ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 696 ขนนก
ตอนที่ 696 ขนนก
ณ บ้านของเทวานาโค ในเมืองทิซาโม
ท่ามกลางการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงของตัวอาคาร อมันดีนตื่นขึ้นจากภวังค์
เธอลุกขึ้นยืนอย่างงุนงง เหลียวมองออกไปนอกหน้าต่าง แลเห็นผืนฟ้าที่มืดมนและทอดตัวลงมาต่ำ ทั้งดวงจันทร์สีแดงเรื่อและหมู่ดาวต่างก็ถูกบดบังจนมิด
ท่ามกลางบรรยากาศที่แทบจะมืดสนิท อมันดีนเบี่ยงกายหันไปด้านข้าง ทอดสายตามองไปยังตำแหน่งไม่ไกลนัก
โรเบิร์ตที่แต่งกายเรียบร้อยบรรจงลุกขึ้นยืน เขายังคงปรับตัวเข้ากับสภาพไร้แสงไม่ได้ จึงเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า พลางเหลียวซ้ายทีขวาที
เมื่อการสั่นสะเทือนของผืนดิน และการโยกคลอนของอาคารสงบลงจนได้ โรเบิร์ตก็ใช้เนตรวิญญาณค้นพบอมันดีน
เขาลังเลชั่วครู่ก่อนเอ่ยปาก
“พวกเรา…ตื่นแล้วหรือ?”
เขายังจำได้ว่า ก่อนเข้าสู่ ‘เทศกาลฝัน’ ตนกับอมันดีนใช้ข้ออ้างว่าออกไปเดตเพื่อมาพบกันที่บ้านหลังนี้ แต่เมื่อถูกดึงเข้าสู่แดนฝันพิเศษ ทั้งสองก็แยกย้ายกันไป คนหนึ่งยังอยู่ที่เดิม อีกคนมุ่งสู่โบสถ์นักบุญฌอน
อมันดีนเหลียวมองถนนนอกหน้าต่างที่กลับมาอึกทึกครึกโครม ครุ่นคิดสองสามอึดใจก่อนเอ่ยตอบ
“น่าจะใช่…”
“แต่ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้กำลังเกิดอะไรขึ้น”
โรเบิร์ตนึกถึงเหตุการณ์ในแดนฝัน แล้วจึงจมสู่ความเงียบ อมันดีนก็มิได้เอ่ยปากใดๆ
ผ่านไปครู่ใหญ่ โรเบิร์ตจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า
“หลังจากนั้น คุณเป็นอย่างไรบ้าง?”
อมันดีนพลันหัวเราะในลำคอ
“ไม่มีอะไรผิดปกติ”
อมันดีนผู้มีเนตรมองกลางคืน จ้องหน้าชายหนุ่มพลางยิ้มด้วยอารมณ์อันซับซ้อน ก่อนเอ่ยปาก
“มีคำถามอีกไหม?”
โรเบิร์ตนิ่งงันชั่วครู่แล้วเอ่ยออกมา
“หลังจากนั้น คุณได้เจอกับอะไรบ้าง?”
อมันดีนรับรู้ถึงความมืดมิดอันเงียบสงัดภายในบ้าน หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ เธอจึงกล่าวเสียงแผ่ว
“ฉันได้พบผู้ที่มอบพลังให้ตัวเอง”
“ผู้ที่มอบพลังให้คุณหรือ?” โรเบิร์ตทวนคำอย่างตะลึงงัน
อมันดีนอมยิ้ม
“หลังจากสัมผัสกับหลุมศพโบราณสีดำนั่น ความจริงแล้วพวกเรายังไม่ได้หลับใหล กระทั่งได้รับพลังแล้วจึงสิ้นสติไป”
“เป็นไปไม่ได้…” สีหน้าโรเบิร์ตฉายแววไม่เชื่อถือ
อมันดีนไม่พยายามโน้มน้าวเขา เพียงพึมพำกับตัวเองว่า
“การได้รับพลังวิเศษ แล้วสิ้นสติหรือหลับลึกในทันที จวบจนฟื้นคืนสติจึงได้ครอบครองพลังวิเศษนั้นอย่างสมบูรณ์ ทั้งจิตวิญญาณและร่างกายต่างก็แปรเปลี่ยนไปในระดับหนึ่ง…”
“หรือนี่จะเป็นการ ‘ตายก่อนเกิดใหม่’ ในระดับล่าง?”
