ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 683 ระบำ
ตอนที่ 683 ระบำ
เมื่อได้ยินถ้อยคำของสหาย สตรีในชุดกระโปรงยาวสีอ่อนก็เผยสีหน้าเคร่งขรึม
“ฉันก็รู้สึกคล้ายๆ กัน แต่ไม่ชัดเจนเท่าคุณ”
บุรุษในชุดทางการสีเทาเข้มค่อยๆ สงบอารมณ์ลง เหลียวมองไปเบื้องหลังพลางเอ่ยปาก
“พวกเราต้องรีบไปทางนั้นก่อน ดูเหมือนว่ายังมีความผิดปกติอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของพวกเรา”
สตรีในชุดกระโปรงยาวสีอ่อนพยักหน้ารับ
ทั้งสองพิจารณาทิศทาง แล้วเร่งฝีเท้า รีบออกจากหัวมุมถนนอย่างรวดเร็ว
…………
ลูเมี่ยนผู้สวมหมวกสานสีทอง นำอมันดีนและพวกโรเบิร์ต อ้อมผ่านด้านข้างโบสถ์นักบุญฌอนกลับเข้าจัตุรัสเล็กๆ
ในเวลานี้ กามูส์แลเห็นร่างหลายสาย เคลื่อนไหววนเวียนอยู่ในสุสานอีกด้านหนึ่ง
หัวใจของเขากระตุกวูบทันที เมื่อเพ่งพินิจมองไป ก็พบว่านั่นคือโครงกระดูกขาวซีดที่ห้อยผ้าขาดวิ่น กับร่างคล้ายมนุษย์ที่ก่อตัวจากผงธุลีละเอียด หลุมศพมากมายถูกทำลายไปแล้ว ป้ายหลุมศพที่เคยตั้งตระหง่านล้มระเนระนาดอยู่กับพื้น
“คนตายคืนชีพหรือ?” กามูส์ขมวดคิ้ว พลางถามอมันดีนที่อยู่เยื้องไปทางด้านหน้า “เทศกาลฝันสามารถปลุกโครงกระดูกและกระดูกได้ด้วยหรือ?”
ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย ต่างก็ต้องเฉลิมฉลองเทศกาลฝันหรือ?
อมันดีนพยักหน้ารับ
“มันแปลกตรงไหนล่ะ? พลังวิเศษที่โรเบิร์ตได้รับในเทศกาลฝัน ก็มาจากเส้นทาง ‘ผู้เก็บซากศพ’ อยู่ในขอบเขตของเทพมรณา นี่แสดงว่าเทศกาลฝันเองก็มี…อา…คุณลักษณะเช่นนี้อยู่แล้ว”
กล่าวมาถึงตรงนี้ อมันดีนรู้สึกปลาบปลื้มและภาคภูมิใจ ที่ตนมีความรู้ด้านนี้มากกว่าหน่วยลาดตระเวนเจนสนามเสียอีก เธอจึงเอ่ยปากปลอบประโลมกามูส์ว่า
“วางใจเถิด พวกโครงกระดูกและวิญญาณในสุสานล้วนสงบเสงี่ยม ต่างจากมนุษย์ในเทศกาลฝันโดยสิ้นเชิง ตราบใดที่ไม่เข้าใกล้พวกมัน ก็จะไม่ถูกโจมตี อีกทั้งพวกมันจะไม่เตร็ดเตร่ไปไหน เพียงแต่วนเวียนอยู่แถวหลุมศพของตัวเองเท่านั้น”
“ก็ต้องสงบเสงี่ยมอยู่แล้ว” ลูเมี่ยนที่เดินนำหน้า หัวเราะในลำคอพลางกล่าว “ปกติพวกมันไม่มีอารมณ์และตัณหาที่ต้องข่มกลั้นเอาไว้ จึงไม่ก่อให้เกิดภาพสะท้อนที่รุนแรงในแดนฝัน”
คนตายย่อมไม่มีอารมณ์!
