ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 704 ห้วงชะตา
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 704 ห้วงชะตา
ตอนที่ 704 ห้วงชะตา
นาทีแล้วนาทีเล่าผ่านไป เหล่าผู้สื่อข่าวที่รอคอยอยู่นอกหอประชุม มิได้แสดงอาการกระวนกระวายหรือไม่พอใจแต่อย่างใด ด้วยพวกเขาล้วนเคยประสบพบเจอสถานการณ์ทำนองนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ในที่สุด บานประตูใหญ่อันหนักอึ้งของหอประชุมกุหลาบก็เปิดออก โมรัน·อาวินี รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม ในชุดสูทที่รีดจีบเรียบกริบ ใบหน้าได้รูป ดวงตาสีเทาเข้ม ผมดำแซมขาว ก้าวออกมาเคียงคู่กับหัวหน้าคณะผู้แทนจากราชอาณาจักรโลเอ็น
แสงแฟลชสว่างวาบพร้อมเสียงชัตเตอร์ดังกริ๊กๆ ต่อเนื่องกัน โมรัน·อาวินีโบกมือทักทายเหล่าผู้สื่อข่าวด้วยท่วงท่าอันสง่างาม
ลูเมี่ยนมิได้เบียดเสียดแทรกกายไปยังแถวหน้า เพียงแฝงกายท่ามกลางฝูงชน เพ่งพิศโมรัน·อาวินีจากระยะห่างหลายเมตร
ภายใต้การพรางกายด้วยกล้องถ่ายภาพ ดวงตาสีน้ำเงินของเด็กหนุ่มพลันเปลี่ยนเป็นสีเงินดำในพริบตา
เนตรภัยพิบัติ!
ในห้วงการมองเห็นของลูเมี่ยน ร่างของโมรัน·อาวินีมีสายธารยาวสีปรอทลอยวนเวียน ประกอบด้วยหยดน้ำจำแลงที่เรียงร้อยต่อกันด้วยอักขระซับซ้อน
อาศัยจังหวะที่โมรัน·อาวินีกล่าวสุนทรพจน์สั้นๆ ประกาศความสำเร็จในการลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมระหว่างสาธารณรัฐอินทิสและราชอาณาจักรโลเอ็น ลูเมี่ยนพินิจพิเคราะห์อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมผู้นี้อย่างถี่ถ้วน แยกแยะห้วงชะตาที่ซ่อนอยู่ในทุกหยดน้ำแห่งสายธาร
ภาพเหตุการณ์ส่วนใหญ่พร่าเลือน ยิ่งเป็นเรื่องราวในอดีต ก็ยิ่งยากแก่การแยกแยะ ลูเมี่ยนจึงมุ่งความสนใจไปยังเหตุการณ์ในช่วงสองสัปดาห์หลังสุด
เด็กหนุ่มเห็นโมรัน·อาวินีพำนักอยู่ในคฤหาสน์พิเศษที่รัฐบาลจัดสรรให้ เห็นรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมรายนี้เข้าร่วมชุมนุมที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งเป็นประจำทุกสัปดาห์ ถกเถียงประเด็นต่างๆ ‘ทำตัวเป็นแบบอย่าง’ ให้เห็นถึงกระแสการเมืองในร้านกาแฟแบบทรีอาร์
