ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 705 เรื่องราวในอดีต
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 705 เรื่องราวในอดีต
ตอนที่ 705 เรื่องราวในอดีต
เมื่อบริกรชายถือสมุดจดรายการอาหารเดินผละจากโต๊ะมุมห้อง ลูเมี่ยนก็ยกแก้วลิเคอร์สามสีแดงขาวน้ำเงินขึ้น ชนแก้วกับฟรังก้าแล้วละเมียดจิบของเหลวด้านใน
ถัดมา เด็กหนุ่มชำเลืองมองซ้ายขวา กระซิบเสียงต่ำ เล่าห้วงชะตาของโมรัน·อาวินีที่ตนสังเกตเห็นอย่างละเอียด
ยิ่งฟรังก้าได้ฟัง สีหน้าของเธอก็ยิ่งแปรเปลี่ยน
หญิงสาวขมวดคิ้วงามพลางเอ่ยปาก
“หมอกสีขาวจางๆ ที่คุณเล่า ชวนให้ฉันนึกถึงเรื่องหนึ่ง”
“มันยังแปรผันไปเรื่อยๆ โดยไม่หยุดด้วยใช่ไหม?”
ลูเมี่ยนครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนก่อนเอ่ยตอบ
“ใช่”
ฟรังก้าผ่อนลมหายใจแผ่วเบา แล้วเอ่ยปาก
“ไม่ผิดแน่…ฉันเคยเล่าให้ฟังแล้วไม่ใช่หรือ ตอนที่ทางนี้กับจินนาไปร่วมชุมนุมศาสตร์เร้นลับ แล้วถูกผู้ว่าจ้างในคดี ‘การหายตัวไปของคนเฝ้าประตูอารามในหุบเหวลึก’ แอบสะกดรอยตาม จนเกิดการต่อสู้ขึ้น”
“ระหว่างที่ฉันสื่อวิญญาณกับคนผู้นั้น ถามว่าสังกัดองค์กรใด ร่างและดวงวิญญาณของเขาก็ระเบิดในทันที กระจกของฉันก็แตกกระจายเช่นกัน แต่ก่อนที่มันจะแตก ภายในกระจกปรากฏภาพหมอกสีขาวจางๆ ที่แปรผันไม่หยุด”
ฟรังก้าเว้นวรรคครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยต่อไป
“เมื่อฉันส่งข้อมูลให้ ‘007’ ไป เขาก็ตามสืบไปถึงหมู่บ้านหุบเหวลึก จนได้พบหมอกลักษณะคล้ายกัน มิหนำซ้ำ ที่นั่นยังมีชื่อของอัลแบร์·กองกูร์ ผู้นำพรรคเผาถ่านอยู่ด้วย”
“คุณคงยังไม่ลืมว่า พรรคเผาถ่านมีหน้าที่ ‘ก่อจลาจล’ ในแผนการ ‘หอพัก’ โดยเคลื่อนไหวผ่านผู้นำอีกคนหนึ่งของพวกเขา นั่นก็คือนายพลฟิลิป ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนตัวตนไปแล้ว”
ลูเมี่ยนเข้าใจความนัยที่ฟรังก้าต้องการสื่อได้ทันที
“คุณเชื่อว่า พรรคเผาถ่านกำลังร่วมมือกับนิกายเทพมารหลายกลุ่ม โดยหนึ่งในองค์กรนั้นเกี่ยวข้องกับหมอกสีขาวจางๆ ที่แปรผันไม่หยุด และโมรัน·อาวินีก็เกี่ยวข้องกับองค์กรนี้ไม่มากก็น้อย การพบกันที่ป่าโลเนส์ประจิม จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ?”
“ถูกต้อง” ฟรังก้าจิบลิเคอร์ “คนในกระจกคิดจะทำอะไรกันแน่? พวกเขาคงไม่ได้หวังแค่จะแทนที่เจ้าของร่างเดิมแน่ๆ”
การ์ดเนอร์·มาร์ตินในกระจกยังไม่ถือว่าสมหวัง จึงเข้าใจได้ว่าทำไมถึงพยายามอาศัยแผน ‘หอพัก’ เพื่อจัดการการ์ดเนอร์·มาร์ตินในโลกจริง แต่ในกรณีของโมรัน·อาวินีในกระจก เขาแทนที่เจ้าของร่างเดิมมาหลายสิบปีแล้ว ถึงขั้นมีลูกสาวนอกสมรส และใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมาโดยตลอด ทำไมจึงยังต้องไปร่วมมือกับนิกายเทพมารอีก?
