ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 666 ข่าวสารใหม่
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 666 ข่าวสารใหม่
ตอนที่ 666 ข่าวสารใหม่
ลูเมี่ยนแทบไม่เคยเห็น ‘ผู้สำนึกบาป’ บายินเฟลแสดงอาการผิดวิสัยเช่นนี้มาก่อน จึงเอ่ยถามด้วยความคาดหวังและใคร่รู้
“พบเห็นสิ่งใดหรือ?”
บายินเฟลผู้สวมเสื้อคลุมดำของนักบวช ร่างกายไหม้เกรียมไปทั้งตัว บางส่วนห่อหุ้มด้วยเพลิงสีดำ หันกลับมาตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า
“รัตติกาลปกปิดบาปที่หลั่งไหล”
เมื่อกล่าวจบ ‘ผู้สำนึกบาป’ ก็ก้าวเข้าสู่ความว่างเปล่า หายวับไปจากห้อง
รัตติกาลปกปิดบาปที่หลั่งไหล…ที่เน้นย้ำถึงราตรีกาล ก็เพราะต้องรอยามดึกสงัดเสียก่อน จึงจะเข้าสู่แดนฝันพิเศษนั้นได้หรือ? แล้วบาปที่หลั่งไหลหมายถึงสิ่งใดกัน? คนพวกนี้ชอบเอาแต่พูดจากำกวม สื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจง่ายๆ ไม่เป็นกันหรือ? ลูเมี่ยนตัดพ้อในใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนแกะจดหมายจากฟรังก้าแล้วรีบอ่าน
หากจะว่ากันตามตรง เวลาผ่านไปเนิ่นนานถึงเพียงนี้ ความปรารถนาที่จะล่วงรู้ถึงอดีตอันขมขื่นของสมบัติปิดผนึกในร่างมนุษย์นั่น ได้จางหายไปมิใช่น้อยแล้ว ส่วนหนึ่งก็เพราะในเวลานั้น เด็กหนุ่มเพียงรู้สึกว่าสภาวะของอีกฝ่ายช่างคล้ายคลึงกับตน จิตใจจึงสะท้อนสะเทือน ถึงได้เสนอความคิดออกไป ทว่าบัดนี้ ความรู้สึกดังกล่าวได้ตกตะกอนลงสู่ห้วงลึกไปแล้ว
แน่นอนว่า เพียงแค่ตกตะกอน ยังมิได้สูญสลายไป ลูเมี่ยนคว้ากระดาษจดหมายแผ่นใหม่ออกมา บรรจงบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน ตั้งใจจะส่งถึงมาดามเมจิกเชี่ยนในยามเที่ยงวันพรุ่งนี้
ส่วนเรื่องที่ว่า ผู้ถือไพ่อาร์คาน่าใหญ่รายนี้จะตอบตกลงหรือไม่ จะยินยอมทำการแลกเปลี่ยนอันไม่สมน้ำสมเนื้อครั้งนี้หรือไม่ ลูเมี่ยนเองก็ไม่มั่นใจนัก เพียงแต่สัมผัสได้ว่า เหล่าผู้ถือไพ่อาร์คาน่าใหญ่แห่งชุมนุมทาโรต์ คงไม่อยากครอบครองสมบัติสำคัญที่ศาสนาจารีตทำสูญหายไปสักเท่าไร การฉวยโอกาสเด็ดขนห่านสักเล็กน้อย คือทางเลือกที่มีโอกาสเป็นไปได้ค่อนข้างมากทีเดียว
เมื่อออกจากโรงแรมบริโอ ลูเมี่ยนมองไปยังมุมถนนอันมืดมิดอย่างสงบนิ่ง จากบริเวณที่แสงจันทร์สีชาดส่องไปไม่ถึง กามูส์ในเสื้อกั๊กสีเหลืองก้าวออกมา ข้างกายมีเรียห์ สมาชิกหน่วยลาดตระเวนท้องถิ่น ผู้สวมเกราะหนังพาดธนูล่าสัตว์ติดตามมาด้วย
