ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 708 อิทธิพลตกค้าง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 708 อิทธิพลตกค้าง
ตอนที่ 708 อิทธิพลตกค้าง
นี่คือโลกในกระจกธรรมดาหรือ? ลูเมี่ยนเพ่งมองเส้นทางสลัวๆ อันเลือนรางที่ทอดตัวอยู่รายรอบ ราวกับตนเป็นเพียงแมลงที่ติดอยู่บนใยแมงมุมอันซับซ้อน ความหวาดกลัวอย่างไร้สาเหตุเริ่มเอ่อล้นอยู่ในใจ ประหนึ่งว่า จากส่วนลึกสุดของสถานที่ประหลาดแห่งนี้ อาจมีแมงมุมยักษ์สีดำสุดพิสดาร คืบคลานออกมาเมื่อใดก็ได้ เพื่อลากตนกับฟรังก้าลงสู่ความมืดมิดที่หมายถึงความพินาศ
“เส้นทางลวงตาแต่ละสายนี้ เชื่อมต่อกับกระจกบานหนึ่งหรือ?” เสียงของฟรังก้าพลันดังขึ้นข้างหูของลูเมี่ยน ใกล้เสียจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ
ในเวลาเดียวกัน ลูเมี่ยนได้กลิ่นหอมหวานอบอุ่น เส้นเลือดในกายพลันเต้นตุบอย่างไร้สาเหตุ ทั้งกายและใจผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ฟรังก้าย่างกรายมาชิดใกล้เขาแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ ดวงตาเป็นประกายขณะกวาดมองไปรอบด้าน
ลูเมี่ยนผงกศีรษะรับ
“ตามทฤษฎีก็ใช่”
“ไม่เสมอไป!” ฟรังก้าพูดเองคัดค้านเอง “อาจเชื่อมต่อกับมิติลึกลับบางแห่งก็ได้”
“ก็จริง…” ลูเมี่ยนนึกถึงความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโลกในกระจกที่ตนเคยศึกษามา
เด็กหนุ่มถอนหายใจแผ่วเบา แล้วก้าวไปข้างหน้าพลางเอ่ยปาก
“ผมคิดว่า ในกรณีแบบนั้นก็ยังคงเชื่อมต่อกับกระจก เพียงแต่เป็นกระจกที่อยู่ในมิติลึกลับเหล่านั้น”
มิรอให้ฟรังก้าตอบ เด็กหนุ่มชี้ไปยังเส้นทางสลัวๆ อันเลือนรางเบื้องหน้า
“หากไม่เข้าใจกฎเกณฑ์ของพิกัด รวมถึงวิธีกำหนดตำแหน่งของโลกในกระจก การเตร็ดเตร่อยู่ในนี้อย่างไร้จุดหมายนับว่าอันตรายอย่างยิ่ง ถ้าโชคดีก็อาจเพียงไปถึงกระจกผิดบาน ต้องย้อนกลับสู่โลกความจริง แต่ถ้าโชคร้าย อาจไปถึงกระจกที่นำพาสู่สถานที่อันตราย ออกไปก็ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูน่าสะพรึงกลัว ส่วนผู้ที่โชคร้ายที่สุด…”
กล่าวถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนพลันหยุดชะงักไป
ฟรังก้าเบียดกายเข้ามาใกล้เด็กหนุ่มอีกครั้ง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ผู้ที่โชคร้ายที่สุด จะเป็นเช่นไร?”
