ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 703 พลังที่ผสมผสาน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 703 พลังที่ผสมผสาน
ตอนที่ 703 พลังที่ผสมผสาน
สีดำ…สีของดวงชะตาแบบนี้ บ่งบอกถึงภัยพิบัติด้านความตาย…คำนึงจากสีที่จางกว่าปกติ กล่าวได้ว่าภัยพิบัติเพียงแค่ ‘อาจ’ นำพาความตายมาให้ ไม่ถึงกับหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยังคงมีหนทางแก้ไขอยู่บ้าง อา…ภายภาคหน้าหากได้อ่านชะตาของผู้อื่นเพิ่มเติม บางทีอาจพบเห็นสีดำเข้มข้น ซึ่งอาจหมายความว่า เพียงแค่เลือกสายธารนั้น โชคชะตาแห่งความตายก็จะถูกกำหนด…ลูเมี่ยนยังคงพินิจดวงชะตาของฟรังก้ากับเฮล่า พลางคาดเดาเบื้องต้น
เนื่องจากสายธารของพวกเธอแปรเปลี่ยนไม่หยุดหย่อน ลูเมี่ยนจึงมิอาจหยั่งถึงโชคชะตาอันจะแจ้งของเป้าหมาย ทำได้เพียงแลเห็นแค่บางส่วน ทว่า ‘จุดบ่งชี้’ สีดำช่วยให้เด็กหนุ่มสามารถยืนยันจุดสำคัญได้อย่างชัดเจน
ความรู้ติดตัวที่มาจาก ‘นักล่าชะตากรรม’ มิได้อธิบายเรื่องเหล่านี้ไว้ ลูเมี่ยนจึงสงสัยเอาเองว่า นี่คงเป็นผลจากการที่พลัง ‘อ่านชะตา’ ได้ยกระดับสู่การ ‘ส่องชะตา’ จึงสามารถหลอมรวมกับพลัง ‘สอดส่องจุดอ่อน’ ของยมทูต กลายเป็นพลังวิเศษที่เฉพาะตัว
ราวกับการค้นพบจุดอ่อนทางร่างกายและดวงวิญญาณของเป้าหมาย การค้นพบจุดอ่อนในขอบเขตของชะตากรรม ก็คือสายธารที่นำพาสู่ความตายนั่นเอง!
อย่างที่เราเคยคาดการณ์ไว้ พลังที่ต้องใช้ตามองของเส้นทาง ‘นักล่า’ และ ‘ชะตากรรม’ ได้หลอมรวมกัน…ลูเมี่ยนถือโอกาสทอดสายตามองสายธารแห่งชะตาของเฮล่ากับฟรังก้าอีกครา พบว่าตนสามารถรับรู้ถึงห้วงชะตาในอดีตและปัจจุบันของพวกเธอ ดุจดังเมื่อครั้งใช้ปรอทเสื่อมทรามล่าชะตาของผู้อื่น
จุดแตกต่างก็คือ บัดนี้สามารถมองเห็นได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องแผ่พลังวิญญาณ เพื่อสัมผัสกับแม่น้ำลวงตาที่ระยิบระยับวาววับดุจดังปรอท อันประกอบขึ้นจากอักขระซับซ้อนนับพันนับหมื่นอีกต่อไป
กล่าวคือ สามารถ ‘มองเห็น’ ชะตาบางส่วนของเป้าหมายได้ โดยที่ผู้นั้นไม่รู้ตัว
แน่นอนว่า เมื่อเทียบกับการใช้พลังวิญญาณสัมผัสกับสายธารแห่งชะตาโดยตรง การมองด้วยตาเนื้อเฉยๆ ย่อมมีข้อจำกัด ภาพชีวิตส่วนใหญ่ในสายธารสีปรอท จะค่อนข้างพร่าเลือน ทว่ายิ่งใกล้ปัจจุบันเท่าใด ก็ยิ่งชัดเจนเท่านั้น ในทำนองเดียวกัน ยิ่งไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีศักดิ์สูง ก็จะยิ่งแจ่มชัด
