ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 707 กระตุ้น
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 707 กระตุ้น
ตอนที่ 707 กระตุ้น
ในอุโมงค์มืดมิดเงียบสงัด ฟรังก้าประคองเทวรูปนางมารต้นกำเนิด ซึ่งดูราวกับแกะสลักจากกระดูกขาวโพลน พลางบรรจงก้าวไปข้างหน้า ฝีเท้าแผ่วเบาจนแทบไร้เสียง
จินนาและลูเมี่ยนผู้ถือโคมไฟคาร์ไบด์เดินตามหลังทั้งซ้ายและขวา ไม่มีผู้ใดเอื้อนเอ่ยวาจา
อาศัยความรู้และความทรงจำเกี่ยวกับภูมิประเทศของ ‘นักล่า’ ทั้งสามได้เดินสำรวจบริเวณที่เคยได้มาซึ่งกระจกเงินโบราณจนทั่วทุกซอกทุกมุม อีกทั้งยังขยายขอบเขตครอบคลุมไปถึงอุโมงค์ใต้ดินสายต่างๆ และโพรงเหมืองที่เชื่อมต่อกันในละแวกใกล้เคียง
ทว่า เทวรูปนางมารต้นกำเนิดกลับไม่แสดงปฏิกิริยาผิดปกติแต่อย่างใด ทั้งฟรังก้าและจินนาก็มิได้รู้สึกถึงสิ่งใดเป็นพิเศษ
ฟรังก้าได้แต่ถอนหายใจพลางเอ่ยปาก
“นี่มันอะไร? จากสมมติฐานอันหาญกล้า กลับจบลงด้วยความล้มเหลวอันน่าอัปยศ!”
เธอยังไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจ แต่ประสงค์จะกลับขึ้นสู่พื้นผิวก่อน เพื่อติดต่อกับ ‘007’ และอาศัยบันทึกเกี่ยวกับความผิดปกติใต้ดินของทางการ เพื่อค้นหาพื้นที่ที่อาจมีพลังของนางมารลำดับสูงหลงเหลืออยู่
ลูเมี่ยนผู้ผ่านเหตุการณ์ศาสตร์เร้นลับมานักต่อนัก กวาดสายตามองโดยรอบ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยปาก
“จะลองสำรวจอีกครั้งก็ได้ คราวนี้ผมจะดับโคมไฟคาร์ไบด์”
“ในศาสตร์เร้นลับ ‘นางมาร’ และโลกในกระจกมักผูกพันกับคำเปรียบเปรยถึงความมืดมิด ความชั่วร้าย และความลึกล้ำเสมอ บางที เมื่อปราศจากแสงสว่าง อาจเกิดปฏิกิริยาบางประการที่ละเอียดอ่อน”
“ปฏิกิริยาที่ละเอียดอ่อน…คุณกำลังทำการทดลองทางเคมีหรือ?” ฟรังก้าจิกกัดพลางหัวเราะในลำคอ แต่ก็เลือกที่จะเชื่อฟัง
เธอหันไปกล่าวกับจินนาว่า
“นำเศษชิ้นส่วนโลกในกระจกของเธอขึ้นมาถือไว้ เมื่อจะลอง ก็ควรลองให้ครบถ้วน”
เมื่อจินนาหยิบเศษชิ้นส่วนโลกในกระจกที่ได้มาจากห้องฝังศพของตระกูลทามาร่าขึ้นมา ลูเมี่ยนก็บิดสวิตช์ ดับโคมไฟคาร์ไบด์ลง
อุโมงค์อันเงียบสงัดพลันจมดิ่งสู่ความมืดสนิท แม้แต่ลูเมี่ยนผู้เป็น ‘นักล่า’ ก็มิอาจมองเห็นสิ่งใด
“จะจับแขนเสื้อของฉันก็ได้นะ” จินนาเอ่ยเสนอด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ “หรือไม่ก็เปิดเนตรวิญญาณ แล้วตามรอยแสงพลังวิญญาณของพวกเรา”
ลูเมี่ยนยิ้มพลางเอ่ยตอบ
“ฟังดูเหมือนผมอ่อนแอจังเลยนะ กำลังข่มกันอยู่หรือ?”
