ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 679 สื่อวิญญาณ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 679 สื่อวิญญาณ
ตอนที่ 679 สื่อวิญญาณ
เมื่อเห็นโรเบิร์ตที่สวมเกราะน้ำแข็ง พร้อมลากเคียวน้ำแข็งยักษ์วิ่งทะยานมาทางกลุ่มของตนที่อยู่ตรงกระจกหน้าต่างสี กามูส์ก็รีบชักปืนลูกโม่พิเศษกระบอกใหญ่ออกมาเล็งไปเบื้องหน้าทันที
ทันใดนั้น เขาพลันรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แล่นขึ้นมาตามเท้าทั้งสองข้าง ร่างกายแข็งเกร็งราวถูกน้ำแข็งกัด จนข้อต่อเชื่องช้า ข้อมือสั่นระริกไม่หยุด
กามูส์เหลือบมองด้วยหางตา แม้โรเบิร์ตยังไม่ได้เข้ามาใกล้อย่างแท้จริง แต่น้ำค้างแข็งสีขาวบนพื้นและแท่งน้ำแข็งบนผนัง ก็ได้แผ่ขยายมาถึงตนแล้ว
ในรัศมีสิบกว่าถึงยี่สิบเมตรนี้ ความหนาวเหน็บรุนแรงเหลือหลาย ราวกับดินแดนขั้วโลกเหนือย้ายมาสถิตอยู่ที่นี่
ฉึก! เรียห์แผลงศรอีกดอก เส้นสายพลังไฟฟ้าสีเงินขาวพันรอบลูกธนู
โรเบิร์ตมิได้หลบเลี่ยง เพียงออกแรงสองแขน เหวี่ยงเคียวน้ำแข็งยักษ์ฟาดออกไปเบื้องหน้าอย่างดุดัน
เคร้ง!
เคียวยักษ์ปัดลูกธนูกระเด็น เหลือเพียงประกายไฟฟ้าจำนวนหนึ่งที่ยังตกค้างอยู่ พุ่งเข้าใส่ร่างของโรเบิร์ตอย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางเสียงเปรี้ยะๆ โรเบิร์ตชาวูบไปชั่วครู่ ก่อนจะวิ่งทะยานต่อไปยังทางกลุ่มของเรียห์
กามูส์เห็นแล้วก็ถึงกับตะลึงงัน
เขามิได้ประหลาดใจที่โรเบิร์ตสามารถควบคุมเคียวน้ำแข็งได้อย่างคล่องแคล่วปราดเปรียว อีกทั้งยังสร้างอาณาเขตน้ำแข็งได้กว้างใหญ่เพียงนี้ หากแต่ตกตะลึงที่อีกฝ่ายวิ่งเข้ามาประชิดตัว ใกล้จะเข้าสู่รัศมีห้าเมตรเต็มที
“เขาไม่รู้หรือว่าเรามีพลัง ‘ทะลวงจิต’?”
“เขาไม่รู้หรือว่า ‘ทะลวงจิต’ จะสำแดงฤทธิ์เดชในระยะห้าเมตร?”
“หรือว่าเขาไม่เคยปะทะกับผู้วิเศษระดับกลางของเส้นทาง ‘ผู้ตัดสิน’ มาก่อนเลย?”
“ก็จริง ทั้งหน่วยลาดตระเวนและองครักษ์นายพล ต่างไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าโรเบิร์ตและมิสอมันดีนเป็นผู้วิเศษ หลังจากที่พวกเขาได้รับพลังวิเศษในเทศกาลฝัน ก็คงแทบไม่เคยใช้กับภายนอกเลย มีเพียงเทศกาลฝันประจำปีเท่านั้นที่จะได้ใช้พลังอย่างสุดเหวี่ยง ศัตรูที่เป็นผู้วิเศษให้เลือกสู้ก็มีไม่มาก…”
ท่ามกลางกระแสความคิด กามูส์ไม่ปล่อยโอกาสนี้หลุดลอย ทันทีที่โรเบิร์ตก้าวเข้าสู่รัศมีห้าเมตร ดวงตาของเขาก็พลันเปล่งประกายสายฟ้าสองเส้นอันเจิดจ้า
ทะลวงจิต!
