ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 675 ความชั่วร้าย
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 675 ความชั่วร้าย
ตอนที่ 675 ความชั่วร้าย
เพียงไม่กี่ก้าว เรียห์ก็วิ่งมาถึงเบื้องหลังพวกทาส แล้วจึงยกเท้าขวาขึ้น ถีบใส่ด้วยพละกำลังมหาศาล
ท่ามกลางเสียงกระแทกหนักๆ ทาสที่ทับร่างสาวใช้ลูกครึ่งอยู่ พลันถูกถีบกระเด็นไปไกล ร่างลอยละลิ่วตกลงในพุ่มไม้ริมสวน
อีกสามคนหันขวับในทันที ถลึงตาจ้องหน้าเรียห์
พวกเขายังไม่ทันเห็นชัดว่าใครเป็นผู้โจมตี ก็ถูกเรียห์ตวัดเท้าหมุนถีบจนล้มลงไปอีกคน
สองคนที่เหลือจ้องหน้าเรียห์ ดวงตาแกว่งไกวระหว่างความโลภกับความหวาดกลัวชั่วอึดใจ ก่อนจะหันกายวิ่งหนีไปอีกทางหนึ่งของคฤหาสน์
เรียห์หดเท้าซ้ายกลับ เหลือบมองทาสสองคนที่พยายามลุกขึ้นด้วยแววตาเย็นเยียบ พลางยกธนูล่าสัตว์ขึ้น สอดลูกธนูเข้าสาย
ทาสทั้งสองเลียริมฝีปากพร้อมกันราวกับนัดหมาย ก่อนจะปีนข้ามพุ่มไม้หนีเข้าสวนไปด้วยท่าทางไม่ยอมจำนน แต่ก็แฝงไว้ด้วยความหวาดกลัว
เรียห์จึงก้มหน้าลง มองสาวใช้ลูกครึ่งที่ใบหน้ายังเปื้อนคราบน้ำตาและแววตางุนงง พลางเอ่ยปากถาม
“ปลอดภัยดีนะ?”
สาวใช้ลูกครึ่งส่ายหน้าถี่ๆ รีบจัดอาภรณ์ที่หลุดลุ่ยให้เรียบร้อย พลางหยิบกริชที่ตกอยู่ข้างกายขึ้นมา
เรียห์เห็นดังนั้นก็ไม่มัวอารัมภบท รีบกล่าวตรงประเด็น
“ไปหาที่ลับตาคนเพื่อซ่อนตัว หลบให้มิดชิดจนกว่าฟ้าจะสาง”
เมื่อสั่งจบ เรียห์ก็หันกาย เตรียมวิ่งกลับไปหาพวกหลุยส์·แบรีและกามูส์ ซึ่งยืนอยู่หน้าเรือนหลักของคฤหาสน์
ทันใดนั้น สาวใช้ลูกครึ่งก็ลุกขึ้นตาม สีหน้ามืดมนชวนขนพองสยองเกล้า พลางชูกริชในมือขึ้น แล้วจ้วงแทงใส่กลางหลังของเรียห์
กามูส์เห็นภาพดังกล่าว จึงรีบร้องเตือน
“ระวัง!”
แม้เรียห์จะยังตามสถานการณ์ไม่ทัน แต่ด้วยปฏิกิริยาอัตโนมัติตามเสียงเตือนของกามูส์ เธอก็ตอบสนองทันที
หญิงสาวทิ้งตัวพุ่งไปข้างหน้า แล้วกลิ้งตัวฉากหลบไปด้านข้าง รอดพ้นจากคมกริชเบื้องหลังได้ทันท่วงที
ดวงตาของเธอหรี่ลงในยามเดียวกับที่สัญชาตญาณสั่งให้ยกคันศรขึ้น พร้อมกับเล็งใส่สาวใช้ลูกครึ่งผู้นั้น
สาวใช้ลูกครึ่งยังคงถือกริช ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้น พลางตะโกนเป็นภาษาอินทิสว่า
“พวกเราเป็นชาวทวีปใต้เหมือนกันแท้ๆ แต่ทำไมเธอถึงได้เข้าร่วมหน่วยลาดตระเวน ส่วนฉันต้องเป็นแค่สาวใช้?”
“ทำไม! ทั้งที่ฉันเองก็มีสายเลือดอินทิสอยู่ด้วย!”
