ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 697 คำอธิบายของมาดามเมจิกเชี่ยน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 697 คำอธิบายของมาดามเมจิกเชี่ยน
ตอนที่ 697 คำอธิบายของมาดามเมจิกเชี่ยน
ยามเมื่อจับจ้องดินประหลาดก้อนนี้ ภาพเหตุการณ์ที่เฮล่าเก็บน้ำจากบ่อสตรีซามาเรีย ก็ผุดวาบขึ้นในห้วงคำนึงของลูเมี่ยน
เด็กหนุ่มครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะล้วงเอาทองคำแท่งและเหรียญทองออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ แล้วจุดเปลวไฟสีขาวโชติช่วงบนอุ้งมือ
ท่ามกลางแสงเพลิงที่ลุกโชน ทองคำแท่งและเหรียญทองค่อยๆ หลอมละลาย ภายใต้การนำทางของพลังวิญญาณ พวกมันรวมตัวกันเป็นหีบทองคำขนาดย่อม
จากนั้น ลูเมี่ยนก็ใช้เปลวไฟราวกับใบมีด สร้างฝาปิดให้แก่หีบทองคำ
เมื่อจัดการเสร็จ รอจนอุณหภูมิลดต่ำลง รอจนทองคำกลับมาแข็งตัว ลูเมี่ยนก็ใช้ดาบตรงประหนึ่งพลั่ว กวาดดินประหลาดขนาดเท่าฝ่ามือเข้าไปในหีบ แล้วปิดฝา
หลังจากเก็บหีบทองคำ ลูเมี่ยนเหลือบมองดาบตรงในมือ พบว่ามันกลับเต็มไปด้วยคราบสนิม เปราะบางจวนจะหักได้ทุกเมื่อ
ในเรื่องนี้ ลูเมี่ยนไม่ประหลาดใจแม้แต่น้อย ซ้ำยังยินดีปรีดา พลางพึมพำกับตัวเองว่า
“ดินก้อนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ด้วย…”
นี่นับเป็นหนึ่งในผลกำไรที่เด็กหนุ่มได้รับจากเทศกาลฝัน
หลังจากที่เขาจำใจต้องปล่อยมือจากตะกอนพลังของเลอาซาและเมสโล อีกทั้ง ชายหญิงที่รับใช้มารก็หายตัวไปอย่างลึกลับไม่ทราบชะตากรรม ในที่สุดลูเมี่ยนก็ได้บางสิ่งมาครอบครองเสียที
เด็กหนุ่มค้นหารอบๆ ต่อไปอีกครู่ แต่ก็ไม่พบร่องรอยอื่นใด จึงจำต้องเทเลพอร์ตกลับไปยังชั้น 2 ของโรงแรมบริโอ
ขณะนี้ ฝุ่นควันที่อุกกาบาตนำพามาได้จางลงไปมากแล้ว แสงจันทร์สีแดงเรื่อทอประกายอาบไล้เมืองทิซาโม เปลี่ยนบรรยากาศให้ดูเย็นยะเยือก
ลูเมี่ยนมองปราดหนึ่ง ก็พบกระดาษจดหมายพับเป็นสี่เหลี่ยมวางอยู่บนโต๊ะในห้องนอนใหญ่ ทับด้วยโลหะแผ่นบางประดุจหล่อจากทองเหลือง
“คืนนี้มาดามเมจิกเชี่ยนตอบจดหมายเร็วดี…” ลูเมี่ยนหยิบแผ่นทองเหลืองขึ้นมาพลิกดูซ้ำไปซ้ำมา พินิจลวดลายประหลาด รวมถึงสัญลักษณ์คล้ายตัวอักษรบนนั้น แต่ไม่อาจล่วงรู้ความหมายหรือประโยชน์ใช้สอย แม้แต่ออร่าพลังวิญญาณก็ยังไม่อาจสัมผัสได้
ลูเมี่ยนส่ายศีรษะ วางแผ่นทองเหลืองลงชั่วคราว มือขวาเอื้อมคว้าแผ่วเบา พร้อมกับสร้างลูกไฟสีขาวจ้าลอยอยู่กลางอากาศ
อาศัยแสงจากลูกไฟ เด็กหนุ่มนั่งลง คลี่จดหมายตอบจากมาดามเมจิกเชี่ยน แล้วอ่านอย่างตั้งใจ
“ไม่ต้องสงสัยเลย จากสถานการณ์ในตอนนี้ ศพในหลุมศพแดนฝันก็คือร่างของนาโปริดิสลี”
“และมีความเป็นไปได้สูงว่า นาโปริดิสลีอาจเป็นนามแฝงของราชาปีศาจฟาโบธี หรือไม่ก็เป็นนามแท้ที่ใช้ในบางบทบาทหรือในบางสถานการณ์”
“เธอคงจะรู้สึกประหลาดใจอยู่ใช่ไหม ว่าเหตุใดนาโปริดิสลีผู้เป็นราชาปีศาจ หนึ่งในแปดเทพบรรพกาลผู้เคยปกครองโลก จึงสามารถประทานพลังวิเศษในเส้นทาง ‘นักโทษ’ ได้?”
