ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 669 ปล่อยให้เป็นไป
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 669 ปล่อยให้เป็นไป
ตอนที่ 669 ปล่อยให้เป็นไป
เมื่อนึกถึงว่า ฟรังก้ามีนัดกับ ‘007’ ในคืนนี้ เพื่อหารือเรื่องการรับมือกับโมรัน·อาวินี อีกทั้งตนเองก็จำต้องเดินทางกลับไปยังกรุงทรีอาร์ในวันพรุ่งนี้ เพื่อปรึกษาหารือเรื่องการแบ่งหน้าที่และรายละเอียดปลีกย่อย ลูเมี่ยนจึงตัดสินใจอัญเชิญกระต่ายเซียโซ ผู้ส่งสารของจินนา
หลังจากเขียนข้อเรียกร้องของมาดามเมจิกเชี่ยนลงบนกระดาษและพับให้เรียบร้อย ลูเมี่ยนก็จัดแจงพิธีกรรม อัญเชิญกระต่ายพิทยาพิเศษตัวนี้ให้ก้าวออกมาจากแสงเทียนอันริบหรี่
สิ่งแรกที่ปรากฏในสายตาของลูเมี่ยนคือ หมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูงใบจิ๋ว ซึ่งสวมคาดระหว่างหูทั้งสองข้างของกระต่าย ถัดมาคือแว่นตากรอบทองและเสื้อคลุมสีดำที่มีขนาดพอเหมาะกับร่างรางๆ ของสัตว์รูปกระต่าย และสุดท้ายคือปืนลูกโม่กระบอกเล็กสีดำเหล็ก ที่ถูกกุมไว้ในอุ้งมือ
ปืนลูกโม่เปล่งประกายโลหะวาววับ ลำกล้องหนาใหญ่ โม่กระสุนใหญ่ผิดปกติ แค่มองยังรู้ว่าหนัก แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับหมวกทรงสูง เสื้อคลุม และแว่นตากรอบทองที่ดูคล้ายกับภาพลวงตา
เมื่อได้เห็นกระต่ายเซียโซในสภาพนี้ ลูเมี่ยนก็เลิกคิ้วขึ้น
“นี่ปืนจริงหรือ?”
ดวงตาที่ซ่อนอยู่หลังเลนส์แว่นกรอบทองของกระต่ายเซียโซ เปล่งประกายคมกริบในพริบตา
“ใช่”
“จินนาสั่งทำให้แกหรือ?” ลูเมี่ยนซักถามต่อ
กระต่ายเซียโซตอบอย่างกระชับได้ใจความ
“เป็นค่าตอบแทนน่ะ”
น้ำเสียงฟังดูเย็นชาทีเดียว…มิสเชเลีย·เบลโล คุณได้คิดหรือไม่ว่า การกระทำเช่นนี้จะส่งผลอย่างไร? ไม่ เธอต้องไม่ได้คิดแน่! เพราะแม้แต่ฉันเองก็ไม่อาจรู้ได้ว่าจะเกิดผลเช่นไร เว้นเสียแต่จะปรึกษามาดามเมจิกเชี่ยนก่อน…ลูเมี่ยนรำพันเงียบงัน พลางยื่นจดหมายที่พับไว้ให้แก่กระต่ายเซียโซ
เมื่อเห็นว่าสิ่งมีชีวิตรูปกระต่ายที่เลียนแบบมนุษย์ผู้นี้ กำลังจะหมุนกายเดินกลับเข้าสู่แสงเทียน ราชานักแกล้งแห่งหมู่บ้านกอร์ตูก็อดไม่ได้ที่จะถามไถ่ด้วยความสนใจ
“แกยิงปืนเป็นไหม?”
