ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 698 งานทิ้งทวน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 698 งานทิ้งทวน
ตอนที่ 698 งานทิ้งทวน
เมื่อได้อ่านข้อคาดเดาของมาดามเมจิกเชี่ยน ลูเมี่ยนก็พลันรู้สึกว่าบรรพชนของตระกูลอายเกส ผู้เป็น ‘เทพมรณา’ ที่ร่วงหล่น ช่างเป็นตำนานอันน่าพิศวงยิ่งนัก
หลังจากที่พระองค์ได้เป็นเทพแท้จริง ดูเหมือนจะเสียสติไป พระองค์ก่อให้เกิด ‘หายนะสีจาง’ แต่แล้วก็ร่วงหล่นจนก่อกำเนิดทะเลคลั่ง ทำให้ทวีปเหนือและใต้ต้องตัดขาดจากกันนานนับพันปี พระองค์มีความเชื่อมโยงบางประการกับนักพรตโลกแห่งความตายผู้ลึกลับ ทั้งยังฝังร่าง ‘เทพหายนะ’ ของราชาปีศาจ พระองค์ทิ้งจักรวรรดิไบลัมอันยิ่งใหญ่และทายาทมากมายไว้เบื้องหลัง หน้ากากทองคำที่พระองค์สร้างไว้ให้ทายาทใช้เข้าออกโลกแห่งความตาย จวบจนปัจจุบันก็ยังเป็นที่แย่งชิงของผู้คน…
ลูเมี่ยนหยิบหน้ากากทองคำที่ได้มาจากฮิโซกะออกจากกระเป๋านักเดินทาง ลูบไล้ผิวสัมผัสอันเย็นเยียบของมัน พลางรำพึงในใจอย่างไร้เสียง
“นี่คือผลงานการรังสรรค์ของเทพแท้จริง…”
หลังจากรำพึง ลูเมี่ยนก็หันไปอ่านสองหน้าสุดท้ายของจดหมายฉบับยาวนี้
“กลับมาพูดถึงตัวเธอบ้าง ตราประทับของนักพรตโลกแห่งความตายบนตัวเธอ เพียงแต่ผนึกอิทธิพลจากออร่าตกค้างของจักรพรรดิโลหิตที่มีต่อโลกภายนอกเท่านั้น โดยมิได้ขจัดการดำรงอยู่ของมันไป”
“กล่าวคือ เธอไม่อาจใช้ออร่าตกค้างของอลิสต้า·ทูดอร์มาข่มขวัญผู้อื่นได้อีกแล้ว แต่หากเมื่อใดที่ต้องการพิสูจน์ ‘ตัวตน’ ของพระองค์ มันก็ยังคงแสดงผลได้อยู่”
“เรื่องนี้มีทั้งดีและเสีย แม้เธอจะสูญเสียไพ่เด็ดในการข่มขวัญผู้อื่นไป แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องคอยกังวลว่า การใช้ออร่าตกค้างของจักรพรรดิโลหิต จะไปดึงดูดสายตาของผู้อยู่ในลำดับสูงบางคน อีกทั้ง สำหรับตราประทับของนักพรตโลกแห่งความตาย ในอนาคตอาจมีประโยชน์ในบางเรื่องก็ได้”
“จักรพรรดิโรซายล์เคยกล่าวไว้ว่า เมื่อไม่อาจต่อต้านได้ ก็จงเรียนรู้ที่จะสนุกกับมันเสีย”
ลูเมี่ยนพลิกมือขวาขึ้น ทอดสายตามองฝ่ามือ เมื่อเทียบกับสภาพเน่าเปื่อยในความฝัน ปัจจุบันเหลือเพียงรอยซีดขาวไม่ใหญ่นัก ใต้ความซีดขาวพอจะเห็นรอยแผลเป็นสีแดงจางๆ หลงเหลืออยู่