“สำหรับเหล่าเทพบรรพกาลแล้ว เรื่องผิดธรรมชาติเช่นนี้กลับถือว่าปกติอย่างยิ่ง”
“พระองค์มิได้เลื่อนลำดับตามครรลองของเส้นทางแห่งเทพ หากแต่ถือกำเนิดขึ้นโดยตรงด้วยเหตุบางประการ ตะกอนพลังของพระองค์จึงผสมปนเปกัน ทั้งยังครอบครองตะกอนพลังลำดับ 1 จากเส้นทางอื่น บางทีอาจมีมากกว่าหนึ่ง เธอลองพิจารณาสภาพของ ‘จอมเวทปีศาจ’ บูลแมนดู ก็จะเข้าใจว่าเหล่าเทพบรรพกาลเสียสติและดุร้ายเพียงใด”
“เทพบรรพกาลกับเทพแท้จริงในภายหลังนั้น มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แต่มิได้หมายความว่าพระองค์จะอ่อนแอ กลับอาจจะทรงพลังยิ่งกว่าเสียด้วย”
“ในบรรดาแปดเทพบรรพกาล แม้ฟาโบธีจะเป็นราชาปีศาจ แต่พระองค์ผสานตะกอนพลังลำดับ 1 ‘เทพหายนะ’ จากเส้นทางใกล้เคียง ด้วยเหตุนี้ ในบรรดาแปดเทพบรรพกาล สภาวะของพระองค์จึงถือว่าดีที่สุด หรือถ้าไม่ใช่ก็ใกล้เคียง และกลายเป็นเทพบรรพกาลเพียงองค์เดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ในรูปลักษณ์ดั้งเดิม”
“อันที่จริง หากฟาโบธีรวบรวมวัตถุดิบของเส้นทาง ‘ปีศาจ’ ในฐานะ ‘เทพหายนะ’ ลำดับ 1 และประกอบพิธีเลื่อนลำดับสู่เทพอย่างครบถ้วน พระองค์จะเทียบเท่าเทพแท้จริงในปัจจุบัน หรืออาจจะทรงพลานุภาพยิ่งกว่า แทนที่จะเป็นเทพบรรพกาลที่เลื่องลือในด้านความเสียสติ โหดร้าย เกรี้ยวกราด และกระหายเลือด”
“แน่นอนว่า ในฐานะราชาปีศาจ แม้จะทำเช่นนั้น พระองค์ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการแสดงลักษณะ ‘ข้าคือนรก’ ‘นรกคือข้า’ ย่อมได้รับอิทธิพลอย่างรุนแรงจากเส้นทางดังกล่าว และเธอคงทราบดีว่า ‘ปีศาจ’ มีสภาพเช่นใด ดังนั้น ในบางแง่มุม ฟาโบธีจึงนับว่าเสียสติกว่าใครในแปดเทพบรรพกาล หรือถ้าไม่ใช่ก็ใกล้เคียง ซึ่งไม่ได้ขัดแย้งกับการมีสภาวะที่ดีแต่อย่างใด”
“สำหรับความรู้เกี่ยวกับเทพบรรพกาล คงต้องเอาไว้เท่านี้ก่อน เพราะมิใช่จุดประสงค์หลักของจดหมายฉบับนี้”
“สรุปคือ ร่างในห้องฝังศพในแดนฝันคือนาโปริดิสลีตัวจริง เป็นอีกร่างหนึ่งของนาโปริดิสลีที่ดำรงอยู่ในสภาวะเทพหายนะ”