ลูเมี่ยนอมยิ้มพลางเอ่ยปาก
“คนในกระจก ไม่ว่าจะรายบุคคลหรือแบบกลุ่มก้อน ย่อมมีความต้องการที่แตกต่างกัน ส่วนความต้องการของ ‘กลุ่ม’ คืออะไรกันแน่นั้น ทางเรายังต้องสืบสวนต่อไป ในทรีอาร์ยุคที่สี่ การ์ดเนอร์·มาร์ตินในกระจกเคยกล่าวไว้ว่า คำตอบของทุกคำถามคือ ‘ผู้ที่พวกเขาจงรักภักดีและรับใช้’ หากล่วงรู้ว่าเป็นผู้ใด ก็น่าจะรู้จุดหมายสูงสุดของเหล่าคนในกระจกได้”
ฟรังก้าส่งเสียง ‘อืม’ รับ
“พวกเราอาจลองทำอะไรสักอย่างในทิศทางของหมอกประหลาดนั่น ด้านหนึ่ง การที่พวกเราจัดการโมรัน·อาวินี ก็เพื่อให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคนในกระจก นี่ก็นับเป็นเบาะแสแล้ว อีกด้านหนึ่ง โอกาสที่จะจับตัวโมรัน·อาวินีหรือสื่อวิญญาณเขา อาจซ่อนอยู่ในนี้ด้วยเช่นกัน”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ฟรังก้าแย้มยิ้ม
“ต้องรบกวน ‘007’ อีกแล้วสินะ”
หลังจากสนทนาเรื่องของโมรัน·อาวินีจบ ลูเมี่ยนก็หยิบขนมปังก่อนมื้ออาหารที่มีกลิ่นหอมไหม้ขึ้นมาเคี้ยว พลางเล่าเรื่องที่เพิ่งพบเห็นผีเสื้องานสังคมนามว่าเพิร์ล รวมถึงการ ‘ทำนายกากกาแฟ’ อย่างสนุกสนาน
“คงไม่ใช่นางมาร” ฟรังก้าลงความเห็นด้วยท่าทีผิดหวังเล็กน้อย
เพียงแค่ฟังคำบรรยายรูปโฉม รวมถึงปฏิกิริยาของลูเมี่ยนที่มีต่อเพิร์ล เธอก็สามารถยืนยันได้ว่า ผีเสื้อสังคมผู้นั้นมิใช่นางมาร
เว้นเสียแต่จะแกล้งทำตัวอัปลักษณ์ มิเช่นนั้นเสน่ห์ของนางมารย่อมไม่อาจปกปิดกันได้ แม้แต่บุรุษที่ชอบเพศเดียวกันก็ยังต้านทานไม่ไหว อดเหลียวมองซ้ำๆ ไม่ได้
“ไม่ใช่แน่นอน…” พูดถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนพลันหยุดชะงัก ราวกับนึกบางสิ่งขึ้นได้
เด็กหนุ่มเปลี่ยนเรื่องคุยเล่น
“การทำนายด้วยกากกาแฟ จะมีความหมายในเชิงศาสตร์เร้นลับจริงหรือ จะมอบคำบอกใบ้บางอย่างได้จริงหรือ?”