“ประโยชน์ของมันคืออะไร? ใช้ขู่พวกอันเดดหรือไง?” ลูเมี่ยนรำพันด้วยความสงสัยสองสามคำ ยังคิดไม่ออกในยามนี้
ตอนท้ายจดหมาย มาดามเมจิกเชี่ยนเขียนว่า
“เมื่อถึงตอนนั้น มารตระกูลนอร์ธ ผู้ที่ได้ยืนยันสภาพหลุมศพโบราณในปีนี้แล้ว รวมถึงพันธมิตรจากโรงเรียนกุหลาบของเขา อาจจะกลับมาลงมืออีกครั้ง และนำสมบัติวิเศษ ผู้วิเศษ หรือร่างสะท้อนที่มีประสิทธิภาพและทรงพลังกว่าเดิมมาด้วย”
“พวกเราไม่เพียงต้องหยุดยั้งพวกเขาให้ได้ แต่ต้องเตรียมการบางอย่างล่วงหน้าตั้งแต่ปัจจุบันเลย”
“อีกอย่างหนึ่ง เพื่อให้แดนฝันพิเศษยังคงมีร่างสะท้อนในแดนฝันกำเนิดขึ้นมาเป็นผู้พิทักษ์ พวกเราไม่อาจย้ายเมืองทิซาโมทั้งเมืองไปไหนได้ จึงต้องกระทำบางสิ่งกับชาวเมืองแทน”
“แน่นอน หลังจากทำภารกิจสุดท้ายเสร็จสิ้น ปัญหาที่ตามมาของเทศกาลฝัน ก็จะไม่เกี่ยวข้องกับเธออีก เว้นเสียแต่ว่าถึงตอนนั้น เธอจะกลายเป็นเทวทูตแล้ว แต่นั่นคงจะเกินจริงไปสักหน่อยกระมัง?”
“สิ่งสุดท้ายที่อยากให้เธอทำคือ นำยันต์ทองเหลืองกึ่งสำเร็จที่ฉันส่งมาพร้อมจดหมายฉบับนี้ เข้าไปในแดนฝันพิเศษนั่น ไปประกอบพิธีกรรมต่อไปนี้ที่หน้าหลุมศพโบราณสีดำ”
“ขั้นตอนพิธีกรรมฉบับสมบูรณ์คือ”
“…”
หลังจากอ่านรายละเอียดพิธีกรรมอย่างถี่ถ้วน ลูเมี่ยนตรวจสอบสภาพพลังวิญญาณของตน แล้วเก็บยันต์ทองเหลืองกึ่งสำเร็จนั้นไว้
ถัดมา เด็กหนุ่มหยิบกล่องทองคำที่บรรจุดินประหลาดออกมา คลี่กระดาษจดหมาย แล้วเริ่มเขียนจดหมายตอบ
“เรียน มาดามเมจิกเชี่ยนที่เคารพ”
“ผมจะดำเนินการพิธีกรรมตามที่คุณกำชับ”
“ส่วนนี่คือดินประหลาดก้อนนั้น…”
ลูเมี่ยนเว้นวรรคชั่วครู่ แล้วเขียนเพิ่มอีกประโยค
“รบกวนช่วยส่งกล่องที่บรรจุมันกลับมาด้วย”
มันทำจากทองคำแท้เชียวนะ!
นึกถึงค่าตอบแทนที่รับปากลูกาโนไว้ นึกถึงความต้องการของลุดวิกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันจะมีฐานะค่อนข้างร่ำรวย แต่ลูเมี่ยนก็รู้สึกว่าตนจำเป็นต้องเก็บหอมรอมริบสักหน่อยแล้ว
ตัวเขาเองไม่ต้องกังวลเรื่องสูตรโอสถ วัตถุดิบวิเศษ และสมบัติวิเศษก็จริง แต่ตอนนี้ต้องเลี้ยงดูคนตั้งสองชีวิตเชียวนะ!