สายฟ้าสองเส้นพุ่งออกไป ทะลวงผ่านเข้าสู่ศีรษะของโรเบิร์ตในพริบตา
โรเบิร์ตร้องโหยหวนด้วยความทุกข์ระทมในทันใด ไม่อาจควบคุมร่างที่กำลังพุ่งทะยาน จึงล้มคะมำไปเบื้องหน้า กลิ้งเกลือกไปมาด้วยความเจ็บปวด
เคียวน้ำแข็งยักษ์ถูกเขาโยนทิ้งไว้ข้างกาย
เรียห์ที่กำลังเล็งธนูที่สอดอยู่บนสาย คอยเคลื่อนตามการเกลือกกลิ้งแบบสุ่มของโรเบิร์ต ในดวงตาของเธอ เปลวโทสะพลันปะทุราวกับมีตัวตน ระเบิดออกมาจากภายในร่างกาย กล้ามเนื้อทั้งตัวพลันปูดโปนขึ้นพร้อมกัน
ระเบิดโทสะ!
นี่คือ ‘ระเบิดโทสะ’ ที่เรียห์ใช้โดยการสะสมความโกรธ
มันคือพลังของ ‘ผู้บันดาลโทสะ’ ลำดับ 8 ของเส้นทาง ‘ลูกเรือ’ อาศัยการปลดปล่อยความโกรธที่สะสมไว้ ทำให้การโจมตีของตนเพิ่มพูนอย่างมหาศาล
ถึงเรียห์จะอยู่ในลำดับนี้ แต่ธนูล่าสัตว์ในมือเธอคือวัตถุวิเศษที่ทรงพลังอย่างยิ่ง เป็นอาวุธร้ายกาจที่เธอทุ่มเงินเก็บทั้งหมดซื้อมาก่อนจะเข้าประจำการในเมืองทิซาโม ชื่อของมันคือ ‘อสนีคำราม’ สามารถใช้งานได้สองปี
ในไม่ช้า โรเบิร์ตก็หยุดการกลิ้งเกลือก แต่ยังไม่อาจหลุดพ้นจากความเจ็บปวดรุนแรงที่ ‘ทะลวงจิต’ นำมา จึงแข็งค้างอยู่กับที่ไปชั่วขณะ
เรียห์ไม่ลังเลอีกต่อไป มองดูลูกธนูที่มีสายฟ้าสว่างจ้าพันรอบหลายชั้น แล้วปล่อยมือขวาที่กุมสายธนู
ลูกศรพุ่งทะยานออกไป ทว่าสายฟ้าบนนั้นกลับแยกออกเป็นสองสายอย่างน่าประหลาด สายหนึ่งยังคงพันรอบลูกธนู อีกสายพุ่งแล่นออกไปทางขวา
นี่มัน…ม่านตาของเรียห์ขยายกว้าง ไม่อาจเข้าใจได้ว่า เหตุใดจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น
เธอเอียงศีรษะตามสัญชาตญาณ มองตามสายฟ้าที่แยกออกไป แล้วก็มองไปยังจุดหมายของมัน
เธอได้พบกับหลุยส์·แบรีที่พิงหน้าต่างอยู่ หลับตาสนิท กำลังทรุดร่างลงมา
นับตั้งแต่ได้ยินคำพูดของหลุยส์·แบรีเมื่อไม่กี่วินาทีก่อน อมันดีนก็เอาแต่จ้องเด็กหนุ่มด้วยความงุนงงระคนตื่นเต้น
นายพูดเองนะ งั้นฉันจะไม่เกรงใจแล้ว!