ลูเมี่ยนยังเห็นโมรัน·อาวินีเข้าร่วมซาลอน งานเต้นรำ งานเลี้ยงค่ำ ชมอุปรากร คอนเสิร์ต ละครเวที นิทรรศการศิลปะ เล่นโปโลและไพ่โป๊กเกอร์ ออกล่าสัตว์ในชานเมือง เกี้ยวพาราสีกับเหล่าผีเสื้อสังคม มีสัมพันธ์นอกสมรสกับสตรีหลายนาง และใช้หน้าที่การงานอำนวยความสะดวกให้ธนาคารสินเชื่ออุตสาหกรรมแห่งอินทิส เพื่อให้สามีของชู้รักคนหนึ่ง ได้ดำรงตำแหน่งรองผู้จัดการใหญ่สาขาทวีปใต้ ตำแหน่งที่ใครๆ ต่างฝันใฝ่ ด้วยเป็นตำแหน่งที่มีหน้ามีตา เงินเดือนสูง และมีอำนาจมาก เพียงแต่มีข้อเสียอยู่อย่างเดียวคือ ต้องจากทรีอาร์ไปประจำที่ทวีปใต้สองถึงสามปี และในช่วงแรกยังไม่สามารถพาภรรยาและบุตรไปอยู่ด้วยได้
เรื่องราวทั้งหมดนี้ สอดคล้องกับภาพจำอันตายตัวที่ลูเมี่ยนมีต่อชนชั้นสูงแห่งกรุงทรีอาร์
ขณะเร่งตรวจสอบ ลูเมี่ยนข้ามส่วนที่พร่าเลือนไป จนกระทั่งพบห้วงชะตาสองช่วงที่ควรค่าแก่การจดจำ
ตอนหนึ่งคือ ยามที่โมรัน·อาวินีกำลังอ่านเอกสารอยู่ในห้องหนังสือตามลำพัง ทันใดนั้นเขาก็เขียนกระดาษแผ่นหนึ่ง แล้วยื่นมือผ่านกระจกที่อยู่เคียงข้าง ราวกับว่ามือของเขาไร้ตัวตน ทะลุผ่านผิวกระจกอย่างง่ายดาย พร้อมกับสอดกระดาษแผ่นดังกล่าวเข้าไป
อีกตอนหนึ่งคือ ยามที่โมรัน·อาวินีออกล่าสัตว์ในป่าโลเนส์ประจิม ดูเหมือนว่าเขาได้พบปะกับผู้หลงทางคนหนึ่งในช่วงสั้นๆ โดยสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของลูเมี่ยนคือ ห้วงชะตาช่วงนี้มีหมอกสีขาวจางๆ แผ่ปกคลุม ทำให้ภาพพร่าเลือน
ความพร่าเลือนเช่นนี้แตกต่างจากความพร่าเลือนในห้วงชะตาช่วงอื่นๆ
ห้วงชะตาช่วงแรกยืนยันสถานะ ‘คนในกระจก’ ของโมรัน·อาวินีจากอีกแง่มุมหนึ่ง ต้องไม่ลืมว่า ในบรรดา ‘เส้นทางสู่เทพ’ ทั้งยี่สิบสองสาย แม้แต่เหล่า ‘นางมาร’ ผู้เชี่ยวชาญกระจกวิเศษที่สุด ก็ยังไม่สามารถส่งกระดาษหรือสิ่งของผ่านกระจกได้ก่อนจะก้าวเป็นครึ่งเทพลำดับ 4 และหากโมรัน·อาวินีเป็น ‘นางมาร’ ระดับครึ่งเทพจริง เขาย่อมไม่อาจดำรงอยู่ในร่างของบุรุษเพศ
สำหรับสถานการณ์นี้ ลูเมี่ยนคิดได้เพียงสองความเป็นไปได้
หนึ่ง มีเพียง ‘คนในกระจก’ เท่านั้นที่เชี่ยวชาญการใช้กระจกยิ่งกว่าเหล่า ‘นางมาร’ และมีความพิเศษในด้านกระจกวิเศษมากกว่า!