ยิ่งไปกว่านั้น ทองคำก็สำคัญยิ่งในศาสตร์เร้นลับ ฟรังก้าก็กำลังสะสมทองคำมาหลายเดือนแล้ว หวังจะสร้างกายทองคำให้เฉินถูเกราะซ่อนเงา
เมื่อเขียนจดหมายตอบเสร็จ ลูเมี่ยนก็จัดเตรียมพิธีกรรม อัญเชิญผู้ส่งสาร ‘ตุ๊กตา’ ออกมา
ผู้ส่งสารรายนี้ยังคงมีท่าทางระแวดระวัง คอยหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ยอมพูดเกินคำที่จำเป็นเช่นเคย
เธอรับรู้อะไรบางอย่างได้หรือ? ลูเมี่ยนเตรียมจะถาม แต่พลันนึกถึงความเป็นไปได้หนึ่ง
หรือจะเป็นเพราะ ‘มิสผู้ส่งสาร’ ที่มาดามเมจิกเชี่ยนกล่าวถึง เคยมาที่นี่แล้ว?
ทั้งคู่ต่างเป็นผู้ส่งสาร บางทีอาจรู้จักกัน มีความเกี่ยวพันบางอย่าง และท่านผู้นั้นก็เป็นถึงเทวทูต…
ลูเมี่ยนปิดปากเงียบ มองดูผู้ส่งสาร ‘ตุ๊กตา’ อุ้มกล่องทองคำถอยกลับเข้าไปในแสงเทียน
เด็กหนุ่มดับเทียนไข เก็บกวาดอุปกรณ์พิธีกรรม เดินกลับเข้าห้องรับแขก นั่งลงตรงข้ามลุดวิกที่ยังกินอาหารไม่หมดครึ่งจาน
ลูเมี่ยนจ้องมองลุดวิก ที่สวมหมวกนอนสีน้ำเงินลายดาวสีเหลือง แล้วยิ้มพลางเอ่ยปาก
“ขอยืมอะไรหน่อยสิ”
ลุดวิกเงยหน้าขึ้น ปากยังคงเคี้ยวอาหาร ใช้สายตาสื่อความสงสัย
ลูเมี่ยนยังคงรักษารอยยิ้มอันเป็นมิตรไว้
“เหรียญทองที่นายได้มาเมื่อครู่น่ะ”
ลุดวิกก้มหน้าลง มุ่งความสนใจไปที่การแทะเนื้อวัวแห้งชิ้นหนึ่ง ทำท่าเหมือนไม่ได้ยินสิ่งที่ลูเมี่ยนพูด
“ขอยืมใช้แค่…เอ่อ…ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น จะไม่ทำให้มันเสียหาย รับรองว่าจะคืนให้ในสภาพเดิม” ลูเมี่ยนถอนหายใจพลางกล่าว “ฉันเลี้ยงดูนายมานานพอสมควรแล้ว ให้ทั้งข้าวทั้งน้ำ…”
พูดถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนก็ชะงักไปเล็กน้อย ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยต่อ
“นายมองว่า มันไม่คุ้มค่าพอที่จะให้ฉันยืมเหรียญทองนำโชคแค่ครึ่งชั่วโมงหรือ?”
“ฉันเคยโกหกนายสักครั้งไหม?”
“บ่อยจะตาย” ลุดวิกงึมงำตอบ
“ไม่เกินยี่สิบนาที”
“ตกลง!” ลูเมี่ยนรีบรับเหรียญทองนำโชคมาด้วยรอยยิ้มเจิดจ้า
เพื่อประหยัดพลังวิญญาณ เด็กหนุ่มไม่ได้ ‘เทเลพอร์ต’ แต่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในเงามืด มาถึงบ้านของฮิโซกะเทวานาโค
ทั้งโรเบิร์ตและอมันดีนต่างก็จากไปแล้ว
ลูเมี่ยนหาที่นั่ง เอนหลังพิงกำแพง ใช้วิธีเข้าฌานเพื่อสะกดตัวเองให้หลับใหล
…………
ภายในแดนฝันพิเศษ ณ ป่าดั้งเดิม