“ก็คง…หลงทางอยู่ในโลกกระจกแห่งนี้ชั่วนิรันดร์ ยามมีชีวิตก็ไม่พบเจอผู้ใด ยามสิ้นลมก็ไม่เหลือร่างไร้วิญญาณ” ลูเมี่ยนระงับสติอารมณ์ แล้วลองก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มรู้สึกราวกับว่า เส้นทางสลัวๆ อันเลือนรางได้แปรเปลี่ยนเป็นวังวนมหึมา กำลังดึงดูดให้ตนร่วงหล่นลงไป
ฟรังก้าก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกคล้ายคลึงกัน พลังวิญญาณส่งสัญญาณเตือนภัยอย่างแรงกล้า
ทั้งสองถอยหลังพร้อมกันหนึ่งก้าว หลุดพ้นจากแรงดูดของวังวนน่าสะพรึงกลัว
“อันตรายจริงๆ” ฟรังก้าเอ่ยอย่างสะท้อนใจ “เพียงแค่เข้าใกล้เส้นทางลวงตาเหล่านี้ โดยมิได้คิดจะล่วงล้ำเข้าไป ก็ยังถูกบีบให้ร่วงลงสู่กระจกที่ไม่อาจล่วงรู้ ในสถานการณ์แบบนี้ คงได้แต่พึ่งพาโชคชะตาของพวก ‘ผู้ชนะ’ หวังเพียงว่าจุดหมายจะไม่เลวร้ายเกินไปนัก อา…พลัง ‘ขยายชะตา’ หรือ ‘กระตุ้นชะตา’ ของคุณก็น่าจะมีประโยชน์เช่นกัน”
ลูเมี่ยนผงกศีรษะรับ
“เดิมทีผมเข้าใจว่า โลกในกระจกกับโลกวิญญาณเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น พลัง ‘เทเลพอร์ต’ ก็น่าจะใช้ในมิติแห่งนี้ได้เช่นกัน แต่กลับกลายเป็นว่า แม้จะมีความเชื่อมโยง แต่ก็ไม่มากพอที่จะรองรับการ ‘เทเลพอร์ต’ ของผม มิใช่ว่าไม่อาจสัญจรได้ หากแต่อันตรายเกินไป โอกาสหลงทางแทบจะหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม”
“หากยังไม่ชำนาญพลังที่เกี่ยวกับโลกในกระจกโดยตรง เว้นเสียแต่จะได้รับความช่วยเหลือจากนางมารหรือ ‘ผู้ฝึกหัด’ ลำดับสูง ผมไม่แนะนำให้เราดักซุ่มโมรัน·อาวินีอยู่ที่นี่”
เมื่อเห็นฟรังก้าผงกศีรษะอย่างครุ่นคิด ลูเมี่ยนก็แอบถอนหายใจโล่งอก แล้วเอ่ยเย้าด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
“คุณกลับเป็นปกติแล้วสินะ?”
“หา?” ฟรังก้าตะลึงงันครู่หนึ่ง ก่อนจะฉุนเฉียวด้วยความอับอาย “ก็มันช่วยไม่ได้นี่! ยามใช้พิธีกรรมวิงวอนขอความช่วยเหลือจากนางมารต้นกำเนิด ย่อมหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงเชิงลบไม่ได้ บางครั้งก็ถูกล่อลวง บางครั้งก็รู้สึกเจ็บปวด บางครั้งจิตใจหดหู่ ราวกับเป็นโรคจิตชั่วคราว บางครั้งร่างกายก็แข็งทื่อไปชั่วขณะ ประหนึ่งกลายเป็นรูปปั้นหิน…”
หลังจากได้เป็นสมาชิกทางการของนิกายนางมาร ‘นางมารดำ’ ก็ได้สอนความรู้ศาสตร์เร้นลับมากมายแก่ฟรังก้า โดยเฉพาะการสวดภาวนาและวิงวอนต่อ ‘นางมารต้นกำเนิด’
เกี่ยวกับประเด็นนี้ ‘นางมารดำ’ มีความเห็นว่า
ในฐานะผู้ประกอบพิธี ตัวพิธีกรรมเองจะให้การปกป้องบางประการ ช่วยให้ได้รับผลข้างเคียงจาก ‘ออร่าต้นกำเนิด’ ในระดับต่ำมาก เมื่อพิธีกรรมสิ้นสุดลง เพียงอดทนสักสิบกว่าถึงยี่สิบวินาทีก็พอ สิ่งเดียวที่ต้องระวังคือ ตัณหาราคะอันเกิดจากการถูกต้นกำเนิดล่อลวง จะมีรากเหง้าจากภายในตัวเอง ส่งผลให้จางหายช้ากว่า แต่นางมารคนใดบ้างจะไม่มีคนรักสักสองสามคน? จึงไม่จำเป็นต้องกังวลกับเรื่องนี้มากนัก
ฟรังก้ายิ่งพูด ท่าทีก็ยิ่งฉะฉาน แม้จะรู้สึกผิดอยู่เล็กน้อยก็ตาม
“นั่นเป็นถึงเทพแท้จริงเชียวนะ แม้อิทธิพลจากออร่าตกค้างจะมีเพียงเล็กน้อย แต่ฉันจะต้านทานได้อย่างไร?”
