ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 677 เทศกาลฝันปีก่อน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 677 เทศกาลฝันปีก่อน
ตอนที่ 677 เทศกาลฝันปีก่อน
อมันดีนลังเลอยู่สองสามอึดใจ ก่อนเอ่ยออกมาว่า
“ถูกพวกคุณล้อมเอาไว้เช่นนี้ ฉันยังมีสิทธิ์เลือกอยู่หรือ?”
ขณะกล่าว ดวงตาของอมันดีนฉายแววตื่นเต้นระคนอยากรู้อยากเห็น
ทำให้ถ้อยคำที่เธอเปล่งออกมาเมื่อครู่ ฟังดูคล้ายกับกำลังพูดว่า
ฉันไม่อยากไปหรอก ฉันไม่อยากไปจริงๆ นะ พวกคุณนั่นแหละที่บังคับให้ฉันต้องไปโบสถ์นักบุญฌอน! รีบไปกันเถอะ เร็วเข้าสิ!
‘เธอคงอยากไปเปิดหูเปิดตาสินะ’ ลูเมี่ยนคิดในใจ แต่มิได้พูดเปิดโปง
เด็กหนุ่มชี้ไปทางบ้านของฮิโซกะพลางเอ่ยปาก
“ก่อนไปโบสถ์นักบุญฌอน พวกเราต้องตรวจสอบที่นี่ก่อน”
อมันดีนเปล่งเสียง ‘อ้อ’ ออกมา
“คุณอยากค้นหาต้นตอความพิเศษของที่นี่หรือ?”
“ยอมแพ้เถอะ ทั้งเมื่อเทศกาลฝันคราวก่อน รวมถึงเมื่อครู่นี้ ฉันลองตรวจสอบดูแล้ว แต่ก็ไม่พบสิ่งใดเลย”
ขณะที่เอ่ยออกมา เธอก็เร่งฝีเท้าก้าวเดินเคียงข้างลูเมี่ยน ภายในใจกำลังคาดหวังว่า นักผจญภัยที่น่าจะเก่งกาจผู้นี้จะค้นพบสิ่งใดบ้าง
ลูเมี่ยนขึ้นมาถึงชั้น 2 ของบ้านฮิโซกะ โดยมีกามูส์กับเรียห์รออยู่ก่อนแล้ว
ขณะกวาดตามองทุกซอกทุกมุม ลูเมี่ยนเอ่ยถามอมันดีนอย่างไม่ใส่ใจนัก
“คุณสนิทกับเทวานาโคไหม?”
อมันดีนมิได้ประหลาดใจกับคำถาม เพราะหากจะสืบหาต้นตอความผิดปกติในบ้านของเทวานาโค ย่อมหลีกไม่พ้นที่จะต้องรู้เรื่องราวของเขาให้มากขึ้น
เธอส่ายศีรษะพลางเอ่ยตอบ
“ไม่ได้สนิทกัน แค่เคยเจอกันครั้งสองครั้ง”
“เมื่อครั้งเขายังอาศัยอยู่ที่เมืองทิซาโม ฉันยังเด็กมาก ส่วนใหญ่จะอยู่ที่โรงเรียนดอกโกฐสอเทศในท่าเรือไพลอส ภายหลัง เขากลับเมืองทิซาโมแค่ปีละสองสามหน ครั้งละราวหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น”
เห็นได้ชัดว่า อมันดีนได้แอบศึกษาเรื่องราวของเทวานาโคมาบ้าง เนื่องจากเธอได้เข้าสู่แดนฝันพิเศษหลังจากหลับใหลในบ้านของเขา จนสามารถรักษาสติรู้ตัวในช่วงเทศกาลฝันไว้ได้
โดยไม่รอให้ลูเมี่ยนยิงคำถามใหม่ อมันดีนชำเลืองมองเด็กหนุ่มครู่หนึ่ง แล้วกล่าวเสริมว่า
“ทุกเทศกาลฝัน เทวานาโคจะต้องกลับมา”
“เมื่อเทศกาลฝันปีที่แล้ว ขณะที่ฉันกับโรเบิร์ตกำลังเดินกลับจากหินยักษ์สีดำนั่น ก็พบว่ามีผู้หนึ่งกำลังมุ่งหน้าไปทางหินก้อนดังกล่าว พวกเราจึงซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ลึกเข้าไป จนกระทั่งพบว่าอีกฝ่ายคือเทวานาโค”
เทวานาโคย่อมต้องมีความเชื่อมโยงกับหินยักษ์สีดำนั่นแน่ ทั้งยังมีร่องรอยของตราประทับหลงเหลือ หรือไม่ก็ความรู้สึกและตัณหาอันแรงกล้าตกค้างอยู่…ลูเมี่ยนเบนสายตาไปยังกามูส์ ผู้กำลังมองดูตนกับอมันดีนเดินวนเวียนอยู่บนชั้น 2
เด็กหนุ่มครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยถาม
“บ้านของเทวานาโคเกิดอัคคีภัย ครอบครัวล้มตายไปหมดนั้น เหตุการณ์เกิดขึ้นในเดือนใด ช่วงเวลาไหน?”