สอง โมรัน·อาวินีเคยเป็น ‘นางมาร’ ระดับครึ่งเทพมาก่อน แล้วภายหลังได้ดื่มโอสถเส้นทาง ‘นักล่า’ ในลำดับสูง จนสำเร็จการแปรเพศเป็นบุรุษ นั่นหมายความว่า รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมผู้นี้อย่างน้อยต้องเป็นนักบุญลำดับ 3 หรืออาจถึงขั้นเป็นเทวทูตเลยทีเดียว
เมื่อประมวลข้อมูลที่ฟรังก้ากับพรรคพวกรวบรวมไว้ก่อนหน้า รวมถึงเอกสารจาก ‘007’ และห้วงชะตาที่ค่อนข้างชัดเจนบางส่วน ซึ่งโมรัน·อาวินีไม่เคยแสดงลักษณะของ ‘นักล่า’ ออกมาเลย ลูเมี่ยนเชื่อว่าอีกฝ่ายเป็น ‘คนในกระจก’ อย่างแน่นอน และมิใช่ ‘คนในกระจก’ ธรรมดาที่ไร้ซึ่งพลังวิเศษ
ส่วนห้วงชะตาช่วงที่สองที่ดึงดูดความสนใจของลูเมี่ยน ความพิเศษของมันจะแตกต่างออกไป บางทีอาจซุกซ่อนข้อมูลสำคัญบางประการเอาไว้ แต่ในยามนี้ลูเมี่ยนยังไม่สามารถตีความ
เด็กหนุ่มรีบย้ายจุดสนใจไปยังโชคชะตาในอนาคตของโมรัน·อาวินี หรือก็คือสายธารแห่งชะตาอันมากมายนั่นเอง
มิได้เป็นที่น่าประหลาดใจแต่อย่างใด เมื่อลูเมี่ยนพบสายธารหนึ่งถูกแต้มด้วยสีดำจางๆ
สายธารแห่งชะตาที่มีสีปรอทยืนพื้นเส้นนี้ เฉกเช่นอีกหลายสายจำนวนมาก ในส่วนที่ยังพอมองเห็นได้ชัดกำลังฉาย ‘ภาพสมมติ’ ของกระบวนการที่โมรัน·อาวินีให้สัมภาษณ์จนเสร็จ แล้วนั่งรถม้าประจำตำแหน่งกลับไปยังตึกกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีความแตกต่างอยู่ตรงที่ เมื่อเข้าไปในห้องทำงานรัฐมนตรีแล้วนั่งแช่อยู่พักหนึ่ง โมรัน·อาวินีก็เดินตรงไปยังกระจกเงาบานสูงใกล้กับราวแขวนหมวก แล้วหายวับไปในกระจก
เด็กหนุ่มได้แต่อาศัยสิ่งที่สังเกตเห็นเมื่อครู่ คาดเดาว่าหากโมรัน·อาวินีก้าวเข้าสู่โลกในกระจกก่อนเที่ยงวัน เขาจะพบกับหายนะที่คุกคามชีวิต
แต่โอกาสที่โมรัน·อาวินีจะทำเช่นนี้ก็มีไม่มากนัก เพราะในสายธารแห่งชะตาอันมากมาย มีเพียงสายเดียวเท่านั้นที่แสดงความเป็นไปได้ดังกล่าว
แน่นอน หากลูเมี่ยนไม่กังวลเรื่องการเปิดเผยตัวตน ก็ย่อมสามารถระดมพลังวิญญาณเกือบครึ่งหนึ่งของตน ใช้พลัง ‘กระตุ้นชะตา’ บังคับให้อนาคตของโมรัน·อาวินีเบี่ยงเบนเข้าสู่สายธารแห่งชะตาเส้นดังกล่าว ทว่าการกระทำเช่นนี้กลับไม่มีความหมาย
หากโมรัน·อาวินีต้องม้วยมรณาในโลกในกระจก พวกตนก็จะหมดสิทธิ์แตะต้องร่างไร้วิญญาณของอีกฝ่าย พลาดโอกาสอันล้ำค่าในการสื่อวิญญาณไป!
“แม้ ‘นางมารดำ’ จะสามารถเข้าสู่โลกในกระจกได้ แต่หากปล่อยให้เธอเป็นผู้สื่อวิญญาณ ทางเราก็คงไม่ได้รับข้อมูลสำคัญอันใดเลย ถึงแม้ฟรังก้าจะได้รับความไว้วางใจจากเธอมากแล้วก็ตาม แต่เรื่องบางเรื่อง หากยังไม่ถึงลำดับที่กำหนด ก็จะไม่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล…” เมื่อลูเมี่ยนเห็นโมรัน·อาวินีทำท่าจะยุติการสัมภาษณ์ และเหล่าบอดี้การ์ดเริ่มแหวกฝูงนักข่าวเปิดทาง เด็กหนุ่มจึงเลิกใช้ ‘เนตรภัยพิบัติ’ แล้วแสดงความเป็นมืออาชีพด้วยการกดชัตเตอร์ถ่ายภาพขาวดำหนึ่งภาพ
