ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 702 ‘นักล่าชะตากรรม’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 702 ‘นักล่าชะตากรรม’
ตอนที่ 702 ‘นักล่าชะตากรรม’
ฟรังก้าชิงพูดขึ้นก่อนลูเมี่ยน รีบเล่าเรื่องราวในเทศกาลฝันซึ่งเกี่ยวข้องกับนักพรตโลกแห่งความตายให้เฮล่าฟัง
เธอเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“การเชื่อมต่อระหว่างสองโลก ดูเหมือนจะแน่นแฟ้นยิ่งกว่าที่ฉันคาดคิดไว้อีก!”
“ไม่นึกเลยว่า นอกเหนือจากบ่อน้ำสตรีซามาเรีย ยังมีจุดเชื่อมต่อระหว่างสองโลกที่คล้ายคลึงกันอยู่อีก อีกทั้งยังเกี่ยวพันกับสายธารอันเลือนรางสายนั้น”
กล่าวมาถึงตรงนี้ ฟรังก้าก็พึมพำในใจ
“น่าเสียดาย ชายผู้ต้องสงสัยว่ามาจากโลกของพวกเรา ที่เคยปรากฏในสุสานใต้ดินชั้น 4 จนป่านนี้ก็ยังหาตัวไม่พบ… ‘007’ มิใช่สิ ศาสนจักรสุริยันเจิดจรัส ช่างเชื่องช้าเหลือเกิน ทั้งสายลับที่ร่วมมือกับ ‘วันเอพริลฟูล’ ก็ยังตามหาตัวไม่พบ…”
ครั้นฟรังก้าเล่าจบ ลูเมี่ยนก็เสริมเรื่องที่มาของหลุมศพโบราณสีดำ รวมถึงสภาพของศพโบราณโดยสังเขป
เฮล่าผู้ยังคงแต่งกายในชุดหญิงม่ายสีดำ สดับรับฟังอย่างสงบ ก่อนผงกศีรษะรับพลางเอ่ยว่า
“สิ่งที่แน่ชัดในตอนนี้คือ สายธารอันเลือนรางสายนั้น คงไม่ใช่แม่น้ำโลกแห่งความตายแล้ว แต่น่าจะเป็นสิ่งที่มีศักดิ์สูงยิ่งกว่า”
“ถูกต้อง” ลูเมี่ยนมิได้ประหลาดใจกับถ้อยคำของเฮล่าแต่อย่างใด “หลุมศพโบราณสีดำมิได้สำแดงเพียงอำนาจในเส้นทาง ‘เทพมรณา’ เท่านั้น หากยังมีเส้นทาง ‘รัตติกาล’ และ ‘นักรบ’ ด้วย”
อีกทั้ง ตำนานแม่น้ำโลกแห่งความตายในโลกปัจจุบัน ก็ล้วนเกี่ยวพันกับความตาย
ลูเมี่ยนรู้สึกว่า นี่อาจเกี่ยวข้องกับตัวตนที่ครอบครองเส้นทางและบัลลังก์เทพหลากหลาย ดังเช่น ‘ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค’ ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ และ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’
เฮล่าทอดสายตามองฟรังก้าครู่หนึ่ง ก่อนจะนิ่งงันไป แล้วจึงค่อยเอ่ยออกมา
“หากว่า ‘เกราะซ่อนเงา’ พูดความจริง สภาวะของนักพรตโลกแห่งความตายคงไม่ชอบมาพากล ถ้าพวกคุณประสงค์จะติดต่อกับพระองค์ ย่อมต้องระแวดระวังอย่างยิ่ง ให้แน่ใจเสียก่อนว่าตัวเองมีวิธีหลบหนีออกมาได้”
