ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 687 สู่สรวงสวรรค์
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 687 สู่สรวงสวรรค์
ตอนที่ 687 สู่สรวงสวรรค์
ลูเมี่ยนเลิกคิ้ว แล้วจ้องหน้า ‘ฮิโซกะ’ พลางส่งยิ้มกริ่มคืนให้ด้วยความสดใส
สองร่างต่างภพ ต่างยืนจ้องกันผ่านห้วงอวกาศอันพร่าเลือน ครั้นสบตากันชั่วครู่ก็ต่างผินสายตาไปยังทิศทางอื่น
เลอาซา อิวิลิสตา และคู่ชายหญิงที่เพิ่งมาถึงเมืองทิซาโมในค่ำคืนนี้ ต่างก็เห็นผู้คนในฉากอื่นๆ เช่นกัน แต่ละคนล้วนประหลาดใจปนงุนงงกับเหตุการณ์พิศวงที่ยากจะทำความเข้าใจตรงหน้า ทว่าก็ไม่ส่งผลกระทบถึงกันและกัน
ส่วนบรรดาผู้พิทักษ์หลุมศพที่อยู่ในฉากเดียวกับ ‘ฮิโซกะ’ กลับดูคล้ายกำลังสวดวิงวอนอยู่ ไม่แน่ใจว่าพวกเขาไม่ทันสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงรอบกาย หรือว่ามองเป็นเพียงเรื่องธรรมดาสามัญกันแน่
ลูเมี่ยนกวาดตามองรอบกาย ก่อนจะพอเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันอย่างคลุมเครือ
“แม้ที่นี่จะเป็นความจริง และเหตุการณ์ต่างๆ จะสะท้อนสู่โลกความเป็นจริงในระดับที่แตกต่างกัน แต่แก่นแท้แล้วยังคงเป็นแดนฝัน และไม่ว่าจะด้วยอิทธิพลของหลุมศพโบราณสีดำ หรือร่างไร้วิญญาณอันเย็นเยียบในนั้น ก็ทำให้บริเวณนี้แยกออกเป็นหลายเศษเสี้ยวแดนฝัน ทุกครั้งที่มีผู้คนมาถึง ก็จะก่อเกิดเป็นเศษเสี้ยวใหม่ขึ้นอีก…”
“หากมิใช่เพราะการมาถึงของอมันดีนหรือเรา ได้ปลุกความผิดปกติบางอย่างขึ้น ผู้คนที่อยู่ในเสี้ยวต่างกันคงไม่อาจมีปฏิสัมพันธ์กันได้ ทั้งไม่อาจโจมตี มองเห็น ได้ยิน หรือล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของกันและกัน”
“นี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไม ทุกครั้งที่ ‘เทศกาลฝัน’ เริ่มขึ้น เหล่าผู้พิทักษ์หลุมศพถึงได้หายตัวไป”
“พวกเขามิได้หายไปไหน เพียงแต่อยู่ในเสี้ยวแดนฝันที่ต่างออกไปจากผู้เข้าร่วมเทศกาล”
“คำนึงจากผลการสื่อวิญญาณก่อนหน้านี้ นี่คงเป็นพลังในขอบเขตการปกปิด…”
“แต่ว่า…หลุมศพโบราณสีดำยังไม่เปิดไม่ใช่หรือ…”
ขณะลูเมี่ยนกำลังครุ่นคิด เสียงของอมันดีนก็ยิ่งแหลมเล็กเสียดแก้วหู แฝงไว้ด้วยความหวาดกลัว
“เขาเดินมาอยู่ตรงหน้าฉันแล้ว!”
“ช่วยฉันด้วย!”
“ช่วยฉันด้วย!”
ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงสิบกว่าวินาทีนับแต่อมันดีนเริ่มแสดงความหวาดกลัว ลูเมี่ยนได้ใช้พลัง ‘เนตรวิญญาณ’ ‘สอดส่องจุดอ่อน’ ‘อ่านชะตา’ และพลังชนิดอื่นๆ ติดต่อกัน ทว่าก็มิอาจพบความผิดปกติใดๆ
เขาเกือบจะหยิบ ‘แว่นส่องความลับ’ และ ‘เนตรสัตย์จริง’ ออกมาใช้แล้ว
ลูเมี่ยนล้วงมือเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ในยามที่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์แน่ชัด เด็กหนุ่มก็ไม่อาจรู้ได้ว่า ตนควรช่วยอมันดีนที่กำลังหวาดผวาจนแทบบ้าด้วยวิธีใด
ทว่าในจังหวะที่นิ้วมือสัมผัสกับ ‘แว่นส่องความลับ’ อมันดีนก็พลันชะงักค้าง
ผ่านไปหนึ่งอึดใจ เธอเอียงศีรษะมองมาทางลูเมี่ยน พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงงุนงง
“ข…เขาหันหลังแล้วเดินจากไปแล้ว”
“ดูเหมือนเขาจะจำฉันได้…”
“จำคุณได้?” ลูเมี่ยนประเมินแล้วว่า ตนควรยืนยันสภาพจิตใจของอมันดีนให้แน่ชัดเสียก่อน
อมันดีนตอบกลับด้วยสีหน้างุนงง
“ใช่ เขาพยักหน้าให้ฉันครั้งหนึ่ง แล้วก็จากไป”
นี่คงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมหลังจาก ‘เทศกาลฝัน’ เริ่มขึ้น หากต้องการเข้าใกล้หลุมศพโบราณสีดำ จึงต้องมีผู้ที่ได้รับพรจากสุสานหรือร่างไร้วิญญาณนำทาง? โรเบิร์ตกับหลวงพ่อคาลี ก็คงเคยทำหน้าที่ทำนองนี้มาก่อน เพียงแต่พวกเขาไม่ได้อยู่ในเส้นทาง ‘รัตติกาล’ จึงไม่มีคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับแดนฝัน และไม่เคยล่วงรู้มาก่อน…ส่วนผู้คนในเสี้ยวแดนฝันอื่นๆ ก็ล้วนเคยได้รับพรจากหลุมศพสีดำ หรือร่างอันเย็นเยียบนั้นมาแล้ว? จิตใจของลูเมี่ยนสั่นไหว พลางเอ่ยถามอมันดีน
“เขาไปไหนแล้ว? ร่างนั้นหายไปทางไหน?”
อมันดีนกวาดสายตาไปยังขอบของฉากที่เธอดำรงอยู่
ดวงตาของเธอเบิกกว้างทีละนิด ทั้งที่ยังหลงเหลือความหวาดกลัว แต่กลับยกมือขึ้น พลางชี้ไปยังเสี้ยวแดนฝันที่คู่ชายหญิงดำรงอยู่ด้วยท่าทีตื่นเต้น
“เขาไปทางนั้น”
“เขาเดินทะลุไปแล้ว เดินทะลุไปแล้ว!”