ยังไม่ทันที่กามูส์จะได้ตอบ อมันดีนก็ชิงเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้น
“ฉันรู้! ฉันรู้!”
ถูกต้อง ฉันกำลังถามเธอนี่แหละ คิดว่าทางนี้ไม่รู้หรือว่าเทวานาโคกลายเป็นผู้เดินทางข้ามมิติเมื่อใด? ลูเมี่ยนยิ้มมองอมันดีน พลางทำสัญญาณให้เธอตอบ
เด็กหนุ่มรู้เรื่องราวภายนอกของเทวานาโคค่อนข้างละเอียด การที่จงใจถามกามูส์เมื่อครู่นี้ ก็เพื่อล่อให้อมันดีนเป็นผู้ตอบ
เขาต้องการดูว่าเธอจะโกหกหรือไม่ และมีข้อมูลเชิงลึกกว่านี้หรือเปล่า
อมันดีนเล่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
“ปลายเดือนธันวาคม น่าจะเป็นช่วงไม่กี่วันหลังเทศกาลฝัน…”
ตามความเข้าใจในปัจจุบัน ครอบครัวของเทวานาโคคงจะเสียชีวิตยกครัวในช่วงเทศกาลฝัน เมื่อกลับคืนสู่โลกความจริง โชคชะตาก็เริ่มบีบรัด พรากชีวิตพวกเขาด้วยอัคคีภัย ทว่าปัญหาคือ เหตุใดคฤหาสน์หลังนี้จึงยังคงทิ้งร่องรอยความผิดปกติไว้? ตอนนั้นครอบครัวของเทวานาโคประสบเหตุการณ์ใด หรือได้กระทำสิ่งใดไว้? ในฐานะผู้รับพรในขอบเขตชะตากรรม ลูเมี่ยนได้ขนานนามปรากฏการณ์ที่ผู้เสียชีวิตในเทศกาลฝัน เมื่อกลับสู่โลกความจริงแล้วจะต้องตายด้วยสาเหตุต่างๆ ภายในสามเดือนถัดมา ด้วยวลีอันแฝงนัยแห่งชะตากรรมว่า
แน่นอน ตอนนี้เด็กหนุ่มยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ทุกคนที่ตายในเทศกาลฝันจะต้องตายบนโลกความจริงด้วยเสมอ แต่คำนึงจากสีหน้าและน้ำเสียงของอมันดีน ลูเมี่ยนเชื่อว่าเธอก็คิดเช่นเดียวกัน
หลังจากค้นดูชั้น 2 จนทั่วแล้วไม่พบจุดที่แตกต่างจากโลกความจริง ลูเมี่ยนจึงเดินขึ้นบันไดมุ่งสู่ชั้น 3 โดยมีอมันดีนติดตามอย่างใกล้ชิด ด้วยท่าทางตื่นเต้นราวกับในที่สุดก็ได้ทำสิ่งที่ผู้วิเศษพึงกระทำเสียที
ลูเมี่ยนชำเลืองมองเธอครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามอย่างชวนสนทนา
“เทศกาลฝันปีก่อน มีเรื่องใดประทับใจเธอเป็นพิเศษบ้างไหม?”