ลูเมี่ยนอาศัยเงามืดเป็นทางผ่าน เดินทางมาถึงขอบเขตของแดนฝัน ก้าวเข้าสู่พื้นที่อันวุ่นวาย
เด็กหนุ่มครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะออกจากเงามืด สวมหน้ากากทองคำที่เทพมรณาสร้างขึ้น
ท่ามกลางความเย็นเยียบที่แผ่ซึม รวมถึงแรงกดดันอันหนักอึ้ง ลูเมี่ยนมองเห็นเศษเสี้ยวความฝันของหลุมศพโบราณสีดำ และเส้นทางที่ทอดไปสู่มัน
ไม่นานนักเขาก็มาถึงจุดหมาย ทว่าร่างไร้วิญญาณทั้งหลายได้สูญสลายไปหมดสิ้นแล้ว เหลือเพียงหินยักษ์สีดำที่เป็นหลุมศพโบราณตั้งตระหง่านอยู่อย่างเงียบงัน
ลูเมี่ยนถอดหน้ากากออก พินิจดูรอบกาย เลือกรากไม้ที่นูนสูงจุดหนึ่งเป็นแท่นบูชา จัดวางเครื่องบูชาทั้งหมดไว้ด้านบน ทั้งเทียนไข สารสกัดดอกไม้ ผงสมุนไพร หม้อใหญ่ และยันต์ทองเหลืองกึ่งสำเร็จ แล้วลงมือตามคำบรรยายในจดหมายของมาดามเมจิกเชี่ยนทีละขั้นตอน
ในขั้นตอนสุดท้าย ลูเมี่ยนวางเหรียญทองนำโชคลงระหว่างเทียนสองเล่มที่สื่อถึงมิสเตอร์ฟูล
เขามิได้สร้างกำแพงวิญญาณ หากแต่จุดเทียนตามลำดับจากเทพสู่มนุษย์ จากซ้ายไปขวา แล้วถอยหลังสองก้าว
ลูเมี่ยนจ้องมองเปลวเทียนที่ลุกโชน พลางเปล่งวาจาด้วยภาษาเฮอร์มิสโบราณเสียงทุ้มต่ำ
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย ผู้ปกครองลึกลับเหนือห้วงสายหมอกสีเทา ราชันเหลืองดำผู้ครองพลังโชคลาภ…”
ท่ามกลางความเงียบงัน หมอกสีเทาจางๆ เริ่มแผ่ซ่านออกจากความว่างเปล่า ปกคลุมทั่วทั้งหลุมศพโบราณสีดำ และแดนฝันพิเศษในละแวกใกล้เคียง
อกด้านซ้ายของลูเมี่ยนเริ่มอุ่นวาบ ช่วยให้สติของเด็กหนุ่มยังคงแจ่มชัด และร่างกายก็มิได้แสดงอาการสลายตัว
เขารีบเดินไปข้างหน้าสองก้าว จุดสารสกัดดอกไม้และผงสมุนไพรตามขั้นตอน แล้ววางยันต์ทองเหลืองกึ่งสำเร็จลงกลางแท่นบูชา
จัดการเสร็จ ลูเมี่ยนยืดกายตรง พลางถอยหลังพร้อมกล่าวเป็นภาษาเฮอร์มิสว่า
“ข้าขอวิงวอนต่อท่าน”
“ขอให้ท่านช่วยประทานพลังแก่ยันต์นี้”
“ขอให้ท่านช่วยมอบพลังที่สามารถปกครองแดนฝันแห่งนี้…”
เมื่อท่องคาถาที่เหลือจนจบ และเสร็จสิ้นขั้นตอนพิธีกรรมทั้งหมด ลูเมี่ยนก็เห็นเหรียญทองนำโชคเรืองแสงสลัว เปลวเทียนสองดวงที่แทนมิสเตอร์ฟูลนั้น ดวงหนึ่งกลายเป็นสีมืดทะมึน อีกดวงย้อมเป็นสีทองเหลือง
ทันใดนั้น แสงเทียนสีมืดทะมึนและสีทองเหลือง ก็พัวพันกันตกลงสู่ยันต์ทองเหลืองกึ่งสำเร็จ
ยันต์ทองเหลืองพลันเปล่งประกายจ้าจนลูเมี่ยนต้องหลับตาลง