“คุณลืมไปแล้วหรือไง เพียงแค่ผมเปลี่ยนสภาวะของชีวิต ก็สามารถมองเห็นในความมืดได้แล้ว”
จินนานิ่งเงียบไปสองอึดใจก่อนเอ่ยตอบ
“บัดซบ! พูดจาให้มันดีๆ กว่านี้ไม่ได้รึไง!”
“ใช่ๆ” ฟรังก้าแสดงความเห็นพ้องอย่างยิ่ง “จินนาเป็นห่วงคุณจากใจจริง แต่นอกจากไม่รับน้ำใจแล้ว ยังจะเยาะเย้ยเธออีกสองประโยค”
“นักล่าก็แบบนี้แหละ” ลูเมี่ยนเอ่ยพลางหัวเราะ กระตุ้นรอยประทับสีดำบนร่าง แปรสภาพเป็นสิ่งมีชีวิตเงา
เด็กหนุ่มหลอมรวมเข้ากับความมืด ติดตามฟรังก้าและจินนาสำรวจพื้นที่แห่งนี้เป็นครั้งที่สอง
ขณะผ่านมุมหนึ่งของโพรงเหมือง ฟรังก้าพลันรู้สึกว่า เทวรูปกระดูกขาวในมือสั่นไหวแผ่วเบา
“มีปฏิกิริยาแล้ว มีปฏิกิริยาแล้ว!” เธอร้องเสียงดังด้วยความปีติ
ลูเมี่ยนแยกตัวจากเงามืดในทันที กลับคืนร่างมนุษย์ แล้วปล่อยให้ดวงตาสีน้ำเงินแปรเปลี่ยนเป็นสีเงินดำในบัดดล
ในความมืดสนิท เด็กหนุ่มเห็นสายธารแห่งชะตาสีปรอทของฟรังก้ากับจินนา
ท่ามกลางการพินิจอันยาวนาน จนพลังวิญญาณถูกผลาญอย่างรวดเร็ว ลูเมี่ยนค้นพบความเป็นไปได้หนึ่งในแม่น้ำสาขา ซึ่งแสดงถึงโชคชะตาในอนาคตของฟรังก้า
มันอาจเกิดขึ้นในอีกสิบวินาทีหรือนานกว่านั้น แต่โอกาสเกิดเพียงน้อยนิดเหลือเกิน จนไม่สามารถ ‘ขยาย’ ได้ด้วย ‘คำสาป’
ลูเมี่ยนมิได้ลังเลเลย เพียงยื่นฝ่ามือขวาไปหาฟรังก้า
ฟรังก้าผู้มีเนตรมองกลางคืน เห็นท่าทีของเด็กหนุ่ม และสังเกตเห็นดวงตาสีเงินดำ ก็ถึงกับตกใจสะดุ้ง
“ค…คุณจะทำอะไร?”
เธอมิได้หลบเลี่ยง เพราะเชื่อใจลูเมี่ยนโดยไม่กังขา
ลูเมี่ยนปลุกเร้าพลังวิญญาณ ให้มันแปรเปลี่ยนเป็นสายธารมายาอันบ้าคลั่ง พุ่งทะยานออกจากฝ่ามือของตน
โชคชะตาของฟรังก้าพลันถูกกระแสธารอันเชี่ยวกรากนี้ ผลักดันไปสู่อนาคตบางห้วง
ฟรังก้าพลันเกิดความคิดวาบขึ้นมา จึงกล่าวว่า
“คุณกำลังส่งอิทธิพลต่ออนาคตของฉัน ผลักดันให้อนาคตที่ ‘ฉันสามารถใช้ประโยชน์จากมลทินตกค้างของที่นี่’ ให้กลายเป็นจริงขึ้นมา?”