กระต่ายเซียโซนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับรู้สึกละอายใจ
“ตอนนี้ยัง”
เอ้า เลิกทำตัวเย็นชาเหมือนเกอร์มัน·สแปร์โรว์แล้วหรือ? ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอพลางเอ่ยปาก
“ฉันเป็นเพื่อนของจินนา คราวนี้จะช่วยออกค่าส่งสารให้เอง”
“แกอยากเรียนยิงปืนไหม? ทั้งความรู้และการฝึกสอน”
กระต่ายเซียโซที่มีร่างสูงกว่ากระต่ายทั่วไป ตอบทันทีโดยไม่ลังเล
“ไม่มีปัญหา”
รอยยิ้มบนใบหน้าของลูเมี่ยนยิ่งชัดเจนขึ้น
หลังจากพาไปยังสถานที่สงบเงียบแห่งหนึ่งแถวชายป่าดั้งเดิม และสั่งสอนวิชายิงปืนให้กระต่ายเซียโซอย่างจริงจังเป็นเวลานาน ลูเมี่ยนก็ล้วงสองมือใส่กระเป๋า เดินย่างกรายกลับสู่เมืองทิซาโม ตั้งใจจะแวะดื่มชายามบ่ายที่ร้านกาแฟเพียงแห่งเดียวของเมืองนี้
ร้านกาแฟมีชื่อว่า ‘บูเนีย’ เพราะเถ้าแก่ก็มีนามว่าบูเนีย
เขาเป็นชายหนุ่มวัยยังไม่ถึงสามสิบปี เคยเป็นทั้งบริกรและเด็กฝึกที่ร้านกาแฟในเมืองท่าไพลอส ภายหลังเมื่อคิดได้ว่าในเมืองทิซาโมนั้น ทุกสุดสัปดาห์จะมีคุณชายคุณหญิงมากหน้าหลายตา เดินทางมาล่าสัตว์และพักผ่อน แต่กลับไม่มีร้านกาแฟที่แท้จริงเลยสักแห่ง จึงกลับมายังเมืองนี้ ดัดแปลงชั้นล่างของบ้านตัวเองให้เป็นร้านกาแฟกึ่งเปิดโล่ง
ลูเมี่ยนเดินผ่านโต๊ะและเก้าอี้ที่จัดวางเรียงรายริมถนน มาหยุดตรงหน้าเคาน์เตอร์ ยิ้มให้บูเนียผู้เป็นทั้งเถ้าแก่และบริกร พลางเอ่ยออกไปว่า
“มีกาแฟเฟอร์โม่ไหม?”
ผิวพรรณสีน้ำตาลของบูเนียไม่ถือว่าเข้มมาก โครงหน้าดูคล้ายลูกครึ่ง ผมดำมีลอนตามธรรมชาติ แต่บิดามารดาของเขาล้วนเป็นชาวเมืองทิซาโมโดยแท้ ทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและชาติกำเนิดล้วนพิสูจน์ได้
ชายหนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดผู้นี้ ยิ้มอย่างซื่อๆ พลางตอบด้วยภาษาอินทิสที่ไม่ค่อยคล่องนัก
“ขออภัยขอรับมิสเตอร์ ที่นี่ไม่มีกาแฟเฟอร์โม่”
ด้วยนิสัยชอบแกล้งคน ลูเมี่ยนก็แค่ถามไปอย่างนั้น จึงไม่ได้ผิดหวังแต่อย่างใด เพียงเปลี่ยนไปสั่งกาแฟคอสซาที่ผลิตในรัฐมาตานีแทน
เด็กหนุ่มเพิ่งจะได้เลือกโต๊ะนั่งและจิบของเหลวที่มีรสขมอมหวานได้ไม่นาน ก็เห็นกามูส์ผู้สวมกั๊กแบบเปิดอก และเรียห์ผู้สวมเกราะหนังเดินเข้ามาในร้านกาแฟ แต่ละคนสั่งกาแฟอินทิสและขนมข้าวโพดถั่ว ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเมืองทิซาโม
เมื่อเห็นเรียห์ บูเนียผู้เป็นโสดก็ยิ่งขวยเขิน ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามอง รีบวุ่นวายกับงานของตน
ขณะที่กามูส์และเรียห์เพิ่งได้รับกาแฟและขนมข้าวโพดถั่ว กำลังมองหาที่นั่ง ลูเมี่ยนก็ยกแขนขึ้นทักทาย
หลังจากกามูส์และเรียห์นั่งลงตรงข้ามเด็กหนุ่มอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก ลูเมี่ยนก็ยิ้มถามว่า
“ทำไมพวกคุณถึงดูเหนื่อยล้านัก?”