แน่นอน ข้อยกเว้นคือผู้ที่ตายไปพร้อมกับความเคียดแค้นชิงขัง ทว่าเหล่าศพที่ถูกฝังร่างในสุสานของโบสถ์นักบุญฌอนนั้น ล้วนแล้วแต่ผ่านการชำระล้างมาทั้งสิ้น
“มุกตลกของคุณ ฟังแล้วขำไม่ออกเท่าไรเลย” อมันดีนอยากจะปลอบประโลมคู่หมั้นผู้เงียบงันของตนสักสองสามคำ แต่ก็รู้สึกว่าเมื่อครู่ได้เห็นท่าทีอันน่าอัปยศของเขา อีกทั้งตนเองก็มีส่วนร่วมในการสังหารคนรักของเขา ดูเหมือนจะไม่มีสิทธิ์เช่นนั้น พูดอะไรออกไปก็ล้วนดูหน้าไหว้หลังหลอก จึงได้แต่หันไปสนทนากับหลุยส์·แบรีแทน
ในใจของเธอพร่ำบ่นว่า
ฮึ! ในฐานะคู่หมั้นที่ได้รับการรับรองจากโบสถ์ การลงโทษชู้รักของคู่หมั้น ย่อมเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของฉัน เพียงแต่อาจรุนแรงเกินไปบ้างก็เท่านั้น แต่เมื่อเผชิญหน้ากับผู้ลบหลู่ซึ่งเป็นมาร แถมยังริอ่านลงมือกับผู้เยาว์ การกระทำเกินกว่าเหตุไปบ้าง ก็ยังถือว่าเป็นไปตามเจตจำนงของพระองค์!
ยิ่งไตร่ตรองคิด เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าตนมีสิทธิ์อันชอบธรรม
ลูเมี่ยนเดินเร็วๆ ไปตามเงาริมทาง ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยถาม
“ผู้ที่ถูกสังหารในเทศกาลฝัน จะถูกปลุกขึ้นมา กลายเป็นวิญญาณคนตายด้วยหรือไม่?”
“ก็มี แต่ต้องใช้เวลานานมาก ฉันเคยพบพวกมันแค่ครั้งเดียวในช่วงที่เทศกาลฝันใกล้จะสิ้นสุด พวกมันทั้งโหดเหี้ยมและเกรี้ยวกราด” อมันดีนกล่าวพลางรำลึกความหลัง
เรียห์ถือโอกาสถามไปในตัว
“เทศกาลฝันจะสิ้นสุดลงเมื่อใด?”
อมันดีนยิ้มพลางเอ่ยตอบ
“พวกคุณไม่สังเกตหรือ? นาฬิกาแขวนและนาฬิกาพกภายในนี้ยังคงเดินอยู่ เมื่อใกล้รุ่งสาง เทศกาลฝันก็จะสิ้นสุดลง”
“มีวิธีหนีออกจากเทศกาลฝันก่อนเวลาหรือไม่?” เป็นลูกาโนที่อยากรู้เรื่องนี้
“ไม่มีทาง ปกติแล้วยังพอมีสองวิธีคือ เข้านอนในบ้านของเทวานาโค หรือไปถึงสุดขอบของแดนฝัน แล้วได้รับการกระตุ้น แต่เมื่อเทศกาลฝันเริ่มขึ้นแล้ว ก็ต้องรอให้มันสิ้นสุดลงเองตามธรรมชาติเท่านั้น”
ลูกาโนหุบปากด้วยความผิดหวัง โดยไม่รู้ตัวก็ก้าวเข้าใกล้ลูเมี่ยนไปสองก้าว
กามูส์มองอมันดีนผู้มีย่างก้าวเบาหวิว เงียบไปครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจเอ่ยถาม
“คุณจะไม่กลับไปยังคฤหาสน์ต้นปาล์มเพื่อคุ้มครองพ่อแม่หรือ? ไม่กลัวหรือว่าพวกเขาอาจจะเสียชีวิตในเทศกาลฝัน?”