“คุณกำลังพูดเรื่องอะไร?” โรเบิร์ตยิ่งงุนงงสับสน
เขาไม่เข้าใจเลยสักนิดเดียว!
อมันดีนหมุนม่านตาเล็กน้อย แย้มยิ้มขึ้นมา
“เป็นถ้อยคำที่ผู้นั้นบอกกับฉัน บางที มันอาจเป็นคำสอนอย่างหนึ่ง”
“คำสอน…” โรเบิร์ตจดจ้องอมันดีนที่อยู่เบื้องหน้า โดยเขาสามารถรับรู้สภาวะของเธอได้ผ่านเนตรวิญญาณเท่านั้น
เขาพบว่าคู่หมั้นของตนผิดแผกไปจากเดิม ราวกับเติบโตขึ้นในชั่วข้ามคืน
อมันดีนตั้งใจจะเล่าเหตุการณ์ที่ตนประสบพบเจอ ให้โรเบิร์ตฟังอย่างละเอียดดั่งเคย ทว่าถ้อยคำมากมายที่พรั่งพรูมาถึงริมฝีปาก กลับถูกเธอกลืนลงคอไปในที่สุด
หญิงสาวถอนหายใจแผ่วเบา แล้วจึงเอ่ยปาก
“คุณไม่ไปหาหลวงพ่อคาลีหรือ? ทางนั้นคงเหลือเวลาไม่มากแล้ว”
โรเบิร์ตสะดุ้งตื่นจากภวังค์ความคิด พร้อมกับโพล่งถามออกมา
“เขาหนีไปทางหลุมศพโบราณ จนถูกผู้อื่นสังหารแล้วหรือ?”
“เขาตายแล้วล่ะ” อมันดีนตอบ
สีหน้าโรเบิร์ตแปรเปลี่ยนหลายตลบ มิได้ถามว่าผู้ใดเป็นฆาตกร
อมันดีนครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยปาก
“ก่อนที่จะไปหาหลวงพ่อคาลี ฉันจำต้องบอกคุณสักเรื่อง”
“แรงกระหายที่คุณมีต่อเขาเมื่อแรกพบนั้น มิได้เกิดจากจิตใจของคุณเอง แต่เป็นเพราะหลวงพ่อประกอบพิธีสวดวิงวอนถึงมาร จนได้มาซึ่งพลังที่ครอบงำคุณ”
ดวงตาโรเบิร์ตเบิกกว้างกะทันหัน ริมฝีปากอ้าออก ทว่ามิอาจเปล่งเสียงใด
อมันดีนมิได้กล่าวสิ่งใดต่อ เพียงก้าวเดินผ่านโรเบิร์ตไป มุ่งสู่ปากทางบันได
หลังจากเอามือยันราวบันได เธอหยุดชะงักแล้วเปล่งเสียง ‘อา’ ก่อนเอ่ยปาก
“พวกเราหาข้ออ้างยกเลิกการหมั้นกันเถอะ ฉันยอมรับเรื่องอื่นๆ ของคุณได้ แต่ไม่อาจยอมให้คู่หมั้นของตัวเอง ปล่อยให้ฉันติดตามหลุยส์·แบรีไปค้นหาหลุมศพสีดำตามลำพัง”
“วางใจเถอะ ฉันจะไม่นำเรื่องนี้ไปโพนทะนา และเหล่าผู้ที่ล่วงรู้ในแดนฝัน ก็จะไม่เผยความลับออกไป”