“บัดซบ! ฉันดันเกิดไอเดียขึ้นมาจริงๆ ด้วยสิ มาลองดูกันเถอะ!”
ลูเมี่ยนผู้สูญเสียพลังวิญญาณไปมาก ยิ้มพลางเอ่ยตอบ
“ชีวิตมันสั้น ลองดูสักหน่อยจะเป็นไรไป?”
“…” ฟรังก้ารับรู้ถึงการเยาะเย้ยได้อย่างชัดเจน จึงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางเอ่ยตอบ “กลับไปเมื่อไร ฉันจัดการคุณแน่!”
ขณะที่เอ่ยวาจา ฟรังก้าก็วางเทวรูปนางมารต้นกำเนิดที่ทำจากกระดูกขาว ลงบนก้อนหินที่ยื่นออกมาตรงมุมโพรงเหมือง จากนั้นก็หยิบกระจกบานหนึ่งออกมาวางไว้เบื้องหน้าเทวรูป
ลูเมี่ยนเสกลูกไฟสีขาวโชติช่วงออกมา พลางมองดูฟรังก้าหยิบน้ำมันหอมระเหย สารสกัดดอกไม้ น้ำหอม และผงสมุนไพรที่อาจต้องใช้ ออกจากกระเป๋านักเดินทาง เตรียมพร้อมสำหรับการประกอบพิธีกรรม
เอ่อ…ลูเมี่ยนเหลียวมองไปทางจินนา จินนาก็พอดีหันมามองเขาเช่นกัน
ในขณะเดียวกัน ฟรังก้าก็หมุนกายมามองลูเมี่ยนและจินนา
ทั้งสามชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมกัน
“คุณสองคนก็คิดเหมือนกันหรือ?” ฟรังก้ากล่าวอย่างอารมณ์ดี “จินนาไม่ควรอยู่ที่นี่ เพราะไม่แน่ว่า สายตาของนางมารต้นกำเนิดอาจทอดมองมา”
สำหรับจินนาผู้เป็น ‘นางมาร’ สตรีโดยแท้ การถูกนางมารต้นกำเนิดสังเกตเห็นย่อมมิใช่เรื่องดีแน่นอน นั่นอาจหมายถึงความตายเลยทีเดียว
ลูเมี่ยนยิ้มพลางเอ่ยตอบ
“ผมจะพาจินนากลับไปก่อน ไว้คุณทำพิธีเสร็จแล้วค่อยกลับมา”
กล่าวจบ เด็กหนุ่มก็ยื่นมือจับไหล่จินนา
จินนาเอ่ยกับฟรังก้า
“วางใจเถอะ ฉันชำนาญเรื่องพวกนี้มาก” ฟรังก้าโบกมือด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข
ในฐานะสมาชิกนิกายนางมาร เธอคอยปฏิบัติตามคำสั่งของนางมารดำอย่างเคร่งครัด ทำพิธีสวดวิงวอนถึงนางมารต้นกำเนิดผ่านเทวรูปกระดูกขาวองค์นี้เป็นประจำ บางครั้งยังประกอบพิธีมิสซาเพียงลำพังด้วย
แต่แน่นอน หากนับเฉพาะการสวดวิงวอนต่อนางมารต้นกำเนิดโดยตรงผ่านพิธีกรรม หนนี้จะนับเป็นครั้งแรก
เมื่อลูเมี่ยนพาจินนาเทเลพอร์ตจากไป เหมืองหินร้างแห่งนี้ก็กลับคืนสู่ความมืดมิดอีกครา
ด้วยมีเทวรูปกระดูกขาวอยู่ ฟรังก้าจึงตัดสินใจใช้พิธีกรรมทวิภาค
หลังจุดเทียนที่แทนตัวเอง หญิงสาวผู้เปี่ยมด้วยความรู้ทางศาสตร์เร้นลับ ก็ลงมือวาดสัญลักษณ์และลวดลายอันสื่อถึงความปรารถนาของตน ลงบนแผ่นหนังแกะเทียม
