ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 692 ‘ตายก่อนจึงเกิดใหม่’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 692 ‘ตายก่อนจึงเกิดใหม่’
ตอนที่ 692 ‘ตายก่อนจึงเกิดใหม่’
“ปรากฏตัวอีกแล้ว?” ลูเมี่ยนพลางส่งสัญญาณให้ลูกาโนกับคนอื่นปล่อยมือ พร้อมถามอมันดีนว่า
“เขาอยู่ไหน?”
ดวงตาสีครามของอมันดีนจับจ้องไปยังทางเข้าหลุมศพโบราณสีดำ ณ ปลายแม่น้ำแห่งความตาย พลางเอ่ยตอบ
“นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้น”
ขณะเอ่ยวาจา อมันดีนหลับตาลงชั่วครู่แล้วเบือนหน้าหนี ผิวพรรณที่เคยเกลี้ยงเกลาของหญิงสาว บัดนี้ผุดตุ่มเล็กๆ นับไม่ถ้วน แต่ละตุ่มดูใกล้จะปริแตก เตรียมงอกเงยบางสิ่งออกมา
นั่นเป็นเพราะเธอได้เห็นแม่น้ำแห่งความตายอันไร้ตัวตน เห็นแพะขาวซีดที่สวมหน้ากากทองคำ กำลังเดินอย่างยากลำบากในน้ำตื้น
ขาทั้งสี่ของแพะขาวซีด ปราศจากขนคลุมโดยสิ้นเชิง เน่าเปื่อยเหลือหลาย มีน้ำหนองสีเหลืองไหลนอง และอาการนี้กำลังลุกลามไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว
เลอาซากำลังต่อสู้กับความปั่นป่วนในใจจากอิทธิพลของ ‘กลอนดนตรีเคืองแค้น’ ใบหน้าที่เคยซีดขาวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พลันไร้เลือดฝาดโดยสิ้นเชิง
หลังมือ ลำคอ และแก้มของเขา ผิวหนังเริ่มเน่าเปื่อยทีละจุด ราวกับศพที่สิ้นใจมาระยะหนึ่งแล้ว
อาการเน่าเปื่อยบนร่างของแพะขาวซีดค่อยๆ ชะลอลง
ทว่าแม่น้ำแห่งความตายที่มันสร้างขึ้นโดยอาศัยหลุมศพโบราณสีดำ กลับยิ่งจางหายไป เห็นได้ชัดว่าแคบลงและเหือดแห้ง
ตุ๊กตาในชุดกอธิกชั่วร้าย ลอยตามไปอีกเล็กน้อย ไล่ตามแม่น้ำแห่งความตายที่กำลังถอยกลับ
ทันใดนั้น ตุ๊กตาพลันหันข้าง มองไปยังบุรุษนัยน์ตาเขียวที่ร่างกายประกอบขึ้นจากหนังมนุษย์และเลือดสด
บังเอิญว่าชายนัยน์ตาเขียวก็กำลังจ้องมองมันอยู่พอดี
ความเกลียดชัง ความแค้นเคือง และความบ้าคลั่งในดวงตาสีเลือดของตุ๊กตาชั่วร้าย ระเบิดออกอย่างท่วมท้น ชุดกอธิกสีดำที่พันด้วยเถาวัลย์อันน่าสะพรึงกลัว ปริแตกเป็นรูพรุน เศษผ้านับไม่ถ้วนปลิวว่อนหรือห้อยระโยง ทั้งชุดกลายสภาพเป็นผ้าขี้ริ้ว
