ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 678 ปาร์ตี้อันเหนือคาด
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 678 ปาร์ตี้อันเหนือคาด
ตอนที่ 678 ปาร์ตี้อันเหนือคาด
Ink Stone_Fantasy
อมันดีนกวาดตามองหลวงพ่อคาลี ผู้เปลือยกายเทศนาสั่งสอนไม่หยุด ทั้งจากบนลงล่างและล่างขึ้นบนหลายครา ก่อนที่จะหันเหสายตาไปยังโรเบิร์ต คู่หมั้นของตนซึ่งกำลังคุกเข่าอยู่ด้านข้างหลวงพ่อ
ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อน เจ้าของผิวพรรณขาวซีดราวกับไม่โดนแดดมาเนิ่นนาน ดูแตกต่างจากบุคลิกอันเยือกเย็นที่เคยเป็น บัดนี้เขาก็ตื่นเต้นเร้าใจไม่แพ้ผู้ใด ทว่ายังคงข่มอารมณ์ไว้ได้ รอคอยให้หลวงพ่อเทศนาจบด้วยความอดทน
ส่วนบุรุษเปลือยกายที่เหลือ กลับทวีความกระสับกระส่ายในทุกขณะ จนเริ่มส่งเสียงอึกทึกครึกโครม
แต่เห็นได้ชัดว่าพวกเขาล้วนเกรงกลัวหลวงพ่อคาลี แม้จะอยู่ในแดนฝันอันไร้ซึ่งการควบคุมตัวเอง ก็ยังไม่รีบร้อนเร่งรัดให้ปาร์ตี้เกิดขึ้น เพียงขยับกายเล็กน้อยเป็นครั้งคราว
หากสุริยันเจิดจรัสกำลังทอดพระเนตรลงมา พระองค์ก็คงจะแผดเผาพวกเขาทุกคนจนมอดไหม้…อมันดีนผู้ศรัทธาในสุริยันเจิดจรัส นึกอยากจะคุกเข่าลงเพื่อสำนึกผิดเสียให้ได้
ช่างเป็นภาพที่ลบหลู่ดูหมิ่นพระองค์เหลือเกิน!
หลวงพ่อคาลีประคองพระคัมภีร์ที่เปิดอยู่ สีหน้าเผยความตื่นเต้นอันผิดวิสัย พลางเทศนาคำสอนของสุริยันเจิดจรัสแก่บรรดาบุรุษเปลือยกายเหล่านั้น
“พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า แสงตะวันย่อมส่องสว่างเสมอภาคแก่ทุกผู้คน…”
ระหว่างการเทศนา สายตาของหลวงพ่อคาลีกวาดมองใบหน้า แผ่นอก และท่อนล่างของโรเบิร์ตกับชายชาวทวีปเหนือคนอื่นอยู่บ่อยครั้ง แววตาฉายความพึงพอใจ ปีติ และความเสพสุขที่ไม่อาจข่มกลั้น
ลูเมี่ยนเคยเชื่อว่าตนคือเด็กหนุ่มเจนโลกคนหนึ่ง อีกทั้งยังเคยทำลายพิธีศักดิ์สิทธิ์ของศาสนจักรมาก่อน แต่ภาพเบื้องหน้านี้กลับยังเกินกว่าจินตนาการของเขา จนต้องตะลึงงันอยู่ชั่วขณะ
หรือว่าในบรรดาชาวอินทิสทั้งหมด นักบวชแห่งศาสนาสุริยันเจิดจรัสจะเป็นกลุ่มที่ ‘โดดเด่น’ ที่สุด?
