ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 700 การกลับมา
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 700 การกลับมา
ตอนที่ 700 การกลับมา
ในแดนฝันพิเศษ อมันดีนเคยกล่าวว่า ‘ร่างนั้น’ หรือก็คือ ‘นักพรตโลกแห่งความตาย’ ได้ผงกศีรษะให้เธอ…‘เกราะซ่อนเงา’ เฉินถูก็ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับนักพรตโลกแห่งความตาย…ฟรังก้ากำลังรวบรวมทองคำเพื่อสร้างกายทองคำให้เฉินถู หวังได้มาซึ่งข้อมูลเพิ่มเติม…ความคิดมากมายแล่นผ่านห้วงสำนึกของลูเมี่ยน
เด็กหนุ่มเอียงศีรษะ มองไปยังอมันดีน ใบหน้าผุดรอยยิ้มพลางเอ่ยปาก
“ไม่ใช่แค่ ‘เทศกาลฝัน’ เท่านั้นที่จะได้พบร่างนั่น”
“ยามปกติก็พบได้หรือ?” อมันดีนรีบถามด้วยความตื่นเต้นยินดี
สมองของเธอทำมาจากอะไร? ลูเมี่ยนรำพันเงียบงัน ก่อนจะส่ายหน้าพลางยิ้ม
“ความหมายของผมก็คือ ไม่ใช่แค่ในเมืองทิซาโม และไม่ใช่แค่ในวันเวลาเฉพาะเท่านั้น ที่จะได้พบร่างนั้น”
อมันดีนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจความนัยที่ซ่อนอยู่ในถ้อยคำของหลุยส์แบรี
“คุณเคยพบร่างนั้นในสถานที่อื่นหรือ?”
“ไหนคุณบอกว่าตัวเองมองไม่เห็นเขา ต้องให้ฉันช่วยติดตามสถานการณ์ให้?”
ยังดี มิได้โง่เขลาถึงเพียงนั้น…ลูเมี่ยนล้วงหยิบหน้ากากทองคำออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’
“แค่สวมมันก็มองเห็นแล้ว”
โดยไม่รอให้อมันดีนตอบ ลูเมี่ยนก็ยิ้มพลางเอ่ยเสริม
“ผมเคยพบร่างนั้นในสถานที่อื่น”
เด็กหนุ่มเลือกใช้คำว่า ‘พบเจอ’ มิใช่ ‘เคยเห็น’ เพื่อให้แน่ใจว่าตนเองกำลังกล่าวความจริงอันเที่ยงแท้ที่สุด
เดิมทีเขาจะกล่าวว่า ‘ผมรู้จักนามของพระองค์ด้วย’ แต่ก็ขี้เกียจอธิบายให้อมันดีนเข้าใจ ถึงสาเหตุที่ต้องใช้สรรพนาม ‘พระองค์’ เพื่อให้เกียรติแก่นักพรตโลกแห่งความตาย
สีหน้าของอมันดีนพลันเปลี่ยนเป็นตื่นเต้น
“ที่ใดหรือ?”
นี่คือข้อมูลที่เด็กหนุ่มต้องการให้อีกฝ่ายได้รับรู้
“ทรีอาร์หรือ…” อมันดีนเผยท่าทีทั้งหวนหาและหวาดหวั่นในคราเดียว
ในฐานะชาวอินทิสที่เกิดและเติบโตในทวีปใต้ เธอย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้ยินเรื่องเล่าลือต่างๆ เกี่ยวกับ ‘นครแห่งความสำราญ’ รับรู้ถึงแสงสีอันเจิดจรัส และความคึกคักมั่งคั่งของที่นั่น ทรีอาร์แทบจะกลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งความฝันในใจของสาวน้อย ทว่าตัวเธอเคยไปไกลสุดเพียงท่าเรือไพลอส ไม่เคยออกจากรัฐมาตานี หากมีโอกาสได้ไปทรีอาร์จริง สิ่งแรกที่ท่วมท้นในหัวใจกลับเป็นความหวาดกลัว
ท้ายที่สุด เธอยังเป็นเพียงสาวน้อยที่ยังไม่ถึงสิบแปดปีเท่านั้น
ลูเมี่ยนกล่าวต่อด้วยความจริงใจ
“สักวันหนึ่งในอนาคต เพื่อนคนหนึ่งของผมอาจจะได้พบกับร่างนั้นอีก ผมหวังว่าคุณจะคอยอยู่เคียงข้างเธอ และให้ความช่วยเหลือเท่าที่ทำไหว ในด้านที่มิใช่การต่อสู้”
“เพื่อการนี้ ผมสามารถพาคุณไปทรีอาร์ ช่วยให้คุณเข้าถึงสถานที่ที่ร่างนั้นอาจปรากฏ และมอบการคุ้มครองให้ระดับหนึ่ง”
“ว่าไง สนใจข้อเสนอของผมไหม?”
