ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 701 ฟรังก้าผู้เป็นสุข
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 701 ฟรังก้าผู้เป็นสุข
ตอนที่ 701 ฟรังก้าผู้เป็นสุข
ณ อพาร์ตเมนต์ 702 อาคารหมายเลข 9 ถนนโอโรเซ เขตหอรำลึก
ฟรังก้าในเสื้อคลุมขนแกะสีกากี กล่าวแก่ลูเมี่ยนด้วยท่าทีสั่นเทา
“ถ้าฉันมีเงินเมื่อไร จะต้องเช่าคฤหาสน์ที่มีระบบทำความร้อนใต้พื้นให้จงได้!”
ระบบทำความร้อนใต้พื้น คือแนวคิดที่โรซายล์มหาราชคิดค้นขึ้น ด้วยการวางท่อโลหะไว้ใต้พื้นบ้านล่วงหน้า แล้วปล่อยให้น้ำร้อนไหลผ่าน เพื่อนำความอบอุ่นราวฤดูร้อนมาสู่ห้องที่ปิดสนิท กีดกันความหนาวเหน็บเอาไว้ภายนอก
มันถือเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกสำคัญสำหรับเคหสถานหรูหราในกรุงทรีอาร์ ณ ปัจจุบัน
“เป็นถึงนางมาร ทำไมถึงกลัวหนาว?” ลูเมี่ยนแค่นหัวเราะอย่างดูแคลน
สายตาของเด็กหนุ่มกวาดผ่านจินนา พบว่าอีกฝ่ายสวมชุดดำทำจากผ้าฝ้าย แต่งแต้มเครื่องหน้าในโทนมืด ราวกับกำลังสวมบทบาท ‘แม่มด’ หรือ ‘แวมไพร์’ ในชีวิตประจำวัน
“ฉันไม่ใช่นักวางเพลิงเสียหน่อย เพลิงทมิฬของนางมารมันไม่ร้อนหรอกนะ!” ฟรังก้าแย้งด้วยใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม
ลูเมี่ยนทิ้งตัวลงบนโซฟายาวอย่างไม่ถือตัว
“นางมารชอบเล่นน้ำแข็งไม่ใช่หรือไง? อย่างน้อยก็ควรต้องชำนาญ…เอ่อ…ถ้าจะยืมคำของคุณก็คือ อย่างน้อยก็ควรต้องมี ‘ค่าต้านทาน’ ต่อความเย็นบ้างไม่ใช่หรือ?”
ฟรังก้าทิ้งกายลงบนเก้าอี้เอนหลัง ดึงผ้าห่มขนแกะหนาขึ้นคลุม พลางหัวเราะคิกคัก
“ฉันยอมรับว่าเมื่อครู่เล่นใหญ่ไปหน่อย แต่ฤดูหนาวในทรีอาร์นั้นหนาวอย่างแท้จริง ที่สำคัญคือ ความชื้นสูงเหลือเกิน ราวกับแช่ตัวอยู่ในทะเลสาบที่กำลังจะกลายเป็นน้ำแข็ง”
หลังจากทักทายกันพักหนึ่ง ฟรังก้าก็เอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกหนักใจ
“ฉันได้รับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโมรัน·อาวินีแล้ว รวมถึงระดับการรักษาความปลอดภัย ตอนนี้สามารถเริ่ม ‘แผนจับกุม’ ได้ทันที ส่วนคุณ สหายของฉัน ก็กำลังจะเข้าร่วม ‘เทศกาลฝัน’ เรื่องราวทั้งหมดได้มาบรรจบกันพอดี”
ลูเมี่ยนกล่าวโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“เทศกาลฝันจบลงแล้ว”
“หา?” ฟรังก้าและจินนาต่างพากันทึ่ง
เร็วถึงเพียงนี้เชียว?