เพียงพริบตาเดียว ข้อมูลเกี่ยวกับหลวงพ่อคาลี รวมถึงผลการเฝ้าสังเกตตลอดหลายวันที่ผ่านมา ทยอยผุดขึ้นในห้วงคำนึงของลูเมี่ยน
หลวงพ่อคาลีเป็นชาวเมืองท่าไพลอส มีสายเลือดไบลัมตะวันตกขนานแท้ เป็นชนพื้นเมืองชั้นต่ำของทวีปใต้ เริ่มต้นจากการเป็นคนรับใช้ในโบสถ์ แล้วฉวยโอกาสพลิกผันโชคชะตา ภายหลังทุ่มเททำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนในที่สุดก็ได้เป็นอธิการโบสถ์ประจำเมืองทิซาโม
เขากระหายตำแหน่งที่สูงกว่านี้ กระหายการยอมรับที่มากขึ้น โดยเฉพาะการยอมรับจากชาวทวีปเหนือ…
“ความกระหายที่สั่งสมมานานเช่นนี้ ทำให้ความปรารถนาของหลวงพ่อคาลีบิดเบี้ยว แอบลงมือกับบุรุษจากนานาประเทศบนทวีปเหนือ พยายามพิชิตพวกเขา เพื่อให้ได้มาซึ่งการยอมรับในจินตนาการของตน?”
“พวกโรเบิร์ตล้วนยังอายุน้อย หากหลวงพ่อคาลีเริ่มกระทำเช่นนี้มาหลายปีแล้ว แรกเริ่มทุกคนก็คงยังเป็นเพียงเยาวชนที่จิตใจยังพัฒนาไม่เต็มที่ บัดซบ…ไอ้พวกหลวงพ่อนี่นะ…” ขณะที่ลูเมี่ยนวิเคราะห์สถานการณ์ตรงหน้า ภาพของโอลัวร์ผู้เป็นพี่สาวก็ผุดขึ้นในห้วงคำนึงอีกครา
เมื่อครั้งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านกอร์ตู เขาไม่ชอบเข้าโบสถ์ น้อยครั้งนักที่จะร่วมพิธีมิสซาหรือสวดมนต์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโอลัวร์เองก็ไม่ชื่นชอบ จึงวางตัวเป็นแบบอย่าง อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะโอลัวร์มักกังวลโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่อยากให้ลูเมี่ยนวัยเพียงสิบสองสิบสาม ได้อยู่ตามลำพังกับนักบวชในโบสถ์ จึงคอยสั่งสอนเขาอยู่เนืองๆ ด้วยคำพูดทำนองว่า ‘เด็กผู้ชายก็ต้องระวังตัว’ และ ‘หลวงพ่อหลายรูปก็ชื่นชอบเด็กผู้ชาย’
เมื่อข่มความคิดถึงที่ผุดขึ้นกะทันหันลงได้ ลูเมี่ยนก็เพ่งสมาธิจดจ้องหลวงพ่อคาลี ผู้ยังคงตั้งอกตั้งใจเทศนา ยิ่งเทศน์ไปก็ยิ่งตื่นเต้น จนกระทั่งเริ่มมั่นใจว่า การวิเคราะห์เมื่อครู่ของตนคงไม่ผิดแล้ว
การเทศนาอันยืดยาวก่อนงานเลี้ยงสังสรรค์ของบุรุษ มิใช่สิ่งที่คนปกติจะคิดขึ้นและลงมือทำ เพราะมันดูไร้สาระเกินไป
แต่เมื่อพิจารณาว่า หลวงพ่อคาลีกระหายที่จะถูกผู้ดีชาวทวีปเหนือยอมรับ โดยเฉพาะการยอมรับในฐานะอธิการโบสถ์ของศาสนจักรสุริยันเจิดจรัส ทุกสิ่งก็ดูเข้าใจได้ไม่ยากเลย!
“แต่ปัญหาก็คือ เขาได้สร้างความอัปยศต่อสุริยันเจิดจรัส สร้างความอัปยศต่อนักบุญฌอน เหล่าพระองค์กลายเป็นเพียงอุปกรณ์ประกอบการแสดงหลวงพ่อคาลีเท่านั้น…” ขณะที่ลูเมี่ยนไตร่ตรองถึงตรงนี้ หลวงพ่อคาลีก็สิ้นสุดการเทศนา ‘อันทรงคุณค่า’
เขากางแขนทั้งสองข้างออก พลางเปล่งเสียงดังกังวาน
“สุริยันจงเจริญ!”
โรเบิร์ตกับกลุ่มชายหนุ่มที่เหลือ ผู้เปลือยกายและตื่นเต้นเร้าใจไม่ต่างกัน คุกเข่าอยู่บนพื้น กางแขนทั้งสองตามไป พร้อมเปล่งเสียงสรรเสริญพร้อมกันว่า
“สุริยันจงเจริญ!”