พร้อมกับ ‘คำบรรยาย’ ของอมันดีน พวกลูเมี่ยนต่างรู้สึกว่า หลุมศพโบราณสีดำทวีความหนักแน่นและมั่นคงขึ้นเล็กน้อย บริเวณโดยรอบสั่นสะเทือนรุนแรงยิ่งกว่าเก่า
ในขณะเดียวกัน ลูเมี่ยนสัมผัสถึงความร้อนแผดเผาอันคุ้นเคยจากทรวงอกด้านซ้าย ทว่าข้างหูของเด็กหนุ่มกลับไม่ได้ยินเสียงเพรียก ซึ่งดูเหมือนจะดังมาจากตำแหน่งไกลอนันต์แต่ใกล้มหันต์เหมือนเช่นเคย
สมองของเขาพลันพร่าเลือน เห็นวังวนมหึมาสีวารี เห็นหมู่บ้านอันมืดมนที่ปกคลุมด้วยหมอกสีเทา เห็นร่างมากมายในหมู่บ้านดังกล่าว
ทั้งปิแยร์·แบรี คนเลี้ยงแกะผู้ศรัทธาในชะตากรรม และอเซมา·ลีซิแยร์ สหายของลูเมี่ยน ทุกคนล้วนชูแขนขาวซีดขึ้นฟ้า ประหนึ่งกำลังเปล่งเสียงร้องอันไร้สำเนียง
ลูเมี่ยนยังเห็นบ้านสองชั้นครึ่งรวมใต้ดินของตน เห็นโอลัวร์นั่งกอดเข่านิ่งอยู่บนหลังคาสีส้มอิฐ
ลูเมี่ยนเลิกต่อต้านภาพมายาที่ปรากฏ
เด็กหนุ่มพอเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อร่างดังกล่าวเข้าสู่เสี้ยวแดนฝันอื่น ความผิดปกติของหลุมศพโบราณสีดำก็ยิ่งทวีความรุนแรง และด้วยพลังในขอบเขตความตายที่แฝงอยู่ภายใน จึงได้ ‘ปลุก’ ชาวบ้านกอร์ตูที่ถูกผนึกไว้ข้ามห้วงอวกาศ
ชาวบ้านเหล่านี้ล้วนสิ้นชีพไปแล้ว เหลือเพียงเศษเสี้ยวดวงวิญญาณ จึงย่อมได้รับผลกระทบจากพลังในขอบเขตความตาย
ความเข้าใจเช่นนี้ทำให้ลูเมี่ยนเผชิญกับความทุกข์ โศกเศร้า และขมขื่นที่ห่างหายไปนาน
เด็กหนุ่ม ‘มองดู’ โอลัวร์เจ้าของเรือนผมสีทองยาวสยาย นัยน์ตาสีฟ้าอ่อน สวมชุดกระโปรงสีฟ้าเบาสบาย โดยมิได้พยายามต่อต้านพลังในขอบเขตความตายที่มองไม่เห็น
“เขาเดินไปหยุดตรงหน้าผู้หญิงคนนั้นแล้ว” อมันดีนยังคงทำหน้าที่บรรยายอย่างรับผิดชอบ
ผู้หญิงคนนั้น? กามูส์ เรียห์ และลูกาโน ต่างเพ่งสายตาไปยังเสี้ยวแดนฝันที่สอดคล้องกัน
สตรีในชุดกระโปรงยาวสีอ่อน ซึ่งเพิ่งเดินทางมาถึงเมืองทิซาโมในค่ำคืนนี้ มิได้ยินคำบรรยายของอมันดีน เพียงแต่รับรู้ว่าผู้คนจากหน่วยลาดตระเวนต่างจับจ้องมายังตน
พลังวิญญาณของเธอส่งลางสังหรณ์แจ้งเตือน จึงรีบหันไปไต่ถามกับสหาย
“เดวาโฮ คุณรับรู้ถึงความอาฆาตได้หรือไม่?”
บุรุษในชุดทางการสีเทาเข้ม ผู้ถูกเรียกขานว่าเดวาโฮ ส่ายศีรษะเชื่องช้าพลางเอ่ยปาก
“ไม่เลย”
ในเสี้ยวแดนฝันที่พวกลูเมี่ยนดำรงอยู่ อมันดีนยังคง ‘บรรยาย’ ด้วยอารมณ์เร่าร้อน
“เขา…ร่างนั่น ยื่นมือออกมาแล้ว!”
“มือของเขาแตะลง สัมผัสกับศีรษะของผู้หญิงคนนั้น!”
เมื่ออมันดีนพูดจบ เดวาโฮก็เห็นสหายของตน สตรีในชุดกระโปรงยาวสีอ่อน ทรุดฮวบลงคุกเข่า สองมือแนบติดกับพื้น สีหน้าแข็งค้าง ใบหน้าซีดเซียวอย่างผิดวิสัย
ฟ้าว!
