ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 665 เบาะแส
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 665 เบาะแส
ตอนที่ 665 เบาะแส
“หากเทศกาลฝันเป็นไปดังที่เราคาดการณ์ ว่าต้องจัดขึ้นในวันที่ตายตัว ก็ย่อมต้องเป็นวันใดวันหนึ่ง หรือหลายวัน ในช่วงเวลาอันใกล้นี้…”
“พักนี้เราต้องมานอนที่บ้านฮิโซกะทุกคืน เพื่อมิให้พลาดช่วงเวลาจัดเทศกาลฝัน อีกทั้งก่อนถึงเทศกาลฝัน เราต้องพยายามทำความเข้าใจกฎเกณฑ์พื้นฐานของแดนฝันพิเศษเมื่อครู่ให้มากที่สุด อาทิ การออกจากห้วงฝันโดยไม่ต้องเข้าไปในป่าดั้งเดิม…”
ลูเมี่ยนปิดฝานาฬิกาพกเรือนทอง แล้วสอดลงในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตที่ถูกทับด้วยเสื้อกั๊ก
เด็กหนุ่มมิได้ค้างแรมที่นี่ต่อ แต่เลือกจะก้าวลงบันไดสู่ถนนในเมืองทิซาโม ด้วยเหตุผลสองประการ ข้อแรก อีกยี่สิบนาทีจะถึงเวลาอาหารมื้อดึกรอบที่สองของลุดวิก ตามข้อตกลง หากลูเมี่ยนมิได้กลับในเวลา ลุดวิกจะมาปลุกเขาด้วยกำลัง ข้อสอง เขาจำต้องรายงานผลลัพธ์การสืบสวนให้มาดามเมจิกเชี่ยนทราบ
ครั้นลูเมี่ยนเพิ่งก้าวออกจากบ้านของฮิโซกะ ก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากเบื้องหลัง
“คุณกำลังสืบสวนเรื่องใดกันแน่?”
จากมุมมืดที่แสงจันทร์สีชาดส่องไม่ถึง กามูส์·กาสตีญ่าก้าวออกมา เขาแต่งกายด้วยเชิ้ตขาว เสื้อกั๊กสีเหลืองไม่กลัดกระดุม เรือนผมที่เคยฟูฟ่องยวบลงไม่น้อยเพราะการอดนอน
หัวหน้าทีมหนุ่มของหน่วยลาดตระเวนเมืองท่าไพลอสผู้นี้ แอบดักรออยู่ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบได้
ลูเมี่ยนมิได้ประหลาดใจแม้แต่น้อย ราวกับคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายจะปรากฏตัว จึงตอบกลับไปอย่างไม่ตรงคำถาม
“หลายสถานที่มักแสดงสภาพต่างกันยามกลางวันและกลางคืน”
“ก็จริง” กามูส์เคยจัดการกับคดีศาสตร์เร้นลับที่ตรงกับคำอธิบายนี้มาหลายครั้ง กรณีที่ง่ายและพบเห็นบ่อยที่สุดก็คือ เรือนที่มีวิญญาณสิงสถิต มักดูปกติดีในยามที่มีแสงอาทิตย์ส่องถึง
ขณะย่างกรายสู่โรงแรมบริโอ ลูเมี่ยนก็เอ่ยล้อเลียนกามูส์พลางยิ้ม
“ถึงกับยอมอดหลับอดนอนเพื่อมาซุ่มรอผมอยู่ในเงามืดนอกบ้านเชียวหรือ?”