“ทำไมวันนี้ถึงมีสองคนล่ะ?” ลูเมี่ยนเอ่ยพลางหัวเราะในลำคอ ก่อนก้าวเดินไปยังที่ตั้งของบ้านฮิโซกะ
กามูส์สูดลมหายใจเข้าลึก ฝืนข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่านอย่างฉับพลัน แล้วเดินตามหลังหลุยส์·แบรีเยื้องซ้าย พลางตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
“อีกไม่กี่วันก็ถึงวันที่ 17 แล้ว อาจเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นเมื่อใดก็ได้ ไม่ควรปฏิบัติภารกิจตามลำพังอีกต่อไป”
หลังจากรวบรวมข่าวกรองต่างๆ อย่างมีจุดมุ่งหมายและทิศทาง หน่วยลาดตระเวนก็พบความผิดปกติบางประการ จนทำให้กามูส์รู้สึกว่า การพำนักอยู่ในเมืองทิซาโมมิใช่เรื่องที่ฉลาดนัก จิตใจจึงตกอยู่ในภาวะเคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลา
เขารู้สึกราวกับตนเองกลายเป็นวัยกลางคนไปแล้ว ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งมากมาย ก่อให้เกิดความรู้สึกกดดันอย่างยิ่ง
ลูเมี่ยนเลิกคิ้วข้างขวา
“โฮ่ ค้นพบจุดเชื่อมโยงของวันที่ 17 เร็วดีนี่”
“พวกเรามิใช่คนโง่” ในที่สุดกามูส์ก็อดรนทนไม่ไหว ตอบกลับว่า “นี่เป็นปัญหาที่ประจักษ์ชัด เมืองทิซาโมถูกโจมตีเมื่อปีที่แล้วก็ในวันที่ 17 ธันวาคม ส่วนปีก่อนๆ นั้น…”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ เขาก็ปิดปากเงียบ
เขาพบว่ายามอยู่เคียงข้างหลุยส์·แบรี ตนมักจะวนเวียนสลับไปมาระหว่างสภาวะวัยกลางคนที่ถูกบีบให้ต้องสงบเสงี่ยม กับช่วงวัยรุ่นที่ยากจะควบคุมอารมณ์
ลูเมี่ยนถามด้วยความสนใจใคร่รู้ว่า
“แล้วปีก่อนๆ เป็นยังไง?”
กามูส์นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยตอบ
“อาศัยความร่วมมือจากโบสถ์นักบุญฌอน พวกเรามีโอกาสได้ดูบันทึกการฌาปนกิจของเมืองทิซาโมตลอดช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา จนค้นพบปรากฏการณ์ประหลาดอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ กว่าแปดในสิบของบันทึกการเสียชีวิต จะกระจุกตัวอยู่ในช่วงสามเดือนหลังจากกลางเดือนธันวาคม”
“ที่นี่ไม่เหมือนกับหลายแห่งในทวีปเหนือ ที่มีฤดูหนาวอันเย็นยะเยือก ยากที่ผู้สูงวัยและผู้มีร่างกายอ่อนแอจะผ่านพ้น อีกทั้งแม้จะมีฤดูกาล ช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงปลายเดือนมีนาคมก็ยังนับเป็นฤดูร้อน
“ปรากฏการณ์นี้นับว่าผิดวิสัยอย่างยิ่ง”
ลูเมี่ยนบรรจงก้าวเดินไป พลางผงกศีรษะรับแล้วเอ่ยถาม
“อัตราการเสียชีวิตในเมืองทิซาโม สูงกว่าที่อื่นๆ หรือไม่?”
