ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 676 พวกชาวอินทิส
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 676 พวกชาวอินทิส
ตอนที่ 676 พวกชาวอินทิส
กามูส์คาดไม่ถึงว่าจะได้พบอมันดีนในสถานที่เช่นนี้ ความรู้สึกประหลาดใจจึงฉายชัดยิ่งกว่าความปีติ
อมันดีนที่อยู่หลังหน้าต่างก็สังเกตเห็นสี่คนด้านล่างเช่นกัน จึงรีบหดใบหน้ากลับเข้าไป หายวับไปในความมืดภายในห้อง
กามูส์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปล่งเสียงตะโกนร้องเรียก
“ไม่ต้องกลัวไป พวกเรามาเพื่อปกป้องคุณ!”
เขาร้องตะโกนพลางวิ่งขึ้นบันได มุ่งสู่ชั้น 2 ของบ้านเทวานาโค
หลังจากไปเยือนคฤหาสน์ต้นปาล์มมาแล้ว เขาก็เริ่มเห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานของหลุยส์·แบรี นั่นก็คือ เหล่าผู้ร่วมเทศกาลฝันล้วนสูญเสียการควบคุมตัวเอง ถูกครอบงำด้วยแรงกระหายชั่วร้ายและตัณหาที่ซุกซ่อนอยู่ภายในใจ ทว่าสติสัมปชัญญะยังคงแจ่มชัดอยู่บ้าง สามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้
แน่นอนว่า เมื่อร่างกายถูกความชั่วร้ายและตัณหาครอบงำ พวกเขาจะตีความคำพูดของผู้อื่นในทางที่ผิดเพี้ยนไปหรือไม่ หรือจะคิดร้ายอยู่ตลอดเวลาหรือไม่ ตอนนี้กามูส์ยังไม่พบคำตอบ อีกทั้งการมีสติของพวกเขา ก็คงเรียกว่ามีสติเต็มร้อยไม่ได้ เพราะทุกคนยังไม่ตระหนักว่าที่นี่คือแดนฝัน และเมื่อตื่นขึ้นมาบนโลกความจริง ก็จะเหลือความทรงจำทิ้งไว้เพียงน้อยนิด
ตึง ตึง ตึง! กามูส์และเรียห์วิ่งไล่หลังกัน ก้าวขึ้นบันไดครั้งละหลายขั้น พุ่งเข้าสู่ตัวอาคารเบื้องหน้า
ทว่า ณ ด้านหลังบ้านของเทวานาโค ในมุมอับสายตาที่พวกกามูส์มองไม่เห็น หน้าต่างกระจกบานหนึ่งซึ่งฝังอยู่ในกรอบไม้ได้ถูกเปิดออก อมันดีนในชุดล่าสัตว์สีดำปีนลงมาอย่างคล่องแคล่ว โดยอาศัยส่วนนูนกับรอยแตกบนผนังด้านนอก ไต่ระดับลงสู่พื้นดินอย่างรวดเร็ว
เธอเพิ่งจะยืนได้มั่นคง ก็พลันเห็นร่างหนึ่งยืนจ้องตนอยู่เยื้องไปทางด้านหน้า
นั่นคือลูกาโน ผู้มีแขนขวาเหลือเพียงครึ่งท่อน ใบหน้าเปรอะเปื้อนด้วยคราบโลหิต จนดูไม่เหมือนคนปกติเท่าใดนัก
อมันดีนรู้สึกใจหายวาบ รีบถอยหลังพิงเสาที่ค้ำยันบ้านของเทวานาโคไว้ พลางกำหมัดแน่นพร้อมกับหลับตาลง
แทบจะในเวลาเดียวกัน เปลือกตาของลูกาโนพลันรู้สึกหนักอึ้ง ความคิดพร่าเลือนกะทันหัน
ร่างของเขาทรุดลงกับพื้นอย่างอ่อนระทวย จมสู่ห้วงนิทราในบัดดล
ต่อมาอมันดีนลืมตาขึ้น เลิกใช้พลังบังคับให้ชายผู้ดูราวกับเพิ่งผ่านสมรภูมินองเลือดมาหมาดๆ เข้าสู่ห้วงฝัน
เพราะหากทำเช่นนั้น เธอก็จะจมอยู่ในห้วงนิทราเช่นกัน ได้แต่เคลื่อนไหวในสภาพมารฝัน ไม่อาจขยับร่างกายบนโลกความจริงไปไหน อีกทั้งฝ่ายตรงข้ามก็ไม่ได้มีแค่คนเดียว!