“ฉ…ฉัน…” อมันดีนลังเล แล้วรีบหาข้ออ้างตามสัญชาตญาณ “พ่อแม่ของฉันคงไม่ยินยอมให้ออกจากรัฐมาตานีไปทรีอาร์ในตอนนี้หรอก อย่างน้อยก็ต้องรอจนกว่าฉันจะมีโอกาสไปเรียนมหาวิทยาลัยที่นั่น”
ลูเมี่ยนกล่าวอย่างขบขัน
“ใครบอกให้คุณไปอยู่ทรีอาร์ถาวร? วันเสาร์ไป วันอาทิตย์ก็กลับได้แล้ว”
“หือ?” อมันดีนชะงักงัน
เธอจินตนาการว่าต้องแล่นเรือข้ามมหาสมุทร ต้องปีนเขาลงห้วย ลาจากบ้านเกิดไปตลอดกาล
ลูเมี่ยนเลิกคิ้วพลางกล่าว
“ในแดนฝัน ผมก็เคยพาคุณ ‘เทเลพอร์ต’ แล้วมิใช่หรือ?”
“ต…แต่นั่นมันแค่ระยะใกล้ๆ เองนี่?” ดวงตาของอมันดีนพลันเปล่งประกาย “คุณสามารถ ‘เทเลพอร์ต’ ตรงจากรัฐมาตานีไปถึงทรีอาร์ได้เลยหรือ?”
ลูเมี่ยนผงกศีรษะรับ
“ถูกต้อง ระหว่างทางอาจต้องแวะพักหนึ่งถึงสองครั้ง แต่ก็ยังสามารถพาคุณไปถึงทรีอาร์ได้เร็วมาก”
“เร็วมาก…” อมันดีนเริ่มหวั่นไหว ใจหนึ่งก็อยากจะได้สัมผัสประสบการณ์อันแสนวิเศษดังกล่าว
แต่เธอยังไม่รีบร้อนตัดสินใจ
ลูเมี่ยนก็มิได้เร่งรัด
“ไม่ต้องรีบตัดสินใจ การพบร่างนั้นอีกครั้ง ที่จริงแล้วนับว่าอันตรายยิ่ง คุณเรียนรู้กับเรียห์ไปก่อน สัมผัสกับโลกของศาสตร์เร้นลับในรัฐมาตานีอย่างแท้จริงเสียก่อน ศึกษาความรู้ทั่วไปของผู้วิเศษ แล้วค่อยพิจารณาว่าจะรับข้อเสนอนี้หรือไม่ นั่นอาจเป็นเรื่องในอีกสามเดือน หรือถึงครึ่งปี หนึ่งปีข้างหน้าก็เป็นได้”
อมันดีนค่อยผ่อนลมหายใจอย่างแผ่วเบา
“ตกลง”
เธอรีบถามด้วยความอยากรู้ทันที
“สหายของคุณเป็นสตรีหรือ?”
เห็นได้จากการใช้สรรพนาม ‘เธอ’
ในใจพวกเรา เธอเป็นเช่นนั้นเสมอมา แต่ในการรับรู้ของตัวเธอเอง บางครั้งก็เป็น บางครั้งก็ไม่…ลูเมี่ยนรำพันถึงฟรังก้า ก่อนผงกศีรษะรับ
“ถูกต้อง”
อมันดีนถามต่อด้วยความกระตือรือร้น
“คนรักของคุณหรือ?”