สีหน้าอันเปี่ยมด้วยความตื่นเต้นของอมันดีนพลันหม่นหมองลง ราวกับถูกปลุกความทรงจำอันไม่งดงามขึ้นมา
เธอยกมือปิดปากปิดจมูก เว้นวรรคไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยออกมาว่า
“ฉันกับโรเบิร์ตพบศพผู้คนที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมหลายศพในเมืองและตามไร่นาต่างๆ พวกเขาล้วนถูกผ่าท้อง ควักอวัยวะภายในไป สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ราวกับถูกทรมานจนสิ้นใจ…”
“ฆาตกรต่อเนื่อง?” กามูส์ผู้ตั้งใจฟังการสนทนาระหว่างหลุยส์·แบรีกับอมันดีนมาตลอด หลุดปากโพล่งถามออกมา
นั่นทำให้เขานึกถึงเทวานาโค
อัครสาวกแห่งตัณหาผู้นี้ใช้เทศกาลฝันระบายความปรารถนาในการฆ่า เพื่อให้ยามปกติสามารถแสดงออกอย่างสำรวมได้หรือ?
อย่างนี้นี่เอง…ลูเมี่ยนพอจะเข้าใจแล้วว่า พิธีเลื่อนลำดับของฮิโซกะประสบความสำเร็จได้อย่างไร
เขาดำเนินตามขั้นตอนพิธีกรรม สังหารผู้คนจำนวนมากในความฝันอันสมจริงนี้ กินอวัยวะภายในของเหยื่อ หลังจากกลับสู่โลกความจริง ผู้คนเหล่านั้นก็ทยอยเสียชีวิต และเมื่อพิจารณาตามโชคชะตาแล้ว พวกเขาจะถือว่าเสียชีวิตด้วยน้ำมือของฮิโซกะอย่างแท้จริง จึงนับเป็นการบรรลุเงื่อนไขสำคัญของพิธีกรรม ฮิโซกะเพียงแต่ต้องกินอวัยวะภายในส่วนหนึ่งของเหยื่ออีกครั้งก่อนที่พวกเขาจะถูกฝัง พิธีกรรมก็จะถือเป็นอันเสร็จสิ้น จากนั้นจึงดื่มโอสถ เลื่อนลำดับเป็นอัครสาวกแห่งตัณหา
บนโลกความจริง การลงมือสังหารต่อเนื่อง กับการขโมยอวัยวะภายในจากศพ ถือเป็นสองสิ่งที่ยากง่ายต่างกันลิบลับ!
สิ่งที่ลูเมี่ยนยังคงคลางแคลงใจอยู่ก็คือ ตามบันทึกในตำราปีศาจวิทยา พิธีเลื่อนลำดับกำหนดไว้ว่า การสังหารแต่ละครั้งต้องเว้นระยะห่างสามวัน มิฉะนั้นอาจเสี่ยงต่อการคลุ้มคลั่ง ทว่าจะทิ้งช่วงนานเกินเก้าวันมิได้ เพราะจะทำให้พิธีกรรมต้องเริ่มต้นใหม่
‘ฮิโซกะ’ ใช้ประโยชน์จาก ‘เทศกาลฝัน’ ลงมือสังหารทั้งหมดให้เสร็จสิ้นในคืนเดียว เมื่อกลับสู่โลกความจริง ในวันที่ชนเผ่าโบราณบุกมา ผู้ที่ ‘สมควรตาย’ ทั้งหมดก็ล้วนล้มตายในวันเดียวกัน มิได้ลากยาวไปถึงเดือนถัดไป ในประเด็นนี้ ลูเมี่ยนเชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่ม ‘วันเอพริลฟูล’ ที่ฉวยโอกาสระหว่างความวุ่นวาย ไล่ล่าปลิดชีพ ‘คนตาย’ ที่ชนเผ่าโบราณกว้างล้างไม่หมด ซึ่งเรื่องนี้สามารถพิสูจน์ได้จากคำให้การของสมาชิกปลายแถวหลายคนของกลุ่มวันเอพริลฟูล
กล่าวคือ ข้อกำหนดเรื่องระยะห่างไม่เกินเก้าวันนั้นบรรลุแล้ว แต่ลูเมี่ยนยังคงสงสัยว่า ‘ฮิโซกะ’ ทำอย่างไรจึงรักษาระยะห่างให้เกินสามวันได้
เขาใช้ประโยชน์จากธรรมชาติพิเศษของแดนฝัน ซึ่งยังคงเป็นเพียงความฝัน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเรื่องระยะห่างอย่างน้อยสามวันหรือ? การสังหารในความฝันจะไม่ส่งผลถึงโลกความจริง จึงไม่เพิ่มความเสี่ยงในการคลุ้มคลั่งหรือ? ลูเมี่ยนครุ่นคิดถึงพิธีเลื่อนลำดับของ ‘ฮิโซกะ’ พลางเดินสำรวจห้องต่างๆ บนชั้น 3
หลังจากค้นห้องที่เทวานาโคใช้นอนเสร็จ เด็กหนุ่มก็ยิ้มพลางกล่าวกับอมันดีน
“นอกจากคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง คุณได้พบเจอเรื่องใดอีกบ้าง?”