“ใช้ชีวิตลำบากจังเลยนะ ระวังจะตายโดยไม่รู้ตัวล่ะ”
หากมิใช่เพราะรู้ว่าหลุยส์·แบรีมีสายสัมพันธ์อันดีกับศาสนจักรเดอะฟูล และมิได้ถือสาที่ตนแอบติดตาม กามูส์คงคิดว่าการหยอกล้อเมื่อครู่ของเขาคือคำขู่
คุณคิดว่าผมอยากทำแบบนี้หรือไง? กามูส์ยิ้มเยาะตนเองพลางเอ่ยปาก
“คืนนี้เป็นเวรของผม พรุ่งนี้คงเป็นของเมสโลหรือไม่ก็เรียห์”
ลูเมี่ยนมิได้สนทนาเล่นอีก เพียงก้าวเท้ากลับสู่โรงแรมบริโอ ราวกับกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง
กามูส์อยากถามต่อ ทว่าไม่กล้าเอื้อนเอ่ย
ทันใดนั้นเอง เขาก็เห็นนักผจญภัยคนดังหยุดยืนที่หน้าประตูโรงแรม หันหลังให้ตน แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ก่อนสิ้นใจ เทวานาโคเอ่ยคำว่า ‘เทศกาลฝัน’ ออกมา”
“เมื่อครู่ผมค้นพบร่องรอยบางอย่างในบ้านของเขา ยืนยันได้ว่าในเมืองทิซาโมมีแดนฝันพิเศษอยู่”
“คุณกับเพื่อนร่วมงานควรรีบไปรวบรวมทุกตำนานพื้นบ้านเชิงความฝันในแถบนี้มาให้ผมโดยเร็ว”
“เอ่อ…” กามูส์งงงันในทีแรก ก่อนได้สติกลับมา ราวกับถูกสาดด้วยน้ำแข็งทั้งถังในวันที่อากาศร้อนระอุ
นึกแล้วเชียว เรื่องของเทวานาโคยังมีภาคต่อ นึกแล้วเชียว ที่นี่ยังมีปัญหาใหญ่ซุกซ่อนอยู่! กามูส์มิได้ประหลาดใจนัก ทว่าหัวใจกลับแขวนค้างอยู่กลางอากาศ
เขาตอบออกไปโดยไม่รู้ตัว
“ได้ครับ”
ครั้นรับปากไปแล้ว กามูส์จึงพบว่าตนเองเชื่อฟังคำสั่งของหลุยส์·แบรีโดยไม่รู้ตัว ราวกับว่าอีกฝ่ายเป็นหัวหน้าทีมของหน่วยลาดตระเวนเสียเอง
หลังจากมองส่งลูเมี่ยนเข้าสู่โรงแรมบริโอ กามูส์ก็ลองวิเคราะห์ตัวเองเบื้องต้น เหตุใดจึงมีปฏิกิริยาเช่นนั้น
เขามองว่า สาเหตุมาจากความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย กอปรกับความน่าเชื่อถือและไว้วางใจที่สั่งสมจากเรื่องราวในอดีต
“ต้องส่งโทรเลขกลับไปขอกำลังเสริมจากเมืองท่าไพลอส…”
“อีกทั้งต้องรีบทำความคุ้นเคยกับเมืองทิซาโม เพื่อย้าย ‘เขตปกครอง’ มาที่นี่ให้ได้ภายในไม่กี่วัน…”
ครั้นคิดถึงสิ่งที่ต้องทำต่อไป กามูส์ก็ถอนหายใจอีกครา
นับแต่ได้พบกับหลุยส์·แบรี ปัญหาก็ระเบิดออกมาไม่หยุดหย่อน!
จุดประสงค์เดิมที่เรามายังเมืองทิซาโม ก็เพียงเพื่อเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของเขา ป้องกันเหตุไม่คาดฝัน ไฉนจึงต้องมาสืบสวนเรื่อง ‘เทศกาลฝัน’ อีกเล่า?
…………
ภายในห้องชุดชั้น 2 ของโรงแรมบริโอ
ลูเมี่ยนทักทายลุดวิกที่สวมหมวกนอนเด็ก ซึ่งเพิ่งลุกจากที่นอนมายังโต๊ะอาหาร ก่อนจะกลับเข้าห้องนอนใหญ่
เขายังไม่ทันได้คิดว่า จะเขียนจดหมายถึงมาดามเมจิกเชี่ยนอย่างไร ก็เห็นกระดาษพับเป็นสี่เหลี่ยมวางอยู่บนโต๊ะหนังสือ
ตอบจดหมายหลังเที่ยงคืน สมแล้วที่เป็นมาดามเมจิกเชี่ยน…ลูเมี่ยนหัวเราะในใจ หยิบจดหมายขึ้นมา พร้อมกับสร้างลูกไฟสีขาวโชติช่วงขึ้นเหนือศีรษะ
เมืองทิซาโมยังไม่มีแก๊สใช้
ภายใต้แสงของลูกไฟสีขาว ลูเมี่ยนคลี่จดหมายออกอ่าน
“ฉันได้ลองทำนายดวงดาวดูแล้ว ได้รับวิวรณ์บางประการเกี่ยวกับส่วนที่เหลือของท่อนแขนบวมเน่า”
“ร่างกายส่วนที่เหลือแบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนหนึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่า จะอยู่ในโลกแห่งความตาย อีกสองส่วนมีนัยเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับเมืองหลวงไอซาราแห่งลุนเบิร์ก แต่กลับมิได้อยู่ที่นั่น สิ่งนี้ทำให้ฉันนึกถึงเมืองเนรเทศโมโรลาที่ปิดผนึกสมบัติ ‘0-01’ ไว้ ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกัน กล่าวคือ อยู่ในลุนเบิร์กแต่ก็มิได้อยู่ในลุนเบิร์ก”
“การตีความของฉันคือ ร่างสองส่วนของท่อนแขนบวมเน่าอยู่ในเมืองเนรเทศโมโรลานี่เอง”
“เธอคงรู้สึกว่าช่างบังเอิญเกินไปกระมัง?”