“แน่นอน มันมีความหมายในเชิงศาสตร์เร้นลับ”
เห็นลูเมี่ยนที่ไม่รู้เรื่องการทำนายเลย รู้แต่เพียงการอ่านชะตา รอฟังคำอธิบายเพิ่มเติมจากตน ฟรังก้าจึงยิ้มอย่างภาคภูมิใจเล็กๆ พลางเล่าต่อ
“อันที่จริง คุณควรสลัดภาพจำว่า ‘การทำนายคือพิธีศักดิ์สิทธิ์และสลับซับซ้อน’ ออกไปก่อน”
“กายดาราของพวกเราทุกคน ล้วนมีปฏิสัมพันธ์กับโลกวิญญาณอยู่ตลอดเวลา ได้รับข้อมูลสารพัด รวมถึงวิวรณ์บางชนิดด้วย ซึ่งจะสะท้อนออกมาในความเป็นจริงด้วยรูปแบบต่างๆ”
“ไม่ใช่แค่ผู้วิเศษ แต่คนธรรมดาก็เป็นเช่นนี้ เพียงแต่ผู้ที่ไม่ถนัดการทำนายย่อมยากที่จะรับวิวรณ์ได้เอง ทั้งยังตีความอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้”
“อย่างเช่น ขณะกินปลาแล้วก้างติดคอ หรือสำลักเนื้อปลา หากเกิดเรื่องเช่นนี้กับผู้วิเศษ พวกเขาจะเข้าใจในทันทีว่านี่คือสัญญาณเตือนจากพลังวิญญาณ แฝงไว้ด้วยวิวรณ์บางประการที่ต้องตีความ แต่หากคนธรรมดาประสบเหตุคล้ายกัน พวกเขาก็จะคิดเพียงว่าตนโชคร้าย หรือเป็นเพราะความไม่ระมัดระวังของตน จนไม่ให้ความสำคัญเพียงพอ และไม่สามารถตีความได้ว่ามันหมายถึงสิ่งใด”
“แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกครั้งที่ก้างติดคอจะเป็นสัญญาณเตือนจากพลังวิญญาณ ส่วนใหญ่เป็นเพราะขาดความระมัดระวังกันไปเอง แต่ผู้ชำนาญการทำนายจะสัมผัสได้ทันทีว่า สิ่งใดเป็นวิวรณ์ สิ่งใดไม่ใช่ ส่วนผู้ที่ไม่ถนัดการทำนาย มักจะเข้าใจผิด คิดว่าของปลอมเป็นของจริง หลอกตัวเองให้ตื่นกลัว แต่กลับมองข้ามสิ่งที่มีปัญหาจริงๆ ไป”
ฟรังก้านึกถึงว่าอีกสักครู่ต้องกินปลา จึงถือโอกาสยกตัวอย่างเรื่องก้างติดคอและสำลักเนื้อปลา
ลูเมี่ยนฟังแล้วพยักหน้ารับ เข้าใจเรื่อง ‘การทำนาย’ ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เด็กหนุ่มกล่าวอย่างครุ่นคิด
“หากไม่ได้ควบคุมวิธีการดื่ม หรือวิธีการทำนายอย่างจงใจ กากกาแฟที่เหลือในถ้วยก็อาจแสดงนิมิตบางอย่างได้จริง แต่ความหมายที่สามัญชนตีความออกมา อาจไม่ถูกต้องกระมัง?”
“ถูกต้อง” ฟรังก้ากล่าวอย่างกระตือรือร้น “ภายใต้สภาวะที่สมเหตุสมผล การทำนายจากกากกาแฟที่แพร่หลายมาสิบกว่าถึงยี่สิบปีนี้ มันควรจะแม่นยำอยู่หลายส่วน เพราะเราสามารถปรับแก้ ‘คำตอบมาตรฐาน’ ผ่านการทำนายในแต่ละครั้ง จนกระทั่งวิวรณ์ที่สอดคล้องกับรูปแบบกากกาแฟแต่ละแบบ ถูกกำหนดตายตัวอย่างสมบูรณ์ แม้แต่สามัญชนก็สามารถใช้มันตีความได้ค่อนข้างแม่นยำ
“อนิจจา โลกความจริงไม่ได้สมเหตุสมผลขนาดนั้น ผู้ที่เชื่อในการทำนายจากกากกาแฟ ถึงจะได้รับการตีความที่ผิดพลาด ก็ยังจะเกิดการชี้นำตนเองอยู่ดี ยังคงยึดมั่นตามคำทำนายที่ผิดพลาดนั้น จนค่อยๆ ทำให้มันกลายเป็นความจริง ส่วนผู้ที่ไม่เชื่อ ก็จะพบว่าวิวรณ์ที่ตีความออกมานั้น ไม่มีความแม่นยำเลยสักนิด อา…เมื่อสถานการณ์ที่ขัดแย้งกันหลายประการมาบรรจบกัน ย่อมทำให้ไม่อาจปรับแก้ ‘คำตอบมาตรฐาน’ ได้ สุดท้ายจึงเป็นได้เพียงการละเล่น”
ขณะที่ทั้งสองสนทนากันอย่างผ่อนคลาย บริกรก็ทยอยนำอาหารจานต่างๆ มาเสิร์ฟตามลำดับ พร้อมเก็บจานที่กินเสร็จกลับไป
ปลาเฟือร์ททอด ซึ่งเป็นอาหารจานหลัก ถูกนำมาเสิร์ฟในช่วงท้ายของมื้อ
ลูเมี่ยนตัดเนื้อปลาชิ้นหนึ่งใส่ปาก รู้สึกได้ถึงความนุ่มละมุนของเนื้อปลา กลิ่นหอมของความเกรียมและน้ำมันคลุกเคล้า รสพริกไทยและเม็ดเกลือกำลังพอเหมาะ