กามูส์มองนักผจญภัยผู้ร่าเริงตรงหน้า สูดลมหายใจเข้าแล้วบรรจงเอ่ยปาก
“พวกเราเพิ่งเสร็จงาน ในที่สุดก็ได้พักเสียที”
ทั้งที่เมื่อคืนยังต้องเฝ้าอยู่หน้าโรงแรมบริโอจนดึกดื่น!
“ตอนนี้ฉันอยากนอนหลับให้สบายสักตื่น” หลังจากที่ได้ร่วมสำรวจแดนฝันด้วยกันเมื่อคืน เรียห์ก็ไม่ได้เงียบขรึมเหมือนแต่ก่อน
“แล้วพวกคุณยังจะดื่มกาแฟอีก” ลูเมี่ยนตอบอย่างขบขัน
เขาสังเกตเห็นได้ชัดว่า ทั้งเรียห์และกามูส์ ต่างก็ไม่มีพละกำลังเฉกเช่น ‘ผู้ไร้หลับ’
“ผมอยากฝืนให้ได้จนถึงมื้อค่ำก่อนค่อยนอน” กามูส์เอ่ยพร้อมถอนหายใจ
ส่วนเรียห์นั้นส่ายหน้า
“กาแฟไม่มีผลอะไรกับฉันหรอก”
หลังจากพูดคุยเรื่อยเปื่อยอยู่ครู่หนึ่ง เรียห์ก็กินขนมข้าวโพดถั่วและดื่มกาแฟหมด แล้วกลับไปพักที่ชั้นบนของกองบัญชาการตำรวจซึ่งอยู่ไม่ไกล ส่วนกามูส์ยังคงนั่งทิ้งตัวอยู่บนเก้าอี้พนักพิง จิบกาแฟเป็นระยะ
“เลอาซามาถึงแล้วหรือ?” ลูเมี่ยนถามพร้อมรอยยิ้ม
กามูส์นิ่งไปครู่หนึ่ง
“มาแล้ว คืนนี้ผู้ที่จะติดตามคุณ คือเขา เมสโล และโลบัน สองจากในสามคนนี้”
ส่วนโคโลโบนั้น ไม่จำเป็นต้องเข้าเวร แค่มองยังไม่กล้าเลย แล้วจะสอดส่องดูแลได้อย่างไร?
ขณะกำลังสนทนากันอยู่นั้น ลูเมี่ยนก็เห็นมิสอมันดีนแห่งคฤหาสน์ต้นปาล์ม กำลังจูงม้าเขาเดียวพันธุ์เตี้ย เดินมาด้วยอารมณ์อันแจ่มใสจนถึงด้านนอกร้านกาแฟบูเนีย
สาวน้อยผู้มีดวงตาสีครามผู้นี้ มาในชุดล่าสัตว์สีขาวครีม ผมดำถูกรวบขึ้นเป็นมวยครึ่งศีรษะอย่างเรียบง่าย
หลังจากโยนแส้ม้ากับบังเหียนให้บุรุษรับใช้ผิวสีน้ำตาลเข้ม เธอก็เดินไปยังเคาน์เตอร์พร้อมกับสาวใช้ที่ดูเหมือนจะเป็นชาวอินทิสเช่นกัน
ระหว่างทาง เธอตอบรับการทักทายของเหล่าสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีในร้านกาแฟด้วยความร่าเริง และทักทายชาวเมืองหลายคนที่กำลังดื่มกาแฟราคาถูกอยู่
เมื่อเห็นสายตาของกามูส์จับจ้องตามสาวน้อยผู้นั้นไม่วาง ลูเมี่ยนก็เอ่ยล้อเลียนว่า
“คุณอยากประลองกับคู่หมั้นของเธอหรือ?”