“ไม่เลย ไม่บังเอิญแม้แต่น้อย ผลการทำนายดวงดาวของฉันได้ความว่า ราวสามเดือนก่อน ร่างทั้งสองส่วนนั่น ส่วนหนึ่งยังอยู่ในสุสานของอาณาจักรเพิร์ธบนทวีปใต้ อีกส่วนเกี่ยวข้องกับตำนานพื้นบ้านบางเรื่องในแถบมัชฌิมทักษิณ”
“เข้าใจความหมายของฉันแล้วหรือยัง?”
นี่มัน…ราวสามเดือนก่อน…ลูเมี่ยนในฐานะ ‘นักวางแผน’ เข้าใจความหมายของมาดามเมจิกเชี่ยนในทันที
“หลังจากเรารับข้อมูลเกี่ยวกับสมบัติปิดผนึก ‘0-01’ อันน่าสะพรึงกลัวที่สุดนี้ และรับเป็นพ่อทูนหัวของลุดวิก ก็เท่ากับตอบรับกิ่งมะกอกที่ศาสนจักรความรู้ยื่นมา ยินยอมที่จะจ่ายราคาบางอย่างเป็นการแลกเปลี่ยน…”
“จากนั้น ศาสนจักรความรู้ก็ส่งผู้แข็งแกร่งออกไปรวบรวมสองส่วนที่เหลือของร่างท่อนแขนบวมเน่า แล้วนำไปซ่อนไว้ในเมืองเนรเทศโมโรลา”
“เช่นนี้เรียกว่าอะไร? เรียกว่าไปก็ต้องไป ไม่ไปก็ต้องไป เว้นแต่จะยอมสละความหวังในการก้าวขึ้นสู่ลำดับ 4 เพื่อเป็นครึ่งเทพ”
“หึๆ เราได้ทำสัญญากับท่อนแขนบวมเน่าไว้ว่า ตราบใดที่ยังรวบรวมร่างของมันไม่ครบ เราก็จะไม่มีวันได้มาซึ่งเทวบารมี นี่ก็เท่ากับปิดทางเลือกที่จะเป็นครึ่งเทพโดยไม่ต้องดื่มโอสถ อาศัยได้เพียงพรเท่านั้น…”
ยังดีที่ลูเมี่ยนมิได้รังเกียจการเดินทางไปยังเมืองเนรเทศโมโรลาก่อนจะได้เป็นครึ่งเทพ บัดนี้จึงมิได้รู้สึกอึดอัดหรือกังวลใจแต่อย่างใด ซ้ำยังมองว่าปัญหาได้บรรเทาความยุ่งยากลงไปหลายส่วน
เด็กหนุ่มครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะอ่านเนื้อความส่วนที่เหลือบนจดหมายต่อ
“ผลการทำนายดวงดาวของฉันยังบอกอีกว่า เมื่อใดที่รวบรวมร่างของท่อนแขนบวมเน่าครบสมบูรณ์ จะมีเหตุอันตรายบางประการเกิดขึ้น เธอควรทำให้สำเร็จภายในเมืองเนรเทศ อาศัยการดำรงอยู่ของ ‘0-01’ มาถ่วงดุลความเสี่ยงนี้”
“กล่าวคือ เธอจำต้องค้นหาส่วนของร่างที่อยู่ในโลกแห่งความตายให้พบเสียก่อน”
“อา…ในช่วงสามเดือนถัดไป เธอน่าจะมีโอกาสได้เข้าสู่โลกแห่งความตาย จงจำไว้ให้ดีและอย่าพลาดโอกาสนั้น อย่าถามว่าเป็นโอกาสแบบไหน เพราะฉันเองก็มิอาจล่วงรู้”
ในช่วงสามเดือนนี้ เราจะมีโอกาสได้ไปยังโลกแห่งความตาย? ลูเมี่ยนทวนข้อความสำคัญในใจ