คำกล่าวของ ‘เกราะซ่อนเงา’ ที่เกี่ยวข้องกับนักพรตโลกแห่งความตายคือ ‘สังเวยตนลงแม่น้ำ’ อันหมายถึงการสละร่างหรือชีวิตของตน
“เข้าใจแล้ว” ฟรังก้าถอนหายใจ “ฉันตั้งใจว่าจะรอจนก้าวขึ้นสู่ลำดับ 5 เสียก่อน จึงค่อยพิจารณาเรื่องนี้”
ช่วงนี้โอสถ ‘สุขสม’ ย่อยได้หลายส่วนแล้ว แม้ไม่มีโอกาสอื่นเพิ่มเติม อีกเพียงสองสามเดือนก็คงสามารถเตรียมพิธีเลื่อนลำดับสู่ ‘นางมารทุกข์ระทม’ ได้…เห็นทีต้องเริ่มรวบรวมส่วนประกอบโอสถตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว…
พูดไม่ได้ พูดไม่ได้ บอกลูเมี่ยนไม่ได้ การโอ้อวดเช่นนี้ดูไร้มารยาทสิ้นดี ทั้งยังไม่ให้เกียรติจินนา…
ลูเมี่ยนกลับมีท่าทีฉงนฉงาย สายตาจับจ้องสลับไปมาระหว่างมาดามเฮล่าและฟรังก้าถึงสองรอบ
เขารู้สึกว่ามาดามเฮล่าเมื่อครู่นี้ คล้ายกับมีถ้อยคำหรือเรื่องสำคัญบางอย่างที่ต้องการแจ้งแก่ฟรังก้า แต่สุดท้ายกลับมิได้เอ่ยออกมา
ลูเมี่ยนแทบไม่เคยสัมผัสได้ถึงสภาวะ ‘มีเรื่องในใจ’ จากมาดามเฮล่า แต่สายตาที่ทอดมองฟรังก้าและความเงียบงันเพียงไม่กี่อึดใจเมื่อครู่นี้ ทำให้เด็กหนุ่มล่วงรู้ถึงความลังเลบางประการ
อนิจจา ฟรังก้าผู้นี้มักเป็นคนไม่ใส่ใจรายละเอียด หากเธอถามออกไปตามตรง บางทีอาจได้คำตอบจากมาดามเฮล่า…ระหว่างที่ความคิดสับสนวุ่นวาย ลูเมี่ยนก็ได้ข้อสรุปว่า คงมีเหตุผลที่มาดามเฮล่าไม่พูดออกมาเอง เขาจึงข่มความสงสัยเอาไว้ก่อน พลางชี้ไปยังด้านหน้าสุดของพระราชวังอันทรุดโทรม พลางเอ่ยปาก
“ผมจะไปเตรียมพิธี”
“ดีแล้ว” ฟรังก้าตอบด้วยท่าทีสนอกสนใจ
แม้เธอจะเคยเป็นสักขีพยานขณะลูเมี่ยนได้รับพร ‘นักพรต’ แต่นั่นเป็นเหตุการณ์ในทรีอาร์ยุคที่สี่ ซึ่งอันตรายนานาประการพันเกี่ยวกันอย่างยุ่งเหยิง จนเธอต้องคอยเฝ้าระวังสถานการณ์รอบตัวอยู่ตลอดเวลา มิอาจ ‘รับชม’ อย่างผ่อนคลายดั่งเช่นยามนี้
ลูเมี่ยนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนล้วงขวดโลหะใบเล็กออกจากกระเป๋าลับในเสื้อกั๊ก แล้วโยนให้ฟรังก้า
“หากสภาวะของผมผิดปกติไปมาก ให้รอสักครู่หนึ่งก่อน จากนั้นค่อยฝ่า ‘กำแพงวิญญาณ’ เข้ามาแล้วโยนขวดใบนี้ใส่ตัวหรือด้านหน้าผม”
“ต้องเปิดฝาขวดก่อนไหม?” ฟรังก้าถามพลางยิ้มระรื่น
“คุณคิดว่าไงล่ะ?” ลูเมี่ยนเลิกคิ้วข้างหนึ่ง
“ก็คงต้องเปิด” ฟรังก้ากล่าวพลางหัวเราะ “ฉันแค่ล้อเล่น แค่อยากให้คุณผ่อนคลายเท่านั้นเอง”