ก่อนที่ลูกาโนจะ ‘ตื่น’ ขึ้นมาตามธรรมชาติ อมันดีนรีบเปลี่ยนทิศทาง เร่งความเร็วหนีออกจากบริเวณนี้ เพื่อแสวงหาจุดซ่อนตัวอันปลอดภัยแห่งอื่น
แต่ทันใดนั้นเอง เธอได้ยินน้ำเสียงแฝงแววขบขัน
“ที่แท้เธอก็เป็นผู้วิเศษนี่เอง”
อมันดีนหันไปมองโดยสัญชาตญาณ จนได้พบกับนักผจญภัยหลุยส์·แบรี ผู้กำลังยืนอยู่ไม่ไกลนัก ข้างเสาไม้อีกต้นหนึ่งที่ค้ำยันบ้านของเทวานาโค
หลุยส์·แบรี ผู้มีเรือนผมสีดำ นัยน์ตาสีเขียว รูปโฉมงามสง่า กำลังล้วงมือข้างหนึ่งสอดกระเป๋า พิงหลังกับเสาไม้ เท้าเหยียบด้านหลัง มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย จ้องมองมาทางนี้ด้วยรอยยิ้มเยาะหยัน
แสงจันทร์สีแดงเรื่ออันริบหรี่ในราตรีกาล ทอดลงบนร่างของเขา ราวกับจะช่วยเพิ่มพูนเสน่ห์อันลึกลับชวนพิศวง
อมันดีนกำหมัดแน่นอีกครั้ง พลางหลับตาลง
ทว่าในการรับรู้เชิงพลังวิญญาณของเธอ หลุยส์·แบรีกลับหายตัวไปอย่างกะทันหัน
หญิงสาวกำหนดเป้าหมายไม่ได้ จึงไม่สามารถใช้พลังของตัวเอง
ในวินาทีถัดมา อมันดีนผู้มีสัมผัสวิญญาณเฉียบแหลม ทอดสายตาไปยังเงามืดตรงพื้นที่โล่ง ณ ชั้นล่างของตัวบ้าน
เธอสัมผัสได้ว่า มีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตรงนั้น
ในขณะเดียวกัน เสียงแผ่วเบาที่ไม่สมจริงก็ลอยมากระซิบข้างหูอมันดีน
“พวกเราไม่มีเจตนาร้าย”
“พวกเราไม่ได้ถูกเทศกาลฝันครอบงำ”
อมันดีนที่เตรียมจะใช้สัมผัสวิญญาณจับจ้องสิ่งไร้รูปในเงามืด เกิดชะงักไปชั่วขณะเมื่อได้ยินถ้อยคำดังกล่าว
ในเวลาเดียวกัน กามูส์กับเรียห์ก็วิ่งมาถึงหน้าต่างด้านบน พลางร้องตะโกนลงมาหาอมันดีน
“พวกเรามาเพื่อปกป้องคุณ!”
“พวกเราสามารถยับยั้งชั่งใจตัวเองได้”
“เหตุใดพวกคุณจึงไม่ถูกครอบงำ?”
ขณะเอ่ยวาจา เธอยังคงจับจ้องสิ่งไร้รูปในเงามืดเอาไว้ โดยเชื่อว่านั่นคือกำลังรบอันดับหนึ่งของอีกฝ่าย ซึ่งไม่ใช่ใครนอกจากนักผจญภัยหลุยส์·แบรี หากพบความไม่ชอบมาพากล หรือเกิดปัญหาใดขึ้น การตรึงหลุยส์·แบรีเอาไว้ก่อน จะช่วยเพิ่มโอกาสในการหลบหนีของเธอ
ร่างของลูเมี่ยนค่อยๆ ปรากฏออกจากเงามืด
เด็กหนุ่มชำเลืองมองลูกาโนที่เพิ่งได้สติกลับมาและเริ่มพยุงตัวยืน ในใจก็แอบนึกชื่นชมสัมผัสวิญญาณอันเฉียบแหลมของอมันดีน
ลูเมี่ยนเอ่ยถามหญิงสาวด้วยรอยยิ้ม
“คุณไม่รู้หรือ? ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา พวกเราเข้าออกบ้านหลังนี้เป็นว่าเล่น?”
“แล้วคุณล่ะ? เหตุใดจึงยังรักษาสติรู้ตัวได้ล่ะ?”