ท่ามกลางความปลาบปลื้ม เด็กหนุ่มกลับรู้สึกว่าถ้อยคำนี้ช่างแปลกประหลาด เพราะ ‘เข้าสู่โลกแห่งความตาย’ กับ ‘ตกนรก’ ล้วนเป็นวลีที่สื่อความหมายเดียวกัน ในโลกนี้ เว้นแต่คนส่วนน้อย ไม่มีผู้ใดสามารถรับฟังคำว่า ‘คุณจะมีโอกาสตกนรกในอีกสามเดือน’ ด้วยความรู้สึกเฉยเมย เพราะต้องไม่ลืมว่า ผู้คนยามด่าทอกัน มักจะเอ่ยคำว่า ‘ขอให้แกตกนรกเร็วๆ’ ติดปากทั้งนั้น
ยามนี้ยังไม่มีเวลาคิดว่า โอกาสใดจะพาตนเข้าสู่โลกแห่งความตายได้ ลูเมี่ยนจึงเผาจดหมายตอบกลับจากมาดามเมจิกเชี่ยน แล้วจดบันทึกผลลัพธ์ที่ได้ในค่ำคืนนี้ รวมถึงข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับเทศกาลฝัน ตั้งใจว่าจะส่งถึงไพ่อาร์คาน่าใหญ่ของตนในวันพรุ่งยามเที่ยง
แม้เด็กหนุ่มจะรู้สึกว่า ‘เวลาพักผ่อน’ ของมาดามเมจิกเชี่ยนคล้ายคลึงกับฟรังก้าอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าช่วงเวลาแบบนี้จะเหมาะแก่การส่งจดหมายไปรบกวนหรือไม่
…………
ทวีปเหนือ กรุงทรีอาร์
แสงตะวันฤดูหนาวส่องผ่านบานกระจก สาดส่องเข้ามาในห้องรับแขก ขับไล่ความหนาวเหน็บออกไปบางส่วน นำมาซึ่งไออุ่นอันอ่อนโยน
ฟรังก้าเอนกายพักผ่อนอย่างผาสุกบนเก้าอี้เอนหลัง ดวงตาเหม่อลอยครึ่งหลับครึ่งตื่น เพลิดเพลินกับความงดงามในยามนี้
ทันใดนั้น เธอมีลางสังหรณ์บางอย่าง จึงรีบชักเท้าทั้งสองกลับ แล้วผุดลุกขึ้นนั่ง
เธอมองเห็นกะโหลกศีรษะมนุษย์ที่ดูราวกับหล่อด้วยเงินบริสุทธิ์ เปล่งประกายแสงนวลตา ค่อยๆ ปรากฏรูปร่างขึ้นจากความมืดในซอกมุม เบ้าตาทั้งสองลุกโชนด้วยเปลวไฟสีขาวซีด
“ผู้ส่งสารของมาดามเฮล่า…เธอมีธุระอะไรกับเรา?” ด้วยความฉงน ฟรังก้ามองกะโหลกศีรษะเงินบริสุทธิ์ที่แยกไรฟันออก ปล่อยให้จดหมายเพียงแผ่นเดียวล่องลอยมาหาตน
เธอรับเอาแผ่นกระดาษมา แล้วรีบเปิดอ่านผ่านตา
“‘007’ แจ้งว่า ติดต่อคุณไม่ได้มาสี่วันแล้ว จึงให้ฉันช่วยยืนยันสถานการณ์ของคุณ”
สี่วัน…เราไม่ได้เข้ากลุ่มโทรเลขมาสี่วันแล้วสินะ…ฟรังก้าอดที่จะหัวเราะแห้งๆ สองที
เช่นนี้เรียกว่าอะไร?
เรียกว่านอนเร็วตื่นสาย เพื่อสุขภาพกายที่แข็งแรงยังไงล่ะ บัดนี้จักรพรรดิจะไม่เข้าท้องพระโรงตอนเช้าแล้ว!