“ขอบใจนะ” ลูเมี่ยนหมุนกายเดินไปยังบัลลังก์หินขนาดมหึมาในส่วนลึกที่สุดของพระราชวังโบราณ
สัญชาตญาณบอกกับเขาว่า บัลลังก์หินใหญ่ที่ทรุดโทรมนี้ อาจมีความเชื่อมโยงบางประการกับมิสเตอร์ฟูล
เมื่อเห็นลูเมี่ยนใช้บัลลังก์หินเป็นแท่นบูชา เพื่อจัดวางสิ่งของต่างๆ รวมถึงวางทองปอนด์โลเอ็นหนึ่งเหรียญอย่างสำรวมลงตรงหน้าเทียนไขสีเทาขาว ซึ่งเป็นตัวแทนของเทพ เฮล่าก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ได้รับการตอบสนอง”
“สิ่งที่ควรถูกปกปิดย่อมถูกปกปิด สิ่งที่ไม่ควรถูกปกปิดย่อมไม่ถูกปกปิด”
ลูเมี่ยนเริ่มวางใจ จึงดำเนินพิธีชำระกริชเงิน แล้วสร้าง ‘กำแพงวิญญาณ’ ขึ้นมา
เสียงสนทนาระหว่างฟรังก้ากับเฮล่าแผ่วเบาลงทันที ราวกับดังมาจากจุดห่างไกล
ลูเมี่ยนไม่รีบร้อนประกอบพิธี หากแต่กดเสียงลง แล้วจงใจ ‘ท้าทาย’ เทอร์มีโพลอส
“ฉันจะสกัดพลังของแกออกมาเพิ่ม มีความเห็นอย่างไรบ้าง?”
เด็กหนุ่มหวังจะยั่วยุเทอร์มีโพลอสให้โกรธเคืองในระดับหนึ่ง อีกฝ่ายจะได้เผยปัญหาที่ซ่อนเร้นออกมาในยามตอบสนอง ช่วยให้ทราบว่าเทวทูตแห่งชะตากรรมผู้นี้ แอบวางแผนร้ายใดอยู่หรือไม่
รู้เร็ว รักษาเร็ว แก้ไขเร็ว!
เสียงอันสูงส่งกังวานของเทอร์มีโพลอสดังขึ้น
“ยิ่งก้าวไปข้างหน้า ยิ่งใกล้จุดสิ้นสุด นี่คือชะตากรรม มิอาจแปรเปลี่ยนได้”
“กำลังปลอบใจตัวเองอยู่หรือไง?” ลูเมี่ยนเย้ยหยันคำพูดเชิงปรัชญาของเทอร์มีโพลอส
เสียงของเทอร์มีโพลอสดังกังวานเป็นคลื่นซ้อนทับภายในร่างของลูเมี่ยน
“พรย่อมทำให้ผู้ได้รับพร เข้าใกล้ผู้ประทานพร เจ้าอาจดูเหมือนกำลังดูดซับพลังของข้า แต่แท้จริงแล้ว เจ้ากำลังผลักดันโชคชะตาของตัวเองเข้าหาข้า ทำให้ยิ่งเหมือนข้าเข้าไปทุกที”
“มันช่วยให้ข้าได้เห็นบางสิ่งผ่านตาเนื้อและชะตากรรมของเจ้า”
“เจ้ากับข้าแทบไม่ต่างกัน พวกเราล้วนเป็นเพียงหนอนแมลงที่ติดอยู่ในโชคชะตา นอกจากพระองค์ผู้ยิ่งใหญ่แล้ว สรรพชีวิตทั้งปวงล้วนเป็นเช่นนี้”
“ในอนาคตอันใกล้ เจ้าได้จะพบว่า”
พูดเหมือนไม่ได้พูด…เทอร์มีโพลอสกำลังบอกใบ้เป็นนัยว่า ในอนาคตอันใกล้ เราจะประสบเคราะห์กรรมครั้งใหญ่หรือ? ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอก่อนเอ่ยปาก
“แกจงใจพูดแบบนี้ เพราะหวังให้ฉันแบกความกังวลและความหวาดกลัวไปรับพลัง ‘นักล่าชะตากรรม’ แล้วเสียชีวิตอยู่ตรงนี้หรือ?”
