ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 671 เริ่มต้น
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 671 เริ่มต้น
ตอนที่ 671 เริ่มต้น
เมื่อได้ยินบูเนียกล่าวเช่นนั้น เรียห์ถึงกับตะลึงงันจนหลงลืมความโกรธ
เธอมิใช่สตรีไร้เดียงสา ทั้งเคยเผชิญเหตุการณ์ทำนองนี้มาแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้เธอตกตะลึงคือ บุรุษที่ตนเคยมองว่ามีภาพลักษณ์อันน่านับถือผู้นี้ กลับแสดงสีหน้าพลางเอ่ยวาจาเช่นนี้ออกมา
อีกทั้ง ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขายังไม่อาจนับว่าเป็นมิตรสหายได้ด้วยซ้ำ!
ชั่วขณะหนึ่ง เรียห์อดสงสัยมิได้ว่า ตัวเองอาจยังฝันอยู่ หรือไม่ก็ลองมองโลกในแง่บวกดูว่า บูเนียอาจได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจ จนเกิดความผิดปกติทางประสาท หรือไม่ก็อาจเป็นโรคประสาทหลอนเนื่องจากเทศกาลฝันใกล้มาเยือนแล้ว
ขณะที่เรียห์ยังคงจมอยู่ในห้วงแห่งความสงสัย บูเนียกลับยิ่งแย้มยิ้มอย่างลามกจกเปรต
เขายื่นสองมือออกมา พยายามเอื้อมข้ามเคาน์เตอร์เพื่อคว้าหน้าอกของเธอไว้
เรียห์โน้มกายถอยหลังด้วยสัญชาตญาณ พยายามหลบหลีกให้พ้น
ครั้นบูเนียคว้าไม่ถึง ก็รีบชักมือกลับไป แล้วยันเคาน์เตอร์เพื่อกระโจนเข้าใส่ ท่ามกลางเสียงกระทบกันของถ้วยกาแฟและโถแก้ว เขาพุ่งตัวเข้าหาเรียห์ที่กำลังเอนกายหลบอยู่
การตอบสนอง การเลือกจังหวะ และพละกำลังของอีกฝ่าย ล้วนอยู่นอกเหนือการคาดคะเนของเรียห์ จึงมีเวลาไม่มากพอที่จะปลดธนูล่าสัตว์กับลูกศรที่สะพายหลังอยู่ ทำได้เพียงโน้มเอวไปด้านหลังตามแรงส่ง โดยที่เท้าขวาเป็นราวกับปลายอีกด้านของไม้กระดก เตะเสยขึ้นอย่างว่องไว กระแทกเข้าท้องน้อยของบูเนียพอดิบพอดี ส่งร่างเถ้าแก่ร้านกาแฟที่นิสัยกลับตาลปัตรผู้นี้ลอยกระเด็นออกไป
ในเวลาเดียวกัน ความคิดหนึ่งแล่นผ่านห้วงคำนึงของเรียห์
“เขาเสียสติไปแล้วจริงหรือ?”
โครม! บูเนียล้มลงด้านข้างเคาน์เตอร์
เรียห์ออกแรงที่เอวและแผ่นหลัง ยืดกายเหยียดยืนตรง จากนั้นจึงปลดธนูล่าสัตว์ลง สอดลูกธนูเข้าตำแหน่ง แล้วเล็งไปยังบูเนียที่เพิ่งพลิกกายลุกขึ้น
บูเนียพลันเผยสีหน้าหวาดผวาในทันที ร่างกายแข็งค้างไปชั่วอึดใจ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเว้าวอน
“อ…อย่าฆ่าผมเลยนะ!”
ยามมองดูใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความอ้อนวอนและหวาดผวานั่น เรียห์รู้สึกว่าบูเนียผู้นี้ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้า จึงทำเพียงง้างลูกศรที่พาดบนสายธนูเอาไว้ ไม่ยอมปล่อยออกไปเสียที
…………
บนถนนที่ทอดจากป่าดั้งเดิมเข้าสู่เมืองทิซาโม ลูเมี่ยนเหลียวมองบ้านเรือนสองฝั่งที่ทยอยจุดโคมไฟ แล้วแค่นหัวเราะเย้ยหยันว่า
“นี่น่ากลัวแล้วหรือ?”
การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทำนองนี้ มิใช่ครั้งแรกที่เด็กหนุ่มเคยพบพาน ในทรีอาร์ยุคที่สี่นั้น เขาก็เคยประสบเหตุการณ์คล้ายคลึงกันมาก่อน โดยในคราวนั้น มิใช่เพียงเมืองที่มืดมิดกลับมีแสงสว่าง หากแต่ทั้งทรีอาร์ยุคที่สี่ได้แปรเปลี่ยนจากความเงียบงันสู่ความเคลื่อนไหว จากความวังเวงสู่ความอึกทึก ราวกับทุกสิ่งมีชีวิตชีวาขึ้นมา
เผชิญหน้ากับความผิดปกติตรงหน้า ลูเมี่ยนย่อมประหลาดใจอยู่บ้าง และเพิ่มความระแวดระวังขึ้นหลายส่วน ทว่าก็มิได้เสียขวัญอะไรนัก เพียงแค่สอดส่ายสายตาสังเกตรอบกายอย่างไม่รีบร้อน
เด็กหนุ่มพบว่าเลอาซากับเมสโลหายตัวไป สมาชิกหน่วยลาดตระเวนทั้งสองที่ควรจะติดตามอยู่ด้านหลังตน บัดนี้หายไปไหนก็สุดจะรู้
“ในเมื่อสามารถทำให้ผู้วิเศษสองคนหายตัวไปต่อหน้าต่อตาเราได้โดยไร้สุ้มเสียง ก็ย่อมสามารถทำให้เราหายตัวไปในลักษณะเดียวกันได้…อีกนัยหนึ่งก็คือ เราคงได้รับผลกระทบไปด้วย ความเลือนรางเมื่อครู่คงเป็นสัญญาณจากภายนอก…”
“หากมองในแง่ของศาสตร์เร้นลับ เมื่อเมืองที่เข้าสู่ห้วงนิทราแต่หัววัน กลับจุดโคมไฟขึ้นอีกครั้งโดยไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติไปกระตุ้น มันคือสัญญาณของการก้าวเข้าสู่ฉากใหม่ เป็นฉากที่เชื่อมโยงกัน แต่แตกต่างไปจากเดิม…”
“หรือนี่จะเป็นการบังคับให้เข้าสู่ความฝัน?”
“เทศกาลฝันเริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้วหรือ?”
“เราไม่ได้นอนในบ้านของฮิโซกะแท้ๆ ทำไมถึงยังมีสติรู้ตัวอยู่ล่ะ?”
ลูเมี่ยนเชื่อมโยงกับปัญหาที่กำลังสืบสวนอยู่ จนคาดเดาสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างฉับไว
ทันใดนั้นเอง จากทางด้านหน้าเยื้องๆ เด็กหนุ่มมองเห็นร่างหนึ่งบนกระจกหน้าต่างที่ถูกแผ่นไม้และวัชพืชห้อมล้อม
เป็นบุรุษท้องถิ่นอายุราวสี่สิบปีเศษ ผิวสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาสีน้ำตาลอ่อน ผมดำสนิท ริมฝีปากค่อนข้างหนา
ลูเมี่ยนเคยพบเขามาก่อน อีกฝ่ายทำงานเป็นไกด์ล่าสัตว์ มีหน้าที่พาคุณหญิงคุณชายจากเมืองท่าไพลอสเข้าไปในป่าเพื่อล่าสัตว์
ลูเมี่ยนยังจำได้ด้วยว่า เขามักประดับรอยยิ้มประจบประแจงไว้บนใบหน้าเสมอ ไม่ว่าผู้ใดจะกล่าวสิ่งใด ก็ตอบรับว่า ‘ใช่ๆๆ’ โดยไม่เคยโกรธเคืองเมื่อถูกคุณหญิงคุณชายทั้งหลายตำหนิ
เมื่อเห็นลูเมี่ยน ไกด์ล่าสัตว์ผู้นี้ก็ยกมุมปากขึ้น เผยรอยยิ้มแฝงความโหดเหี้ยม
เขาผลักหน้าต่างเปิดออกอย่างแรง แล้วยกมืออีกข้างขึ้น ในมือถือปืนล่าสัตว์สองลำกล้อง
“ไปตายซะ ไอ้พวกสุนัขจากทวีปเหนือ!”