จากสัมผัสวิญญาณของเธอ ดวงวิญญาณของหลุยส์·แบรีกำลังพัวพันอยู่กับร่างวิญญาณอันน่าสยดสยอง ต่อสู้กันอย่างดุเดือดโดยใช้ทุกส่วนของร่างกายเป็นสนามรบ แต่เจ้าของร่างเดิมกำลังตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
ในสภาวะเช่นนี้ อมันดีนไม่อาจแยกทั้งสองฝั่งออกจากกันได้
เธอพอจะเข้าใจอย่างคลุมเครือแล้วว่า เหตุใดหลุยส์·แบรีจึงสั่งการเช่นนั้น
เขาต้องการให้เธอใช้พลังกับวิญญาณทั้งสองดวงไปพร้อมกันเลย
ส่วนลูเมี่ยนที่สั่งให้อมันดีนใช้พลังกับตัวเองนั้น กำลังทยอยเปล่งวาจาออกมาทีละคำ พลางขยับมือซ้ายที่สอดอยู่ในกระเป๋าอย่างยากลำบาก
มือซ้ายของเด็กหนุ่มมิได้สอดอยู่ในกระเป๋ากางเกงหรือกระเป๋าเสื้อ หากแต่เป็น ‘กระเป๋านักเดินทาง’
หลังจากมาถึงด้านนอกโบสถ์นักบุญฌอนและงัดหน้าต่างกระจกสีแล้ว ลูเมี่ยนก็สอดมือซ้ายใส่ ‘กระเป๋านักเดินทาง’ เพื่อเตรียมหยิบสมบัติวิเศษที่เหมาะสมออกมาในทุกเมื่อ
นี่คือการเตรียมความพร้อมสำหรับการปะทะที่อาจเกิดขึ้น
หากที่นี่มิใช่แดนฝัน มือซ้ายของเด็กหนุ่มคงสอดอยู่ในกระเป๋าเสื้อ ซึ่งมีนิ้วมือของมิสเตอร์ K นอนซุกอยู่
ก่อนที่วิญญาณอาฆาตจะครอบครองร่างโดยสมบูรณ์ ลูเมี่ยนอาศัยความเข้มแข็งของดวงวิญญาณ ‘ยมทูต’ ดิ้นรนล้วงเข็มกลัดออกมาจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’
มันคือเข็มกลัดรูปสายฟ้าสีเทาขาว ‘โทสะมหาสมุทร’!
ลูเมี่ยนกำเข็มกลัดแน่น พลางเหลือบไปเห็นอมันดีนเอนพิงผนังด้านข้าง กำลังกำหมัดแน่น แล้วหลับตาลง
ความคิดของเด็กหนุ่มพร่าเลือนในทันที เปลือกตาปิดลงอย่างหนักอึ้ง
เขาผล็อยหลับไป ค่อยๆ ทรุดร่างลงมา
หลวงพ่อคาลีในร่างของเขาก็สงบนิ่งไปเช่นกัน
ดูเหมือนวิญญาณอาฆาตตนนี้จะหลับไปด้วย ไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นเพราะธรรมชาติของมันที่ต้องหลับ หรือเพราะได้ครอบครองร่างแล้วจึงได้รับผลย้อนกลับ
เสียงเปรี๊ยะปร๊ะดังขึ้นฉับพลัน สายฟ้าที่แยกออกจากลูกศรของเรียห์ ฟาดเข้าใส่ร่างของลูเมี่ยนอย่างจัง แตกย่อยเป็นงูไฟฟ้าตัวเล็กแล่นกระจายไปทั่ว
นี่คือผลข้างเคียงของเข็มกลัด ‘โทสะมหาสมุทร’!