จากนั้น เขาค่อยๆ ถอนตัวออกจากหมู่นักข่าว แวะเวียนไปยังห้องสุขาสาธารณะ สอดกล้องถ่ายรูปเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ สวม ‘คำลวง’ แปลงกายกลับเป็นชาร์ล·ดูบัวส์ แล้วเข้าภัตตาคารสาขาของโรงแรมหรูช็องเซในฐานะแขกคนหนึ่ง
ฟรังก้ากำลังรออยู่ที่นี่
ขณะเดินตามบริกรไปยังโต๊ะที่จองไว้ล่วงหน้า ลูเมี่ยนเห็นชายหญิงคู่หนึ่งกำลังจิบกาแฟอยู่
ฝั่งสตรีมีเรือนผมสีดำ นัยน์ตาสีน้ำตาล โฉมงามสะคราญ แต่แฝงไว้ด้วยบุคลิกที่ดูฟุ้งเฟ้อเล็กน้อย ดังจะเห็นได้จากการแต่งกายของเธอ ส่วนฝั่งบุรุษมีใบหน้าธรรมดา สวมเสื้อคลุมผ้าสักหลาดกระดุมสองแถว กางเกงลายตีนกา รองเท้าบูตหนังติดกระดุม และหมวกทรงสูงขนนุ่ม อันเป็นการแต่งกายยอดนิยมในหมู่นายธนาคารและนักการเงินของกรุงทรีอาร์ในช่วงไม่กี่ปีหลัง
เหตุที่ลูเมี่ยนสะดุดตากับชายหญิงคู่นี้ มิใช่เพราะออร่าแห่งความมั่งคั่ง หากแต่เป็นเพราะเขารู้จักมาดามผู้งามสง่าที่แฝงไว้ด้วยเค้าโครงความเป็นชาวต่างชาติ
แน่นอน เธอมิได้รู้จักเขา เด็กหนุ่มเพียงแต่เคยเห็นภาพถ่ายของเธอในนิตยสาร ‘หน้าทะเล้น’ เท่านั้น
เธอมีนามว่าเพิร์ล นักแสดงชาวโลเอ็น ผีเสื้อสังคมแห่งกรุงทรีอาร์
ยามนี้ เพิร์ลกับชายวัยกลางคนที่ดูท่าทางเป็นนายธนาคาร ยังไม่เริ่มรับประทานอาหาร เพียงแต่จิบกาแฟเท่านั้น
ชายวัยกลางคนหยิบถ้วยกาแฟที่เพิร์ลดื่มหมดแล้ว ชี้ไปยังกากกาแฟที่เหลืออยู่ พลางอธิบายบางสิ่ง โดยที่ผีเสื้อสังคมรายนี้นั่งฟังอย่างตั้งใจ
อาศัยประสาทสัมผัสอันเป็นเลิศ ลูเมี่ยนแอบฟังขณะเดินผ่าน และไม่นานก็เข้าใจว่าชายวัยกลางคนที่ดูคล้ายนายธนาคาร กำลังทำนายดวงชะตาจากกากกาแฟ
นี่เป็นวิธีทำนายที่ใกล้เคียงกับการเล่นเกม ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ชนชั้นสูง
“กากกาแฟที่เหลือจากการดื่มของเธอ เกิดเป็นรูปวงกลม แสดงว่าในอนาคตอันใกล้ เธอจะพบเค้าลางแห่งความรัก…”
เมื่อได้ยินวาจาของชายวัยกลางคน ลูเมี่ยนอดรำพันในใจไม่ได้
“สุดท้ายนายก็คงจะพูดว่า และผมก็คือรักที่คุณจะได้พบ…สินะ?”
หากเป็นสตรีอื่น แม้จะรู้ถึงความนัยที่แท้จริงที่บุรุษฝั่งตรงข้ามต้องการสื่อ แต่ก็คงยังตื่นเต้นกับผลการทำนายที่ตนได้รับ ซึ่งชี้นำไปสู่ร่องรอยแห่งรัก โดยคิดว่านี่อาจเป็นการชี้นำจากโชคชะตาอย่างแท้จริง เพราะสภาพของกากกาแฟที่หลงเหลือจากการดื่ม ย่อมก่อเกิดตามธรรมชาติ และทุกสภาพล้วนมีคำทำนายเฉพาะเจาะจง ซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกัน ไม่สามารถบิดเบือนคำทำนายได้เลย
แต่เมื่อพิจารณาว่า เพิร์ลเป็นผีเสื้อสังคมที่ช่ำชอง ซ้ำยังมีอุปนิสัยกล้าหาญ ลูเมี่ยนมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า เธอจงใจใช้เทคนิคการดื่มกาแฟแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อให้กากกาแฟหลงเหลือเป็นรูปวงกลม!
