนไปหนึ่งชั่วโมงสี่สิบกว่านาที สอดคล้องกับความรู้สึกของเรา…” ลูเมี่ยนพลิกกายลงจากเตียง มองไปยังพื้น ได้เห็นซากยุงไหม้ดำสมใจ และยังเห็นแมลงอื่นๆ ที่วนเวียนอยู่นอกหน้าต่าง เนื่องจากถูกกลิ่นน้ำมันระงับประสาทขับไล่
ฟู่! เด็กหนุ่มถอนหายใจโล่งอก ครุ่นคิดถึงการปรากฏตัวของ ‘ฮิโซกะ’ เทวานาโคในแดนฝันพิเศษ
“ในเมื่อเป็น ‘เทศกาลฝัน’ ก็คงไม่ได้จัดแค่ครั้งเดียว แต่มีการระดมพลอยู่เนืองนิจ หมายความว่าในปีก่อนๆ มีโอกาสที่ฮิโซกะจะเข้าร่วมเทศกาลฝันมากกว่าหนึ่งครั้ง จนทิ้งตราประทับเอาไว้ในแดนฝัน?”
“‘เทศกาลฝัน’ เกี่ยวพันกับชนเผ่าดั้งเดิมจริงหรือ? เป็นเหตุให้เมื่อเราเข้าไปสำรวจในป่าลึก จึงได้บังเอิญปลุกตราประทับและภาพบางอย่างที่แดนฝันบันทึกไว้ จนได้เห็น ‘ฮิโซกะ’…”
“‘ฮิโซกะ’ ต้องการใช้ ‘เทศกาลฝัน’ เพื่อบรรลุจุดประสงค์อันใด?”
“‘เทศกาลฝัน’…‘เทศกาลฝัน’…ในเมื่อเป็นเทศกาล ย่อมต้องจัดขึ้นในวันที่กำหนดตายตัว หากเข้าสู่แดนฝันพิเศษในเวลาอื่น ก็คงไม่พบเจอสิ่งใดเลย เหมือนกับเราในคืนนี้?”
“จะเป็นวันไหนได้บ้างนะ?”
ลูเมี่ยนจมดิ่งสู่ห้วงความคิด
เด็กหนุ่มพบทิศทางการคาดเดาอย่างรวดเร็ว
วันที่ 17 ธันวาคมปีก่อน ชนเผ่าดั้งเดิมได้บุกโจมตีเมืองทิซาโม จนเกิดการบาดเจ็บล้มตายมากมาย
“เทศกาลฝันจัดขึ้นในวันที่ 17 ธันวาคม หรือสองสามวันก่อนหน้านั้น ซึ่งก็คือช่วงที่วันเอพริลฟูลมาเล่นพิเรนทร์ที่นี่?” ลูเมี่ยนฮึกเหิมในใจ รีบตรวจสอบวันที่ปัจจุบัน
ขณะนี้เป็นเวลาตีหนึ่งกว่า ของวันที่ 11 ธันวาคม
……………………………………………………..