เธอยังไม่ทันได้พูดจบ อีกาเพลิงสีแดงเกือบขาวตัวหนึ่งก็โผล่จากที่ใดไม่ทราบ พุ่งชนกริชเหล็กเล่มนั้น
บึ้ม! กริชกลายเป็นร้อนจัดทันที กอปรกับคลื่นกระแทกจากแรงระเบิด มันจึงหลุดจากมือสาวใช้ลูกครึ่ง ปลิวไปตกบนพื้นห่างออกไปหลายเมตร
สาวใช้ลูกครึ่งชะงักงันทันใด ความหวาดกลัวเข้ามาแทนที่ความเคียดแค้น
ลูเมี่ยนเจ้าของเรือนผมสีดำ นัยน์ตาสีเขียว ล้วงมือข้างหนึ่งใส่กระเป๋า ยืนอยู่บนขั้นบันไดหน้าเรือนหลักของคฤหาสน์ พลางเอ่ยถามเสียงดังอย่างไม่ใส่ใจว่า
“มิสอมันดีนอยู่ที่ใด?”
เอ่อ…กามูส์พลันรู้สึกละอายใจ
ตัวเขาร้อนใจจะไปช่วยมิสอมันดีนเกินไป จนเผลอทำตัวไม่มืออาชีพออกมา!
เขาเคยมาเยือนคฤหาสน์ต้นปาล์มก็จริง แต่ไม่เคยได้รับเชิญให้ขึ้นไปเยี่ยมชมห้องของอมันดีนเลยสักครั้ง จึงไม่ทราบว่าต้องไปหาเธอที่ชั้นใดและห้องไหน
หากต้องค้นหาทีละชั้น ด้วยสภาพความวุ่นวายในปัจจุบัน ไม่มีทางทราบเลยว่าจะพานพบอุปสรรคแบบใดบ้าง
สีหน้าของสาวใช้ลูกครึ่งแปรเปลี่ยนหลายตลบ ก่อนจะเผยความปรารถนาและความคาดหวังอันแจ่มชัด
“เธออยู่ในห้องนอนของตัวเอง ชั้น 3 ห้องที่สองทางฝั่งป่ายางพารา”
“เร่งมือเข้าเถอะ เธอทั้งงดงาม หอมกรุ่น บริสุทธิ์ผุดผ่อง งามสง่า ผิวพรรณเนียนลื่น แตกต่างจากพวกเราทุกคน เหล่าคุณชายทั้งหลายต่างหมายปองเธอ จงรีบไปเร็วเข้า!”
เมื่อกล่าวถึงตอนท้าย สาวใช้ลูกครึ่งค่อยๆ กัดฟันกรอด ในดวงตาราวกับมีเปลวไฟแห่งความหลงใหลที่จะได้เห็นบางสิ่งลุกโชน
แปะ แปะ แปะ! ลูเมี่ยนยิ้มพลางส่ายหน้า พร้อมกับปรบมือ
เรียห์เงียบไปสองอึดใจ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วออกจากพื้นที่
เธอเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หยุดชะงัก เอี้ยวกายกลับหลัง มองไปทางสาวใช้ลูกครึ่ง แล้วเอ่ยทวนคำเดิมด้วยน้ำเสียงต่ำแต่รวดเร็ว
“ไปหาที่ลับตาคนเพื่อซ่อนตัว หลบให้มิดชิดจนกว่าฟ้าจะสาง”
กล่าวจบ เรียห์ไม่เหลียวมองสาวใช้ลูกครึ่งอีก ย่างสองก้าววิ่งกลับไปยังขั้นบันไดหน้าเรือนหลัก
ลูเมี่ยนถอนสายตากลับ แล้วเดินนำไปยังสู่บานประตูคู่สีน้ำตาลที่เปิดอ้าอยู่
เมื่อเข้าไปข้างใน เด็กหนุ่มกับพวกกามูส์ก็ได้พบสตรีวัยกลางคนในห้องรับแขก สภาพของเธอไม่เรียบร้อยเท่าใดนัก เรือนผมสีดำก็ปล่อยสยายตามธรรมชาติ
ใกล้กับทางขึ้นบันได บ่าวและทาสห้าหกคนกำลังถือปืนล่าสัตว์และปืนยาวสารพัดชนิด คอยยิงกระสุนใส่บันไดเป็นระยะ ขณะเดียวกันก็มีเสียงปืนยิงตอบจากบริเวณทางขึ้นชั้น 2 อยู่เนืองๆ
เมื่อเห็นฉากตรงหน้า กามูส์ถึงกับตะลึงงัน สายตาตรึงอยู่บนใบหน้าแดงระเรื่อของสตรีวัยกลางคนที่ยังทรงเสน่ห์
“คุณรู้จักเธอหรือ?” ลูเมี่ยนถามพลางยิ้ม
ผู้ตอบคือเรียห์
“เธอคือภรรยาของเซอร์เปอตี มารดาของมิสอมันดีน คุณนายซิโมน”
“ไม่นึกว่าเธอจะเป็นคนแบบนี้…” กามูส์เอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำ
ลูเมี่ยนอมยิ้ม พลางปรบมืออีกครั้ง
“ในความฝันจะปล่อยใจบ้างก็มิได้หรือ?”