ลูเมี่ยนหัวเราะออกมาด้วยความขบขัน
“แน่นอนว่าไม่ใช่ ทำไมคุณถึงหมกมุ่นอยู่กับเรื่องแบบนี้นักล่ะ?”
ลูเมี่ยนเอ่ยพลางหยิบกระดาษโน้ตและปากกาหมึกซึมออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ แล้วเร่งเขียนข้อความลงไปสองสามบรรทัด จึงค่อยส่งให้อมันดีน
อมันดีนรับมา อาศัยแสงเทียนในโบสถ์ อ่านอย่างพิถีพิถัน
“สิ่งมีชีวิตที่เตร็ดเตร่ในโลกเบื้องบน ผู้สำนึกบาปที่ตื่นจากเปลวเพลิงแห่งความทุกข์ระทม ผู้ส่งสารของลูเมี่ยน·ลีแต่เพียงผู้เดียว”
“นี่คืออะไรหรือ?” อมันดีนอ่านด้วยสีหน้างุนงง
“ผู้ส่งสารของผมเอง เมื่อคุณตัดสินใจได้แล้ว ก็จงจัดพิธีกรรม ใช้คาถานี้อัญเชิญผู้ส่งสารของผมออกมา แจ้งผลการตัดสินใจให้ผมทราบ” ลูเมี่ยนอธิบายอย่างเรียบง่าย
อมันดีนยิ่งงุนงงกว่าเดิม
“พิธีกรรมอะไร อัญเชิญอะไร? นี่มิใช่ผู้ส่งสารในความหมายทั่วไปใช่ไหม?”
ลูเมี่ยนเลิกคิ้วอีกครั้ง
“คุณไม่เคยได้ยินเรื่องผู้ส่งสารในโลกของศาสตร์เร้นลับมาก่อนหรือ? ไม่รู้จักพิธีอัญเชิญผู้ส่งสารหรือ?”
อมันดีนยิ้มแหยๆ
“ฉันเพิ่งได้สัมผัสพลังวิเศษเมื่อปีที่แล้ว ได้รวบรวมข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับ ‘เส้นทางแห่งเทพ’ ผ่านโรเบิร์ตและผู้สนใจศาสตร์เร้นลับอีกไม่กี่คน รู้ว่ามีสิ่งที่เรียกว่าพิธีกรรม แต่ไม่รู้ว่ารูปแบบที่แท้จริงเป็นเช่นไร”
กล่าวจบ ดวงตาของเธอก็เปล่งประกาย
“คุณจะสอนฉันใช่หรือไม่? มิเช่นนั้น ฉันคงอัญเชิญผู้ส่งสารของคุณไม่ได้”
“อีกอย่าง ชื่อจริงของคุณมิใช่หลุยส์·แบรี แต่เป็นลูเมี่ยน·ลีหรือ?”
“ม…เมื่อครู่คุณเพิ่งหยิบกระดาษและปากกาจากถุงเหรียญนั่น ของก่อนหน้าก็หยิบจากใบเดียวกัน นี่คือสมบัติวิเศษอะไร?”