“ไม่ต้องห่วง ความตายและความบ้าคลั่ง ไม่มีทางหยุดยั้งฉันได้อยู่แล้ว”
กล่าวจบ โดยไม่รอให้เทอร์มีโพลอสตอบ ลูเมี่ยนจ้องมองเปลวเทียน แล้วเปล่งวาจาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ข้าแต่อำนาจแห่งชะตากรรมเอ๋ย!”
“ท่านผู้เป็นอดีต เป็นปัจจุบัน เป็นอนาคต”
“ท่านผู้เป็นเหตุ เป็นผล เป็นกระบวนการ”
“…”
พร้อมกับพิธีกรรมที่ดำเนินไป ฟรังก้ากับเฮล่าพบว่าทุกสิ่งบนแท่นบูชา เกิดการแปรเปลี่ยนกะทันหัน หินเริ่มอ่อนนุ่ม เปลวเทียนพองขยาย พื้นราวกับเน่าเปื่อยกลายเป็นหนองน้ำ สัตว์ประหลาดนับไม่ถ้วนปรากฏกายวูบวาบในความว่างเปล่า
ความมืดนอกพระราชวังอันทรุดโทรม ยิ่งทวีความลึกล้ำและดำสนิท ของเหลวสีเงินดำไหลออกจากอกของลูเมี่ยน ห่อหุ้มร่างทั้งร่างของเด็กหนุ่ม ดูคล้ายกับรูปปั้นปรอทที่แปดเปื้อนมลทิน
ลูเมี่ยนกลิ้งเกลือกด้วยความเจ็บปวด ในระหว่างนั้น ร่างของเด็กหนุ่มบิดเบี้ยวบ้าง หักงอบ้าง บางคราวก็แสดงท่าทางที่ขัดต่อโครงสร้างร่างกายมนุษย์ ประหนึ่งไร้กระดูก มีเพียงเนื้อหนังที่เต็มไปด้วยปรอท
ฉากตรงหน้าทำให้ฟรังก้าตะลึงงัน รู้สึกเจ็บปวดอย่างไร้สาเหตุ
ท่ามกลางความทุกข์ทรมานอันแสนคุ้นเคย ลูเมี่ยนมองเห็นโอลัวร์
โอลัวร์เจ้าของเรือนผมสีทองยาวหนา กำลังพยายามใช้ ‘มนตร์เรียกวิญญาณ’!
ลูเมี่ยนก้าวไปข้างหน้า แล้วรีบห้ามปรามโอลัวร์
ขณะที่เด็กหนุ่มกำลังยินดีปรีดา ที่ปัญหาถูกขจัดตั้งแต่ต้น และโอลัวร์คงไม่แยกร่างเป็นบุคลิกชั่วร้ายนามว่าโรช·หลุยส์·ซ็องซงอีก เขากลับต้องตะลึงพรึงเพริดเมื่อพบว่า ร่างของโอลัวร์แปรเปลี่ยนกะทันหัน พองขยายในสภาพเลือดเนื้อเละเทะ กลายเป็นสัตว์ประหลาดสามเศียรหกกรนั่งขัดสมาธิ
ลูเมี่ยนเห็นโอลัวร์พยายามขอความช่วยเหลือจากเฮล่าอีกครั้ง จึงจำใจให้ความช่วยเหลือ เพื่อให้พี่สาวไม่ลืมเรื่องนี้ แต่เมื่อเฮล่ามาถึง แม้โอลัวร์จะยังไม่ได้ประกอบพิธีกรรมครั้งสุดท้าย เธอก็ยังกลายเป็นสัตว์ประหลาดยักษ์สามเศียรหกกรอยู่ดี
สายตาของลูเมี่ยนเห็นโอลัวร์หลายคนในช่วงชีวิตที่แตกต่างกัน ทุกคนกำลังจะตัดสินใจเรื่องสำคัญยิ่งที่แตกต่างกัน
ลูเมี่ยนเริ่มร้อนรน พยายามที่จะช่วยกอบกู้ชะตากรรมเหล่านี้ของโอลัวร์ ห้ามมิให้พวกเธอร่วงหล่นสู่นรก แม้ทุกครั้งเขาจะประสบความสำเร็จในการผันเปลี่ยนกระแสชะตาไปสู่อีกสายธาร แต่บทสรุปสุดท้ายก็ยังคงเป็นโอลัวร์ที่วิญญาณและร่างกายแตกสลาย กลายเป็นสัตว์ประหลาดสามเศียรหกกร