แม้เพียงพกติดตัว มันก็ทำให้ลูเมี่ยนมีโอกาสไม่น้อยที่จะถูกฟ้าผ่าในยามฝนตก และหากสวมใส่มันไว้โดยที่ยังไม่ได้โจมตีผู้ใด โอกาสที่จะเผชิญเหตุการณ์ข้างต้น ก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่า
ลูเมี่ยนมองว่า เมื่อเข็มกลัด ‘โทสะมหาสมุทร’ มีโอกาสดึงดูดฟ้าผ่าในยามฝนตก ก็เท่ากับว่ามันมีแรงดึงดูดพิเศษต่อสายฟ้า
ในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้จะปลอดฝน แต่หากมีต้นกำเนิดสายฟ้าอื่นอยู่ใกล้เคียง มันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?
คงมีโอกาสสูงที่จะดึงดูดสายฟ้าของผู้อื่นมาบางส่วน!
กระแสไฟฟ้าช่วยให้ลูเมี่ยนสะดุ้งตื่นจากห้วงฝัน หลุดพ้นจากอิทธิพลของพลัง ‘ฝันร้าย’ ที่ครอบงำ ชุดความคิดกลับคืนเป็นปกติ ทว่าร่างกายยังคงชาไปทุกส่วน
หลวงพ่อคาลีก็อยู่ในสภาพไม่ต่างกัน
‘วิญญาณอาฆาต’ ตนนี้เพิ่งฟื้นคืนสติ ก็รีบแยกตัวออกจากลูเมี่ยนโดยพลัน เพื่อหนีห่างจากอันตรายของกระแสไฟฟ้า
ใบหน้าของเขาปรากฏขึ้นบนกระจกบานใกล้ที่สุด ดูค่อนข้างริบหรี่เลือนราง
ลูเมี่ยนไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ ขณะติดเข็มกลัดรูปสายฟ้าสีเทาขาว ก็ล้วงปืนลูกโม่ออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’
เด็กหนุ่มยกมือขวาขึ้น เล็งปากกระบอกใส่ ‘วิญญาณอาฆาต’ หลวงพ่อคาลีที่ยังสับสนมึนงง ดวงตาสะท้อนประกายสีสันอันหลากหลายที่แผ่ออกจากร่างอีกฝ่าย
ส่วนที่เป็นสีขาวซีด บัดนี้กำลังขยายใหญ่อย่างรวดเร็วบนกระจกตาของลูเมี่ยน
ปัง!
ลูเมี่ยนเหนี่ยวไกอย่างเยือกเย็น ปลดปล่อยกระสุนสีเหลืองทองออกไป
พร้อมกับการยิง เข็มกลัด ‘โทสะมหาสมุทร’ ก็เปล่งประกายไฟฟ้าสีเงินขาว พุ่งทะยานไปหากระสุนนัดดังกล่าว จนเกิดเสียงเปรี้ยะๆ ดังกระหึ่มขณะพันรอบผิวกระสุน
นี่คือหนึ่งในพลังของเข็มกลัด ‘โทสะมหาสมุทร’ มันจะเพิ่มพลังไฟฟ้าเข้าไปในทุกการโจมตีของผู้สวมใส่!
หลังจากสูญเสีย ‘ชุดเกราะอหังการ’ ไปชั่วคราว นี่กลายเป็นหนึ่งในวิธีที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดของลูเมี่ยน ในการรับมือกับสิ่งมีชีวิตประเภทวิญญาณ
กระสุนสีเหลืองทองที่พันด้วยสายฟ้าสีเงินขาวปะทะกระจกสี จนมันแตกกระจายเสียงดังสนั่น ประกายไฟฟ้าจิ๋วกระเด็นกระดอนไปทั่ว
แต่มันไม่โดนหลวงพ่อคาลี ในจังหวะที่ลูเมี่ยนเหนี่ยวไก ‘วิญญาณอาฆาต’ ตนนี้ก็อันตรธานหายไปจากกระจก ย้ายไปโผล่บนพื้นผิวเงาวับของโคมระย้าคริสตัลบนเพดานสูงของโบสถ์
แฟลชกระจก!