ในประเด็นนี้ ห้วงชีวิตของฟรังก้ากับเฮล่า ได้ก่อให้เกิดความแตกต่างอันชัดเจนและเด่นชัด
ในระลอกคลื่นสีปรอทของสายธารแห่งชะตาของเฮล่า ห้วงอดีตและปัจจุบันที่ปรากฏขึ้นมา บางส่วนคล้ายกับถูกปกคลุมด้วยม่านหมอก บางส่วนประหนึ่งซ่อนเร้นอยู่ในรัตติกาล มิอาจมองเห็นได้ถนัด มีเพียงส่วนน้อยที่เผยออกมา ทว่าของฟรังก้าจะชัดเจนกว่ามาก โดยเฉพาะเหตุการณ์ในหนึ่งถึงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เว้นแต่ห้วงที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีศักดิ์สูง อาทิ อาณาจักรราตรี มาดามจัดจ์เมนต์ และนางมารดำ ลูเมี่ยนล้วนสามารถมองเห็นได้
ในระหว่างการทดลองสังเกต ลูเมี่ยนก็พลันชะงักค้าง
สองสามอึดใจต่อมา เด็กหนุ่มก็เบือนสายตาหลบอย่างอึดอัด
“เกิดอะไรขึ้นหรือ?” ฟรังก้าเอ่ยถามด้วยความห่วงใยและสนใจใคร่รู้ “หากไม่อยากบอกรายละเอียดพลัง ก็ไม่ต้องบอกก็ได้”
เธอเพิ่งรู้ตัวว่า ตนใจร้อนเกินไป ถึงกับกล้าถามจุดแข็งของนักล่าชะตากรรม รวมถึงพลังที่มีโอกาสหลอมรวม ต่อหน้ามาดามเฮล่าเช่นนี้
ลูเมี่ยนกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว พลางข่มจิตให้สงบ แล้วมองไปทางเฮล่าพร้อมกับเอ่ยปาก
“ไม่มีอะไรที่พูดไม่ได้หรอก”
“ผมไม่เพียงแต่อ่านดวงชะตาคนอื่นได้ ตอนนี้ยังสามารถมองเห็นสายธารแห่งชะตาของพวกคุณได้โดยตรง ทั้งสายหลักและสายแขนง แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ชัดเจนนัก จะรับรู้ได้ชัดเจนก็ต่อเมื่อใช้พลังล่าชะตากรรมอย่างแท้จริง ซึ่งมีข้อจำกัดด้านเวลา”
“อา…ในสายธารแห่งชะตาที่ผมมองเห็น มีสายหนึ่งที่อาจนำพาไปสู่ความตาย…”
ลูเมี่ยนเล่าการคาดเดาเบื้องต้นของตน ระหว่างนั้นดวงตาก็ค่อยๆ กลับคืนสู่สีปกติ
“ในเมื่อไม่ใช่ความตายที่ไม่อาจเลี่ยง ก็สมควรเรียกว่า ‘ลางมรณะ’ มากกว่า” ฟรังก้าสนใจความหมายของ ‘สีดำ’ เป็นพิเศษ
ลางมรณะ? ทั้งลูเมี่ยนและเฮล่าต่างมองไปทางฟรังก้า รอคอยคำอธิบาย
ฟรังก้าหัวเราะในลำคออย่างเก้อเขิน
“โดยสรุปก็คือ หายนะ วิกฤต หรือเหตุการณ์ที่นำพาความตายมาให้ หากรับมือได้ดี ก็มีโอกาสรอดชีวิตผ่านไปได้”
งั้นหรือ…ลูเมี่ยนครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยปาก
“ถ้าอย่างนั้น พลังนี้ก็สมควรเรียกว่า ‘เนตรภัยพิบัติ’ ดวงตาที่มองเห็นภัยพิบัติแห่งความตาย”
สำหรับการตั้งชื่อนั้น เด็กหนุ่มมิได้ใส่ใจสักเท่าใด สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีประโยชน์และใช้งานได้ดี
ถัดมา ลูเมี่ยนเริ่มย่อยความรู้ศาสตร์เร้นลับที่แทรกซึมเข้าสู่ร่างพร้อมกับพลังของนักล่าชะตากรรม