“สูงกว่ามากทีเดียว แต่นั่นเกิดจากการโจมตีของชนเผ่าดั้งเดิมในป่าทึบเป็นหลัก อีกทั้งพวกเรายังพบว่า การโจมตีของชนเผ่าดั้งเดิมนั้น ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในช่วงสามเดือนหลังกลางเดือนธันวาคมเช่นกัน ราวสองถึงสามครั้ง ทว่านับตั้งแต่การโจมตีเมื่อวันที่ 17 เดือนธันวาคมปีที่แล้วจวบจนปัจจุบัน กลับไม่มีการโจมตีเกิดขึ้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว ดูยังไงก็ไม่ชอบมาพากลจริงๆ” กามูส์รู้สึกกังวลว่า อีกไม่กี่วันนี้อาจเกิดการโจมตีครั้งใหญ่
“หึๆ ถ้าคำนึงจากการโจมตีของชนเผ่าดั้งเดิม ก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมการตายส่วนใหญ่ถึงกระจุกตัวอยู่ในช่วงสามเดือนแรก แล้วยังมีความผิดปกติอื่นๆ อีกบ้างไหม?” ลูเมี่ยนถามด้วยท่าทีราวกับกำลังเดินเล่น
ผู้ที่ตอบเด็กหนุ่มคือ เรียห์ที่เดินตามหลังอย่างเงียบงัน
สตรีเจ้าของผิวพรรณสีน้ำตาลและผมสีน้ำตาลเข้ม ผู้งดงามด้วยเสน่ห์แห่งความดิบ เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“ในช่วงครึ่งปีแรก มีสตรีหลายคนทั้งในเมืองและในไร่ ทยอยแสดงอาการคลื่นไส้ เปรี้ยวท้อง ท้องอืด และอาการอื่นๆ ราวกับตั้งครรภ์ ทุกคนล้วนคิดว่าตนถูกวิญญาณร้ายก่อกวน อาจให้กำเนิดทารกอัปมงคล แต่ความจริงแล้วไม่มีใครตั้งครรภ์แม้แต่คนเดียว ทั้งหมดล้วนเป็นเพียงภาพลวงตา หลวงพ่อคาลีได้ประกอบพิธีมิสซา ทำพิธีชำระล้างอย่างง่ายให้พวกเธอ หลังจากได้รับการปลอบประโลมทางจิตใจ ทุกคนก็ฟื้นคืนสู่ภาวะปกติในเวลาอันรวดเร็ว”
“ทางเรายังสังเกตเห็นว่า ในหลายปีก่อนหน้านี้ เมืองทิซาโมก็มีเหตุการณ์คล้ายคลึงกันเกิดขึ้น มักเกิดในช่วงครึ่งปีแรก นอกจากนั้นยังมีกลุ่มคนที่เข้าใจว่าตนถูกปีศาจร้ายหรือวิญญาณเข้าสิง หรือถูกโจมตี มิใช่เพียงเรื่องการตั้งครรภ์เท่านั้น” กามูส์ช่วยเสริม
ลูเมี่ยนหยุดฝีก้าว
“อาการหลงผิดเป็นหมู่คณะเกิดขึ้นทุกปี ชาวเมืองและผู้คนจากไร่โดยรอบไม่รู้สึกแปลกประหลาดบ้างหรือ?”
เรียห์ในฐานะสมาชิกหน่วยลาดตระเวนท้องถิ่น อธิบายอย่างรวบรัดว่า
“ทุกคนล้วนเชื่อว่า เป็นฝีมือของชนเผ่าดั้งเดิมในป่าทึบนั่น”
“ทำไมถึงเชื่อแบบนั้น?” ลูเมี่ยนเดินเล่นยามราตรีต่อไป
เรียห์เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ราวกับสายเสียงเคยได้รับบาดเจ็บมาก่อน
“ในการกระทบกระทั่งครั้งแล้วครั้งเล่า พวกชนเผ่าดั้งเดิมแสดงให้เห็นถึงพลังควบคุมซากศพ วิญญาณ และเงาดำ อีกทั้งนักรบบางส่วนของพวกเขา แม้สิ้นชีพแล้วก็ยังคงปรากฏกายในรูปของดวงวิญญาณ เพื่อพิทักษ์เผ่าพันธุ์ของตนสืบไป”
ขอบเขตแห่งความตายสินะ…หึๆ เมื่อพิจารณาตามเหตุผลแล้ว ทุกอย่างก็ลงตัว น่าแปลกนักที่ชาวทิซาโมซึ่งย้ายออกไปอยู่ต่างถิ่น กลับไม่คิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องผิดปกติ จึงไม่ได้เอ่ยถึงเลย…ลูเมี่ยนเคยอ่านบันทึกเกี่ยวกับชนเผ่าดั้งเดิมเหล่านี้มาบ้าง แต่ก็ไม่ละเอียดเท่ากับที่เรียห์เล่า
หลังจากสอบถามถึงข่าวกรองล่าสุดที่หน่วยลาดตระเวนรวบรวมได้แล้ว ลูเมี่ยนก็หยุดยืนอยู่เบื้องหน้าบ้านของฮิโซกะ เอียงศีรษะมองเรียห์ผู้แบกธนูล่าสัตว์กับลูกศรไว้บนบ่าครู่หนึ่ง
“คุณเป็นชาวทวีปใต้ แต่มิได้เป็นชาวเมืองทิซาโมแต่กำเนิดสินะ?”