“สำหรับ ‘เทศกาลฝัน’ นี่คือสิ่งที่เราควรส่งเสริม ไม่มีใครบังคับใคร ช่างดีเสียนี่กระไร ปราศจากพิษภัยโดยสิ้นเชิง”
กามูส์ถึงกับเถียงไม่ออกไปชั่วขณะ
ลูเมี่ยนจึงกล่าวกับเรียห์ว่า
“ในช่วง ‘เทศกาลฝัน’ คนที่คุณช่วยส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนชั่ว และจะหันมาทำร้ายคุณ”
เรียห์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงต่ำว่า
“หากพบเหตุการณ์เช่นเมื่อครู่อีก ฉันก็จะช่วยเหมือนเดิม”
ลูเมี่ยนไม่ต่อความยาวสาวความยืด เพียงหันไปกล่าวกับกามูส์แทน
“คุณพร้อมจะเห็นอีกด้านหนึ่งของมิสอมันดีนหรือยัง?”
“บางทีเธออาจจะ…”
ลูเมี่ยนไม่ได้เอ่ยคำพูดส่วนที่เหลือ เพียงทอดสายตาอย่างมีนัยไปทางคุณนายซิโมน ผู้กำลังแสดงกิริยาดุดันพลางเปล่งวาจาหยาบคายอีกครั้ง
กามูส์บรรจงถอนหายใจก่อนเอ่ยปาก
“ผมมาเพื่อช่วยเธอ โดยไม่สนว่าจะเป็นคนดีหรือเลว จะเป็นแม่พระหรือปีศาจ จะเป็นสตรีผู้รักนวลสงวนตัวหรือปล่อยตัวตามกิเลส”
“แค่อยากพาเธอไปซ่อนไว้ในที่ปลอดภัย รอจนรุ่งสางแล้วพวกเราจึงค่อยไปยังบ้านของเทวานาโค”
ผมมาเพื่อช่วยเธอ โดยไม่สนว่าจะเป็นคนดีหรือเลว จะเป็นแม่พระหรือปีศาจ…ลูเมี่ยนทวนครึ่งแรกของประโยคอย่างไร้สุ้มเสียง พลางยิ้มมองไปยังเหล่าบุรุษรับใช้และทาสที่พยายามยึดครองบันได แล้วเอ่ยถามเสียงดังว่า
“พวกคุณเห็นมิสอมันดีนบ้างหรือไม่ เธอลงมาแล้วหรือยัง?”