จากนั้น เธอทำพิธีชำระกริชเงิน สร้างกำแพงวิญญาณ แล้วหยดน้ำมันกุหลาบกับน้ำหอมมัสก์ ลงในเปลวเทียนตามลำดับ
กลิ่นหอมอันซับซ้อนและเย้ายวนใจ แทรกซึมเข้าสู่จมูกของฟรังก้าในทันที ทำเอาจิตใจของเธอเริ่มหวั่นไหว อดไม่ได้ที่จะสูดดมเพิ่มอีกคำรบ
เมื่อจัดการทั้งหมดเสร็จ ฟรังก้าถอยหลังสองก้าว ท่ามกลางบรรยากาศอันเร้นลับและพร่างพราย เธอเปลี่ยนมาสวดพระนามของนางมารต้นกำเนิดด้วยภาษาเฮอร์มิส
“ต้นตอแห่งหายนะทั้งปวง สัญลักษณ์แห่งความพินาศและวันแตกดับ นางมารผู้ควบคุมปฐมกาล…”
ภายในบริเวณแท่นบูชา ตะไคร่น้ำจำนวนหนึ่งงอกเงยขึ้นกะทันหัน พันเกี่ยวกันเป็นเถาวัลย์ทอดตัวสูง ราวกับกำลังจ้องมองฟรังก้าอยู่
พื้นดินเริ่มอ่อนนุ่ม สายลมหนาวเย็นพัดกระโชก จนฟรังก้าสั่นสะท้านแผ่วเบา
ในขณะเดียวกัน ฟรังก้ารู้สึกว่ากลิ่นหอมที่แผ่ซ่านอยู่รอบตัว ยิ่งหวานฉ่ำขึ้น พร้อมด้วยกลิ่นอบอุ่นหอมหวนชวนให้แก้มร้อนผ่าว หูแดงระเรื่อ
ส่งผลให้แรงกระหายในใจเธอคึกคักขึ้น ภาพอันแสนงามตระการตาผุดขึ้นในห้วงความคิดทีละฉาก
ฟรังก้าข่มความร้อนผ่าวในกาย สลัดความรู้สึกไม่สบายทิ้งไป ก่อนจะใช้ภาษาเฮอร์มิสเล่าเรื่องที่โมรัน·อาวินีเป็น ‘คนในกระจก’ รวมถึงความต้องการที่จะจับตัวคนในกระจกผู้นี้ โดยพรรณนาในรูปแบบคำวิงวอนอย่างรวบรัด จากนั้นจึงกล่าวตามขั้นตอนมาตรฐานของพิธีกรรมว่า
“ข้าขออัญเชิญพลังแห่งกระจก”
“ข้าขอน้อมรับความโปรดปรานจากพระองค์”
“ขอให้ประตูถาวรสู่โลกในกระจก ปรากฏขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้”
“ดอกกุหลาบเอ๋ย สมุนไพรแห่งนางมาร โปรดส่งต่อพลังสู่คาถาของข้า”
“มัสก์เอ๋ย สมุนไพรแห่งนางมาร โปรดส่งต่อพลังสู่คาถาของข้า…”
เมื่อท่องคาถาจบ ฟรังก้าก็จุดไฟเผาแผ่นหนังแกะเทียม แล้ววางลงบนกระจกเงาเบื้องหน้าเทวรูปกระดูกขาว
ขณะที่แผ่นหนังแกะเทียมไหม้วอดวาย ฟรังก้าพบว่าแสงเทียนพลันริบหรี่ลง รอบด้านราวกับมีแผ่นกระจกฝ้าโปร่งแสงปรากฏขึ้นมาล้อมรอบชั้นหนึ่ง
พลังประหลาดบางอย่างถูกปลุกเร้าขึ้น รวมตัวกันที่กระจกเงาบานนั้น
กระจกเงาขนาดเท่าศีรษะคน พลันมืดดำลง กลายเป็นความมืดมนและเลือนราง
จากนั้น มันละลายเข้าไปในก้อนหินที่วางเทวรูปอยู่ ก่อนจะอันตรธานหายไป