เรียห์พยักหน้ารับ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ
“ฉันเป็นชาวป่า มาจากเผ่าดั้งเดิมนามว่า ‘ปากา’ พวกเราดำรงชีวิตอยู่แถบใกล้หุบเขาเพิร์ธเป็นหลัก”
ป่าดั้งเดิมบนทวีปใต้นั้นกว้างใหญ่ไพศาล ปกคลุมอาณาเขตของรัฐพื้นเมืองหลายแห่ง จากบริเวณใกล้หุบเขาเพิร์ธไปจนถึงแถบรัฐมาตานี ระยะทางอาจไกลยิ่งกว่าจากหมู่บ้านกอร์ตูถึงทรีอาร์เสียอีก
‘ปากา’ ในภาษาตูทานแปลว่า ‘สายลม’
“แล้วคุณมาถึงรัฐมาตานีได้ยังไง?” ลูเมี่ยนเอ่ยถามด้วยความสนใจ
เรียห์หัวเราะในลำคอ
“ถูกขายมา”
เธอหยุดชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยต่อ
“สิบปีก่อน เผ่าของฉันถูกกองทัพอาณาจักรโลเอ็นโจมตี ตัวฉันถูกจับ และถูกขายต่ออีกหลายทอด จนมาถึงรัฐทางเหนือ ในภายหลังสบโอกาสหลบหนี จึงหนีมายังเมืองท่าไพลอส ได้รับความช่วยเหลือจากศาสนจักร มีงานทำ และต่อมาโชคดีได้เป็นผู้วิเศษ”
สมาชิกหน่วยลาดตระเวนท้องถิ่นผู้นี้ เล่าถึงอดีตด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่ได้เน้นย้ำถึงความทุกข์ทรมานที่อาจได้รับจากประสบการณ์ดังกล่าว ทั้งมิได้หลบเลี่ยงที่จะกล่าวถึง
ถึงว่าเธอศรัทธาในสุริยันเจิดจรัสอย่างเคร่งครัด…ลูเมี่ยนก้าวขึ้นบันไดภายนอกที่ทอดสู่ชั้น 2 เอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งเช่นกัน
“คุณเลือกใช้ธนูกับลูกศรแทนอาวุธปืน เป็นนิสัยติดตัวตั้งแต่เด็กหรือ?”
“ถูกต้อง เผ่าที่มีนามตามสายลม ล้วนเชี่ยวชาญการโก่งคันศร” ใบหน้าสีน้ำตาลอ่อนของเรียห์ฉายแววอ่อนโยนทันที
ลูเมี่ยนเหลียวกลับไปมองเธอครู่หนึ่ง
“เคยกลับไปเยือนบ้านเกิดบ้างไหม?”
เรียห์นิ่งเงียบอยู่หลายอึดใจก่อนตอบ
“พวกเขาตายไปหมดแล้ว…”
หลังจากสำรวจห้องที่กว้างขวางแต่เรียบง่าย และฟังเสียงสัตว์ป่าที่ดังก้องมาจากป่าดั้งเดิม ลูเมี่ยนก็นั่งขัดสมาธิลง
เขาเกือบจะบอกเรียห์ว่า “คนในเผ่าของคุณคงไม่ได้ตายกันหมดทุกคนหรอก ต้องมีบางส่วนถูกจับและถูกขายไป เช่นเดียวกับคุณเมื่อครั้งนั้น พวกเขาอาจยังมีชีวิตอยู่ ในไร่บางแห่ง ในเหมืองบางที่ หรือตามคาบาเร่ต์และบาร์ต่างๆ” แต่สุดท้ายก็ข่มใจไว้ได้
เด็กหนุ่มสามารถบอกได้ว่า เรียห์ได้ยอมรับชีวิตในปัจจุบันแล้ว และมีกำลังเพียงพอที่จะทำให้ชีวิตของตัวเองดีขึ้น จึงไม่ควรไปกระตุ้นให้เธอต้องท่องไปทั่วทวีปเหนือใต้ ฝ่าอันตรายนานัปการเพื่อตามหาญาติร่วมเผ่าที่เหลืออยู่