“…”
ลูเมี่ยนอดไม่ได้ที่จะเงยหน้า ทอดสายตาไปยังโดมทรงกลมสีทอง
…………
เช้าวันรุ่งขึ้น ลูเมี่ยนพาลุดวิกและลูกาโนออกจากโรงแรมบริโอ เดินผ่านถนนที่ยังมีซากปรักหักพังซึ่งยังเก็บกวาดไม่หมด จนมาถึงร้านกาแฟบูเนีย
เถ้าแก่บูเนียยังคงรักษากิริยาขี้อายตามปกติ สอบถามด้วยความสุภาพว่า ลูเมี่ยนและคณะต้องการสิ่งใด
ลูเมี่ยนสั่งกาแฟคอสซาสามถ้วย กับอาหารเช้าขึ้นชื่อประจำรัฐมาตานี ‘โอกาปา’ สามที่
อาหารชนิดนี้ใช้ใบไม้จากต้นโอกาปาห่อข้าว เนื้อไก่ ไข่ มันฝรั่งหั่นชิ้น และเครื่องเทศพื้นถิ่น ปริมาณอิ่มท้อง กลิ่นหอมฟุ้ง เมื่อได้ลิ้มรสแล้วก็ยากจะหยุดเคี้ยว
ลูเมี่ยนมองดูโอกาปาที่คลี่ออก หยิบช้อนส้อมขึ้นมา ตักอาหารคำหนึ่งเข้าปาก
กลิ่นหอมบริสุทธิ์จากใบห่อ ไข่แดงรสเค็ม ความหนักแน่นของเม็ดข้าว ความนุ่มฉ่ำของเนื้อไก่ ความเหนียวนุ่มของมันฝรั่ง และกลิ่นหอมประหลาดผสานเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดรสสัมผัสอันแสนพิเศษ
ขณะที่กำลังกิน ลูเมี่ยนก็สอดส่ายสายตาสังเกตผู้คนที่เดินผ่านไปมาบนถนน รวมถึงผู้ที่นั่งอยู่ในร้านกาแฟไปพลาง
หลังจากผ่านพ้นราตรีแห่งความเศร้าโศกและหวาดกลัว พวกเขากลับมาอ่อนโยนดังเดิม ไม่แสดงอารมณ์เกินขอบเขตอีกต่อไป ยามสนทนากับผู้ใด บนใบหน้าจะประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา
เมื่อลุดวิกกินอาหารมื้อที่สองของช่วงสายเสร็จ ลูเมี่ยนก็พาเขากับลูกาโนไปยังมุมเงียบสงัดไร้ผู้คน เปลี่ยนเป็นอาภรณ์ฤดูหนาว ก่อนจะหายตัวไปจากเมืองทิซาโม
คราวนี้ ลูเมี่ยนมิได้ ‘เทเลพอร์ต’ ไปหาฟรังก้าโดยตรง ด้วยเหตุที่ลูกาโน ลุดวิก และนางมารทั้งสองยังไม่คุ้นเคยกัน
ลูเมี่ยนเลือกใช้ทางเข้าทรีอาร์ใต้ดินในเขตหอรำลึก ซึ่งมีผู้คนไม่พลุกพล่าน ร่างของทั้งสามปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็วบนขั้นบันไดเหล็กกล้า
เพียงขึ้นมาถึงพื้นผิว ลูเมี่ยนก็เห็นเหล่าชายหนุ่มที่ดูคล้ายนักศึกษามหาวิทยาลัย ถือโคมไฟคาร์ไบด์และตะเกียง หยอกล้อเฮฮากันเดินผ่านพวกเขาทั้งสามไป มุ่งหน้าสู่ทรีอาร์ใต้ดิน
เมื่อเลี้ยวออกสู่ถนนสายหลักใกล้ๆ สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาลูเมี่ยนคือ ชายผู้หนึ่งแต่งกายวาบหวาม พันธนาการด้วยโซ่เหล็ก คลานสี่ขาดั่งสุนัข เคลื่อนตัวเชื่องช้าไปตามถนน หากผู้ใดกล้าจ้องมองนานเกินควร เขาจะจ้องกลับพร้อมเห่าสองครา
ครู่ถัดมา นักดนตรีเร่ร่อนตรงมุมถนนก็บรรเลงท่วงทำนองอันมีจังหวะจะโคน ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างย่างก้าวเป็นจังหวะฟ้อนรำ ใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้มผ่อนคลายเป็นสุข แม้แต่ชายที่สวมบทบาทเป็นสุนัข ผู้กำลังสั่นเทาในสายลมหนาว ก็ยังยกขาหลังขึ้น