นี่คือชะตากรรมหรือ? นี่คือผลลัพธ์ที่ไม่อาจแปรเปลี่ยนหรือ? ดวงตาของลูเมี่ยนกลายเป็นสีแดงฉาน มีแต่จะยิ่งพยายามอย่างบ้าคลั่งแม้จะไร้ประโยชน์
ในยามนั้นเอง เด็กหนุ่มได้กลิ่นหอมหวานอ่อนๆ และได้ยินเสียงขับขานที่ชวนให้จิตใจสงบ
ลูเมี่ยนรวบรวมสติกลับมาได้ในทันที กลับคืนสู่ความกระจ่างแจ้ง
โอลัวร์ทั้งหลายเบื้องหน้าเด็กหนุ่ม อันตรธานหายไปในทันที เหลือเพียงเปลวเทียนที่ยังคงลุกไหม้อย่างเงียบงัน
ลูเมี่ยนหันกลับไปมองด้านหลัง พบว่าฟรังก้ากับเฮล่ากำลังอยู่ใกล้มาก โดยที่ ‘กำแพงวิญญาณ’ ถูกทำลายลงแล้ว
ในขณะเดียวกัน ฟรังก้าพบว่าในดวงตาของลูเมี่ยน แสงสีเงินขาวและสีดำเหล็กวูบไหวสลับไปมาไม่หยุด ก่อนจะผสานรวมเป็นหนึ่งเดียว ตกตะกอนกลายเป็นสีเงินดำ
ลูเมี่ยนถอนหายใจยาว รับรู้ว่าตนหลุดพ้นจากอันตราย และได้รับพลังของ ‘นักล่าชะตากรรม’ มาครองแล้ว
ทว่าในใจยังคงหลงเหลือความท้อแท้สิ้นหวังอย่างแรงกล้า
สิ่งที่ประสบพบเจอในภาพลวงตาเมื่อครู่ ราวกับบ่งชี้ถึงบทสรุป ซึ่งจะเกิดขึ้นกับความปรารถนาในการชุบชีวิตโอลัวร์ของตน
ผ่านไปราวสิบกว่าถึงยี่สิบวินาที ลูเมี่ยนจึงหลุดพ้นจากห้วงอารมณ์ดังกล่าว กลับมามุ่งมั่นได้อีกครั้ง
จะยอมถอดใจทั้งที่ยังไม่ได้ลองจริงๆ ได้ยังไงกัน!
ฟรังก้าเห็นดังนั้น จึงถอนหายใจโล่งอก หมุนปิดฝาขวด ยิ้มพลางเอ่ยถาม
“ว่าไง มีพลังใหม่อะไรบ้าง?”
เธอนี่ไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนนอกเลยสินะ? ใครเขาถามถึงพลังวิเศษใหม่ของคนอื่นกันง่ายๆ แบบนี้? ลูเมี่ยนบ่นฟรังก้าในใจหนึ่งชุด แล้วพินิจพิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของตนอย่างจริงจัง
เขาเห็นสายธารลวงตาสีปรอทของสตรีทั้งสอง เห็นลำน้ำใหญ่ เห็นระลอกคลื่นระยิบระยับที่แทนอดีตและปัจจุบันของพวกเธอ เห็นสายธารยิบย่อยมากมาย ที่แตกแขนงออกจากปัจจุบัน
แม่น้ำลวงตาไหลเอื่อยไปเบื้องหน้า กลืนกินสายธารทั้งหมด เหลือเพียงหนึ่งสาย ให้มันกลายเป็นลำน้ำใหญ่ และลำน้ำใหญ่ก็แตกแขนงออกเป็นสายธารใหม่…
ลูเมี่ยนพบว่า ไม่ว่าจะเป็นฟรังก้าหรือเฮล่า ต่างก็มีสายธารหนึ่งซึ่งแฝงไว้ด้วยสีดำเจือจาง
……………………………………………………..