แก่นแท้ของนักล่าชะตากรรมคือการ ล่าชะตา แต่แบ่งออกเป็นพลังสามชนิด
พลังแรกคือ ‘ล่าชะตา’ ด้วยการสัมผัสสายธารแห่งชะตาของเป้าหมาย แล้ว ‘ล่า’ เอาช่วงชะตาที่ต้องการ
พลังนี้แตกต่างจากพลังของ ‘ปรอทเสื่อมทราม’ อยู่บ้าง ไม่จำเป็นต้องสังหารเป้าหมายก็สามารถ ‘ล่า’ ชะตาของอีกฝ่ายได้ แต่ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ยิ่งชะตาดังกล่าวบางเบา ก็ยิ่งสำเร็จเร็ว ยิ่งหนักอึ้ง ก็ยิ่งเชื่องช้า
ความเบาหนักของห้วงชะตานั้น หมายถึงระดับความสำคัญต่อโชคชะตาโดยรวมของเป้าหมาย
แน่นอนว่า ลูเมี่ยนยังสามารถ ‘ล่า’ ห้วงชะตาของเป้าหมายได้ด้วยการสังหาร และเนื่องจากโชคชะตาภาพรวมของเป้าหมายจะหยุดนิ่งหลังจากสิ้นใจ ไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอื่นใด ระยะเวลาที่ใช้ในการ ‘ล่า’ จึงค่อนข้างสั้น
ในฐานะนักล่าชะตากรรม ลูเมี่ยนสามารถเก็บรักษาห้วงชะตาไว้กับตัวได้ถึงสองส่วน ซึ่งเหนือกว่าปรอทเสื่อมทรามที่ทำได้เพียงหนึ่งส่วน
โดยปกติแล้วจะเก็บรักษาไว้ได้สามส่วน แต่ลูเมี่ยนมิได้สวมบทบาทเป็น ‘นักเต้น’ หรือ ‘ภิกษุบิณฑบาต’ อีกทั้งยังมิได้ทำพันธสัญญาพิเศษให้ครบถ้วน กล่าวคือ ในยามที่ดำรงอยู่ในสามลำดับแรกของเส้นทาง ‘ชะตากรรม’ เขาแทบมิได้เฉียดใกล้ผู้ประทานพลังในชีวิตประจำวันเลย จึงหลอมรวมกับพลังได้ไม่ดีนัก
หากมิใช่เพราะเขาได้ปฏิบัติตามแก่นแท้ของ ‘นักพรต’ ได้ดีเยี่ยม บางที ตอนนี้อาจเก็บรักษาห้วงชะตาไว้ได้เพียงหนึ่งส่วนเท่านั้น
พลังที่สองคือ ‘เปลี่ยนชะตา’ โดยจะใช้ห้วงชะตาที่เก็บรักษาไว้กับตัวหนึ่งส่วน แลกเปลี่ยนกับห้วงชะตาบางส่วนของเป้าหมาย
ความเบาหนักของห้วงชะตานั้น สมควรจับคู่ให้สอดคล้องกัน เบาคู่เบา หนักคู่หนัก มิฉะนั้นความเร็วในการแลกเปลี่ยนจะช้าลงอย่างมาก อาจต้องใช้เวลาถึงห้าหกนาที
การจับคู่ความเบาหนักถือเป็นเพียงด้านหนึ่ง ส่วนความสำคัญของตัวห้วงชะตาเอง ก็ถือเป็นอีกด้านหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเร็วในการแลกเปลี่ยนอย่างไม่อาจเลี่ยง แต่โดยภาพรวมแล้ว ยังคงเร็วกว่าการ ‘ล่า’ โชคชะตามากักเก็บไว้ ยกเว้นการ ‘ล่า’ ด้วยการสังหารเป้าหมาย
ไม่ว่าจะเป็นการ ‘ล่าชะตา’ หรือ ‘เปลี่ยนชะตา’ ล้วนมีข้อจำกัดว่า จะต้องไม่โจมตีเป้าหมายจนกว่าจะเสร็จสิ้น
ในจุดนี้ถือว่ายังด้อยกว่า ‘ความสะดวก’ ที่ปรอทเสื่อมทรามมอบให้
พลังที่สามคือ ‘กระตุ้นชะตา’ ซึ่งก็คือการทุ่มพลังวิญญาณปริมาณมหาศาล เพื่อผลักดันอนาคตของเป้าหมายให้พัฒนาไปตามสายธารแห่งชะตาสายใดสายหนึ่งทันที