ชายนัยน์ตาเขียวในชุดสูทสีเทาเข้ม ดูภายนอกไร้บาดแผล แต่เมื่อก้าวเดินออกไป ในจุดที่เขายืนกลับปรากฏรอยเท้าสีเลือด พร้อมกับกลิ่นกำมะถันที่ฟุ้งกระจาย
หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว ทุกย่างก้าวของเขาทิ้งรอยเท้าสีเลือดไว้เบื้องหลัง หยดของเหลวที่เริ่มคล้ำลง หยดติ๋งๆ จากใต้ผิวหนังมนุษย์
ในที่สุดอิวิลิสตา·อายเกสก็ฟื้นคืนจากความปั่นป่วนทางอารมณ์ ฟื้นคืนจากแรงกระหายที่ ‘กลอนดนตรีเคืองแค้น’ จุดระเบิด เขาเหลือบมองตุ๊กตาชั่วร้ายที่มีสภาพทรุดโทรม แล้วล้วงสิ่งหนึ่งออกจากกระเป๋าลับในอาภรณ์
สิ่งนั้นคือหุ่นไม้ขนาดเท่าฝ่ามือ
หุ่นไม้นี้ราวกับถูกประกอบขึ้นโดยเด็กอายุเพียงไม่กี่ขวบ แขนสองข้างหนึ่งชี้บนหนึ่งชี้ล่าง ขาทั้งสองติดอยู่ตรงก้น ใบหน้าถูกแต้มด้วยสีแดง เหลือง ขาว เมื่อแลดูผ่านๆ คล้ายตัวตลกในคณะละครสัตว์
อิวิลิสตาถ่ายเทพลังวิญญาณของตนเข้าสู่หุ่นไม้อัปลักษณ์พิกลพิการนี้
หุ่นไม้พลันจางลง แล้วหายวับไปจากฝ่ามือของอิวิลิสตา
ทันใดนั้น มันย้ายไปโผล่บนกระจกตาสีน้ำตาลเข้มของทายาทตระกูลอายเกสผู้นี้ก่อน แล้วจึงกระโจนเข้าสู่นัยน์ตาสีเขียวของชายร่างหนังมนุษย์
ชายในชุดสูทสีเทาเข้มที่ประกอบจากหนังมนุษย์ เคลื่อนไหวช้าลงจนกระทั่งแข็งทื่อไป
ลูเมี่ยนก็ไม่กล้ามองสถานการณ์ทางนั้นนาน รีบเบือนสายตากลับ
ส่วนอมันดีน หลังจากหลับตาและเบือนหน้าหนี ตุ่มเล็กๆ ทั่วร่างก็ยุบลง ไม่นูนขึ้นมาอีก
เธอเหลียวมองด้วยสายตาใคร่รู้ จดจ้องสัตว์ประหลาดที่น่าจะเป็น ‘ปีศาจ’ ซึ่งดูเหมือนจะสติแตกไปแล้ว โดยมันกำลังวิ่งไปทางชายนัยน์ตาเขียว พลางรีบสำรวจสถานการณ์รอบด้าน
เธอเห็นร่างปีศาจมหึมาเบื้องหน้า เห็นร่างไร้วิญญาณที่ไม่สมบูรณ์นอนเกลื่อนพื้น เห็นขลุ่ยกระดูกดำคล้ำที่ตกอยู่ใต้ต้นปาล์ม
“มีบางสิ่งอยู่ตรงนั้น” เธอดึงแขนเสื้อลูเมี่ยนพลางกระซิบกระซาบ
หรือจะเป็นของวิเศษที่หล่นจากร่างผู้พิทักษ์หลุมศพนั่น?