ลูเมี่ยนเล่าเรื่องราวใน ‘เทศกาลฝัน’ อย่างละเอียด รวมถึงคำอธิบายของมาดามเมจิกเชี่ยนภายหลังเหตุการณ์
แน่นอนว่า เนื่องจากไม่สามารถเอ่ยนาม ‘ฟาโบธี’ ด้วยภาษาใดๆ ได้เลย ลูเมี่ยนจึงใช้คำว่าราชาปีศาจแทน และใช้ ‘ปีศาจผู้มีนามยืดยาว’ แทน ‘นาโปริดิสลี’
เมื่อได้ฟังว่าลูเมี่ยนสวมหน้ากากทองคำ แล้วพบเห็นร่างที่คล้ายนักพรตโลกแห่งความตาย ลมหายใจของฟรังก้าก็เริ่มกระแทกกระทั้น และเมื่อลูเมี่ยนพรรณนาถึงลักษณะอาภรณ์ของนักพรตโลกแห่งความตาย ดวงตาของเธอก็เปล่งประกายวาววับ ดุจผิวทะเลสาบยามต้องแสงตะวัน
โชคดีที่เธอควบคุมตัวเองได้ดี อดทนรอจนลูเมี่ยนเล่าเรื่องราวทั้งหมดจบ จึงรีบถามอย่างร้อนใจ
“ปีหน้าจะมีเทศกาลฝันอีกไหม?”
“คุณอยากเข้าร่วมเทศกาลฝันปีหน้า เพื่อพบนักพรตโลกแห่งความตายด้วยตัวเองหรือ?” ลูเมี่ยนอ่านใจฟรังก้าได้
หญิงสาวพยักหน้าหนักแน่น
“ฉันสงสัยว่า แม้แต่อมันดีนยังได้รับพลังของเส้นทาง ‘รัตติกาล’ จากนักพรตโลกแห่งความตาย ฉันที่เป็น…เอ่อ…นางมาร ก็คงไม่มีปัญหาอันใด และไม่รังเกียจเลยสักนิดที่จะรับพระองค์เป็นอาจารย์!”
“วางใจเถอะ ถ้าฉันยังมีสติรู้ตัวอยู่ ก็คงไม่ปล่อยสัญชาตญาณดิบออกมาในเทศกาลฝันหรอก”
เธอเย้ยหยันตนเองเช่นนั้น
เดิมทีเธอจะพูดว่าเป็น ‘เพื่อนร่วมชาติ’ ไม่ใช่นางมารสินะ? ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอพลางกล่าว
“ไอ้เข้าร่วมมันก็ได้อยู่หรอก แต่มีข้อแม้คือ คุณต้องกลายเป็นเทวทูตแล้ว”
“…” ฟรังก้าหุบปากฉับ
จินนาเอ่ยขึ้นอย่างครุ่นคิด
“มีสิ่งหนึ่งที่ฉันยังคาใจ ไม่ใช่ว่าเมื่อคนเรารักษาสติรู้ตัวในแดนฝันได้ ร่างสะท้อนในแดนฝันจะค่อยๆ จางหายไปหรอกหรือ? เหตุใดกรณีของฮิโซกะจึงไม่เป็นเช่นนั้นล่ะ?”
ลูเมี่ยนได้ลองครุ่นคิดถึงประเด็นนี้มาก่อนแล้ว
“บางที นี่คงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ฮิโซกะต้องจากเมืองทิซาโมไป”
“ความสามารถในการรักษาสติรู้ตัวในแดนฝัน อาจไม่ได้คงอยู่ตลอดกาล เมื่อจากเมืองทิซาโมไป มันก็จะเริ่มเสื่อมถอยลงทีละนิด ดังนั้น ฮิโซกะจึงจำเป็นต้องออกจากเมืองทิซาโม แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องกลับไปปีละสองถึงสามครั้ง ครั้งละอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ เพื่อรักษาร่างสะท้อนในแดนฝันนั้นเอาไว้”
หลังจากสนทนาเรื่องเทศกาลฝันกันครู่ใหญ่ ฟรังก้าก็เริ่มเล่าถึงเอกสารที่ได้รับจาก ‘007’ เมื่อคืนอย่างคร่าวๆ
“ตระกูลของโมรัน·อาวินีมีประวัติศาสตร์ยาวนาน สมาชิกกระจายอยู่ทั่วในกองทัพ วงการการเมือง แวดวงศิลปะ และภาคธุรกิจ เมื่อนำมาประกอบกับข่าวกรองบางส่วนที่มาดามจัดจ์เมนต์มอบให้เรา ฉันสงสัยว่านี่คือหนึ่งในสาขาของตระกูลทามาร่า ดวงตาสีเทาเข้มนั่นคือหนึ่งในลักษณะเด่นทางสายเลือดของตระกูลทามาร่า!”