อมันดีนเบ้ปาก พลางยิ้มด้วยสีหน้าซับซ้อน
“ในเทศกาลฝันปีที่แล้ว ฉันตั้งใจกลับไปคุ้มครองพวกเขา แต่สิ่งที่ได้พบก็คือ ทั้งสองกำลัง ‘สนุก’ กันอยู่ ไร้วี่แววของการเผชิญอันตรายใดๆ…”
“แม่ของฉันชอบหาทาสชายชั้นต่ำที่สกปรกที่สุด แต่ร่างกายแข็งแรงกำยำ ด่าทอพลางร่วมรัก ฉันก็ไม่เข้าใจว่านี่เป็นสภาพจิตใจเช่นไร เกิดจากการกดทับในด้านใดในยามปกติ แต่ด้วยเหตุนี้ พวกทาสชายย่อมไม่ฆ่าเธอ ส่วนสาวใช้และทาสหญิงที่อาจริษยาและไม่พอใจเธอ เพียงแค่เข้าใกล้ก็จะถูกพวกทาสชายจับกดลง ให้เข้าร่วมกับพวกเขา”
“ส่วนพ่อของฉัน เขาได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์จากความสำเร็จบนทวีปใต้ ในยามปกติมักหวาดกลัวว่าจะถูกผู้ใดลอบโจมตี หรือเผชิญกับการก่อจลาจลของพวกทาส เขาจึงสร้างที่มั่นหลายแห่งในคฤหาสน์ สะสมเสบียงและอาวุธไว้มากมาย อีกทั้งยังฝึกฝนวิชาต่อสู้ ยิงปืน และความรู้ทางทหารอย่างไม่หยุดหย่อน แม้แต่ในเทศกาลฝัน พวกคนรับใช้และทาสก็ยากที่จะโจมตีเขาได้โดยไม่ทันตั้งตัว เพราะเมื่อทะลวงการป้องกันชั้นหนึ่งได้ ก็ยังมีอีกชั้น อย่างมากก็ทำได้เพียงไล่เขาไปซ่อนตัวอยู่ในที่มั่นแห่งใดแห่งหนึ่งเท่านั้น”
“เว้นเสียแต่จะมีผู้วิเศษผู้ใดผูกอาฆาตแค้น ตั้งใจมาเอาชีวิต หาไม่แล้ว พวกเขาก็คงปลอดภัยดี หากฉันอยู่คอยคุ้มครองพวกเขาที่คฤหาสน์ตลอดเวลา อาจกลับเป็นอันตรายเสียมากกว่า หึๆ…หมายถึงอันตรายต่อตัวฉันเอง เพราะคงมิอาจทนรับ ‘ความรัก’ จากเหล่าบุรุษและความริษยาจากสตรีทั้งหลายได้ ทั้งยังไม่อยากสังหารผู้คนโดยไม่จำเป็นด้วย”
นัยแฝงก็คือ ในยามที่ ‘เทศกาลฝัน’ พรากการยับยั้งชั่งใจไปจากผู้คน เธอหวาดกลัวที่จะเผชิญหน้ากับความอาฆาตมาดร้ายในส่วนลึกของจิตใจญาติมิตร จึงขอท่องเที่ยวไปให้ไกล พบเห็นด้านมืดของผู้อื่น ดีกว่าจะกลับไปเผชิญความจริงอันขมขื่นสินะ? ลูเมี่ยนพอเข้าใจความรู้สึกของอมันดีนอยู่หลายส่วน
เด็กหนุ่มมิได้สานต่อประเด็นเก่า เพียงหันไปทางโรเบิร์ตผู้นิ่งเงียบแล้วเอ่ยถาม
“ระหว่างการสื่อวิญญาณในยาม ‘เทศกาลฝัน’ กับยามปกติ คุณสัมผัสถึงความแตกต่างได้บ้างไหม?”