แค่ลองจินตนาการตามก็พบความยุ่งยากเต็มไปหมด ไม่เพียงร่องรอยจะมีน้อยนิด กระจัดกระจายในวงกว้าง ยังอาจเต็มไปด้วยภยันตราย ถึงทุ่มเทเวลาทั้งชีวิตก็อาจไม่สำเร็จ ใช่ว่าทุกคนที่มีประสบการณ์คล้ายคลึงกัน จะยอมสละชีวิตปกติสุขเพื่อตามหาเพื่อนร่วมเผ่าหรือแก้แค้น
เรียห์ก็คงคิดได้เช่นกันว่า ญาติร่วมเผ่าบางคนอาจยังมีชีวิตอยู่ แต่บางที คนสำคัญที่สุดสำหรับเธออาจตายไปแล้ว จึงเลือกที่จะพำนักอยู่ที่เมืองท่าไพลอสต่อไป
แต่ละคนย่อมมีทางเลือกของตน เราไม่ควรนำความยึดมั่นของตัวเองไปบังคับใคร…ลูเมี่ยนปรับอารมณ์ความรู้สึก ก่อนจะยิ้มมองไปยังกามูส์และเรียห์ที่ยังคงยืนอยู่
“พวกคุณอยากเห็นสถานที่ที่อาจใช้จัดเทศกาลฝันไหมล่ะ?”
“ที่ใดหรือ?” เรียห์ถามออกมาทันที
ส่วนกามูส์ขมวดคิ้ว
“ที่นี่หรือ?”
เขาคาดเดาอย่างรวดเร็ว
“ที่คุณแวะมานอนในบ้านหลังนี้ทุกค่ำคืน ก็เพื่อเข้าไปยังสถานที่จัดเทศกาลฝันหรือ?”
“ในแดนฝันพิเศษสินะ?”
ไหวพริบไม่เลวเลย…ลูเมี่ยนชื่นชมในใจ แต่ภายนอกยังคงยิ้มพลางเอ่ยตอบ
“อยากลองสัมผัสดูไหมล่ะ?”
กามูส์สบตากับเรียห์ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยปาก
“ผมจะเป็นคนลองเอง ส่วนเรียห์คอยระวังภัยรอบด้าน”
“ผมจะวางกับดักไว้เอง” ลูเมี่ยนลุกขึ้นยืน ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีวางกับดักเตือนภัยไว้รอบบริเวณ
จากนั้น เด็กหนุ่มจุดเทียนไล่ยุง วางไว้กลางห้องชั้นสองอันกว้างขวาง
ท่ามกลางเสียงแปะๆ ยุงที่ยังไม่ทันบินหนี ก็ร่วงหล่นลงพื้นพร้อมควันและเปลวไฟทีละตัวสองตัว
“นอนตรงนี้” ลูเมี่ยนนั่งขัดสมาธิอีกครั้ง กล่าวแก่กามูส์และเรียห์
เด็กหนุ่มได้พิสูจน์แล้วว่า ในยามดึกสงัด การนอนที่ใดก็ตามภายในบ้านของฮิโซกะ ล้วนช่วยให้เข้าสู่แดนฝันพิเศษนั่นได้ แต่หากนอนนอกบ้าน หรือนอนเร็วกว่านี้สักสองชั่วโมง ก็จะไม่เกิดผลใดๆ เลย
กามูส์กับเรียห์กึ่งเชื่อกึ่งสงสัย ต่างหาที่นั่งของตน พิงเสาไม้คนละต้น พยายามเข้าสู่ห้วงนิทรา
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด กามูส์ก็ตื่นขึ้นกะทันหัน
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาเขาคือราตรีกาลนอกหน้าต่าง รวมถึงแสงจันทร์แดงระเรื่อ โดยมีเทียนไล่ยุงที่ยังคงลุกไหม้ และหลุยส์·แบรีที่ยืนอยู่หลังแสงเทียน กำลังยิ้มมองเขาอยู่
นักผจญภัยคนดังสวมหมวกสานสีเหลืองทอง พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงอารมณ์ขัน
“ยินดีต้อนรับสู่เทศกาลฝัน”
……………………………………………………..