แน่นอนว่า มิใช่ว่าผู้ที่มีดวงตาสีเทาเข้มทุกคนจะต้องสังกัดตระกูลทามาร่า หากแต่สมาชิกตระกูลทามาร่าส่วนใหญ่มักมีดวงตาสีเทาเข้ม
“เมื่อพิจารณาจากความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างสาขาใหญ่ของตระกูลทามาร่ากับนิกายนางมาร เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า ‘นางมารดำ’ แคลริส ก็อาจมีสายเลือดของตระกูลทามาร่าด้วยเช่นกัน”
“ตามการคาดเดาของฉัน ‘นางมารดำ’ อาจเป็นลูกครึ่งระหว่างสาขาของตระกูลเซารอนที่เข้าร่วมกับนิกายนางมาร กับตระกูลทามาร่า”
มีเพียงเหตุผลนี้เท่านั้นจึงจะอธิบายได้ว่า เหตุใด ‘นางมารดำ’ แคลริสถึงแสดงอากัปกิริยาไม่ปกติเมื่อได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับตระกูลเซารอน และอธิบายได้ว่า เหตุใดเธอถึงเอ็นดูและตามใจบราวส์·เซารอนนัก!
ลูเมี่ยนมิได้ขัดจังหวะการบรรยายของฟรังก้า คอยฟังเธอพูดต่อไป
“สิ่งที่พวกเราต้องเผชิญมิใช่เพียงโมรัน·อาวินีเท่านั้น ยังมีตระกูลทามาร่าและกลุ่มอิทธิพลของคนในกระจกที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด อีกทั้งโมรัน·อาวินีเองก็อาจมีพลังวิเศษที่แข็งแกร่ง เหนือสิ่งอื่นใด หน่วยแปด ผู้ชำระ และจิตแห่งจักรกล ยังผลัดเวรกันทุกวัน โดยจะมีหน่วยผู้วิเศษหนึ่งหน่วยคอยคุ้มกันเขาตลอดเวลา”
“สหายของฉันแจ้งว่า หากไม่กลัวการสูญเสีย การลอบสังหารโมรัน·อาวินีก็ยังพอมีความหวัง แต่หากคิดจะจับเป็นหรือสื่อวิญญาณ มันยากยิ่งกว่ายากเสียอีก อาจเต็มไปด้วยอันตรายใหญ่หลวง”
สิ่งที่ ‘007’ ต้องการจะสื่อก็คือ แม้ผู้ชำระทั้งหลายจะไม่อาจแสดงออกถึงการผ่อนปรน หรือให้ความช่วยเหลืออย่างโจ่งแจ้ง แต่หากโมรัน·อาวินีถูกสังหารและเปิดโปงสถานะของคนในกระจกได้ พวกเขาก็มีวิธีช่วยให้นักลอบสังหารที่ถูกจับกุม ได้มีโอกาสหลบหนีอย่างปลอดภัย เหมือนกับตอนที่จินนาสังหารฮิวจ์·อาร์ทัวส์น่ะหรือ? แต่หากทางเราไม่คิดจะเค้นข้อมูลเกี่ยวกับคนในกระจกจากโมรัน·อาวินีอยู่แล้ว งั้นก็เล่าความจริงทั้งหมดให้ทางการทราบ เพื่อให้จับกุมเขาเสียเลย จะไม่เป็นการปลอดภัยกว่าหรอกหรือ? ลูเมี่ยนครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนเอ่ยแก่ฟรังก้าว่า
“ยังไม่ต้องรีบคิดหาแผนการหรอก รอถึงวันพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”
“ทำไมต้องรอถึงวันพรุ่งนี้ล่ะ?” ฟรังก้าเอ่ยถาม พลางถือปึกกระดาษที่ได้รับจาก ‘007’
ลูเมี่ยนอมยิ้ม