โรเบิร์ตที่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงขายาวสีดำกลับเข้าไปแล้ว นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยตอบ
“ไม่แตกต่าง”
เป็นเพราะคุณสมบัติของแดนฝันพิเศษ ซึ่งสามารถดูดซับอารมณ์และตัณหาอันแรงกล้า จะส่งผลกับสิ่งมีชีวิตเท่านั้น อีกทั้งดวงวิญญาณก็มักอยู่ในสภาวะที่แทบจะไร้การยับยั้งชั่งใจอยู่แล้ว จึงทำให้ไม่มีจุดต่างระหว่างโลกความจริงกับ ‘เทศกาลฝัน’ สินะ? หรือว่าโลกวิญญาณแห่งนี้ และเหล่าวิญญาณทั้งหลายล้วนเป็นมายา เป็นส่วนเพียงหนึ่งของความฝัน เกิดจากการรับรู้ของผู้คนบางกลุ่ม สอดคล้องกับจินตนาการของโรเบิร์ต เขาจึงรู้สึกว่าเหมือนกัน? มีโอกาสเป็นอย่างหลังมากกว่า เพราะ ‘ผู้สื่อวิญญาณ’ มิได้จำกัดอยู่เพียงการเชื่อมต่อและยืมพลังจากวิญญาณในบริเวณใกล้เคียง อีกทั้งโรเบิร์ตก็เพิ่งเล่าให้ฟังว่า เขาไม่สามารถสื่อวิญญาณกับบางเป้าหมายได้…ลูเมี่ยนเร่งสมองประมวลผล จนได้ข้อสันนิษฐานบางประการ
เด็กหนุ่มพากามูส์และคณะผ่านทางแยก รีบกลับเข้าไปในเรือนของเทวานาโค
เหตุที่เขาถามถึงเรื่องการสื่อวิญญาณ ก็เพราะเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับสิ่งที่เขากำลังจะกระทำ!
ณ ชั้น 2 ของบ้าน ‘ฮิโซกะ’ ลูเมี่ยนเอ่ยถามโรเบิร์ตผู้มีบุคลิกเยือกเย็น รูปโฉมค่อนไปทางอ่อนช้อยว่า
“คุณเคยสื่อวิญญาณที่นี่ไหม?”
“เคยลองแล้ว สามารถเชื่อมต่อกับวิญญาณในละแวกนี้ได้ แต่ก็ไม่มีอะไรพิเศษ” โรเบิร์ตตอบตามตรง
อมันดีนช่วยเสริมว่า
“เขาเคยลองในความจริง เคยลองในความฝัน และก็เคยลองในยาม ‘เทศกาลฝัน’ ด้วย”
“พวกเราต่างก็อยากไขปริศนาความพิเศษของที่นี่ อยากค้นหาสาเหตุ แต่เหล่าวิญญาณกลับไม่รู้เรื่องราวในแง่นี้เลย”
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ หยิบนาฬิกาพกเรือนทองของตนขึ้นมากดเปิดดูครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวกับโรเบิร์ต
“อีกสองนาที คุณขึ้นมาหาผม แล้วช่วยสื่อวิญญาณตามที่กำหนด จะขึ้นมาพร้อมกันทุกคนเลยก็ได้นะ”
โรเบิร์ตเห็นว่าตนไม่ต้องเผชิญหน้าเพียงลำพัง จึงรู้สึกโล่งใจอยู่บ้าง
ณ ห้องนอนของ ‘ฮิโซกะ’ บนชั้น 3
ลูเมี่ยนกางแขนทั้งสองออก แล้วเริ่ม ‘ระบำเรียกสถิต’ ของ ‘นักเต้น’ อีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ยามที่ใช้ ‘แว่นส่องความลับ’ สำรวจบ้านในโลกความจริง เด็กหนุ่มก็ค้นพบว่าที่นี่เชื่อมโยงกับหินยักษ์สีดำอย่างน่าประหลาด และเมื่อครู่หลวงพ่อคาลีก็ได้เผยว่า หินดำนั่นแท้จริงแล้วคือหลุมศพโบราณ อันเป็นบ่อเกิดพลังวิเศษของทั้งเขา โรเบิร์ต อมันดีน รวมถึง ‘ฮิโซกะ’ เทวานาโค และยังเป็นต้นกำเนิดของ ‘เทศกาลฝัน’ ด้วย