เหล่าบุรุษรับใช้และทาสพลันหมุนกายกลับมา จ้องมองมายังลูเมี่ยนกับพรรคพวก
พวกเขาหมุนอาวุธปืนในมือกลับมาด้วยเช่นกัน
ลูเมี่ยนยื่นมือขวาออกไปอย่างไม่รีบร้อน แล้วทำท่าจับคว้าอากาศเบื้องหน้า
พร้อมด้วยการกระทำนี้ เปลวเพลิงสีแดงจนเกือบขาวก็ลุกโชนขึ้นจากความว่างเปล่า ราวม่านไฟที่ลูเมี่ยนเสกสรรขึ้นมา
หลังจากจับคว้า แล้วก็ต่อด้วยการผลัก ม่านเพลิงที่กำลังลุกไหม้เกรี้ยวกราดได้แตกออกฉับพลัน กลายเป็นฝูงนกเพลิงพุ่งเข้าชนปืนล่าสัตว์ ปืนยาว และปืนลูกโม่ที่ยังไม่ทันได้เล็ง
ท่ามกลางเสียงระเบิดทุ้มต่ำ อาวุธปืนทั้งหมดปลิวกระเด็นจากอุ้งมือที่เกาะกุมอยู่ ร่วงกราวลงพื้นในสภาพพังยับเยิน
ส่วนเหล่าบุรุษรับใช้กับทาสเพียงแค่ได้รับบาดแผลไฟลวก มือที่เกาะกุมปืนจนถึงเมื่อครู่ก็บาดเจ็บพอประมาณ
หลังจากเลื่อนลำดับเป็น ‘ยมทูต’ ฝีมือการควบคุมเพลิงของลูเมี่ยนก็พัฒนาขึ้นไปอีกระดับ แม้ไม่ได้สวมต่างหู ‘คำลวง’ ก็ยังทำได้ถึงเพียงนี้
อีกทั้ง เด็กหนุ่มยังมิได้ใช้กำลังทั้งหมด กระทั่งยังลดทอนความรุนแรงลง ไม่ถึงกับสร้างเปลวเพลิงสีขาวโชติช่วง
“ทีนี้จะคุยกันดีๆ ได้หรือยัง?” ลูเมี่ยนยิ้มพลางถามบรรดาบุรุษรับใช้และทาส
ด้านหลังของเด็กหนุ่ม ฝูงอีกาเพลิงสีแดงเกือบขาวถูกสร้างขึ้นอีกครั้ง เตรียมพร้อมจู่โจมได้ทุกขณะ
บุรุษรับใช้ชาวอินทิสผู้หนึ่ง ซึ่งดูแล้วคงมีตำแหน่งไม่ต่ำ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ไม่อาจซุกซ่อนความหวาดกลัว
“อมันดีนไม่ได้ลงมา ไม่อย่างนั้นแล้ว…”
พูดมาถึงตรงนี้ เขาอดไม่ได้ที่จะเลียริมฝีปาก
“พวกคุณกำลังยิงปะทะกับใคร?” ลูเมี่ยนถามเสริม
“ก็ไอ้เปอตีไง คนชั่วช้าที่สมควรไปลงนรก กับไอ้พ่อบ้านที่ชอบเอาแส้ฟาดคนของมัน!” ทาสผิวสีน้ำตาลเข้มผู้หนึ่ง ก้มเก็บอาวุธปืนที่ตกอยู่บนพื้น แล้วพบว่ามันพังเสียหายเช่นเดียวกับกระบอกอื่นๆ
พวกเขาตั้งใจจะไปหาปืนเพิ่มจากห้องอื่นบนชั้น 1 แต่ยามนี้ยังไม่กล้าขยับตัวไปไหน
“อย่างนี้นี่เอง” ลูเมี่ยนทำท่าเข้าใจกระจ่าง “พวกคุณสู้ต่อไปเถอะ”
เมื่อเด็กหนุ่มหมุนกายกลับ ฝูงอีกาเพลิงกว่ายี่สิบตัวก็เริ่มสลายไป
ลูเมี่ยนกล่าวกับพวกกามูส์ว่า
“พวกเราจะปีนขึ้นชั้น 3 ทางด้านข้าง”
ระยะทางเพียงเท่านี้ เด็กหนุ่มไม่อยากใช้ ‘เทเลพอร์ต’ นัก เนื่องจากใช้ไปสี่ครั้งแล้ว
แน่นอน หลังจากเลื่อนลำดับเป็น ‘ยมทูต’ ต่อให้ลูเมี่ยนไม่ได้ใช้พลังวิญญาณที่สั่งสมไว้ด้วยคุณสมบัติของ ‘นักพรต’ ก็ยังสามารถ ‘ข้ามโลกวิญญาณ’ ได้ถึงสิบเอ็ดสิบสองครั้ง นับว่าเพิ่มขึ้นจากเดิมไม่น้อยทีเดียว
พวกกามูส์มิได้คัดค้าน ส่วนลูกาโนกล่าวกลั่นกลัวว่า
“ผ…ผมจะปีนขึ้นไปยังไง?”