แต่เดิมพลังชนิดนี้จะมีสรรพคุณแบบอื่น ซึ่งเป็นการอาศัยพิธีกรรม คำสาปแช่ง และสารพัดวิธีการ เพื่อส่งอิทธิพลต่อพัฒนาการของโชคชะตาเป้าหมาย ทว่าเมื่อได้หลอมรวมกับจุดเด่นของ ‘ยมทูต’ จึงแปรเปลี่ยนเป็นการผลักดันได้โดยตรง
เมื่อนำมาตรึกตรองร่วมกับ ‘เนตรภัยพิบัติ’ ลูเมี่ยนจึงมองเห็นความเป็นไปได้บางประการ
แน่นอน หลังจากที่เด็กหนุ่มได้ประเมินดูแล้ว ก็พบว่าด้วยปริมาณพลังวิญญาณสูงสุดในปัจจุบันของตน อันเป็นผลพวงจากเส้นทางควบ ‘ยมทูต’ กับ ‘นักล่าชะตากรรม’ ตอนนี้เขาคง ‘กระตุ้นชะตา’ ได้เพียงสองครั้งเท่านั้น
“พลังหลักของ ‘นักล่าชะตากรรม’ ล้วนเป็นการต่อยอดและลดทอนความซับซ้อนของ ‘ศาสตร์เปลี่ยนชะตา’ ลง…” ลูเมี่ยนประเมินภาพรวมในใจ
หลังจากได้เป็น ‘นักล่าชะตากรรม’ ขีดจำกัดของพันธสัญญาที่เด็กหนุ่มสามารถรับได้ในฐานะ ‘ผู้ถือพันธสัญญา’ ได้เพิ่มขึ้นถึงสิบสองฉบับ อีกทั้ง ‘น้ำอดน้ำทน’ จากการเป็น ‘นักพรต’ ก็เพิ่มพูนขึ้นไม่น้อย
สิ่งนี้ทำให้ลูเมี่ยนพิจารณาที่จะทำสัญญาเพิ่มอีกสักสองสามฉบับ เพื่อเพิ่มพูนรูปแบบการต่อสู้และเสริมไพ่ตายให้แก่ตัวเอง
แต่เขาจะไม่ทำสัญญาให้ครบสิบสองฉบับโดยเด็ดขาด แม้แต่สิบฉบับก็คงไม่ เพราะนั่นจะทำให้ความรุนแรงและประเภทของผลข้างเคียงเชิงลบ หนักหนาสาหัสเกินกว่าที่น้ำอดน้ำทนของ ‘นักพรต’ จะรับมือไหว ลูเมี่ยนไม่อยากกลายเป็นผู้วิเศษจอมปลอมอย่างหลวงพ่อกิโยม·เบเนต์ ที่ผู้คนสามารถค้นพบจุดอ่อนและคาดเดาแนวโน้มพฤติกรรมได้โดยง่าย
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกประการหนึ่งของ ‘นักพรต’ คือ ‘สั่งสม’ ได้พัฒนาขึ้นถึงระดับที่สามารถสั่งสมห้วงชะตาจากภายนอกได้ จนกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของ ‘นักล่าชะตากรรม’
ส่วน ‘ศาสตร์สร้างปศุสัตว์’ รวมถึงพิธีกรรมใกล้เคียง ก็ง่ายดายขึ้นมาก อย่างเช่น แต่ก่อนลูเมี่ยนจำต้องใช้หนังแกะปลุกเสกห่อหุ้มเป้าหมายเสียก่อน จึงจะสามารถเสกคาถาเปลี่ยนผู้นั้นให้กลายเป็นแกะ แต่บัดนี้เพียงแค่ใช้หนังแกะคลุมร่างอีกฝ่ายในเชิงสัญลักษณ์ ก็นับว่าเพียงพอต่อการบรรลุเงื่อนไขเบื้องต้นแล้ว
ความยืดหยุ่นของร่างกายอันเป็นผลจาก ‘นักเต้น’ ก็พัฒนาขึ้นไม่น้อย บัดนี้ลูเมี่ยนสามารถแสดงท่วงท่าที่ชวนให้ผู้คนขวัญผวาหรือน่าทึ่งได้มากมาย หากคนปกติได้เห็นเพียงเงาของท่วงท่าเหล่านั้น ก็คงเชื่อว่าต้องเป็นสัตว์ประหลาดอย่างไร้ข้อกังขา