ไกด์ล่าสัตว์ตวาดด่า พลางเล็งปืนล่าสัตว์สองลำกล้องใส่ลูเมี่ยน แล้วเหนี่ยวไกทันทีโดยไม่ลังเล
ปัง!
ลูกตะกั่วหลายนัดพุ่งกระจายเป็นรูปกรวย ปกคลุมพื้นที่เป้าหมาย
ในจังหวะที่ไกด์ล่าสัตว์ประทับปืนเล็ง ลูเมี่ยนก็พลิกกายพุ่งออกด้านข้าง กลิ้งตัวต่อเนื่องไปจนถึงริมถนนอีกฟาก
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาเด็กหนุ่มคือฝูงวัว แกะ และม้า ที่เมื่อครู่ยังสงบนิ่งอยู่
บัดนี้ ดวงตาของเหล่าสรรพสัตว์ราวกับมีเลือดเอ่อคั่ง
ลูเมี่ยนยันมือข้างเดียวแล้วกระโดดขึ้น ท่ามกลางเสียงร้องอันแหลมสูงของฝูงวัว แกะ ท่ามกลางการเล็งครั้งที่สองของไกด์ล่าสัตว์ เด็กหนุ่มกระโดดขึ้นไปยังช่วงกลางของบันไดที่ทอดสู่ชั้น 2
เสียงร้องโหยหวน ‘อ๊า’ ดังขึ้นอย่างฉับพลัน แล้วก็ขาดหายไปในทันใด
ประตูห้องบนชั้น 2 ถูกเปิดออก เบื้องหน้าลูเมี่ยนคือชายหนุ่มที่เนื้อตัวเปื้อนเปรอะด้วยเลือดสดสีแดงฉาน ในมือกำขวานเล่มใหญ่ที่ยังมีเลือดหยดติ๋งๆ ด้านหลังของอีกฝ่ายมีร่างของชายในวัยห้าสิบกว่า กำลังนอนจมกองเลือด บาดแผลฉกรรจ์ตรงไหล่และลำคอฉีกขาดยับเยินลงไปถึงทรวงอก
ลูเมี่ยนที่เที่ยวสำรวจเมืองทิซาโมมาหลายวันแล้ว ย่อมคุ้นหน้าคุ้นตาสองคนนี้เป็นอย่างดี
ชายที่นอนตาเหลือกอยู่บนพื้นคือ ช่างฝีมือเครื่องหนังประจำเมืองทิซาโม ผู้รับซื้อหนังสัตว์ป่าจากเหล่าคุณชายคุณหญิงและนักล่าในเมืองที่ไม่อยากชำแหละเอง เพื่อนำมาแปรรูปและจำหน่าย
ชายถือขวานคือบุตรชายคนโตของเขา ผู้ศึกษาวิชาฟอกหนังและการตกแต่งเครื่องหนังจากบิดา เป็นหนุ่มน้อยว่านอนสอนง่าย ส่วนบิดาก็มิใช่ช่างฝีมือโบราณที่ชอบทุบตีด่าทอแต่อย่างใด
นี่คือลักษณะเฉพาะตัวของชาวเมืองทิซาโม อ่อนโยน สงบเสงี่ยม ไม่แสดงอารมณ์รุนแรง
ทว่าบัดนี้ บุตรชายคนโตของช่างฝีมือเครื่องหนัง ดูเหมือนจะเพิ่งสังหารบิดาของตัวเองไป
เมื่อชายหนุ่มเห็นลูเมี่ยน แววตาก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มกระหายเลือด
เขาตะโกนคำรามกึกก้อง พลางยกขวานพุ่งเงื้อฟันลูเมี่ยน ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ไกด์ล่าสัตว์กำลังบรรจุกระสุนตะกั่วลูกใหม่ใส่ปืนล่าสัตว์สองลำกล้อง
ร่างของลูเมี่ยนพลันมลายหายกลายเป็นอากาศธาตุ หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเงาของตน หายวับไปในความมืดข้างบันได
แปรเงา!