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น การทำ ‘ระบำเรียกสถิต’ ในบ้านของ ‘ฮิโซกะ’ ก็ย่อมมีโอกาสเรียกสิ่งประหลาด ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับหลุมศพโบราณสีดำนั่น หรือบางทีอาจได้รับข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับหลุมศพ หรือศพด้านใน
วิธีนี้ปลอดภัยกว่าการใช้ ‘แว่นส่องความลับ’ โดยตรง หรือการทำ ‘ระบำเรียกสถิต’ หลังจากพบหลุมศพโบราณสีดำแล้ว
อีกทั้ง ลูเมี่ยนก็ไม่คิดจะเปิดโอกาสให้สิ่งมีชีวิตประหลาดนั่นเข้าสิงร่างตน จึงจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากโรเบิร์ต เพื่อให้การสื่อวิญญาณยิ่งปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
‘ผู้สื่อวิญญาณ’ สามารถติดต่อกับวิญญาณในบริเวณใกล้เคียง หรือวิญญาณที่มีการชี้เฉพาะและพรรณนาไว้ชัดเจน ไม่เหมือนกัน ‘นักเต้น’ ที่สามารถอาศัย ‘ระบำเรียกสถิต’ ผนวกกับความพิเศษของตัวบ้าน เพื่อเรียกวิญญาณที่ซ่อนเร้นอยู่ห่างไกลให้มาปรากฏได้ ทว่าในทางกลับกัน ‘ผู้สื่อวิญญาณ’ จะสามารถยืมพลังจากวิญญาณที่เรียกมา เพื่อบรรลุผลลัพธ์เหนือธรรมชาตินานัปการ อีกทั้งยังสื่อสารกับวิญญาณได้อย่างละเอียด แต่ ‘นักเต้น’ ทำได้เพียงเลือกคุณสมบัติหรือพลังเพียงหนึ่งถึงสองอย่าง หรือไม่ก็ได้ความทรงจำเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น
ในท่วงท่าการระบำอันบิดเบี้ยว กังวาน และแปลกประหลาด พลังวิญญาณของลูเมี่ยนผสานรวมกับพลังพิเศษในสภาพแวดล้อม แผ่ขยายออกไปทั่วทุกทิศ
เมื่อการระบำอันเร่าร้อนใกล้ถึงจุดสำคัญ ในที่สุดก็มีบางสิ่งแผ่ซ่านจากใต้พื้นบ้านของ ‘ฮิโซกะ’ รวมตัวกันบนหน้าต่างกระจก
มันคล้ายเงาของมนุษย์ที่สวมเสื้อคลุมยาวสีดำ
ดูคล้ายกับผู้พิทักษ์หลุมศพที่ลูเมี่ยนเคยพบ ณ สุดขอบแดนฝัน แต่ก็มีความแตกต่างอยู่บ้าง
ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมศีรษะของร่างดังกล่าว ดูราวกับกำลังจ้องมองลูเมี่ยนด้วยท่าทีกระหายใคร่จะลองดู แต่มันก็รับรู้ถึงตราผนึกของ ‘เดอะฟูล’ และออร่าตกค้างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ จึงไม่กล้าเข้าสิงร่างจริงๆ
ลูเมี่ยนมิได้ออกคำสั่งใด ยังคงเต้น ‘ระบำเรียกสถิต’ ต่อไป จนกระทั่งโรเบิร์ตและคณะขึ้นมา
เด็กหนุ่มผ่อนท่วงท่าให้ช้าลง บรรจงหยุดการระบำ
ในระหว่างนี้ เขาชี้ไปยังร่างในเสื้อคลุมดำ แล้วกล่าวกับโรเบิร์ต
“รีบสื่อวิญญาณกับมัน”
โรเบิร์ตค้อมศีรษะแผ่วเบา พลางล้วงขวดสารสกัดจันทราออกจากกระเป๋าลับในเสื้อผ้า
……………………………………………………..