เดินไปได้อีกระยะหนึ่ง ลูเมี่ยนก็เห็นฟรังก้า
‘นางมารสุขสม’ รายนี้แต่งกายเยี่ยงสุภาพสตรี เหมาะสมกับสถานที่อย่างยิ่ง จนลูเมี่ยนแทบจำไม่ได้
แน่นอน ฟรังก้ายังคงไม่ได้สวมกระโปรงยาวอย่างแท้จริง แต่ใช้กางเกงกระโปรงแทน
มองดูฟรังก้าที่ไม่ได้รวบผมหางม้าเช่นเคย หากแต่เกล้าผมอย่างงดงาม ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอพลางเอ่ยปาก
“จินนาช่วยทำผมให้หรือ?”
“ใช่!” ฟรังก้าไม่เพียงไม่โกรธอาย แต่กลับภาคภูมิใจ
ทั้งสองยังไม่ทันได้แลกเปลี่ยนผลการสังเกตเมื่อครู่ บริกรชายจากบริเวณใกล้เคียงก็เดินเข้ามา ยื่นรายการอาหารที่เหมือนกันให้พวกเขาคนละฉบับ
“ชุดอาหารกลางวัน 7 เฟลคิน ถ้าสั่งแยก รวมไวน์แดงที่พอใช้ได้ พวกเราสองคนต้องจ่ายอย่างน้อย 50 เฟลคิน” ฟรังก้าเอ่ยกับลูเมี่ยนเสียงเบา ด้วยภาษาฟุซัคโบราณ “ในเขตตลาด เงินเท่านี้เลี้ยงลูกบุญธรรมของคุณให้อิ่มแปล้ได้เลยนะ”
เธอรู้สึกว่า ภัตตาคารของโรงแรมหรูช็องเซนั้นแพงเกินไปมาก แต่ก็อยากลองชิมด้วยความสนใจ
“มีอะไรแนะนำไหม?” ฟรังก้าเปลี่ยนมาถามบริกรเป็นภาษาอินทิส
บริกรชายแอบมองฟรังก้ามาสักพักแล้ว เมื่อได้ยินคำถาม ก็รีบตอบอย่างกระตือรือร้นว่า
“อยากลองชิมปลาเฟือร์ทไหมครับ?”
“ในกรุงทรีอาร์ นอกจากงานเลี้ยงส่วนตัวบางงาน มีเพียงที่นี่เท่านั้นที่สามารถหาปลาเฟือร์ทรับประทานได้”
“มันพิเศษยังไงหรือ?” ลูเมี่ยนถามด้วยความสนใจ
บริกรมองฟรังก้าพลางเอ่ยตอบ
“ปลาเฟือร์ทมีลำตัวที่ดูกึ่งสุกกึ่งดิบ พบได้เฉพาะในบางช่วงของแม่น้ำใต้ดินทรีอาร์ กล่าวกันว่าในอดีตกาลนานมาแล้ว มันเคยเป็นปลาธรรมดา วันหนึ่งถูกบุรุษนามว่าเฟือร์ทจับได้ เขาจึงตั้งกระทะน้ำมันริมแม่น้ำใต้ดิน เตรียมจะทอดกิน แต่ทอดไปได้ครึ่งทาง ปลาตัวนั้นกลับสบโอกาส กระโดดออกจากกระทะน้ำมัน โผนกลับลงแม่น้ำ มีชีวิตรอดต่อสืบต่อไป จนกระทั่งออกลูกออกหลานมากมาย และลูกหลานของมันล้วนมีลักษณะกึ่งสุกกึ่งดิบ”
“หนังปลาชนิดนี้มีกลิ่นหอมไหม้ มีความมัน เนื้อข้างในนุ่มมาก…”
แม่น้ำใต้ดินกรุงทรีอาร์…กึ่งไหม้…มีชีวิตรอด…ลูเมี่ยนสกัดคำสำคัญ พลันสงสัยว่านี่อาจเป็นผลจากการรั่วไหลของพลัง ‘นักล่า’ ในทรีอาร์ยุคที่สี่กระมัง
เด็กหนุ่มยิ้มพลางกล่าวกับฟรังก้า
“เราสั่งคนละจานดีไหม?”
“ดี” ฟรังก้าก็อยากลองชิมอยู่แล้ว
……………………………………………………..