อมันดีนเม้มริมฝีปาก ขมวดคิ้ว ดิ้นรนครู่หนึ่งก่อนจะตัดพ้อ
“ฉันให้ความร่วมมือดีถึงเพียงนี้ เมื่อกลับสู่โลกความจริง จะได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์สักเหรียญบ้างไหม?”
บิดาของเธอ เปอตี เคยได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์แห่งอินทิส จึงได้รับการขนานนามว่าท่านเซอร์
โดยไม่รอคำตอบจากลูเมี่ยน อมันดีนก็เอ่ยขึ้นเองว่า
“ฉันยังได้พบผู้หญิงคนหนึ่ง ท่าทีเหมือนกับคนบ้าไม่มีผิด”
“ในขณะนั้น ฉันตั้งใจจะไปที่โรงแรมบริโอ เพื่อดูว่าเหล่าคุณชายคุณหญิงที่มาล่าสัตว์ในเมืองทิซาโม จะมีพฤติกรรมเช่นไรในแดนฝันแห่งนี้ และมีนิสัยอีกมุมหนึ่งเป็นอย่างไร”
“เมื่อฉันไปถึงหน้าห้องหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงคนในห้องขับขานบทเพลงประหลาด ทันใดนั้น หญิงสาวเสียสติคนที่ว่า ก็โผล่มาจากด้านหลังฉันกับโรเบิร์ต โดยมีสติรู้ตัวเช่นเดียวกัน”
“เธอมีรูปโฉมงดงาม เพียงแต่วิกลจริต ส่วนฉันในยามนั้นเปรียบดั่งเด็กที่ได้ของเล่นชิ้นใหม่ อยากทดลองพลังของตัวเอง คิดว่าหากมีโรเบิร์ตร่วมมือ ก็คงต่อกรกับผู้วิเศษส่วนใหญ่ได้โดยง่าย คนหนึ่งควบคุม อีกคนโจมตี”
“แต่ผลลัพธ์คือ…พวกเราสองถูกเธอควบคุม โรเบิร์ตถูกทุบจนสลบ ถูกเปลื้องผ้าเปลือยกาย แล้วแขวนไว้บนหอระฆัง ข้างกายมีแมลงกองใหญ่ ส่วนฉัน…ฉันถูกแขวน…แขวนเหนือบ่อสิ่งปฏิกูล ค่อยๆ…ค่อยๆ จมลงไป…”
เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ อมันดีนทำท่าราวกับจะอาเจียนออกมา
ในเมืองทิซาโม นอกเหนือจากโรงแรมบริโอ โบสถ์นักบุญฌอน กองบัญชาการตำรวจ และสถานที่อีกไม่กี่แห่งแล้ว แทบไม่มีผู้ใดใช้ส้วมชักโครก
กามูส์นึกภาพเหตุการณ์เช่นนั้น แล้วอดรู้สึกเวทนาอมันดีนมิได้
นังบ้า? พวกที่ขับขานบทเพลงคือสมาชิกปลายแถวของ ‘วันเอพริลฟูล’ ที่ร่วมกันเล่นพิเรนทร์ในเมืองทิซาโมหรือ? ลูเมี่ยนเดินสำรวจห้องชั้น 3 จนครบถ้วน แล้วยิ้มมองอมันดีนพลางเอ่ยถาม
“หลังจากนั้นล่ะ?”