“ท่านเจ้าคุณอาร์ชบิชอปจงเจริญ!”
สุริยันคงไม่อยากรับคำสรรเสริญจากพวกคุณสักเท่าไร แล้วก็…ท่านเจ้าคุณอาร์ชบิชอปสินะ หึๆ สอดคล้องกับที่หลวงพ่อคาลีกระหายจะได้ตำแหน่งสูงส่ง ในงานเลี้ยงสังสรรค์บุรุษครั้งนี้ เขากำชับให้ผู้ร่วมงานทุกคนปฏิบัติต่อตนเสมือนอาร์ชบิชอป…พอพิธีดำเนินไปถึงจุดหนึ่ง ก็คงจะมอบ ‘พร’ จากองค์เทพให้แก่คนเหล่านี้กระมัง? ลูเมี่ยนพอจะจินตนาการภาพที่กำลังจะเกิดขึ้นได้แล้ว
หลวงพ่อคาลีหันกายด้วยความพึงพอใจยิ่ง วางพระคัมภีร์ในมือลงบนแท่นบูชาอย่างสำรวม
จากนั้น เขาก้าวไปยืนเบื้องหน้าโรเบิร์ต ประดุจอาร์ชบิชอปที่กำลังจะประทานพรแก่ศาสนิกชน
บุรุษที่เหลือต่างพัวพันกันไปมา
ส่วนกามูส์ เรียห์ และลูกาโน ที่ยืนมองเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านหน้าต่างกระจกสีอีกบานหนึ่ง ต่างก็ตะลึงงันจนพูดไม่ออก
โดยเฉพาะเรียห์ แม้จะเคยผ่านเรื่องราวอันโศกเศร้ามานับไม่ถ้วน แต่ภาพเบื้องหน้ากลับยังทำให้เธอรู้สึกราวกับดวงตา สมอง และดวงวิญญาณถูกย่ำยีไปพร้อมกัน
เมื่อได้สติกลับคืนมา ความโกรธแค้นก็พลุ่งพล่านขึ้นในใจของเรียห์ทันที
เคียงข้างเธอ ลูเมี่ยนนึกถึงรายละเอียดบางอย่าง จึงกระซิบถามอมันดีนว่า
“โรเบิร์ตกับหลวงพ่อคาลีเป็นชู้รักกันตั้งแต่เมื่อไร?”
อมันดีนละสายตาอันแปดเปื้อนกลับมา ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยตอบ
“ราวปีกว่าหลังจากหลวงพ่อคาลีมาถึงทิซาโม น่าจะสามปีกว่ามาแล้ว”
ลูเมี่ยนขมวดคิ้วพลางถามต่อ
“พวกเขาเป็นชู้รักกันในความเป็นจริงด้วย หรือแค่ในช่วงเทศกาลฝัน?”
“ในความเป็นจริงด้วย” อมันดีนตอบอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล…หลวงพ่อคาลีอยู่ที่เมืองทิซาโมมาปีกว่าแล้ว สมควรจะมีจิตใจสงบนิ่ง ข่มกิเลสตัณหา ปราศจากราคะและอารมณ์รุนแรง เหตุใดจึงยังล่วงเกินโรเบิร์ตและคนหนุ่มอื่นๆ อยู่อีกล่ะ? เห็นทีว่า หลวงพ่อคาลีคงมีความผิดปกติบางอย่างซุกซ่อนอยู่ในตัว และมันน่าจะเชื่อมโยงกับต้นกำเนิดของ ‘เทศกาลฝัน’ จึงเป็นเหตุให้เขาคือผู้ประกาศเริ่มต้น ‘เทศกาลฝัน’… ขณะที่ลูเมี่ยนกำลังไตร่ตรอง ก็เห็นเรียห์ยกคันธนูอย่างเดือดดาล พลางเล็งเข้าไปภายในโบสถ์ ซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยภาพอุจาดตาและถ้อยคำต่ำทราม
แทบจะในเวลาเดียวกัน หลวงพ่อคาลีที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ ก็พลันเบี่ยงกายหลบ
ทันใดนั้น ดวงตาของลูเมี่ยนผู้ล้วงมือข้างหนึ่งสอดกระเป๋า ได้สะท้อนภาพของหลวงพ่อชาวพื้นเมือง เจ้าของผิวพรรณสีน้ำตาลเข้ม เบ้าตาลึก ผมดำหร็อมแหร็ม และรูปโฉมที่ขาดความนุ่มนวล สะท้อนร่างเปลือยเปล่าของอีกฝ่าย
ในบัดดล เด็กหนุ่มสัมผัสได้ถึงกระแสอันเยือกเย็นและน่าพรั่นพรึงที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย พวกมันพยายามจะแช่แข็งดวงจิตของเขาให้แน่นิ่ง เพื่อเข้ามาแทนที่เสียเอง
วิญญาณอาฆาตสิงร่าง!