โรเบิร์ตพลันหมุนกายกลับ มองไปยังปากทางบันได ทันเห็นอมันดีนก้าวลงไปทีละขั้น แสงพลังวิญญาณจมหายไปในห้วงความมืดอันลึกล้ำ
อมันดีนออกจากบ้านของเทวานาโค มาถึงท้องถนนแล้ว
เธอเหลียวมองท้องฟ้าที่มืดมัวทอดตัวต่ำ กวาดตามองแสงไฟที่เริ่มวาบขึ้นประปรายสองข้างทาง พลางสูดดมอากาศที่อวลไปด้วยกลิ่นธุลี
อมันดีนยกมือปิดจมูก ก่อนมุ่งหน้าสู่คฤหาสน์ต้นปาล์ม
ย่างก้าวของเธอเริ่มเบาสบายขึ้นทีละน้อย
…………
ณ ชั้น 3 ของกองบัญชาการตำรวจ เมืองทิซาโม
เมื่อกามูส์พบว่าโคโลโบสั่นเทาน้อยลง ราวกับอาการทุเลาขึ้น ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องอันเจ็บปวดดังมาจากห้องข้างเคียง
มีบางสิ่งดลใจเขา จึงตัดสินใจจุดเทียนไขขี้ผึ้งเล่มหนึ่ง ก้าวออกจากห้อง ผลักประตูไม้ที่บิดเบี้ยวเล็กๆ ของห้องข้างๆ เข้าไป จนเห็นโลบันชาวฟุซัค นอนคว่ำอยู่บนพื้น กุมเข่าพลางร้องครวญด้วยความเจ็บปวดไม่หยุด
สมาชิกหน่วยลาดตระเวนประจำเมืองทิซาโมรายนี้ ตื่นขึ้นท่ามกลางการสั่นสะเทือนราวแผ่นดินไหว จึงพยายามพลิกกายลงจากเตียงเพื่อหาที่กำบัง ทว่าขาข้างหนึ่งกลับสูญเสียเรี่ยวแรงอย่างน่าประหลาด โดยมาพร้อมกับความเจ็บปวดแสนสาหัส จนกระทั่งล้มหน้าคะมำลงบนพื้น
กามูส์ยังไม่ทันเรียบเรียงถ้อยคำ ก็ได้ยินเสียงของเรียห์ดังขึ้นจากด้านข้าง
“ไม่ต้องกังวล มันคืออาการวิปลาสหมู่ที่กล่าวถึงในรายงานสืบสวน แค่เข้าพิธีมิสซาอย่างถูกต้องก็จะหายดี”
โลบันเคยร่วมมือกับกามูส์รวบรวมเรื่องผิดปกติต่างๆ ในเมืองทิซาโม จึงเข้าใจความหมายในคำพูดของเรียห์
เขาสบถออกมาคำหนึ่ง พยายามลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล ล้วงหยิบกระติกสนามใต้หมอนขึ้นมา แล้วซดเหล้ากลั่นอึกใหญ่
เมื่อใบหน้าเริ่มแดงระเรื่อ โลบันจึงถอนหายใจพลางเอ่ยปาก
“ผมรู้สึกว่าหัวเข่าดีขึ้นบ้างแล้ว บางครา สุราก็ใช้ได้ผลยิ่งกว่าพิธีมิสซาเสียอีก!”