นอกจากนี้ ปริมาณพลังวิญญาณสูงสุดของลูเมี่ยนก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างมาก เกณฑ์วัดที่ชัดเจนที่สุดคือ ปัจจุบันเขาสามารถใช้ ‘ข้ามโลกวิญญาณ’ ได้ถึงสิบหกสิบเจ็ดครั้ง
แต่ไม่ว่าจะเป็น ‘นักล่าชะตากรรม’ หรือ ‘ยมทูต’ ต่างก็ช่วยเสริมสมรรถภาพร่างกายไม่มากนัก
เมื่อยืนยันการเปลี่ยนแปลงในตัวเองเสร็จ ลูเมี่ยนก็กล่าวขอบคุณมาดามเฮล่า พลางสอบถามเวลาการชุมนุมครั้งถัดไปของสมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิก แล้วจึงหวนกลับสู่โลกความจริงพร้อมฟรังก้า
หลังจากคืนเหรียญทองเดอะฟูลให้จินนาแล้ว ลูเมี่ยนก็เล่าพลังเบื้องต้นของ ‘นักล่าชะตากรรม’ ก่อนจะกล่าวทิ้งท้ายว่า
“ในเมื่อผมสามารถอ่านชะตาของผู้อื่นได้ด้วยตาเนื้อแล้ว ทางเราควรสอดแนมโมรัน·อาวินีในระยะใกล้เสียก่อน แล้วจึงค่อยตัดสินใจเลือกแผนการสุดท้าย”
“ตกลง” ฟรังก้าเห็นด้วยอย่างสุดหัวใจ กับทุกมาตรการที่จะช่วยลดความเสี่ยง
“งั้นผมขอตัวก่อน ระยะนี้ฝากถามถึงสูตรโอสถ ‘นักบวชเก็บเกี่ยว’ กับวัตถุดิบที่เกี่ยวข้อง ในชุมนุมศาสตร์เร้นลับของพวกคุณด้วย”
“ไม่มีปัญหา” ฟรังก้าส่งลูเมี่ยนออกไปแล้ว จึงหันกลับมาถามจินนาด้วยความสงสัย “เขาดูแปลกไปนะ ไม่ใช่ว่าปกติต้องยั่วโมโหชาวบ้าน หยอกล้อกันสักหน่อย แล้วค่อยจากไปหรอกหรือ?”
จินนาเองก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ปกติ จึงจมดิ่งสู่ห้วงความคิด
ทันใดนั้น สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
จินนาก้มหน้าลง เหม่อมองหนังสือในมือ พลางเอ่ยด้วยท่าทีครุ่นคิด
“บางที เขาอาจเพิ่งได้รับพร พลังยังไม่มั่นคงนัก จำต้องรีบกลับไปพักผ่อน”
“นั่นสินะ” ฟรังก้าพลันโล่งอก
เธอไม่คิดอะไรมาก อีกทั้งก็ขี้เกียจคิด ยามราตรีช่างงดงามเพียงไร จะปล่อยให้สูญเปล่าไปกับเรื่องไร้สาระเช่นนี้ไม่ได้
…………
เขตถนนหลวง ภายนอกหอประชุมกุหลาบ ณ โรงแรมหรูช็องเซ
ผู้สื่อข่าวมากมายยืนรออยู่เบื้องหน้าน้ำพุทองคำในร่ม อันเป็นสัญลักษณ์ของโรงแรม เพื่อรอการปรากฏตัวของโมรัน·อาวินี รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้ซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นการเจรจาความร่วมมือกับคณะผู้แทนจากราชอาณาจักรโลเอ็น
ลูเมี่ยนสวมเสื้อโค้ตผ้าสักหลาดสีดำที่เตรียมไว้ล่วงหน้า สวมหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง ถือกล้องถ่ายภาพขาวดำรุ่นใหม่ไร้ขาตั้งที่เช่ามา ด้วยใบหน้าธรรมดาสามัญราวกับคนเดินถนน เด็กหนุ่มปะปนอยู่ท่ามกลางฝูงชนเหล่านี้ด้วยฐานะผู้สื่อข่าวปลอม
……………………………………………………..