ลูเมี่ยนชำเลืองมองครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มพลางกล่าวเสียงต่ำกับพวกอมันดีนว่า
“พวกคุณทำเป็นไม่เห็นมัน อย่าไปเก็บ แม้แต่เข้าใกล้ก็ห้าม”
สำหรับ ‘กลอนดนตรีเคืองแค้น’ เด็กหนุ่มตั้งใจทิ้งไว้ตรงนั้นเอง ไม่รีบเก็บกลับมาแต่แรก
ในสถานการณ์ปัจจุบัน หากบรรเลง ‘กลอนดนตรีเคืองแค้น’ อีก โอกาสที่จะทำร้ายพวกพ้องย่อมสูงกว่าจะโจมตีจุดอ่อนของศัตรู และในฐานะ ‘ยมทูต’ เด็กหนุ่มก็ไม่จำเป็นต้องใช้ ‘กลอนดนตรีเคืองแค้น’ แทงใส่เป้าหมายตรงๆ อีกต่อไป
ดังนั้น เขาจึงแกล้งทำเป็นไม่มีเวลาเก็บ ‘กลอนดนตรีเคืองแค้น’ หวังดูว่าจะมีศัตรูคนใดไปหยิบมาใช้ต่อกรกับตน
หากมันเกิดขึ้นจริง โชคชะตาที่นำพาหายนะโชกเลือดซึ่งมาพร้อมกับกลอนดนตรีเคืองแค้น นอกจากตัวลูเมี่ยนเองและวัตถุเทวบารมีทั้งสามชิ้นแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดในละแวกนี้แกร่งพอที่จะทนรับไหว เมื่อถึงเวลานั้น ลูเมี่ยนจะพาพวกอมันดีน ‘เทเลพอร์ต’ หนีไปทันที แล้วรอสักพักจึงค่อยกลับมาดูศพศัตรู รวมถึงเก็บเกี่ยวของใช้ใหม่ๆ
นี่คือกับดักที่เด็กหนุ่มคิดขึ้นได้ทีหลัง
ขณะที่ปีศาจร่างมหึมา ซึ่งแปลงร่างมาจากเดวาโฮ หนีไปใกล้ชายร่างหนังมนุษย์ เข้าใกล้แม่น้ำแห่งความตายที่กำลังเหือดหาย ก็มีร่างเตี้ยร่างหนึ่ง เดินออกมาจากเส้นทางในป่าทึบ
ร่างดังกล่าวคือเด็กชายวัยเจ็ดแปดขวบ สวมชุดนอนและหมวกนอนน่ารัก เรือนผมสีเหลือง ใบหน้าสกปรกมอมแมม เต็มไปด้วยคราบน้ำมัน เศษผง และรอยเลือด
เมื่อเห็นเด็กชายผู้นี้ ลูกาโนก็พลันเจ็บปวดรุนแรงที่แขนขวาท่อนล่าง ซึ่งปัจจุบันไม่มีอยู่แล้ว
“กักๆๆๆ” ฟันของเขากระทบกันด้วยความหวาดกลัว
พวกกามูส์ที่สังเกตเห็นปฏิกิริยาผิดปกติของเขา รีบถามด้วยความไม่เข้าใจ
“เป็นอะไรไป?”
อมันดีน กามูส์ และเรียห์มองตามสายตาของลูกาโน จนกระทั่งเห็นเด็กชายผู้นั้น
คนแรกหันขวับมองลูเมี่ยนอย่างตกตะลึงพลางเอ่ยปาก
“น…นั่นมันลูกบุญธรรมของคุณไม่ใช่หรือ?”
“เขามาที่นี่ได้ยังไง? มันอันตรายนะ!”
“ผิดแล้ว…เขาไม่ได้กำลังตกอยู่ในอันตราย” กามูส์นึกถึงท่าทีเกินเหตุของโคโลโบเมื่อครั้งพบหลุยส์·แบรีและลูกบุญธรรม นึกถึงวาจาบางช่วงบางตอนที่สหายบนเส้นทาง ‘โชคชะตา’ กล่าวไว้ จึงเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “อันที่จริง…พวกเราต่างหากที่กำลังตกอยู่ในอันตราย”
ก่อนที่อมันดีนและเรียห์จะทันได้เอ่ยถาม กามูส์ก็หันไปทางลูเมี่ยนพลางขมวดคิ้ว
“ยังไงต่อดี?”
ในฐานะพ่อทูนหัว คุณคงมีวิธีควบคุมลูกบุญธรรมของตัวเองใช่ไหม?