เมื่อเด็กหนุ่มบรรจงลืมตาขึ้นจนชินกับแสง ยันต์ทองเหลืองได้อันตรธานไปแล้ว ดิน หิน และรากไม้หน้าหลุมศพโบราณสีดำพลันเคลื่อนตัวม้วนขึ้นมา ก่อร่างเป็นสิ่งที่ดูคล้ายป้ายหลุมศพ
บน ‘ป้ายหลุมศพ’ ดังกล่าว คำในภาษาฟุซัคโบราณปรากฏขึ้นทีละคำ
“เบื้องหน้ากฎหมาย สรรพชีวิตล้วนเท่าเทียม แม้แต่เทวทูต ก็อาจถูกสามัญชนสังหารได้”
“สิ่งของที่สูญหายให้ถือว่าสละสิทธิ์”
“ในช่วงเทศกาลฝัน สามารถกระทำสิ่งใดก็ได้ เว้นแต่ฆ่าคนและข่มขืน”
“ผู้ฆ่าต้องตาย”
“ผู้ข่มขืนต้องตาย”
“…”
น…นี่คือพลังของเส้นทางไหน? ดูคล้ายกับเส้นทาง ‘ผู้ตัดสิน’ เลย…เทศกาลฝันคราวหน้าจะฆ่าคนไม่ได้แล้วหรือ? แม้แต่เทวทูต เราก็ทำร้ายได้แล้วรึ? ลูเมี่ยนไม่คาดคิดว่า การ ‘เตรียมตัวล่วงหน้า’ ของมาดามเมจิกเชี่ยนจะเป็นเช่นนี้
เด็กหนุ่มรีบเก็บข้าวของ ตั้งใจจะออกจากบริเวณนี้
ขณะมองแผ่น ‘ป้ายหลุมศพ’ เป็นครั้งสุดท้าย ลูเมี่ยนพลันเกิดความคิดบางอย่าง
มันคือไพ่ทาโรต์ใบหนึ่ง วาดภาพชายในอาภรณ์สีเขียวถือไม้เท้า ต่อสู้กับไม้เท้าหกอันที่โจมตีมาจากเชิงเขา
ไพ่อาร์คาน่าเล็ก ‘เจ็ดไม้’!
ลูเมี่ยนไม่รู้ว่าไพ่ทาโรต์ที่เป็นตัวแทนของตนใบนี้ จะคงอยู่ในแดนฝัน คงอยู่เบื้องหน้า ‘ป้ายหลุมศพ’ ได้นานหรือไม่ เพียงแต่อยากลองดูเท่านั้น เพราะตั้งแต่เขาเป็นสมาชิกชุมนุมทาโรต์มา ก็ยังไม่เคยทิ้งไพ่ไว้ในจุดเกิดเหตุมาก่อน
…………
เมื่อกลับสู่โลกความจริง ลูเมี่ยนก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋านักเดินทาง แล้วลองตรวจสอบดู
ยันต์ทองเหลืองกึ่งสำเร็จหายไปอย่างที่คาดไว้ เช่นเดียวกับไพ่อาร์คาน่าเล็ก ‘เจ็ดไม้’
“กฎเกณฑ์ของแดนฝันพิเศษเปลี่ยนไปจริงๆ…” ลูเมี่ยนพยักหน้าอย่างครุ่นคิด แล้วกลับไปยังโรงแรมบริโอ คืนเหรียญทองนำโชคให้แก่ลุดวิก
จากนั้น ลูเมี่ยนออกมายังถนน ท่ามกลางความมืด เขาเดินผ่านกามูส์ เรียห์ ลูกาโน และคนอื่นๆ ที่กำลังง่วนอยู่กับการช่วยเหลือและรักษาผู้คน มุ่งหน้าไปยังโบสถ์นักบุญฌอน
ภายในโบสถ์ เทียนทั้งหมดถูกจุดสว่างโร่ แต่ด้านในกลับมีเพียงคนเดียวคือหลวงพ่อคาลี
เขาสวมเสื้อคลุมยาวสีขาวปักด้ายทอง คุกเข่าเบื้องหน้าแท่นบูชาและตราศักดิ์สิทธิ์ ก้มหน้าต่ำ สำนึกผิดด้วยสีหน้าทุกข์ระทม
ลูเมี่ยนบรรจงย่างกรายเข้าไป นั่งลงบนม้านั่งแถวหน้าสุด มองดูหลวงพ่อคาลีอย่างเงียบงัน โดยมิได้รบกวนเขา
……………………………………………………..