ภาพเหล่านี้แตกต่างอย่างยิ่งจากทิวทัศน์ในเขตตลาด
เขตหอรำลึกมีชื่อเสียงในด้านความหนาแน่นของมหาวิทยาลัย
ลูเมี่ยนละสายตาจากรอยยิ้มบนใบหน้าผู้คน พาลูกาโนและลุดวิกมุ่งหน้าสู่ที่พักของอ็องโตนี ซึ่งเช่าอยู่แถวนี้
ห้องพักอยู่บนชั้น 4 ใกล้กับปลายโถงทางเดิน
ก๊อกๆๆ ลูเมี่ยนเคาะประตูอย่างไม่เกรงใจ
ไม่นานนัก เด็กหนุ่มก็ได้พบอ็องโตนีในมาดที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง
ดูราวกับบุรุษผู้ประสบความสำเร็จในสังคมชั้นสูง
“คุณกำลังมีความรักหรือไง?” ลูเมี่ยนเอ่ยล้อเล่น
อ็องโตนีตอบพร้อมรอยยิ้ม
“วันนี้ผมต้องไปร่วมงานเลี้ยงค่ำ ของสมาคมนักจิตบำบัดแห่งทรีอาร์”
นี่คือขั้นตอนจำเป็น เพื่อให้ภารกิจของมาดามจัสติสสำเร็จลุล่วง
“คุณได้ใบประกอบวิชาชีพนักจิตบำบัดแล้วหรือ?” ลูเมี่ยนถามพลางเดินเข้าห้อง
อ็องโตนีพยักหน้ารับ
“ผมซื้อตัวตนจริงและชุดวุฒิการศึกษาจริง ตอนสัมภาษณ์ก็ ‘โน้มน้าว’ กรรมการได้สำเร็จ”
“ตัวตนจริง? แล้วเจ้าของเดิมล่ะ?” ลูเมี่ยนถามอย่างครุ่นคิด
อ็องโตนีเหลือบมองลูกาโนกับลุดวิก แล้วไม่ตอบคำถามของลูเมี่ยนในทันที
“คุณอยากให้ผมช่วยอะไรล่ะ?”
ลูเมี่ยนเข้าใจความนัยของอ็องโตนี จึงละทิ้งคำถามเมื่อครู่ไว้ก่อน เล่าสถานการณ์ของ ‘เทศกาลฝัน’ และอาการแทรกซ้อนจากการที่ลูกาโนสูญเสียแขนในความฝันอย่างคร่าวๆ
เด็กหนุ่มไม่ได้เล่าว่า ลูกาโนสูญเสียแขนได้อย่างไร
อ็องโตนีฟังอย่างตั้งใจจนจบ แล้วมองไปทางลูกาโนพลางเอ่ยปาก
“อาการทางประสาทเช่นนี้แก้ไขได้ไม่ยาก คุณต้องการวิธีที่เร็ว หรือวิธีที่ช้าแต่นุ่มนวลกว่า?”
ลูกาโนตอบทันทีโดยไม่ต้องครุ่นคิด
“วิธีที่เร็ว”
เขาเบื่อหน่ายกับสภาพที่แขนขวาท่อนล่างควบคุมไม่ได้มามากพอแล้ว!
อ็องโตนีจ้องไปทางด้านซ้ายของลูกาโนทันที พลางขมวดคิ้ว
ลูกาโนหันกายไปทางซ้ายโดยสัญชาตญาณ เพื่อมองตามสายตาของอีกฝ่าย
ในจังหวะนั้นเอง อ็องโตนีชักกริชออกมาจากที่ใดไม่ทราบได้ แทงใส่แขนขวาท่อนล่างของลูกาโนอย่างดุดัน
ลูกาโนชักแขนหนีอย่างปราดเปรียว พร้อมกับโพล่งออกมาทันที
“คุณคิดจะทำอะไร?”
อ็องโตนีเก็บกริชกลับไป ตอบด้วยท่าทีสงบนิ่ง
“การรักษาเสร็จสิ้นแล้ว”
“หา?” ลูกาโนมองมือขวางุนงง พบว่ามันหดกลับมาแนบอก ‘ได้ตามใจนึก’ โดยปราศจากอาการติดขัดใดๆ
ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอทันที พลางกล่าวกับลูกาโน
“ขอฝากลุดวิกไว้กับนายก่อนนะ อย่าลืมเตรียมอาหารให้เขาด้วย”
โดยไม่รอให้ลูกาโนตอบรับ ลูเมี่ยนหันไปกล่าวกับอ็องโตนี
“ไปหาฟรังก้ากับจินนากันเถอะ”
อ็องโตนีเหลือบมองลูเมี่ยน พลางดันแว่นตาขอบทองที่ยังไม่ค่อยคุ้นเคยนัก
“ตกลง”
……………………………………………………..