กามูส์เองก็ถอนหายใจโล่งอก เหลียวมองเรียห์ พบว่าสีหน้าของสหายผู้นี้ เจือแววเยือกเย็นขึ้นหลายส่วน
หลังจากเหตุการณ์เมื่อครู่ ร่างสะท้อนในแดนฝันของเธอก็อันตรธานไปสิ้น ความรู้สึกนึกคิดและแรงกระหายทั้งหลายได้กลับคืนสู่ร่างต้นแล้วหรือ? ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่า แดนฝันพิเศษนั่นจะยังดำรงอยู่หรือไม่ ปีหน้าจะยังมีเทศกาลฝันอีกหรือเปล่า…กามูส์ครุ่นคิดหลายสิ่งในเวลาสั้นๆ
ทันใดนั้น เรียห์กล่าวแก่เขาว่า
“พวกเราออกไปดูกันเถอะ เผื่อว่าจะช่วยเหลือผู้คนได้บ้าง คนเจ็บคงไม่ได้มีแค่ผู้ที่ตายในเทศกาลฝันหรอก”
กามูส์ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยตอบ
“ตกลง”
ในใจเขาผุดความปลาบปลื้มขึ้นมา เพราะตระหนักว่าเรียห์มิได้เปลี่ยนแปลงไปในแก่นแท้ แม้ความรู้สึกนึกคิดและแรงกระหายทั้งหลายจะหวนคืนมาก็ตาม
…………
ตามคำบอกกล่าวของเถ้าแก่โรงแรมบริโอ ลูเมี่ยนขึ้นมาถึงชั้น 4 แล้วเปิดบานประตูไม้ห้องที่ต้องการ
ท่ามกลางแสงสว่างจากดวงไฟสีขาวโชติช่วง ความมืดมิดแทบไร้แสงค่อยๆ จางหายไป เผยให้เห็นทุกสิ่งภายในแก่สายตาของลูเมี่ยน
วัตถุบางชิ้นร่วงหล่นลงพื้นจากแรงสั่นสะเทือนเมื่อครู่ โต๊ะเก้าอี้เคลื่อนที่ไปบ้าง เพดานโรยผงฝุ่นลงมาประปราย หน้าต่างปิดสนิท ทว่ากระจกกลับแตกละเอียด นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีจุดผิดสังเกต อีกทั้งยังไร้วี่แววมนุษย์
ลูเมี่ยนกวาดตามองรอบห้อง มิพบร่องรอยของชายหญิงคู่นั้น
เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว พึมพำกับตนเองเงียบงัน
“ตามกฎเกณฑ์ดั้งเดิมของเทศกาลฝัน การตายในแดนฝันมิได้หมายถึงการตายในทันที ชายหญิงคู่นั้นตื่นขึ้นมาแล้วรีบออกจากเมืองทิซาโมไปเลยหรือ?”
“กะว่าจะมาเก็บศพสักหน่อย พร้อมกับถือโอกาสรับตะกอนพลังติดมือไปด้วย…”
ลูเมี่ยนมิได้คิดว่า เพียงเพราะประตูและหน้าต่างปิดสนิท ชายหญิงคู่นั้นจะหนีออกจากห้องปิดตายนี้ไม่ได้ ด้วยทั้งสองเป็นผู้วิเศษลำดับกลาง อีกทั้งฝ่ายหนึ่งยังเป็นถึง ‘ปีศาจ’ ย่อมต้องมีวิธีแก้ไขสถานการณ์มากมาย
ในขณะที่ลูเมี่ยนครุ่นคิดว่า ตนควรสืบหาร่องรอยและไล่ตามไป เพื่อจัดการศพผู้ล่วงลับในนามของเทศกาลฝันหรือไม่ เด็กหนุ่มก็ตรวจสอบรายละเอียดต่างๆ ภายในห้องไปพลาง
ทันใดนั้น ม่านตาของเขาก็ขยายกว้าง แววตาแข็งค้างไปชั่วอึดใจ
เด็กหนุ่มเห็นขนนกเส้นหนึ่งนอนนิ่งอยู่ใต้เก้าอี้เอนหลังข้างหน้าต่าง
ขนนกสีขาวที่เปื้อนคราบมันสีเหลืองอ่อน!
ลูเมี่ยนรู้สึกขนพองสยองเกล้าในทันใด ถอยหลังสองก้าวอย่างไร้สุ้มเสียง กลับออกมายังโถงทางเดิน
ชายหญิงคู่นั้นสิ้นชีวิตแล้ว และเกิดการแปรเปลี่ยนเช่นเดียวกับเลอาซาหรือ?
แล้วศพของพวกเขาเล่า?
หายไป?
หรือว่ามนุษย์ผู้ ‘แปรกายเป็นเซียน’ จะสำแดงอาการผิดแผกไป หลังจากหลุดพ้นจากเทศกาลฝัน?