อาศัยวิชานี้แทรกกายไปทางกองบัญชาการตำรวจได้เพียงไม่กี่อึดใจ ลูเมี่ยนก็ได้ยินเสียงคนร้องขอชีวิตด้วยความหวาดกลัว
เด็กหนุ่มแยกตัวจากเงาดำ กลับคืนสู่ร่างมนุษย์ เห็นเรียห์กำลังเล็งธนูไปทางบูเนียเถ้าแก่ร้านกาแฟ แต่ยังไม่ยอมปล่อยลูกธนู
ในจังหวะนั้นเอง บนหลังคาตึกฝั่งตรงข้าม งูยักษ์ตัวเท่าถังน้ำก็เลื้อยออกมาจากชั้นกองฟาง ทิ้งตัวห้อยลงมา
มันจ้องด้วยดวงตาเยือกเย็น อ้าปากที่เปี่ยมไปด้วยกลิ่นคาว ลวดลายบนเกล็ดดูราวกับพองขยาย
คราวนี้ลูเมี่ยนไม่หลบหนี
เผชิญหน้ากับงูยักษ์ที่หมายจะกลืนกินตน ดวงตาของเด็กหนุ่มพลันมืดลง พลางเหวี่ยงกำปั้นขึ้นไป
พรึบ! เปลวไฟสีขาวโชติช่วงลุกโชนจากหมัดของเขา แผ่ปกคลุมตลอดท่อนแขน
ตูม!
หมัดของลูเมี่ยนทะลวงเข้าไปในปากงูยักษ์ ทะลุผ่านก้อนเนื้อสีเลือด ทะลวงเข้าไปในเพดานปาก
ก่อนที่จะได้กลืนกินมนุษย์ ดวงตาเยือกเย็นของงูยักษ์ก็ดับวูบลงไป ร่างทิ้งดิ่งลงตามแรงโน้มถ่วง ส่วนลูเมี่ยนกระโดดหนีอย่างคล่องแคล่วพลางชักหมัดกลับ
โครม!
งูยักษ์กระแทกพื้นเสียงดังสนั่น ร่างที่ปกคลุมด้วยเกล็ดลื่นมัน เกิดลุกไหม้ด้วยเปลวไฟสีขาวโชติช่วงจากภายในสู่ภายนอก
สอดส่องจุดอ่อน!
ลูเมี่ยนก้าวเข้าไปหาเรียห์ และเห็นสมาชิกหน่วยลาดตระเวนจ้องมองมาทางตนด้วยสีหน้าระแวดระวัง ดวงตาฉายแววสงสัย แต่ยังไม่รีบร้อนลงมือโจมตี
เธอ…ใจของลูเมี่ยนสะท้านไหว ก่อนจะยิ้มออกมา
“ดูเหมือนคุณจะมีสติรู้ตัวสินะ”
เรียห์คอยระวังบูเนียไว้พลางสังเกตหลุยส์·แบรี อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามด้วยความลังเล
“คุณว่าอะไรนะ มีสติรู้ตัว?”