อย่างนี้นี่เอง…เหล่าเทพบรรพกาลล้วนมีตะกอนพลังจากเส้นทางอื่น ทั้งที่ใกล้เคียงและไม่ใกล้เคียง นอกจากนั้น นาโปริดิสลีก็ยังเคยแสดงพลังในการแบ่งแยกแรงกระหายและอารมณ์ต่างๆ ออกจากกันมาแล้ว…ลูเมี่ยนสิ้นข้อสงสัย ถึงเหตุผลที่ร่างอันเย็นเยียบของนาโปริดิสลีสามารถประทานพร ‘วิญญาณอาฆาต’ ได้
เด็กหนุ่มครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะอ่านจดหมายของมาดามเมจิกเชี่ยนต่อ
“ที่เธอกล่าวว่า นาโปริดิสลีเลือกจะกลับไปนอนในห้องฝังศพในแดนฝันอีกครั้ง เพื่อคงสภาพความตายต่อไป สำหรับพระองค์แล้ว นี่คือทางเลือกที่ปกติยิ่ง”
“และฉันขอกล่าวว่า ตายเสียได้ก็ดีแล้ว จงตายเช่นนี้ต่อไปเถิด ตายไปจนกระทั่งหลังวันสิ้นโลก!”
“เธอไม่จำเป็นต้องเข้าใจเหตุผลโดยละเอียด หรือกล่าวโดยสรุปก็คือ ดังที่เธอได้สังเกตเห็นไปแล้ว นาโปริดิสลี หรือก็คือราชาปีศาจฟาโบธี บัดนี้มีสภาวะย่ำแย่สุดขีด การที่พระองค์ตายไปในฐานะ ‘เทพหายนะ’ ย่อมดีกว่าการยังมีชีวิตอยู่ ทั้งสำหรับตัวพระองค์เอง และสำหรับโลกใบนี้ด้วย”
“แน่นอนว่า นี่มิใช่เพียงการตายทั่วไป พระองค์เลือกสถานที่ตายได้สมบูรณ์แบบมาก ช่วยให้ร่างกายได้รับความสงบเยือกเย็น จนไม่ถูกรบกวนจากมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย”
“ตอนนี้เธอคงเข้าใจแล้วกระมัง ผู้ที่ประพันธ์เรื่องราวนี้ คอยสร้างความบังเอิญ ให้เธอได้พบกับนาโปริดิสลีตั้งแต่อยู่ในอาณาจักรเฟเนพ็อต แล้วเดินทางไปยังเกาะฮันต์ ไปยังเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อนำข่าวสารไปถึงนาโปริดิสลีในหลุมศพโบราณในแดนฝัน ให้พระองค์บรรทมหลับต่อไป คงสภาพเป็นศพต่อไป อย่าได้คิดฟื้นคืนชีพ ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการขัดขวางความพยายามของกลุ่มอำนาจต่างๆ ที่จะได้มาซึ่งตะกอนพลังลำดับ 1 ของพระองค์”
“ช่างสมกับเป็นผู้รอดชีวิตจากยุคบรรพกาล ผู้เป็นตัวเอกที่ยุติการครองโลกของเทพบรรพกาลด้วยน้ำมือตัวเอง ความลับที่พระองค์ล่วงรู้ เรื่องราวสำคัญต่างๆ ที่พระองค์ครอบครองไว้ บางทีอาจมากยิ่งกว่าพวกเรารวมกันเสียอีก”
“นอกจากพระองค์และเทพธิดารัตติกาลที่ช่วยปกปิดแล้ว ใครเล่าจะล่วงรู้ถึงเทศกาลฝัน เทศกาลแห่งศาสตร์เร้นลับที่จะลืมเลือนทันทีเมื่อตื่นขึ้น ใครเล่าจะคาดคิดว่าร่างไร้วิญญาณนั่น คือส่วนหนึ่งของราชาปีศาจ?”