“รอให้ผมได้หาสถานที่ปลอดภัย เพื่อเลื่อนลำดับเป็น ‘นักล่าชะตากรรม’ เสียก่อน เมื่อถึงยามนั้น บางทีอาจมีพลังวิเศษที่แปลกประหลาด ผสมผสาน และเกี่ยวเนื่องกับโชคชะตาปรากฏขึ้น ซึ่งอาจช่วยให้พวกเราได้แนวคิดใหม่ และคิดหาแผนการที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม”
ในทีมสี่คนตรงนี้ เรื่องที่ลูเมี่ยนครอบครองพลังเส้นทาง ‘ชะตากรรม’ มิใช่ความลับแต่อย่างใด
ฟรังก้าเอ่ยออกมาด้วยความตะลึง
“ได้รับพรใหม่เร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
“ผมเพิ่งเล่าไปมิใช่หรือ?” ลูเมี่ยนยิ้มพลางเอ่ย “ทางนี้ได้ ‘เก็บเกี่ยว’ เหล่าผู้ได้รับพรลำดับ 6 และ 5 เกือบยี่สิบคน ทำให้โอสถถูกย่อยอย่างก้าวกระโดด”
ฟรังก้าหุบปากสนิท ใช้สายตาบอกกับลูเมี่ยนว่า
มองสิ มองเข้าไปในดวงตาของฉัน! มันเต็มไปด้วยความริษยา!
ลูเมี่ยนผินไปถามอ็องโตนี
“เกี่ยวกับตัวจริงที่คุณเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ เรื่องเป็นมายังไงกันแน่?”
อ็องโตนีผู้เงียบฟังมาตลอด จนใครบางคนเกือบลืมการดำรงอยู่ของเขา ได้เอ่ยอธิบายอย่างกระชับว่า
“อันที่จริง นี่เป็นการบอกใบ้จากมาดามจัสติส ตัวตนดังกล่าวแปลกประหลาดอย่างยิ่ง ทั้งชาติกำเนิด วุฒิการศึกษา และประวัติความเป็นมา ล้วนเป็นของจริงทั้งหมด ทว่ากลับไม่มีบุคคลผู้นี้อยู่จริง และผู้ที่อาจจะเปิดโปงข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้ ต่างก็ล้วนสิ้นชีพไปหมดแล้ว หรือไม่ก็เดินทางไปต่างแดน เป็นประเภทที่จะไม่กลับมาในอีกหลายปี”
“ดูเหมือนจะเป็นตัวตนปลอมที่ถูกสร้างขึ้นมาล่วงหน้าหลายปี เพื่อการอำพรางโดยเฉพาะ” ฟรังก้าวินิจฉัยโดยอาศัยประสบการณ์ของตน
เนื่องจากวันนี้มิได้ถกเรื่องแผนการลงมือกับโมรัน·อาวินี อ็องโตนีจึงมิได้อยู่นานนัก เนื่องจากต้องไปเตรียมตัวสำหรับงานเลี้ยงมื้อค่ำ
“คุณวางแผนจะเลื่อนลำดับเป็นนักล่าชะตากรรมที่ใด?” จินนาถามลูเมี่ยน “ลานบูชาในสุสานใต้ดินหรือ?”
ที่นั่นอยู่ภายใต้การคุ้มครองของเทพจารีตสององค์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เลื่อนลำดับ ปลอดภัยจากการรบกวนภายนอก
“ผมเกรงว่ามันจะเป็นการลบหลู่ จนถูกแสงสุริยันชำระล้างในบัดดล” ลูเมี่ยนปัดตกแผนดังกล่าวพลางหัวเราะ “การเลื่อนลำดับเป็น ‘นักวางแผน’ กับเลื่อนลำดับเป็น ‘นักล่าชะตากรรม’ นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง”
อันหนึ่งอยู่ในเส้นทางแห่งเทพ อีกหนึ่งอยู่ในขอบเขตของเทพมาร!
อันที่จริง ลูเมี่ยนได้เลือกสถานที่เลื่อนลำดับเอาไว้แล้ว
นั่นก็คือ อาณาจักรราตรี!