ลูเมี่ยนทอดตามองลุดวิกที่ก้าวเร็วๆ ไล่ตามปีศาจ แล้วจึงกวาดตามองซากศพที่เกลื่อนพื้น รวมถึงร่างปีศาจของ ‘ฮิโซกะ’ ก่อนจะตอบยิ้มๆ
“ไม่มีอะไรต้องกลัว”
ที่นี่มีอาหารเพียงพอสำหรับสร้าง ‘ผนึก’ ที่เปี่ยมประสิทธิภาพ!
ส่วนสาเหตุที่ลุดวิกเดินเท้ามาจนถึงเขตหลุมศพสีดำ ลูเมี่ยนก็พอจะคาดเดาได้อยู่
บุรุษและสตรีที่เพิ่งมาถึงเมืองทิซาโม และเข้าพักที่โรงแรมบริโอเมื่อค่ำที่ผ่านมา คงเป็นสมุนของมารตระกูลนอร์ธ โดยพวกเขาใช้วิธีการบางอย่างเพื่อรักษาสติรู้ตัวในแดนฝัน พอเทศกาลฝันเริ่มขึ้น ทั้งสองก็ออกจากโรงแรมบริโอมุ่งหน้าสู่หลุมศพสีดำ
ระหว่างทาง ทั้งสองผ่านชั้น 2 จนลุดวิกได้กลิ่นอาหารรสเลิศ จึงละทิ้งอาหารธรรมดาสามัญ แล้วติดตามมาด้วยความเร็วของเด็กชายวัยเจ็ดแปดขวบ จนกระทั่งมาถึงที่นี่
ยามนี้ ในดวงตาสีน้ำตาลของลุดวิกมีเพียง ‘ปีศาจ’ เดวาโฮเท่านั้น
“ทำไมถึงไม่ต้องกังวลล่ะ?” อมันดีนทำท่าทางราวกับจะบอกว่า ‘ฉันยังบกพร่องความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับ ได้โปรดอย่าแกล้งอำกันเลย’
ลูเมี่ยนยิ้มพลางชี้ไปทางปีศาจร่างมหึมา ซึ่งกำลังหนีอย่างทุลักทุเลเข้าใกล้ชายนัยน์ตาเขียว แล้วจึงเอ่ยปาก
“เขามาเพื่อไล่ล่าสัตว์ประหลาดนั่น”
“ไล่ล่า? เขาน่ะหรือ?” อมันดีนเหลียวซ้ายแลขวาอย่างงุนงง
เด็กชายวัยเจ็ดแปดขวบในชุดนอนสีฟ้าลายดาวสีเหลือง กำลังไล่ล่าปีศาจดำทมิฬ สูงเกือบสามเมตร มีเขาแพะโค้งงอและปีกค้างคาวงอกจากแผ่นหลัง?
ถึงจะกำลังอยู่ในแดนฝันก็เถอะ แต่มันใช่หรือ?
เมื่อเดวาโฮเข้าใกล้ชายนัยน์ตาเขียวที่ร่างกายประกอบจากหนังมนุษย์กับเลือดสด เข้าใกล้หลุมศพสีดำ จิตใจของเขาก็เริ่มสงบลงบ้าง แต่ในห้วงความคิดยังคงเต็มไปด้วยภาพลิ้นของตนถูกย่าง สมองถูกช้อนควักออกมา แขนและขาถูกเด็กชายผู้นั้นกัดกร้วมกร้าม
นี่มันสัตว์ประหลาดบ้าอะไร? เดวาโฮมองเด็กชายที่ยังคงก้าวเร็วๆ มาทางตนด้วยอาการขวัญผวา
ทันใดนั้นเอง อมันดีนที่เหลือบมองมาทางนี้ ได้ร้องขึ้นว่า
“ร่างนั้นกำลังจ้องชายสวมเสื้อคลุมดำอยู่”
อิวิลิสตา? ลูเมี่ยนมองตามไป แต่ก็ไม่พบความผิดปกติใดในตัวอิวิลิสตา·อายเกส
อมันดีนละสายตา หยุดครู่หนึ่ง แล้วมองกลับไปอีกครา
เธอเอ่ยด้วยวาจาเร็วรี่ว่า
“เขาไม่ได้มองชายสวมเสื้อคลุมดำแล้ว แต่กำลังมองปีศาจนั่น!”