“ไม่ ผมไม่ใช่คนเช่นนั้น” กามูส์ตอบกลับด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ก็ต้องยอมรับตามตรง ว่าเธอดึงดูดใจผมเหลือเกิน แต่เธอได้หมั้นหมายกับมิสเตอร์โรเบิร์ตแล้ว นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างครอบครัว ผมจะไม่เป็นต้นเหตุที่ทำให้ครอบครัวคนอื่นร้าวฉาน”
พวกคุณชาวเฟเนพ็อตนี่นะ…ลูเมี่ยนถอนหายใจด้วยความรู้สึกตื้นตัน มิใช่เยาะเย้ย
ค่านิยมเช่นนี้ ช่างตรงตามตำราของชาวเฟเนพ็อตเหลือเกิน
แน่นอน มิใช่ว่าชาวเฟเนพ็อตทุกคนจะมีค่านิยมดังกล่าว
เห็นลูเมี่ยนไม่ตอบสนอง กามูส์จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“อย่าได้คิดหมายปองเธอเชียว”
ลูเมี่ยนมองชายหนุ่มตระกูลกาสตีญ่าผู้นี้ด้วยความขบขัน รอคอยให้อีกฝ่าย ‘อธิบาย’ เพิ่มเติม
กามูส์ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ผมทราบดี พวกคุณชาวอินทิสไม่เคยถอยห่างเพียงเพราะอีกฝ่ายมีคู่หมั้นหรือสามี บางทีอาจกลับคิดว่ายิ่งน่าตื่นเต้นเสียด้วยซ้ำ แต่พวกคุณมักไล่ตามเพียงสุขสมชั่วครู่ น้อยนักที่จะยอมรับผิดชอบ ทุกครั้งเมื่อสมปรารถนา พอใจแล้วก็จากไป ทิ้งให้สตรีผู้นั้นเผชิญกับซากปรักหักพังทั้งมวลเพียงลำพัง”
“ชาวอินทิสไม่ได้เป็นแบบนั้นทุกคน” ลูเมี่ยนส่ายหน้าพลางยิ้ม
แต่กับชาวทรีอาร์แล้วไม่แน่…อีกอย่าง เรื่องแบบนี้ ไม่มีฝ่ายใดไร้เดียงสาหรอกนะ…เด็กหนุ่มเสริมในใจสองประโยค
อมันดีนผู้เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาและท่าทางซุกซน พาสาวใช้เดินผ่านโต๊ะของกามูส์และลูเมี่ยน
“ฉันชื่ออมันดีน แล้วคุณ?”
“หลุยส์·แบรี” ลูเมี่ยนตอบพร้อมรอยยิ้ม
อมันดีนพยักหน้ารับ แล้วทันใดนั้นก็หัวเราะ
“คุณต้องเพิ่งมาจากทรีอาร์แน่ๆ เพราะดูแตกต่างจากผู้คนที่นี่ชัดเจน”
“เปล่าหรอก ผมมาจากหมู่บ้านทางใต้” ลูเมี่ยนเปลี่ยนมาใช้ภาษาอินทิสที่แฝงสำเนียงดาลีแอชอยู่เล็กน้อย
อมันดีนมิได้ผิดหวัง กลับถามถึงขนบธรรมเนียมประจำแคว้นทางใต้ของสาธารณรัฐอินทิสอย่างร่าเริงสองสามคำ ก่อนพาสาวใช้ไปยังโต๊ะมุมห้อง
กามูส์มองการสนทนาของทั้งสอง อ้าปากค้างไว้ครู่หนึ่ง แล้วหุบปากลง
…………
ณ เขตหอรำลึก กรุงทรีอาร์
จินนากำลังขดตัวอยู่บนโซฟา พลิกอ่านนิยายที่มีองค์ประกอบเกี่ยวกับแม่มด ซึ่งเพิ่งซื้อมาหลายเล่ม
ทันใดนั้น เธอเห็นกระต่ายเซียโซปรากฏกายเบื้องหน้า ยื่นจดหมายฉบับหนึ่งมาให้
มองดูสิ่งมีชีวิตร่างกระต่ายที่ชวนให้รู้สึกพิลึกพิลั่นและน่ารักน่าชังตรงหน้า จินนาเปิดจดหมายพลางถามอย่างจริงจัง
“คุณจะเลือกค่าตอบแทนเอง หรือให้ฉันเลือกหนังสือให้สักเล่ม?”