“การย่อยโอสถ ‘ยมทูต’ อย่างก้าวกระโดด การได้มาซึ่งหน้ากากทองคำใบนั้น การก่อตัวของดินที่ถูกกัดกร่อน คงเป็นค่าตอบแทนที่พระองค์ ‘สัญญา’ ไว้กระมัง”
“ดินที่ถูกกัดกร่อนนั้น จงมอบให้ฉัน สำหรับเธอแล้วคงไร้ประโยชน์ แต่ฉันสามารถแลกเปลี่ยนมันกับบางสิ่ง หรืออาจเป็นโอกาสบางประการ แต่ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ยามนี้ก็ยังไม่อาจล่วงรู้ได้”
“และด้วยหน้ากากทองคำ ยามที่เธอพบโอกาสเข้าสู่โลกแห่งความตาย ก็สามารถเดินหน้าได้อย่างไร้กังวล หาไม่แล้ว ผู้ที่ยังมีลมหายใจย่อมไม่อาจดำรงอยู่ในโลกแห่งความตายได้แม้เพียงชั่วพริบตา”
“หน้ากากทองคำเหล่านั้น มาจากเทพมรณาผู้ร่วงหล่น ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของตระกูลอายเกส แต่เดิมมันถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยให้ทายาทสายตรงของเทพมรณา สามารถเข้าออกโลกแห่งความตาย เข้าออกอาณาจักรของเทพมรณาได้”
“อานุภาพของมัน หนึ่งคือปกป้องผู้สวมใส่จากการกัดกร่อนของไอความตาย สองคือเปลี่ยนผู้สวมใส่ให้กลายเป็นอันเดด ร่างกายไร้ซึ่งจุดอ่อน ทว่าจิตวิญญาณและสติสัมปชัญญะยังคงสภาพดั่งยามมีชีวิต”
“ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วหรือยัง ว่าเหตุใดร่างของนาโปริดิสลี จึงต้องสวมหน้ากากของเทพมรณา? หากมิได้สวมใส่ ร่างกายก็คงดับสิ้นในหลุมศพโบราณในแดนฝัน ไร้ซึ่งโอกาสฟื้นคืนชีพใดๆ”
“ในทำนองเดียวกัน เมื่อรู้ถึงอานุภาพของหน้ากากทองคำ รวมถึงสภาพของศพพระองค์ เธอก็คงเข้าใจว่าเหตุใดฮิโซกะจึงต้องสวมหน้ากากทองคำ มันจะช่วยให้ศพของพระองค์ ซึ่งดำรงอยู่ด้วยสัญชาตญาณล้วนๆ เข้าใจผิดว่าฮิโซกะเป็นพวกเดียวกัน จนไม่ทำอันตรายใดกับเขา อีกทั้งยังปกป้องฮิโซกะจากการกัดกร่อนของไอความตายในห้องฝังศพด้วย”
“ร่างแรกที่ ‘กลายเป็นเทพ’ ได้ไปกระตุ้นศพของพระองค์ ซึ่งหลับใหลภายใต้การปกป้องของหน้ากากทองคำ แต่มิได้ปลุกสติของพระองค์ขึ้นมาด้วย ในสภาวะดังกล่าว ฮิโซกะสามารถอาศัยความคล้ายคลึงนานัปการระหว่างตนกับศพของพระองค์ ทำให้ศพเข้าใจผิด คิดว่าเขาคือดวงวิญญาณของร่าง จนกระทั่งยอมรับการนำทางของเขา กลยุทธ์ทำนองนี้ เธอรู้สึกคุ้นเคยบ้างไหม? ราชันสวรรค์ช่างเป็นเทพผู้เก่งกาจในการค้นหาข้อผิดพลาดและฉวยใช้ช่องโหว่เสียจริง”
“แต่เมื่อร่างที่สองได้ ‘กลายเป็นเทพ’ เช่นกัน และเข้าสู่หลุมศพโบราณในแดนฝัน สติของศพพระองค์ก็เริ่มตื่นขึ้น ถึงตรงนี้ ต่อให้ฮิโซกะจะยังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่อาจบรรลุแผนการอันยิ่งใหญ่ของเขาได้อีกต่อไป”
“เรื่องราวทั้งหมดก็มีใจความดังนี้ นิกายวิญญาณเพ่งเล็งหลุมศพโบราณ ต้องการหน้ากากทองคำที่ถูกกัดกร่อนในห้องฝังศพมานับพันปี ส่วนดยุกแห่งตระกูลนอร์ธ ผู้เป็นพันธมิตรกับโรงเรียนกุหลาบ ต้องการร่างของนาโปริดิสลี ส่วนฝ่ายระงับตัณหาหวังจะได้หัวใจของ ‘มิสผู้ส่งสาร’ คืน จุดประสงค์ของพวกเขาแตกต่างกันแท้ๆ แต่กลับต้องมาต่อสู้เอาเป็นเอาตายกัน จะไม่ให้กล่าวว่านี่ช่างน่าขันและตลกร้ายได้อย่างไร”
“แน่นอน นี่เป็นเพราะพวกเขาไม่อาจไว้ใจฝ่ายตรงข้าม อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ที่ผู้ชนะจะได้ครอบครองทุกสิ่ง มิสผู้ส่งสารจะปรารถนาร่าง ‘เทพหายนะ’ ของนาโปริดิสลีหรือไม่? แน่นอนว่าต้องอยากได้!”