วินาทีถัดมา แสงเทียนได้กลับคืนสู่ภาวะปกติ แต่กลิ่นหอมที่อวลอยู่ในอากาศ ยังคงทำให้จิตใจฟรังก้าไม่อาจสงบ ความคิดยังคงฟุ้งซ่าน ต้องใช้พลังใจอย่างมากในการควบคุมตนเอง
หลังเก็บเทวรูปกระดูกขาวและสิ่งของอื่นๆ จนเสร็จ ฟรังก้าก็สูดลมหายใจเข้า แล้วบรรจงผ่อนออกมา
“บัดซบ! เพียงเสน่ห์และความสุขสมเล็กน้อยที่แผ่ซ่านจากพิธีกรรม ก็เกือบทำให้เราหลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้น อยากเข้าใกล้ต้นกำเนิดแห่งเสน่หา อยากดื่มด่ำในความสุขสมที่พระองค์ประทานให้”
“สมแล้วที่เป็นนางมารต้นกำเนิด ผู้ครอบครองความสุขสม ผู้ครอบครองเสน่หาแห่งสตรี…”
“บัดซบ! เรานี่โง่แท้ ไฉนจึงหายใจลึกนักเล่า? กลิ่นรอบๆ ยังไม่จางหายเลยด้วยซ้ำ!”
“รีบตรวจดูว่ามีประตูสู่โลกในกระจกหรือไม่ แล้วกลับไปหาจินนาดีกว่า…”
ท่ามกลางกระแสความคิด ฟรังก้าเห็นเงาร่างของลูเมี่ยนปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็วตรงขอบเหมืองหินร้างแห่งนี้
“ทำไมถึงกลับมาอีกล่ะ?” ฟรังก้าตกใจ
ลูเมี่ยนตอบยิ้มๆ
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนก็พบว่า ภายใต้แสงเทียนอันริบหรี่ ดวงตาสีน้ำเงินดั่งผืนทะเลสาบของฟรังก้ากำลังส่องประกาย ราวกับสามารถดึงดูดดวงวิญญาณผู้อื่นให้จมดิ่งลงไป
คำพูดของลูเมี่ยนจึงชะงักงันทันที
หลังจากเว้นวรรคไปสองวินาที เขาก็เอ่ยเสริมว่า
“อีกอย่าง จินนาก็เป็นห่วงคุณ จึงบอกให้ผมรีบมาดูอาการ”
“ผมเชื่อว่า นางมารต้นกำเนิดคงจะยอมเข้าใจ ที่นางมารสุขสมผู้หนึ่งมีสหายที่ห่วงใยเธอ”
“อา…” ฟรังก้าพยักหน้ารับ พลางกัดริมฝีปาก แล้วชี้ไปทางก้อนหินนูน “ตรงนั้นดูเหมือนจะกลายเป็นประตูถาวรสู่โลกในกระจก พวกเราลองดูกันว่าจะเข้าไปได้หรือไม่”
ลูเมี่ยนไม่ได้ถามอะไรต่อ เพียงเดินไปทางก้อนหินนูนพร้อมกับฟรังก้า
ทั้งสองยื่นฝ่ามือขวาสัมผัสกับผิวหินเย็นเฉียบพร้อมกัน
แสงสลัวส่องสว่างวาบหนึ่ง ส่งผลให้ร่างทั้งสองอันตรธานไปจากตำแหน่งพร้อมๆ กัน
หลังประสบอาการมึนงงชั่วครู่ เส้นทางสลัวมืดอันเลือนราง ได้ปรากฏแก่สายตาของลูเมี่ยนและฟรังก้า โดยที่รอบด้านยังมี ‘อุโมงค์’ คล้ายคลึงกันอีกมากมาย พวกมันถักทอเข้าด้วยกัน ก่อเกิดเป็น ‘ใยแมงมุม’ ขนาดมหึมาอันซับซ้อนและลึกลับ
……………………………………………………..