อมันดีนชำเลืองมองบ้านข้างกาย ความกังขาในเรื่องที่พวกลูเมี่ยนยังคงมีสติรู้ตัวค่อยๆ ทุเลาลง
เธอเม้มริมฝีปากก่อนเอ่ยออกมา
“โรเบิร์ตพาฉันมาออกเดตที่บ้านหลังนี้ นอนค้างกันอยู่ครึ่งคืน”
“โรเบิร์ตรู้ถึงความพิเศษของบ้านหลังนี้หรือ?” กามูส์รู้สึกเจ็บแปลบในอก พลางเอ่ยถามออกมาโดยไม่ทันยั้งคิด
อมันดีนพยักหน้ารับ
“เขารู้เรื่องเทศกาลฝันเป็นอย่างดี”
“เขามีความสัมพันธ์กับเทวานาโคอย่างไร?” ลูเมี่ยนเอ่ยถามอย่างครุ่นคิด
อมันดีนทบทวนความทรงจำอย่างละเอียด
“ฉันไม่ทราบ อย่างน้อยก็ไม่เคยพบว่าพวกเขามีความสัมพันธ์อันลึกซึ้ง หรือเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด”
ความสัมพันธ์อันลึกซึ้ง? ลูเมี่ยนมิได้ถามออกไปว่า มิสเตอร์โรเบิร์ตรู้เรื่องเทศกาลฝันมาจากที่ใด แต่เลือกที่จะเปลี่ยนประเด็น
“คุณเป็นผู้วิเศษเส้นทางรัตติกาลสินะ”
อมันดีนกะพริบตาแผ่วเบา ลังเลอยู่สักพักก่อนจะเอ่ยตอบ
“ก็…นับว่าใช่…”
“คุณได้สูตรโอสถกับวัตถุดิบมาจากที่ใด?” กามูส์ที่อยู่ชั้นบน เอ่ยถามต่อด้วยความห่วงใย
ขณะที่พวกเขาสนทนากันอยู่นั้น เสียงความเคลื่อนไหวและเสียงโหวกเหวกสารพัดสารเพ ยังคงดังระงมเป็นระยะจากเรือกสวนไร่นาหลายแห่งนอกเมือง รวมถึงจากจุดต่างๆ ภายในเมือง
อมันดีนหมุนดวงตาเล็กน้อย ยิ้มกริ่มพลางเอ่ยปาก
“ฉันขอไม่ตอบได้ไหม?”
“คุณคิดว่ายังไงล่ะ?” ลูเมี่ยนจ้องมองเธอด้วยรอยยิ้ม
อมันดีนมิได้แสดงท่าทีอ่อนข้อ ยังคงเชิดใบหน้าขึ้น จ้องตาลูเมี่ยนไม่ยอมถอย
เธอพบว่ารอยยิ้มของอีกฝ่ายยังคงไม่แปรเปลี่ยน นัยน์ตาสีเขียวมรกตที่ลึกล้ำนั่น ยังคงปราศจากความผันผวนทางอารมณ์
ผ่านไปสิบกว่าอึดใจ อมันดีนจึงถอนสายตากลับ เอียงศีรษะน้อยๆ ก่อนเอ่ยตอบ
“ได้มาจากแดนฝันแห่งนี้นี่แหละ”
“ได้มาจากเทศกาลฝัน?” กามูส์ที่อยู่บนชั้น 3 เอ่ยถามด้วยความตกตะลึงระคนฉงนใจ
หากเป็นการได้รับสูตรโอสถในเทศกาลฝัน เขายังพอเข้าใจได้ ในสภาวะที่ยังคงมีสติรู้ตัว และไม่ลืมเหตุการณ์ที่พบเจอในความฝัน ความรู้ที่เก็บเกี่ยวมาได้ ย่อมสามารถนำมาใช้บนโลกความจริงได้เช่นกัน แต่กับวัตถุดิบวิเศษสำหรับปรุงโอสถนั้น จะสามารถนำออกจากแดนฝันได้จริงหรือ?
หรือว่าการดื่มโอสถในเทศกาลฝันแล้วตื่นขึ้นมา จะช่วยให้กลายเป็นผู้วิเศษได้เช่นกัน?
นี่มันขัดแย้งต่อความเชื่อที่สั่งสมมาอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์ของศาสตร์เร้นลับ!
โดยไม่รออมันดีนยืนยันคำตอบ กามูส์ก็นึกถึงความเป็นไปได้อีกรูปแบบหนึ่ง
เขาจึงรีบถามอมันดีนกลับไป
“คุณเป็นผู้วิเศษเฉพาะในแดนฝันนี้หรือ?”