“ลูเมี่ยน·ลีจ่ายค่าตอบแทนแล้ว” กระต่ายเซียโซตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่จริงใจยิ่ง
‘แม่มด’ จินนาพลันรู้สึกไม่สบายใจทันที
“เขาจ่ายด้วยอะไร?”
“เขาสอนวิชายิงปืนให้ข้า และช่วยฝึกฝนจนชำนาญขั้นต้นแล้ว” กระต่ายเซียโซพลันยกปืนลูกโม่สั่งทำพิเศษในมือขึ้น แล้วเล็งไปทางประตูด้านหลังจินนา ก่อนจะลดปืนลงอย่างรวดเร็ว
บัดซบ! มิสเตอร์ลูเมี่ยน·ลี คุณไม่คิดบ้างหรือว่าการกระทำของตัวเองจะส่งผลแบบใด? จินนารำพันเงียบ ทั้งโมโหทั้งขบขัน
แต่เรื่องก็เกิดขึ้นแล้ว เธอมิอาจขัดขวางได้
ดวงตาหลังเลนส์แว่นของกระต่ายเซียโซพลันเปล่งประกายร้อนแรง
“ตกลง!”
…………
ณ เมืองทิซาโม ราตรีกาลมาเยือนแต่หัววัน ความมืดมิดปกคลุมพื้นที่แถบนี้จนทั่ว
ลูเมี่ยนยืนอยู่ในตัวบ้านของ ‘ฮิโซกะ’ เหลือบมองรองหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนแห่งเมืองท่าไพลอสผู้มีบุคลิกเย็นชา เลอาซา และหัวหน้าทีมลาดตระเวนท้องถิ่นที่ทาหน้าด้วยสีขาว เมสโล พลางสั่งการประหนึ่งออกคำสั่งลูกาโน
“ระวังเหตุไม่คาดฝันเอาไว้ด้วย”
ครั้งนี้ เขาใช้ภาษาตูทาน
“ตกลง” เมสโลมิใช่เพิ่งเคยร่วมงานกับหลุยส์·แบรี จึงคุ้นเคยกับลักษณะนิสัยของเขาดี
เลอาซาในชุดสูทตัวเองมิได้เอ่ยวาจาใด สื่อเป็นนัยว่าไม่มีปัญหากับอีกฝ่าย
ลูเมี่ยนหยิบแว่นส่องความลับสีน้ำตาลอ่อนออกจากกระเป๋านักเดินทาง
สิ่งแรกที่เด็กหนุ่มต้องทำในค่ำคืนนี้คือ อาศัยวัตถุประหลาดชิ้นนี้สำรวจตัวบ้านของ ‘ฮิโซกะ’ จากมุมมองต่างๆ เพื่อดูว่าจะพบต้นตอของความผิดปกติได้หรือไม่
หลังจากตรวจสอบสภาพและการเตรียมพร้อมของตนอีกครั้ง ลูเมี่ยนก็สวมแว่นกรอบทองสีน้ำตาลอ่อนลงบนสันจมูก
ความรู้สึกวิงเวียนอันคุ้นเคยมาเยือนตามคาด ทุกสิ่งรอบกายปรากฏเข้าสู่ดวงตาของลูเมี่ยนในรูปแบบที่ถูกแยกชิ้นส่วนและประกอบเข้าด้วยกันใหม่
เด็กหนุ่มเห็นแมลงมีพิษที่คืบคลานไปทั่ว ‘ท้องฟ้า’ เห็นผนังสองด้านที่ราวกับกำลังเต้นรำเป็นวงกลม เห็นแอ่งน้ำใต้ดินที่ดูดกลืนแสงสว่างทั้งมวลในส่วนลึกผืนดิน
……………………………………………………..