“ถูกต้อง” ลูเมี่ยนชี้ไปทางบูเนีย ผู้จ้องมองเด็กหนุ่มด้วยสายตาเคียดแค้น “เมื่อครู่เขาพยายามจะทำร้ายคุณ หรือแม้แต่จะข่มเหงคุณสินะ?”
“ใช่” เรียห์ไม่ได้ถามว่า ‘คุณทราบได้อย่างไร’ แต่กลับเอ่ยตรงๆ ว่า “เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ลูเมี่ยนอมยิ้ม
“บางที พวกเราอาจเข้าสู่แดนฝันอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้มีแค่พวกเราแล้ว”
คำนึงจากการที่เรียห์ยังคงมีสติรู้ตัว เด็กหนุ่มลองวินิจฉัยเบื้องต้นว่า
สาเหตุที่ยังคงรักษาสติสัมปชัญญะเอาไว้ได้ อาจเป็นเพราะช่วงนี้เขาได้เข้าสู่แดนฝันจากการนอนหลับในบ้านของฮิโซกะ!
เรื่องนี้จำเป็นต้องค้นหากามูส์ เพื่อยืนยันให้แน่ชัดยิ่งขึ้น
เมื่อได้ยินคำตอบของหลุยส์·แบรี คำหนึ่งก็แล่นเข้ามาในห้วงความคิดของเรียห์
เธอยังไม่ทันจะเอ่ยปากออกไป ก็ได้ยินเสียงระฆัง ‘แก๊ง แก๊ง แก๊ง’ ดังสามครั้ง
เสียงระฆังก้องกังวานไปทั่วเมืองทิซาโม ราวกับกำลังเรียกรวมผู้คนที่นี่
เรียห์เงี่ยหูฟังครู่หนึ่ง สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยพลางเอ่ยปาก
“เสียงระฆังโบสถ์!”
โบสถ์? โบสถ์นักบุญฌอน? ลูเมี่ยนนึกถึงหลวงพ่อคาลีผู้มีความผิดปกติบางอย่าง จึงมองเรียห์พลางกล่าว
“พวกเราไปดูกันเถอะ”
“ได้” เรียห์ตอบรับโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เธอเลิกเล็งธนูใส่บูเนียเถ้าแก่ร้านกาแฟ แล้ววิ่งตามลูเมี่ยนไปยังโบสถ์นักบุญฌอนที่อยู่ห่างออกไปเพียงกองบัญชาการตำรวจกั้นกลาง
หลวงพ่อคาลียืนอยู่ที่ประตูโบสถ์แล้ว
ทว่าเขามิได้กำลังสวมชุดคลุมสีขาวปักด้ายทองของศาสนจักรสุริยันเจิดจรัส หากแต่เปลี่ยนเป็นเสื้อคลุมสีดำสนิท เต็มไปด้วยลวดลายซับซ้อน
หลวงพ่อผู้มีผิวพรรณสีน้ำตาลเข้ม เบ้าตาลึก โครงหน้าแข็งกร้าว ผมสีดำสั้น จ้องมองลานโล่งอันเวิ้งว้าง แล้วหันมาจ้องลูเมี่ยนกับเรียห์ที่เพิ่งมาถึง พลางอุ้มพระคัมภีร์ ตะโกนด้วยสีหน้าคลั่งไคล้
“ผมขอประกาศว่า เทศกาลฝันเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว!”
“ระหว่างเทศกาลฝันจะไม่มีข้อห้ามใดๆ ไม่มีพันธนาการใดๆ ทำได้ทุกสิ่งตามใจปรารถนา รวมถึงการทำร้ายและการเข่นฆ่าเอาชีวิต”
“จงเฉลิมฉลองเถิด จงปลดปล่อยอารมณ์และความปรารถนาทั้งมวล ทุกผู้ทุกคน!”
……………………………………………………..