สายลมเย็นเยียบและหนาวเหน็บ พัด ‘ฟ้าว’ จากในทุกเสี้ยวแดนฝัน
ลูเมี่ยน ‘เห็น’ โอลัวร์บนหลังคาสีส้มอิฐลุกขึ้นยืน ใบหน้าแหงนมองผืนนภาอย่างเลื่อนลอย ราวกับรับรู้ถึงบางสิ่ง
หญิงสาวเผยอริมฝีปาก เอื้อนเอ่ยถ้อยคำดุจดังสัญชาตญาณ
ลูเมี่ยนมิอาจเข้าใจดังกล่าว แต่เคยได้ยินสิ่งที่คล้ายกันมาก่อน
นั่นคือภาษาที่ ‘เกราะซ่อนเงา’ เฉินถูเคยใช้ เป็นภาษาที่ฟรังก้ามักเผลอเอ่ยออกมาเป็นระยะ!
แม้จะฟังไม่เข้าใจ แต่อาจด้วยสายสัมพันธ์ระหว่างดวงวิญญาณของทั้งสอง ลูเมี่ยนจึงพอเข้าใจอย่างคลุมเครือว่า พี่สาวของตนกำลังกล่าวถึงสิ่งใด
เธอกำลังพึมพำถ้อยคำหนึ่ง
“เซียนลูบกระหม่อมของฉัน ผูกเกศาประทานชีวาอันยืนยาว”
ในเสี้ยวแดนฝันที่เดวาโฮดำรงอยู่ หมวกของสตรีในชุดกระโปรงยาวสีอ่อนที่คุกเข่าลง พลันปลิวหลุดออก
จากลำคอ หลังมือ และพื้นผิวใบหน้าของเธอ รูขุมขนเปิดออกทีละรู งอกขนนกสีขาวเปื้อนคราบเหลืองซีดออกมาทีละเส้น
เดวาโฮมองดูเหตุการณ์ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม มิได้พยายามขัดขวางการแปรเปลี่ยนของสหาย เพียงถอยหลังไปหลายก้าว
เขาไม่เข้าใจว่ากำลังเกิดสิ่งใดขึ้น แม้จะยังไม่พบแรงอาฆาตที่มุ่งตรงมายังตน แต่ก็ยังตัดสินใจไม่ประมาท รีบถอยห่างออกจากความผิดปกติทันที
นัยน์ตาสีครามของสตรีในชุดกระโปรงยาวสีอ่อน ดูพร่าเลือนไปกะทันหัน ดูเลื่อนลอยผิดวิสัย ไร้ซึ่งชีวิตชีวา
เพียงชั่วกะพริบตา ขนนกสีขาวเปื้อนคราบน้ำมันเหลืองซีด ก็ราวกับมีชีวิตเป็นของตนเอง พุ่งทะลุออกมาอย่างบ้าคลั่งจากรอยตะเข็บชุดกระโปรง จากระหว่างเส้นผมทีละเส้น
ไม่นานนัก สตรีในชุดกระโปรงยาวสีอ่อนก็ถูกห่อหุ้มด้วยขนนกสีขาวเปื้อนคราบน้ำมันเหลืองซีด
ร่างของเธอกลายเป็นเบาหวิว ค่อยๆ ล่องลอยขึ้น เลือนรางลงทุกที
ดวงเนตรสีครามของเธอจับจ้องเดวาโฮ พลางเปล่งเสียงลวงตาแต่เร่าร้อน
“ฉันเป็นเทพแล้ว! ฉันเป็นอมตะแล้ว!”
สัตว์ประหลาดที่ปกคลุมด้วยขนนกขาวตนนี้ วนเวียนอยู่เหนือหลุมศพสีดำ ร้องก้องไม่หยุด
“ฉันเป็นเทพแล้ว! ฉันกลายเป็นอมตะแล้ว!”