อีกด้านหนึ่ง ลูกธนูของเรียห์พุ่งเข้าปะทะร่างของโรเบิร์ตอย่างแม่นยำ เกิดเสียง ‘ตึง’ ราวกับวัตถุหนักปะทะกัน
แกร๊ก
ชุดเกราะน้ำแข็งที่ห่อหุ้มร่างของโรเบิร์ต แตกร้าวในทันที แหลกละเอียดเป็นเศษน้ำแข็งร่วงกราวลงพื้น
เงาพร่ามัวที่แนบติดร่างของเขา หลุดออกไปภายใต้การโจมตีของงูไฟฟ้าที่เลื้อยวูบวาบ ก่อนจะอันตรธานหายไปในความว่างเปล่า
เนื่องจากชุดเกราะน้ำแข็งรับเอาความเสียหายส่วนใหญ่ไว้ โรเบิร์ตจึงได้รับผลกระทบไม่มาก เพียงแค่รู้สึกแน่นหน้าอกและตัวชาชั่วขณะ
ในยามนี้ เขารู้สึกเสียใจที่ไม่ได้สวมเสื้อผ้า เพราะอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการ ‘สื่อวิญญาณ’ ล้วนอยู่ในกระเป๋าลับของเสื้อผ้า อาทิ น้ำมันสกัดจากดวงจันทร์ หรือน้ำหอมกลิ่นศพ
วิญญาณที่เขาสามารถติดต่อได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์นั้นมีอยู่เพียงน้อยนิด และตัวเมื่อครู่ก็นับเป็นหนึ่งในวิญญาณที่ทรงพลังที่สุดแล้ว
เมื่อเห็นปืนลูกโม่พิเศษในมือกามูส์ กับลูกธนูของเรียห์ กำลังเล็งมาทางตนอีกครั้ง โรเบิร์ตก็ร้อนใจ นึกถึงวิธี ‘สื่อวิญญาณ’ ที่สามารถกระทำได้ในสถานการณ์ตรงหน้า
เขาขมวดคิ้ว แม้จิตใจจะหวาดกลัวความเจ็บปวด แต่ก็กัดปลายลิ้นตัวเองอย่างแรง
ถุด!
เขาถ่มเลือดจากปลายลิ้นที่ปนน้ำลายออกไปเบื้องหน้า ขณะที่เสียงประหลาดเริ่มดังออกมาจากลำคอ
มือคู่หนึ่งที่ดูราวกับหินผุกร่อน โผล่ขึ้นจากใต้กระเบื้องหินของโบสถ์ คว้าร่างของโรเบิร์ตแล้วกระชากเขาจมหายลงสู่ใต้พื้น
พื้นหินตรงนั้น ไม่รู้ว่าเมื่อใดกลายเป็นอ่อนนุ่มดุจหนองบึง หยดเลือดกลางอากาศก็อันตรธานหายไปในพริบตา
‘ผู้สื่อวิญญาณ’ เองหรือ? จากเหตุการณ์เมื่อครู่ กามูส์ได้แก้ไขการคาดเดาของตน เกี่ยวกับเส้นทางและลำดับของโรเบิร์ต
เขาไม่ได้อยู่เส้นทางเดียวกับมิสอมันดีนหรอกหรือ?
ไหนว่ารับพลังวิเศษมาจากหินยักษ์สีดำก้อนเดียวกัน?