ที่แท้หลวงพ่อคาลีก็มีพลังจำแลง ‘วิญญาณอาฆาต’ นี่เอง ก็ว่าทำไมที่ตอนเราสืบค้นจุดอ่อนของเขา กลับพบว่ามันซ่อนอยู่ในส่วนลึกของร่างกาย อยู่ในดวงจิต…หึๆ ‘วิญญาณอาฆาต’ กำลังเทศนาในโบสถ์สุริยันเจิดจรัสท่ามกลางแสงตะวันได้หน้าตาเฉย จะมีใครจินตนาการถึงเรื่องพรรค์นี้ได้บ้าง? พลัง ‘วิญญาณอาฆาต’ ของหลวงพ่อคาลี คงไม่ได้มาจากการดื่มโอสถแน่ มิเช่นนั้นคงถูกค้นพบและชำระล้างไปนานแล้ว…หรือจะเป็นพรชนิดหนึ่ง? ลูเมี่ยนพลันเข้าใจกระจ่างแจ้ง
เด็กหนุ่มอาศัยความแกร่งกล้าของดวงจิตในลำดับ 5 ของตน ทุ่มสุดกำลังต่อสู้แย่งชิงการควบคุมร่างกายกับหลวงพ่อคาลี
เขาไม่รีบร้อนกระตุ้นตราประทับออร่า ‘จักรพรรดิโลหิต’ หากแต่มองไปยังอมันดีน เอ่ยถ้อยคำอย่างยากลำบากทีละคำว่า
“ส่งเข้าความฝัน…ใส่…ผม…กับ…คาลี…”
ลูเมี่ยนทราบดีว่า พลังบังคับเข้าฝันของอมันดีน ปัจจุบันยังทำได้เพียงครั้งละหนึ่งคน แต่หลวงพ่อคาลีกำลังสิงร่างเขาอยู่ ดวงจิตเกิดการพัวพัน บางทีอาจถือเป็นหนึ่งเดียวกันได้
ส่วนเรื่องที่ว่า ‘วิญญาณอาฆาต’ จะฝันได้หรือไม่นั้น ลูเมี่ยนยังไม่อาจรู้แน่ชัด แต่อย่างไรเสียเขาก็ยังมีไม้ตายอยู่
ท่ามกลางเสียงแก้วแตก กระจกสีถูกลูกธนูของเรียห์ยิงทะลุ แตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อยร่วงหล่นลงพื้น
ลูกธนูที่เคลือบด้วยสายฟ้าสีเงินขาวพุ่งทะยานข้ามระยะสิบกว่าเมตร ทะลุผ่านจุดที่หลวงพ่อคาลียืนอยู่เมื่อครู่ ปักเข้ากับโต๊ะไม้ที่วางเชิงเทียน
เปรี๊ยะปร๊ะ! ท่ามกลางประกายสายฟ้าที่แลบไหว โต๊ะไม้ยาวหักขาดกลาง ทรุดลงกับพื้นด้วยเสียงดังสนั่น เทียนที่จุดอยู่กลิ้งกระเด็นไปคนละทิศละทาง
โรเบิร์ตที่ยังอึ้งกับการจากไปอย่างฉับพลันของหลวงพ่อคาลี เริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนอง เขาอ้าปากกว้าง พลางเปล่งถ้อยคำประหลาดด้วยภาษาพิสดาร
ฮู่!