อมันดีนคิดจะแกล้งโง่ แต่เมื่อเหลือบมองหลุยส์·แบรี ผู้จ้องหน้าตนด้วยสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้มแล้ว ในที่สุดเธอก็พึมพำคำตอบอย่างไม่เต็มใจ
“ฉันก็เป็นผู้วิเศษในโลกความจริงด้วย เพียงแต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้แสดงพลัง”
เป็นไปได้อย่างไร? กามูส์ก้มมองอมันดีน ณ เบื้องล่าง พลางสงสัยว่าความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับที่ตนสั่งสมมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย อาจล้วนเป็นเรื่องเท็จทั้งหมด
เขาคำนึงถึงโอกาสที่อมันดีนจะโกหก แต่ก็ไม่อยากสงสัยสาวน้อยผู้มีภาพลักษณ์อันงดงามในดวงใจของตน
ทันใดนั้นเอง ลูเมี่ยนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สีหน้าไม่แสดงความรู้สึกใดๆ กับอมันดีน
“คุณยังไม่เคยดื่มโอสถมาก่อน ผมเข้าใจถูกไหม?”
สีหน้าของอมันดีนแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย พลางทำแก้มป่องขณะพึมพำตอบ
“คุณก็รู้อยู่แล้ว ยังจะเสียเวลาถามกันทำไม…”
ไม่เคยดื่มโอสถมาก่อน? กามูส์ เรียห์ และลูกาโนต่างตกตะลึงในทีแรก แต่แล้วก็นึกถึงผู้คนที่ตนเคยพบเจอมา จึงเริ่มเข้าใจสภาวะของอมันดีนตามความเข้าใจของแต่ละคน
นึกแล้วเชียว เป็นพรที่ได้รับมา แต่ไม่แน่ชัดว่าได้รับด้วยวิธีใด…ขณะที่ลูเมี่ยนทำเพียงยิ้มตอบ กามูส์ก็เอ่ยถามอมันดีนด้วยความกังวล
“คุณถูกเทพมารองค์ใดหลอกใช้อยู่?”
อมันดีนทำหน้างุนงง
“เทพมาร? เทพมารอะไรหรือ?”
ก่อนที่กามูส์จะได้อธิบาย ลูเมี่ยนก็เอ่ยถามด้วยท่าทีครุ่นคิด
“คุณได้รับพลังวิเศษมาอย่างไร?”
อมันดีน ‘ฮึ’ เสียงหนึ่ง
“เหตุใดฉันต้องบอกพวกคุณด้วย?”
ในวินาทีถัดมา เธอเห็นหลุยส์·แบรีแสยะยิ้มที่ชวนให้รู้สึกหวาดผวา
“ก็ได้…ฉันได้มาจากโรเบิร์ต” อมันดีนเล่าด้วยเนื้อตัวสั่นเทา “เขาพาฉันเข้าไปในป่า เดินไปจนถึงหินยักษ์สีดำก้อนหนึ่ง แล้วให้ฉันวางมือลงบนนั้น”
“แค่นี้ก็ได้เป็นผู้วิเศษแล้วหรือ?” ลูกาโนพูดแทรกด้วยท่าทีตื่นเต้นปนสงสัย ลืมรักษากิริยาของบ่าวรับใช้ไป
อมันดีนส่ายหน้า
“โรเบิร์ตก็เป็นผู้วิเศษด้วยหรือ? เขาก็ได้รับพลังวิเศษด้วยวิธีเดียวกันใช่ไหม?” กามูส์ซักถามต่อ
อมันดีนถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนเอ่ยตอบ
“เขาเป็นผู้วิเศษ แต่ฉันไม่ทราบว่าเขาได้รับพลังมาด้วยวิธีเดียวกันหรือไม่ ตอนที่เขานัดเจอฉันที่บ้านหลังนี้ ก่อนที่ฉันจะเข้าสู่แดนฝันเป็นครั้งแรก เขาก็เป็นผู้วิเศษอยู่แล้ว”
หินยักษ์สีดำ…ลูเมี่ยนก้าวออกมาจากชั้นล่างของเรือนฮิโซกะ ยิ้มพลางถามอมันดีน
“แล้วโรเบิร์ตล่ะ? เขาไม่ได้นัดพบคุณที่นี่หรอกหรือ?”