ความเงียบสงบของเทอร์มีโพลอส ทำให้ลูเมี่ยนหวั่นใจมาโดยตลอดว่า พระองค์กำลังรอโอกาสก่อเหตุใหญ่ อีกทั้งการเป็นนักล่าชะตากรรมก็เริ่มล่วงล้ำเข้าสู่พลังแก่นแท้แห่งชะตากรรม เทอร์มีโพลอสจึงอาจจะแทรกแซงในลำดับนี้
ดังนั้น ลูเมี่ยนจึงระมัดระวังอย่างยิ่ง เตรียมการเลื่อนลำดับในสถานที่ปลอดภัยเพียงพอ ซึ่งสามารถขจัดอิทธิพลจากภายนอกได้เป็นส่วนใหญ่
ในบรรดาสถานที่ทั้งหลาย อาณาจักรราตรีคือตัวเลือกที่ดีที่สุด อีกทั้งลูเมี่ยนก็ตั้งใจจะติดต่อเฮล่าในวันสองวันนี้อยู่แล้ว เพื่อแบ่งปันเรื่องราวของนักพรตโลกแห่งความตายและเทศกาลฝัน
ฟรังก้าจ้องหน้าลูเมี่ยนด้วยแววตาเข้าใจ
“คุณคิดจะไปเลื่อนลำดับในสถานที่ชุมนุมของพวกเราหรือ?”
“ถูกต้อง” ลูเมี่ยนผงกศีรษะรับ
“ฉันจะช่วยคุณเขียนจดหมายให้!” ฟรังก้าผู้มีอารมณ์แจ่มใสรีบอาสา
เมื่อเธอเข้าห้องนอนแล้วปิดประตูลง ลูเมี่ยนก็หันไปมองจินนาพลางเอ่ยปาก
“วันนี้คุณดูเงียบผิดปกตินะ”
“นักแสดงที่ดีต้องรู้วิธีสวมบทบาทกุลสตรี” จินนาแย้มยิ้ม
ลูเมี่ยนชำเลืองมองประตูห้องของฟรังก้า
“วันนี้มาดามบูตแดงดูร่าเริงผิดปกติ ถึงกับพูดติดตลกเป็นครั้งคราว”
“ช่วงนี้เธออารมณ์ดีจริงๆ นั่นแหละ” จินนาตอบตามความเป็นจริง
ลูเมี่ยนพยักหน้าครุ่นคิด แต่มิได้ซักไซ้ไล่เลียงต่อ
จินนามุมปากยิ้ม เอ่ยด้วยน้ำเสียงแช่มช้อยว่า
ลูเมี่ยนเอนหลังพิงพนักโซฟา ยิ้มเยาะตนเองก่อนเอ่ยตอบ
“พี่สาวเคยสอนไว้ว่า เรื่องบางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องซักไซ้ให้ละเอียด หากรู้มากเกินไป คนเสียใจอาจเป็นตัวเราเอง บางครั้งอาจต้องเผชิญกับปัญหาที่ไม่อยากเผชิญ”
จินนาตั้งใจฟังจนจบ ยกมือเท้าแก้ม อมยิ้มพลางเอ่ยถามต่อไป
“คุณกำลังกลัวอะไร?”
ลูเมี่ยนจิบน้ำชาแดงอย่างมีชั้นเชิง แล้วจึงเอ่ยตอบ
“มันไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความเคารพ”
จินนาจ้องหน้าเด็กหนุ่ม แล้วพลันหัวเราะในลำคอ
เธอมิได้ซักไซ้ต่อ หากแต่หันไปสนทนาเรื่องราวปลีกย่อยในเมืองทิซาโมกับลูเมี่ยน
ไม่นานนัก ฟรังก้าก็เปิดประตูออกมา ร้องเสียงดังด้วยความยินดี
“คืนนี้ได้เลย!”
…………
สี่ทุ่มตรง ณ พระราชวังโบราณอันทรุดโทรมในอาณาจักรราตรี
ร่างของลูเมี่ยนกับฟรังก้าปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนเฮล่ารอคอยอยู่ก่อนแล้ว
……………………………………………………..