กามูส์รีบถอยหลังไปหลายก้าว หยิบถุงกระสุนออกมา เริ่มเปลี่ยนกระสุนวิเศษให้ปืนลูกโม่
แม้องค์กรของรัฐมาตานีอย่าง ‘หน่วยลาดตระเวน’ จะไม่ได้ร่ำรวยหรือมีทรัพย์สั่งสมมากมาย แต่การรวบรวมกระสุนวิเศษซึ่งมีสรรพคุณต่างกันนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ด้วยในเมืองมีทั้งศาสนจักรสุริยันเจิดจรัส เทพจักรกลไอน้ำ รวมถึงพระแม่ธรณี อีกทั้งยังมีนักผจญภัยมากหน้าหลายตาเดินทางเข้าออก เหนือสิ่งอื่นใด เป้าหมายสำคัญที่หน่วยลาดตระเวนต้องระวังป้องกันคือ ‘โรงเรียนกุหลาบ’ และบางสาขาของ ‘นิกายวิญญาณ’ จึงต้องเตรียมตัวรับมือล่วงหน้าให้ถูกจุด
กามูส์รีบบรรจุกระสุนชำระล้างสีเหลืองทองเข้าไปในโม่ปืน แล้วปิดลงด้วยเสียงดังแป๊ก
ทันใดนั้นเอง หลวงพ่อคาลีที่เคลื่อนย้ายไปปรากฏบนกระจกสีอีกบานหนึ่ง ก็เผยร่างของตนออกมาอีกครั้ง
เขาอ้าปากกว้าง เปล่งเสียงที่สามารถทะลวงแก้วหูและทำร้ายร่างวิญญาณออกมา
“อ๊าาาา!”
เสียงกรีดร้องวิญญาณอาฆาต!
ปล. ต้นแบบตัวละครของหลวงพ่อคาลี ซึ่งข้าพเจ้าเคยเขียนไว้ในบันทึกการอ่านในบัญชีสาธารณะนั้น คือสงฆ์รองพิธีกรรมที่ครั้งแรกที่ได้ลิ้มลองสตรี แต่กลับแพ้แป้งหอม เข้าใจผิดว่าตนติดโรคสกปรกเข้า พอหายดีก็รีบสารภาพบาปกับพระเจ้า ตัดสินใจเปลี่ยนไปเล่นสวาทกับชายหนุ่มแทน ซึ่งข้าพเจ้าไม่ได้นำส่วนนี้มาใช้ แต่นำเสนอจุดที่เขาเป็นสงฆ์รองพิธีกรรม ไม่มีสิทธิ์เทศนา ไม่มีสิทธิ์อธิบายพระคัมภีร์ และไม่มีสิทธิ์ประกอบพิธีมิสซาตามลำพัง ดังนั้น ในเวลาต่อมาเมื่อจัดปาร์ตี้ชายหนุ่ม เขาจะเริ่มพิธีด้วยการเปลือยกาย แล้วเทศนา อธิบายพระคัมภีร์ และประกอบพิธีมิสซาให้ผู้ร่วมงาน แสดงให้เห็นถึงความหมกมุ่นในอำนาจ
บรรดาชายหนุ่มที่ถูกหลอกล่อมา มิใช่ทุกคนที่สมัครใจ มีผู้ร้องเรียนไปยังโบสถ์อยู่เนืองนิจ แต่ไม่มีใครยอมเชื่อ ไม่มีใครยอมสืบสวนอย่างจริงจัง จนกระทั่งครั้งหนึ่ง ผู้ร้องเรียนได้เอ่ยถึงพิธีเทศนา อธิบายพระคัมภีร์ และมิสซาที่จัดขึ้นในช่วงเริ่มปาร์ตี้ ไม่นานหลังจากนั้น สงฆ์รองพิธีกรรมผู้นี้ก็ถูกจับกุม ด้วยข้อหาล่วงละเมิด กล้าแย่งชิงสิทธิ์ของอธิการโบสถ์และบิชอป แอบประกอบพิธีมิสซา เทศนาและอธิบายพระคัมภีร์!
เป็นเหตุผลและบทสรุปที่ช่างขมขื่นและขบขันในคราวเดียวกัน
อา…ที่มาคือหนังสือ ‘มองโตยู’ (Montaillou)
……………………………………………………..