ราวกับสายลมหนาวจากแดนเหนือสุดของจักรวรรดิฟุซัค พัดกระโชกเข้ามา พร้อมกับมีร่างพร่าเลือนชวนพิศวง ไม่คล้ายมนุษย์ปรากฏขึ้นกลางอากาศ แล้วพุ่งเข้าสิงร่างของโรเบิร์ต
ร่างของโรเบิร์ตพลันปกคลุมด้วยน้ำแข็งดุจดังชุดเกราะ ในมือปรากฏเคียวน้ำแข็งเล่มยักษ์ คมกริบและเป็นประกาย
โรเบิร์ตลากเคียวยักษ์นั่น วิ่งพุ่งเข้าหาเรียห์ กามูส์ และคนที่เหลือ
ทุกที่ที่เขาเคลื่อนผ่าน พื้นจะจับตัวเป็นน้ำค้างแข็ง ผนังผุดแท่งน้ำแข็งขึ้นทีละแท่งสองแท่ง
ณ ห้องแห่งหนึ่งบนชั้น 4 ของโรงแรมบริโอ ฝั่งติดทางแยก
หลังจากมองลูเมี่ยนและคณะผ่านที่นี่ไป มุ่งหน้าสู่ถนนที่ตั้งของโบสถ์นักบุญฌอนแล้ว ร่างสองร่างที่ซ่อนอยู่หลังม่านก็ก้าวออกมา
หนึ่งในนั้นเป็นบุรุษ มีโครงหน้าคมชัด ผิวพรรณดุจชาวทวีปเหนือ ตาสีเขียวเข้ม สวมชุดออกงานสีเทาเข้ม พร้อมหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูงสีดำ อีกคนเป็นสตรี ผิวละเอียดอ่อน งามล้ำด้วยเครื่องหน้า ตาสีน้ำเงินลึกล้ำ สวมชุดกระโปรงยาวสีอ่อนที่สะดวกต่อการเคลื่อนไหว สวมหมวกขนนกประดับมุก ทั้งสองคือคู่สามีภรรยาที่ลูเมี่ยนเห็นเข้าพักที่โรงแรมบริโอในยามดึก
พวกเขามาถึงเมืองทิซาโมเพียงไม่กี่สิบนาทีก่อน ‘เทศกาลฝัน’ จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
ยามนี้ ทั้งชายและหญิงต่างมีแววตาแจ่มชัด ปราศจากอารมณ์และพฤติกรรมรุนแรงใดๆ
“การที่หน่วยลาดตระเวนส่งคนมาที่เมืองทิซาโมอย่างกะทันหัน เห็นได้ชัดว่าพวกเขาค้นพบปัญหาบางอย่างแล้ว” สตรีผู้มีโฉมงามราวกับถูกแกะสลัก มองออกไปยังถนนเบื้องนอก เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “แถมยังค้นพบวิธีรักษาสติรู้ตัวในแดนฝันพิเศษแห่งนี้ด้วย”
บุรุษเจ้าของสีหน้าเยือกเย็น ผงกศีรษะรับพลางเอ่ยตอบ
“แต่สิ่งที่พวกเขารู้ยังถือว่าน้อยนิด แถมยังมุ่งไปผิดทาง”
“พวกเราก็เริ่มลงมือกันเถอะ” สตรีผู้สวมหมวกขนนกเป็นฝ่ายเดินนำไปยังประตู
ทั้งสองเดินตามกันลงบันไดอย่างรวดเร็ว
เมื่อมาถึงชั้น 2 มาดามในชุดกระโปรงยาวสีอ่อนพลันชะงักงัน เอียงหูฟังพลางเอ่ยออกมา
“คุณได้ยินเสียงแปลกๆ บ้างไหม?”
บุรุษผู้สวมหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูงตั้งใจฟังอยู่ครู่หนึ่ง ได้ยินเสียงเคี้ยวแผ่วเบาดังมาจากสักห้องในส่วนลึกของชั้น 2
เสียงนั้นดังอย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดห้วงแม้แต่วินาทีเดียว
……………………………………………………..