ลูเมี่ยนผู้มีดวงไฟสีขาวโชติช่วงลอยอยู่เหนือท้ายทอย พิจารณาห้องตรงหน้าอีกครั้งด้วยความสงสัยนานัปการ คิดว่า ‘ศพ’ ของชายหญิงคู่นั้นอาจยังอยู่ในห้อง เพียงแต่ตนมองไม่เห็น
เด็กหนุ่มบรรจงย่างกรายเข้าห้อง มาถึงข้างเก้าอี้เอนหลัง ทว่ากลับไม่พบความผิดปกติใดเลย อีกทั้งยังไม่พบร่องรอยของสิ่งที่มองไม่เห็นด้วย
ลูเมี่ยนหยิบแว่นส่องความลับกับเนตรสัตย์จริงออกมาจากกระเป๋านักเดินทาง สวมลงบนใบหน้าทีละอัน
เขายังคงไม่เห็นร่างของชายหญิงคู่นั้น ทว่าสายตากลับเต็มไปด้วยภาพของความมืดอันวิปลาส สายธารไร้แสง ขนนกเปรอะคราบมัน และห้วงลึกอันถูกกักขัง
“หลังกลับคืนสู่โลกความเป็นจริง พวกเขาเร่ง ‘แปรกายเป็นเซียน’ แล้วจากที่นี่ไปในทันทีเลยหรือ?” ลูเมี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนทำการกระตุ้นรอยประทับสีดำบนบ่าขวา
เด็กหนุ่มเทเลพอร์ตไปยังจุดหนึ่งในป่าทึบ อันเป็นเขตชายขอบของแดนฝันพิเศษ
ในฐานะนักล่า หลังจากที่อมันดีนพาไปยังหลุมศพโบราณสีดำหนหนึ่ง ลูเมี่ยนก็จดจำเส้นทางและลักษณะแวดล้อมได้อย่างแม่นยำ ใช้เวลาเกือบสิบห้านาทีก็เดินมาถึงบริเวณที่รากไม้มากมายโผล่พ้นผิวดิน ดูราวกับเส้นเลือดขดพันกัน
ทว่าในตำแหน่งที่ควรจะมีหลุมศพโบราณตั้งตระหง่านดั่งหินยักษ์สีดำ กลับว่างเปล่าไร้สิ่งใดปรากฏ
“สุสานสีดำมีอยู่เพียงในแดนฝันเท่านั้น ไม่อาจสัมผัสได้ในความจริงหรือ?” ลูเมี่ยนลองคาดเดา “ดังนั้น จักรพรรดินีไร้สีและเหล่าเทวทูต จึงไม่อาจเสด็จเยือนด้วยพระองค์เอง ได้แต่ส่งผู้แทนมาร่วมในเทศกาลฝันสินะ?”
ขณะที่ความคิดแล่นปราด สายตาของลูเมี่ยนก็กวาดไปมาบนผืนดินตรงจุดที่ควรเป็นที่ตั้งของหลุมศพสีดำ
ในจุดดังกล่าวแตกต่างจากบริเวณโดยรอบอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีรากไม้ขดเกลียวโผล่พ้นดิน ทั้งยังราบเรียบไร้ก้อนหิน
ลูเมี่ยนครุ่นคิดพลางย่างเข้าไปใกล้ ชักดาบตรงออกมา ใช้มันเป็นเสมือนพลั่ว พยายามขุดดินตรงนั้น
เพียงขุดหลุมเล็กๆ ได้หลุมหนึ่ง เปลือกตาของลูเมี่ยนก็กระตุกวูบ
ใต้ผืนดินสีน้ำตาลเข้มนั้น มีขนนกสีขาวสองเส้นที่เปื้อนคราบมันสีเหลืองอ่อน!
ลูเมี่ยนบรรจงสูดลมหายใจเข้าออก แล้วขุดลึกลงไปอีก
มิช้านาน ดินประหลาดขนาดฝ่ามือก้อนหนึ่ง สีดำสลัวน่าสะพรึง ทั้งชื้นและเหนียวหนืด ก็ปรากฏแก่สายตาเขา
……………………………………………………..