สีหน้าของอมันดีนแปรเปลี่ยนไปหลายหน จนกระทั่งเธอกล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองระคนขบขัน
“เขาต้องไปหาชู้รักอีกคนก่อน จึงค่อยมาหาฉัน”
“เขามีชู้รักด้วยหรือ? เป็นใครกัน?” กามูส์ถามอย่างโกรธขึ้ง
อมันดีนกลอกตาไปมา สีหน้าประหลาดพิกล พลางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยตอบ
“หลวงพ่อคาลี”
“เอ่อ…” “หือ?” กามูส์ เรียห์ และลูกาโนต่างอุทานด้วยความตะลึงงันอย่างห้ามไม่อยู่
แม้แต่ลูเมี่ยนผู้มากประสบการณ์ ก็อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วขึ้น
อมันดีนกางมือออกพลางเอ่ยปาก
“เขาชอบสตรี แต่ชอบบุรุษมากกว่า”
“เขาให้เหตุผลว่า ที่ยอมพาฉันเข้าสู่แดนฝันเพื่อให้ได้รับพลังวิเศษ ก็เพราะรู้สึกผิดต่อฉัน ขณะเดียวกันก็ซาบซึ้งใจที่แม้ฉันจะรู้จักอีกด้านหนึ่งของเขา แต่ก็ยังยินดีช่วยเก็บเป็นความลับให้ แถมยังไม่ยกเลิกสัญญาหมั้นหมาย ยังคงนัดพบกัน ใกล้ชิดกัน และคอยปกป้องภาพลักษณ์ของเขาไว้”
ณ วินาทีนี้ กามูส์และเรียห์ต่างนิ่งเงียบ แต่ลูเมี่ยนรู้สึกว่าแววตาของทั้งสองกำลังสื่อความหมายเดียวกัน
พวกชาวอินทิสนี่นะ…
ลูเมี่ยนถามอมันดีนติดตลก
“คุณยอมรับได้จริงหรือ?”
อมันดีนครุ่นคิดอย่างจริงจัง
“ทำไมจะรับไม่ได้ล่ะ? ในฐานะคู่สมรส โรเบิร์ตล้วนเป็นเลิศทั้งด้านชาติตระกูล ฐานะ ทรัพย์สิน ฝีมือ รูปโฉม หรือแม้แต่สมรรถภาพในเรื่องอย่างว่า บนทวีปใต้แทบไม่มีตัวเลือกใดดีไปกว่าเขา อีกทั้งพวกเรายังเคยมีช่วงเวลารักที่งดงาม เขาเองก็รักฉันอย่างแท้จริง เพียงแต่รักหลวงพ่อคาลีด้วยเท่านั้น”
กล่าวถึงตรงนี้ อมันดีนยิ้มพลางมองหน้าลูเมี่ยน
“เขายังสัญญาว่า จะให้อิสระกับฉันมากขึ้นด้วย”
ขณะฟังคำตอบของอมันดีน พลางมองดูสาวน้อยผู้เปี่ยมด้วยความสดใสและงามสะคราญผู้นี้ กามูส์บนชั้น 3 ก็พลันรู้สึกเศร้าสลดหดหู่
ความงดงามบางอย่างในใจเขา เริ่มพังทลายลงไปทีละนิด
ลูเมี่ยนเงยหน้าชำเลืองมองอีกฝ่ายครู่หนึ่ง แล้วหัวเราะเยาะอยู่ในใจ
ไหนว่าเตรียมใจที่จะเห็นอีกด้านหนึ่งของอมันดีนไว้แล้ว? นี่อมันดีนยังควบคุมตัวเองได้ดี เพียงแค่แสดงออกถึงตัวตนอย่างเรียบง่าย ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย
อา…บางทีอมันดีนอาจจงใจพูดมากเช่นนี้ต่อหน้ากามูส์ เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายเกิดความรักจากความสงสาร
ลูเมี่ยนเบนสายตากลับมายังอมันดีนอีกครั้ง
“กล่าวคือ ขณะนี้โรเบิร์ตอยู่ที่โบสถ์นักบุญฌอนสินะ?”
“ถูกต้อง” อมันดีนพยักหน้ารับ
ลูเมี่ยน ‘อืม’ เสียงหนึ่ง แล้วกล่าวสำเนียงราวกับออกคำสั่ง
“ถ้าเช่นนั้น พวกเราไป ‘เยี่ยม’ เขากับหลวงพ่อคาลีกันเถอะ”
……………………………………………………..