อมันดีนหยุดกะทันหัน เบนสายตากลับมา ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยว่า
“ร่างนั้นดูเหมือนกำลังพูดอะไรบางอย่าง…ฉันฟังไม่เข้าใจ แต่เข้าใจความหมาย”
“เขาพูดว่าอะไร?” ลูเมี่ยนไต่ถาม
อมันดีนไม่กล้ามองไปทางหลุมศพสีดำอีก รีบเรียบเรียงถ้อยคำพลางระลึกความจำ
“ความหมายก็ประมาณว่า”
“ทุกคนในโลกล้วนทราบดี หนอนที่คืบคลานสามารถสร้างดักแด้ เมื่อดักแด้แตกสลาย ผีเสื้อก็จะโบยบิน”
“หนอนธรรมดาตัวหนึ่งกลายเป็นผีเสื้อที่โบยบินได้ เปลี่ยนรูปลักษณ์แห่งชีวิตได้ เพราะเหตุใดกัน?”
น้ำเสียงของอมันดีนเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว ราวกับได้รับอิทธิพลบางอย่าง
เธอหยุดชั่วครู่ แล้วเอ่ยคำตอบของคำถามเมื่อครู่ด้วยเสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบ
“ตายก่อนจึงเกิดใหม่ ผ่านการแปรสภาพจึงเป็นเทพ…”
วาจาของอมันดีนยังไม่ทันขาดคำ เดวาโฮในร่างปีศาจก็แข็งค้างไปทันที
เขาเห็นเลือดเนื้อของตนเน่าเปื่อยกะทันหัน เศษเนื้อเน่าหลุดร่วงเป็นก้อนใหญ่ เผยให้เห็นกระดูกขาวโพลน
เพียงไม่กี่วินาที ปีศาจตนนี้ก็สิ้นสติ แตกสลายเป็นกองเนื้อเน่าและกระดูกขาว
เนื้อเน่าและกระดูกขาวราวกับมีชีวิตเป็นของตัวเอง เริ่มผสานเข้าด้วยกัน พันเกี่ยวจนกลายเป็นดักแด้ขนาดเท่ามนุษย์
ในไม่ช้าดักแด้เลือดเนื้อก็แตกออก สัตว์ประหลาดร่างนกหัวคนบินออกมาจากภายใน ทั่วร่างปกคลุมด้วยขนขาว
สัตว์ประหลาดตัวนี้กัดกินเศษดักแด้เลือดเนื้อเสียเกลี้ยงเกลา จนร่างกายพองใหญ่ขึ้นกะทันหัน รูปลักษณ์แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ส่วนใต้ศีรษะมนุษย์ ยืดออกพร้อมกับขยายใหญ่ ราวกับมีร่างกายแยกย่อยเป็นของตัวเอง บริเวณ ‘เอว’ ของร่างกายได้เชื่อมติดกับร่างนก ปกคลุมด้วยขนขาวเปื้อนคราบน้ำมันเหลืองอ่อน
เขาตบร่างนกขนขาวเบื้องล่าง แล้วลอยขึ้น ราวกับกำลังขี่มันพุ่งสู่ท้องนภา
เดวาโฮบินสูงขึ้นทุกขณะ จนเริ่มจางหายไปจากการมองเห็น แล้วจึงค่อยร่อนวนลงสู่หลุมศพสีดำนั่น
ลูเมี่ยนที่ได้เห็นเหตุการณ์ มองไปยังประตูหลุมศพสีดำอีกครั้ง แต่ก็ยังคงไม่เห็นร่างล่องหนที่อมันดีนกล่าวถึงเสียที
มีบางสิ่งดลใจเด็กหนุ่ม จึงเดินไปข้างหน้าสองก้าว เพื่อรื้อค้นหน้ากากทองคำประหลาดจากร่าง ‘ฮิโซกะ’
……………………………………………………..