มิสผู้ส่งสาร…มาดามผู้ใช้เหรียญทองนำโชคซื้อหัวใจจากลุดวิกคนนั้นน่ะหรือ? เหตุใดจึงเรียกพระองค์ว่ามิสผู้ส่งสารเล่า? พระองค์ไม่มีทางเป็นผู้ส่งสารของใครอยู่แล้ว นั่นคือเทวทูตเชียวนะ! หืม…หรือว่าจะเป็นผู้ส่งสารของมิสเตอร์ฟูล? ดังนั้น เหรียญทองนำโชคจึงเกี่ยวพันกับมิสเตอร์ฟูลอย่างลึกซึ้ง…ลูเมี่ยนครุ่นคิดอย่างกระจ่าง ไม่นานก็มีข้อสันนิษฐาน
เด็กหนุ่มอ่านจดหมายส่วนที่เหลือต่อไป
“เธอคงจินตนาการออก เมื่อแปรสภาพเป็นอันเดด ไร้ซึ่งจุดอ่อนทางร่างกายแล้ว การถูกชำระล้างด้วยแสงสุริยันและสายฟ้าจะกลายเป็นภัยถึงชีวิต อีกทั้ง หากคนเป็นสวมหน้ากากทองคำนานเกินไป ก็จะกลายเป็นคนตายอย่างแท้จริง ถึงตอนนั้น หากถอดหน้ากากออก วิญญาณและสติสัมปชัญญะที่ไร้การปกป้องก็จะดับสูญในทันที”
“ฉันกำลังนึกอยู่ ว่ายังมีสิ่งใดที่ยังไม่ได้เอ่ยถึงอีกบ้าง…”
“อา…เธอเคยแจ้งว่า ทั้งนักพรตโลกแห่งความตายและร่างของนาโปริดิสลี หลังจากมองไปยังอิวิลิสตา·อายเกสแล้ว ต่างก็มิได้ทำสิ่งใดต่อเขา ทำให้ฉันมีข้อคาดเดาบางประการ”
“ผู้ที่ช่วยฝังร่าง ‘เทพหายนะ’ ของนาโปริดิสลีและสร้างหลุมศพในแดนฝัน อาจเป็นบรรพชนของตระกูลอายเกส ‘เทพมรณา’ ผู้ร่วงหล่นพระองค์นั้น”
“หลังจากที่พระองค์เสียสติ ก็คงจะได้พบกับนักพรตโลกแห่งความตายผู้พิทักษ์สายธาร รวมถึงเงาของจักรพรรดิโลหิต และด้วยเหตุผลบางประการ พระองค์ได้ตอบรับคำขอร้องของนาโปริดิสลี โดยการอนุญาตให้ร่าง ‘เทพหายนะ’ ของฝ่ายหลัง ได้หลับใหลในแดนฝันพิเศษ”
“ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นนักพรตโลกแห่งความตาย หรือร่างของนาโปริดิสลี แม้จะเหลือเพียงสัญชาตญาณ ก็ยังปฏิบัติต่อสายเลือดของตระกูลอายเกสด้วยดีเสมอมา”
……………………………………………………..