เขาโบกแขนขวาที่เหลือเพียงครึ่งท่อน
ลูเมี่ยนชายตามองอีกฝ่ายครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบ
“กามูส์จะช่วยนายเอง”
ไม่นานนัก ทั้งสี่อาศัยรูปสลัก เครื่องประดับ ท่อโลหะ และระเบียงด้านข้างที่ติดผนังด้านนอก ปีนขึ้นมาถึงชั้น 3 ของเรือนหลัก
เมื่อผลักประตูที่เชื่อมกับโถงทางเดินเปิดออก กามูส์ก็พบร่างหนึ่งทันที
นั่นคือสาวใช้ชาวอินทิสในชุดนอนผ้าขาว — สาวใช้คนสนิทของอมันดีน
ในยามนี้ เธอกำลังยืนอยู่ท่ามกลางความมืดที่มีแสงจันทร์ส่องสลัว มือถือกริชที่ชุ่มโลหิต สีหน้าพร่าเลือนไม่ชัดเจน
แหมะ แหมะ! โลหิตสีแดงฉานจากกริช ทยอยหยดลงบนพรมในโถงทางเดิน
กามูส์รู้สึกใจหายวาบ
“คุณทำอะไรลงไป?”
สาวใช้ผู้นั้นเผยรอยยิ้มที่ท่วมท้นไปด้วยความพึงพอใจและอิสรภาพ
“ฉันฆ่ามันแล้ว ฉันรำคาญมันมานานแล้ว!”
มัน? ในภาษาอินทิส คำว่า ‘เธอ’ กับ ‘มัน’ เป็นสองคำที่แตกต่างกันสิ้นเชิง แม้กามูส์จะตะลึงงัน แต่ก็รวบรวมสมาธิสำรวจตามรอยโลหิตที่หยดลงมา จนกระทั่งพบสุนัขที่อมันดีนรักที่สุด นอนตายอยู่หน้าประตูห้องด้านข้าง
ฟู่…กามูส์ถอนหายใจโล่งอก แล้วเอ่ยถามเสียงทุ้ม
“มิสอมันดีนล่ะ?”
สาวใช้ผู้นั้นเผยสีหน้าแค้นเคือง
“ฉันก็กำลังตามหาเธอเช่นกัน!”
“เธอออกไปตั้งแต่หนึ่งชั่วโมงก่อนแล้ว!”
หนึ่งชั่วโมงก่อน…ก่อนที่ ‘เทศกาลฝัน’ จะเริ่มหรือ? กามูส์ซักถามต่อ
“ไปที่ใด?”
สาวใช้ที่ถือกริชชุ่มโลหิต ตอบด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว
“ไปนัดพบโรเบิร์ตของฉันนะสิ!”
กามูส์นิ่งเงียบไปทันที
ท่ามกลางสายตาอาฆาตแค้นของสาวใช้ ผู้เจียมตัวดีว่าตนคงรับมือกับคนจำนวนมากขนาดนี้ไม่ไหว ลูเมี่ยนทำเพียงส่ายศีรษะแผ่วเบา แล้วเดินนำพวกเรียห์ไปค้นทั่วชั้น 3 อย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่พบร่องรอยของอมันดีน
“ไปกันเถอะ” ลูเมี่ยนมองไปทางกามูส์
กามูส์จำเป็นต้องถอดใจ
ทั้งสี่ ‘เทเลพอร์ต’ ไปยังด้านนอกบ้านของ ‘ฮิโซกะ’ ในทันที
ลูเมี่ยนเตรียมจะก้าวไปข้างหน้า แต่ก็รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งดลใจ จึงเงยหน้าขึ้นมองไปยังชั้น 3
บนกระจกหน้าต่างของห้องหนึ่งบนชั้น 3 ใบหน้าหนึ่งปรากฏขึ้น
ใบหน้าดังกล่าวมีสันจมูกงดงาม นัยน์ตาสีคราม ผมดำขลับมัดเป็นมวยเรียบง่าย ระหว่างคิ้วเปี่ยมล้นด้วยกลิ่นอายแห่งความเยาว์วัย
อมันดีน!
อมันดีนที่ว่ากันว่าไปนัดพบคู่หมั้นอย่างโรเบิร์ต!
……………………………………………………..