อมันดีนสูดหายใจลึกๆ ให้จิตสงบ ก่อนจะเอ่ยตอบ
“เธอยังถามด้วยว่า เหตุใดฉันจึงยังมีสติรู้ตัว หลังจากฉันเล่าเรื่องของโรเบิร์ตกับหลวงพ่อคาลีให้ฟัง เธอก็วิ่งไปทางโบสถ์นักบุญฌอนอย่างร่าเริง ทิ้งฉันไว้เบื้องหลัง เสียเวลาอยู่นานกว่าฉันจะหาทางหลุดพ้นจากสถานการณ์วิกฤตินั่นได้”
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับพลางกล่าว
“ไปกันเถอะ โบสถ์นักบุญฌอนน่ะ”
เด็กหนุ่มตั้งใจว่าจะรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมจากหลวงพ่อคาลีกับโรเบิร์ตเสียก่อน แล้วจึงค่อยพิจารณาว่าจะใช้ ‘แว่นส่องความลับ’ และ ‘เนตรสัตย์จริง’ ในบ้านของ ‘ฮิโซกะ’ ในแดนฝันหรือไม่
“ตกลง” อมันดีนพยายามไม่แสดงท่าทีกระตือรือร้นจนเกินไป
เธอปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้เห็นว่าโรเบิร์ต คู่หมั้นของตน มีปฏิสัมพันธ์กับหลวงพ่อคาลีเช่นไร
คณะห้าคนเดินเท้าออกจากบ้านของ ‘ฮิโซกะ’ มุ่งหน้าสู่โบสถ์นักบุญฌอน ลูเมี่ยนมิได้ใช้พลัง ‘เทเลพอร์ต’ เพราะไม่ต้องการสิ้นเปลืองพลังวิญญาณโดยใช่เหตุ อีกทั้งร่างจำแลงหอกเพลิงก็ไม่สามารถบรรทุกผู้อื่นไปด้วยได้
โชคดีที่เมืองทิซาโมมิได้กว้างใหญ่นัก ท่ามกลางเสียงร้องเสียงโหวกเหวก ใช้เวลาเพียงไม่นาน พวกเขาก็เดินเลียบเงาริมทางมาจนถึงสี่แยกที่โรงแรมบริโอตั้งตระหง่านอยู่
ลูเมี่ยนชี้ไปยังโรงแรมบริโอ พลางเอ่ยเตือนอมันดีน
“อย่าได้ขึ้นไปชั้น 2 ของโรงแรมบริโอเป็นอันขาด เชื่อผมเถอะ คุณจะได้พบกับสิ่งที่น่าพรั่นพรึงยิ่งกว่าที่สตรีวิกลจริตผู้นั้นนำพามาเสียอีก”
ดวงตาของอมันดีนเบิกกว้างขึ้น ก่อนจะเอ่ยตอบ
“ตกลง”
ทั้งห้าเลี้ยวเข้าถนนอีกสาย ผ่านร้านกาแฟบูเนีย กองบัญชาการตำรวจ และลานกว้าง มาถึงด้านนอกโบสถ์นักบุญฌอนโดยใช้เวลาเพียงไม่นาน
ลูเมี่ยนมิได้รีบเข้าไปข้างใน แต่อ้อมไปด้านข้าง งัดหน้าต่างกระจกสีแล้วชะเง้อมองเข้าไปข้างใน
เพียงแวบเดียว ทั้งเขาและอมันดีนที่ชะโงกมองอยู่ข้างกัน แทบจะ ‘ตาบอด’ ไปด้วยกันทั้งคู่
ภายในห้องโถงของโบสถ์ เบื้องหน้าแท่นบูชาสุริยันเจิดจรัส บุรุษสี่ห้านายเปลือยกายคุกเข่าอยู่ พวกเขาล้วนเป็นชาวทวีปเหนือ และหนึ่งในนั้นคือโรเบิร์ต คู่หมั้นของอมันดีน
หลวงพ่อคาลีก็มิได้สวมอาภรณ์ใดเช่นกัน มือถือพระคัมภีร์ที่เปิดอยู่ เดินวนเวียนไปมาระหว่างโรเบิร์ตกับคนที่เหลือด้วยสีหน้าตื่นเต้นเร้าใจ พลางเปล่งวาจาว่า
“พระองค์ดำเนินท่ามกลางแสงสว่าง พระองค์โปรยปรายความอบอุ่น พระองค์ส่องสว่างแก่โลก…”
ทุกครั้งที่จบคำเทศนา หลวงพ่อคาลีดูจะตื่นเต้นขึ้นอีกระดับ ตื่นเต้นในทุกๆ แง่มุมความหมาย
……………………………………………………..