ในอีกเสี้ยวแดนฝันหนึ่ง ลูเมี่ยนได้ยินโอลัวร์เปลี่ยนคำพูด
เธอกระซิบด้วยสีหน้าหวาดผวา
“กลายเป็นอมตะ…”
ในวินาทีถัดมา ร่างอันพร่าเลือนที่ปกคลุมด้วยขนนกขาว จนแทบไม่หลงเหลือเค้าเดิม บินดิ่งลงสู่หลุมศพสีดำในเสี้ยวแดนฝันของตัวเอง
เธอทะลุผ่านผนังหินด้านนอกหลุมศพ หายวับไปในนั้น
ทันใดนั้น สายลมเย็นเยียบที่พัดขึ้นเมื่อครู่ก็พลันหยุดนิ่ง
หลุมศพสีดำสั่นไหวอย่างหนัก ประตูห้องฝังศพที่มีช่องว่างเล็กๆ ราวเส้นผม ส่งเสียงเสียดสีหนักอึ้ง ประหนึ่งมีผู้พยายามผลักออกมาจากด้านใน
โอลัวร์ที่อยู่ ‘เบื้องหน้า’ ลูเมี่ยน และหมู่บ้านกอร์ตูที่อยู่ ‘รอบข้าง’ เริ่มจางลง ราวกับถูกยางลบขัดออกไป
ลูเมี่ยนชายตามองประตูห้องฝังศพที่บรรจงเปิดออก ก่อนหันไปยังเสี้ยวแดนฝันอีกด้านหนึ่ง ซึ่งมี ‘ฮิโซกะ’ เทวานาโค
ภาพสะท้อนในแดนฝันร่างนี้ ดูจะไม่ประหลาดใจกับความผิดปกติเมื่อครู่สักเท่าใด ทั้งยังมิได้แสดงท่าทีหวาดหวั่น กลับเป็นผู้ดูแลหลุมศพรอบกายเขา ซึ่งเงียบมาตลอดต่างหากที่ทยอยลุกขึ้นยืน
โครม! ท่ามกลางเสียงมายาของสายวารี ประตูหลุมศพสีดำก็ถูกเปิดออกจนสุด
พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงนี้ เสี้ยวแดนฝันทั้งหมดที่เด่นชัดท่ามกลางความพร่าเลือน คล้ายกับพวกมันถูกแรงลึกลับดึงดูด เริ่มกระบวนการหลอมรวมเข้าด้วยกัน
เดวาโฮ เลอาซา อิวิลิสตา ‘ฮิโซกะ’ เทวานาโค และเหล่าผู้ดูแลสุสาน ปรากฏกายพร้อมกันเบื้องหน้าหลุมศพสีดำ ใกล้กับที่กลุ่มของลูเมี่ยนยืนอยู่
‘ฮิโซกะ’ เทวานาโคแย้มยิ้ม ราวกับคาดการณ์ไว้แล้วว่า จะมีผู้หนึ่งในกลุ่มผู้มาเยือนได้กลายเป็น ‘เทพ’ จนประตูโบราณเปิดออกในจังหวะที่เหมาะเจาะ
เขาล้วงหยิบหน้ากากทองคำออกจากชุดคลุมสีดำ
หน้ากากนี้ดูราวกับหล่อขึ้นจากทองคำบริสุทธิ์ รอบดวงตาและผิวหน้าถูกแต้มด้วยสีน้ำมันขาวและดำ ดูประหลาดพิกล
เทวานาโคสวมหน้ากากทองคำลงบนใบหน้า แทนที่จะถอยหนีเฉกเช่นผู้ดูแลหลุมศพคนอื่น เขากลับวิ่งห้อทะยานไปยังหลุมศพสีดำ มุ่งสู่ประตูที่เปิดอ้ากว้าง
ตุบ! ตุบ! ตุบ!
ลูเมี่ยนได้ยินหัวใจเต้นเสียงดังฟังชัด
เสียงนั้นดังมาจากภายในหลุมศพโบราณสีดำ
……………………………………………………..