ครั้นถึงยามดึกสงัด ฟรังก้าก็มานั่งอยู่หน้าเครื่องวิเคราะห์ที่เชื่อมต่อกับเครื่องรับส่งโทรเลข ส่วนจินนาก็อาศัยความมืดมิดยามราตรี ออกไปแสวงหาโอกาสดีๆ เพื่อสวมบทบาทเป็น ‘แม่มด’
ปัก ปัก ปัก ฟรังก้าพิมพ์โทรเลขฉบับแรกในรอบหลายวัน
“ชูริม่า จักรพรรดิของพวกเจ้ากลับมาแล้ว!”
มิช้านาน โทรเลขของ ‘007’ ก็ถูกพิมพ์ออกมาจากเครื่องพิมพ์ดีดกลไกที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องวิเคราะห์
“‘ดาบซ่อนแขน’ คุณหายไปไหนมาหลายวัน?”
อะแฮ่ม ฟรังก้ากระแอมกระไอ ก่อนจะพิมพ์ตอบกลับไป
“นอนดึกทุกวันมันไม่ดีต่อสุขภาพนะ พวกคุณไม่มีคนที่อยากปกป้องบ้างหรือ?”
“เลิกพูดเรื่องที่ชวนเศร้าแบบนั้นเถอะ…”
“ดาบซ่อนแขน คุณกำลังฝึกฝนหนึ่งในวิชาลอบสังหารวิญญาณ ‘เฉือนดวงจิต’ อยู่หรือไง?”
“…”
สมาชิกกลุ่มโทรเลขคนอื่นๆ ต่างพากันประท้วง
“เรื่องก่อนหน้านั้น ผมรวบรวมข่าวกรองได้เพียงพอแล้ว พวกเราควรนัดพบกัน”
“อีกอย่าง ข้อเสนอแลกเปลี่ยนสิ่งของกับเรื่องราว สามารถดำเนินการต่อได้แล้ว ทางเบื้องบนอนุญาตแล้ว”
ฟรังก้าอึ้งไปชั่วขณะ มือเร็วกว่าปากรีบพิมพ์ตอบกลับไป
“กว่าจะตัดสินใจกันได้ ไม่นานไปหน่อยหรือ? ฉันลืมเรื่องนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ…”
เป็นลูเมี่ยนต่างหากที่อยากรู้เรื่องราวของสมบัติปิดผนึกรูปลักษณ์มนุษย์นั่น มิใช่เธอ
‘007’ ส่งโทรเลขมาด้วยน้ำเสียงจนปัญญา
“เลี่ยงไม่ได้หรอก องค์กรเก่าแก่ขนาดใหญ่ ขั้นตอนภายในย่อมเชื่องช้าเป็นเต่าคลาน”
“ใช่ๆๆ ขอเพียงเป็นองค์กรเก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทางการหรือองค์กรลับ ต่างก็ล้วนเหมือนกันหมด แต่ละขั้นตอนช่างยุ่งยากเหลือหลาย!” สมาชิกกลุ่มโทรเลขอีกผู้หนึ่งนาม ‘ราชันจันทรา’ แสดงความเห็นพ้อง
หลังจากนัดหมายกับ ‘007’ ว่าจะพบกันในค่ำคืนวันพรุ่ง เพื่อส่งมอบข้อมูลของโมรัน·อาวินี และหารือแผนลอบสังหารเบื้องต้น ฟรังก้าก็ลุกขึ้นยืน ยืดเส้นยืดสายบริเวณเอว
เธอจดบันทึกสองเรื่องที่ ‘007’ กล่าวถึงลงในจดหมาย จากนั้นจึงจัดเตรียมพิธีกรรม อัญเชิญผู้ส่งสารของลูเมี่ยน ‘ผู้สำนึกบาป’ บายินเฟล ให้ปรากฏกาย
…………
ทวีปใต้ เมืองทิซาโม
ลูเมี่ยนที่กำลังจะไปนอนพักที่เรือนของ ‘ฮิโซกะ’ เห็นผู้ส่งสารของตนก้าวออกมาจากความมืด ส่งจดหมายฉบับหนึ่งมาให้
หลังจากลูเมี่ยนรับจดหมายแล้ว ก็พบว่า ‘ผู้สำนึกบาป’ บายินเฟลมิได้จากไปโดยพลัน มิได้เร่งรีบกลับสู่โลกวิญญาณดังเช่นทุกครา หากแต่ค่อยๆ กวาดสายตามองโดยรอบอย่างเชื่องช้า
……………………………………………………..