“ดีทีเดียว” ฟรังก้าที่นั่งตรงข้าม เอ่ยคำชมเชยโดยไม่ตระหนี่ “นอกจากรสชาติจะดีแล้ว ยังทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นด้วย”
ลูเมี่ยนก็รู้สึกเช่นกันว่า เมื่อปลาเฟือร์ทเข้าสู่กระเพาะ กระแสความอบอุ่นได้แผ่ซ่านไปทั่วร่างตน
“คงมีส่วนผสมพิเศษบางอย่างอยู่จริง” เด็กหนุ่มให้ข้อสรุปอย่างตรงไปตรงมา พลางแหย่ฟรังก้าเล่น “อย่าเพิ่งรีบกินนัก ระวังก้างจะติดคอเอา”
“แค่ก้างไม่กี่แง่ง จะมาติดคอฉันได้เชียวหรือ?” ฟรังก้าหัวเราะในลำคอ
เธอกวาดตามองซ้ายขวา เห็นว่าบริกรได้ถอยห่างออกไปตามคำสั่งแล้ว จึงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ฉันครุ่นคิดมาสองวันแล้ว ก็ยังไม่เข้าใจว่าความแตกต่างระหว่างการใช้พิธีกรรมและคำสาป เพื่อส่งผลต่อชะตากรรมในอนาคตของเป้าหมาย กับการ ‘กระตุ้นชะตา’ โดยตรง”
“ในกรณีของพิธีกรรม ฉันยังพอเข้าใจ มันคือการอาศัยเลือด ญาติร่วมสายโลหิต และวัตถุเฉพาะของเป้าหมาย รวมถึงการสัมผัสที่เป็นไปตามข้อกำหนดของศาสตร์เร้นลับ เพื่อเปลี่ยนแปลงชะตากรรมในอนาคต แต่นั่นมิเท่ากับคำสาปหรอกหรือ?”
ลูเมี่ยนจัดระเบียบความคิดครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าว
“ในความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับที่ได้จาก ‘นักล่าชะตากรรม’ คำสาปคือคำสาปในระดับโชคชะตา เมื่อเทียบกับพิธีกรรมแล้ว มันเรียบง่ายกว่า เงื่อนไขที่ต้องบรรลุก็น้อยกว่า แต่ผลลัพธ์สูงสุดที่สามารถบรรลุได้นั้น มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก ไม่อาจกระทำการเกินเลยได้”
“ผู้ได้รับพรแห่งชะตากรรมหลายคน ชอบเรียกคำสาปเช่นนี้ว่า ‘การขยายชะตา’”
“มันจะส่งผลได้เพียง กระแสชะตาในช่วงสิบวินาทีถัดไปของเป้าหมายเท่านั้น อีกทั้งต้องสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมปัจจุบันและเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิด สิ่งเหล่านี้คือข้อกำหนดเบื้องต้นและเงื่อนไขจำเป็น ในการบรรลุคำสาปแห่งชะตา ซึ่งกระแสชะตาที่ต้องการจะขยาย ก็ต้องมีความเป็นไปได้ในระดับหนึ่ง ต้องมีโอกาสเกิดขึ้นจริงไม่ต่ำเกินไปนัก มิฉะนั้นอัตราความสำเร็จจะถือว่าริบหรี่”
“พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม หรือเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมก่อน เพื่อให้เหตุการณ์บางอย่างมีโอกาสเกิดขึ้นจริง แล้วจึงขยายโอกาสนั้น อา…ทั้งนี้ โอกาสต้องไม่ใช่ประเภทที่มีอัตราการเกิดต่ำด้วย”
กล่าวถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนจ้องหน้าฟรังก้า ยกฝ่ามือขวาขึ้น พลางทำท่าทางประกอบและยกตัวอย่างอย่างกระเซ้าเย้าแหย่
“ยกตัวอย่างเช่น คุณกำลังกินปลาอยู่ ผมก็สามารถใช้คำสาป ขยายโอกาสที่ก้างปลาจะติดคอคุณ แต่ไม่อาจขยายโอกาสที่เก้าอี้ของคุณจะพังครืน จนเศษไม้ทิ่มแทงร่างกาย”
เมื่อเด็กหนุ่มกล่าวจบ ฟรังก้าก็พลันชะงักงัน
หญิงสาวส่งเสียงกระแอมสองครั้ง บริเวณผิวลำคอปรากฏการเคลื่อนไหวบิดเกร็งเล็กน้อย
ไม่กี่วินาทีต่อมา ฟรังก้าก็ถ่มก้างปลาที่มีเลือดติดออกมา
“จำเป็นต้องสาธิตให้ดูด้วยหรือ?” ฟรังก้าบ่นอุบอิบ “ยังดีที่ลำดับของฉันตอนนี้ สามารถควบคุมลำคอได้ค่อนข้างดี จึงป้องกันปัญหาได้ด้วยตัวเอง เฮอะ…”
ฟรังก้าพลันชะงักคำพูด เว้นช่วงไปหลายวินาทีก่อนจะเอ่ยปาก
“ไม่อย่างนั้น ฉันคงต้องให้หมอช่วยแล้ว กลายเป็นขี้ปากชาวบ้านไปอีก!”
ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอ
“ผมสามารถช่วยคุณเอาออกได้ รวมถึงการขยายกระแสชะตาที่คุณจะเอาออกได้เอง”
ฟรังก้าถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
หลังจากกินปลาเฟือร์ทไปอีกชิ้น เธอก็พยักหน้ารับ พลางเอ่ยปาก
“ตอนนี้ฉันเข้าใจความแตกต่างระหว่างทั้งสามสิ่งแล้ว”
“คำสาป หรือก็คือการขยาย เป็นสิ่งที่ใช้ในการต่อสู้ มีจุดประสงค์หลักเพื่อก่อกวนและส่งผลต่อศัตรู ไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เกินจริง”
“พิธีกรรมต้องประกอบล่วงหน้า หากมีวัตถุที่เกี่ยวข้อง ก็สามารถทำให้ชะตากรรมของเป้าหมายดำเนินไปในทิศทางที่เราปรารถนา ด้วยประสิทธิภาพที่ค่อนข้างดี”
“แต่ทิศทางยังค่อนข้างกว้าง ไม่สามารถกำหนดได้อย่างแม่นยำนัก” ลูเมี่ยนช่วยเสริม “อย่างเช่น ผมสามารถทำให้คนผู้หนึ่งประสบเคราะห์กรรม แต่ไม่อาจกำหนดได้ว่า เขาจะโชคร้ายอย่างไร”
ฟรังก้าพยักหน้า
“ประสิทธิภาพยอดเยี่ยมยิ่งกว่าด้วยซ้ำ แถมยังแม่นยำกว่า” ลูเมี่ยนครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วอธิบาย “อีกทั้ง เนื่องจากพลังบางชนิดได้เกิดการกลายพันธุ์หลังจาก ‘นักล่าชะตากรรม’ ผสานรวมกับ ‘ยมทูต’ ส่งผลให้ความรู้ทางศาสตร์เร้นลับปะปนกัน จนผมไม่อาจแยกแยะได้ว่า สิ่งใดมีอยู่แต่เดิม สิ่งใดเป็นพลังเฉพาะตัวของผม เพียงแต่แน่ใจว่า ‘เนตรภัยพิบัติ’ กับ ‘กระตุ้นชะตา’ คือความพิเศษที่เกิดจากการผสานกับ ‘ยมทูต’”
เวลาที่เหลือ ทั้งสองเพลิดเพลินกับมื้อกลางวัน
เมื่อสิ้นสุดมื้ออาหาร ลูเมี่ยนชี้ไปยังปลาเฟือร์ทครึ่งตัวที่จงใจเหลือไว้ พลางกล่าวกับบริกร
“ช่วยห่อให้ด้วย”
บริกรมิได้ถามหาสาเหตุ เพียงปฏิบัติตามด้วยความเคารพ ฟรังก้าจึงหัวเราะเยาะหยัน
“ตระหนี่จังเลยนะ”
ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอพร้อมกับกล่าว
“นี่คือการฝึกเป็นพ่อทูนหัวน่ะ”
“อีกอย่าง ผมก็อยากรู้ว่าปลาชนิดนี้มันพิเศษอย่างไร”
……………………………………………………..