“หากไม่ใช่เพราะฉันคือผู้ประกอบพิธี ป่านนี้คงควบคุมตัวเองไม่อยู่ จนปลดปล่อยสัญชาตญาณดิบออกมาแล้ว”
เมื่อกล่าวถึงสัญชาตญาณดิบ ฟรังก้าถึงกับขำตัวเอง
เมื่อมาถึงโลกในกระจก เธอใช้คำว่า ‘ต้นกำเนิด’ แทนคำว่า ‘นางมารต้นกำเนิด’ มาโดยตลอด เพื่อหลีกเลี่ยงการหมิ่นเทพ
ลูเมี่ยนครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยปาก
“การวิงวอนต่อเทพแท้จริงองค์อื่นไม่เป็นแบบนี้ เว้นเสียแต่จะมีผู้หมิ่นเทพภายในกำแพงวิญญาณ”
“แล้วใครใช้ให้สภาวะของต้นกำเนิดผิดปกติเล่า?” ฟรังก้าเคยคิดถึงสาเหตุมานานแล้ว “อย่าคิดว่าคุณเป็น ‘นักพรต’ แล้วจะอดทนได้ หากตอนนั้นคุณอยู่ในกำแพงวิญญาณด้วยกัน และมิได้เป็นผู้ประกอบพิธี…หึๆ ป่านนี้ฉันคงได้เห็นสัญชาตญาณดิบของคุณแล้ว”
กล่าวมาถึงตรงนี้ เธอกวาดตามองลูเมี่ยนขึ้นลงสองสามที มุมปากยกขึ้น แล้วหัวเราะในลำคอพลางกล่าว
“คุณเองก็ใช่ว่าจะไม่มีปฏิกิริยาเลยสักหน่อย…หรือเพราะกลัวตัวเองจะอดใจไม่ไหว ถึงได้ตั้งใจเย้าแหย่สภาพของฉัน ทำให้สถานการณ์ชวนกระอักกระอ่วน?”
โดยไม่รู้ตัว ลมหายใจของฟรังก้าเริ่มหนักอีกครั้ง
ลูเมี่ยนแค่นเสียง ‘ฮึ’
“ตอนที่ผมมาถึง อิทธิพลตกค้างรอบๆ แท่นบูชายังจางหายไปไม่หมด ยังมีกลิ่นหอมประหลาดอบอวลอยู่ อีกฝ่ายเป็นถึงเทพแท้จริงเชียวนะ ออร่าตกค้างของเทพแท้จริงน่ะ แม้จะเพียงเล็กน้อย แต่ผมจะต้านทานได้อย่างไร?”
เด็กหนุ่มหยิบคำพูดของฟรังก้ามาล้อเลียน
“แน่ใจหรือ? เพียงเพราะออร่าตกค้างจริงหรือ?” ดวงตาสีฟ้าดั่งผืนทะเลสาบของฟรังก้า หรี่ลงอย่างเอาเรื่อง ราวกับกำลังถูกอีกฝ่ายท้าทาย
ในม่านตาของเธอปรากฏประกายอีกครั้ง ระยิบระยับดุจดั่งเศษแสงอาทิตย์โปรยปราย
ลูเมี่ยนถอนหายใจ ก้าวเฉไปด้านข้าง แล้วคว้าต้นแขนของฟรังก้าไว้
“ผมจะพาคุณกลับไปก่อน จินนากำลังรออยู่”
“จะกลับแล้วหรือ?” ฟรังก้าถามกลับด้วยความประหลาดใจ “ไม่สำรวจโลกในกระจกให้ถี่ถ้วนอีกสักหน่อย คิดหาวิธีใช้ประโยชน์จากที่นี่หรือ?”
“ผมมีวิธีแล้ว” ลูเมี่ยนดึงร่างของฟรังก้าที่เอนเข้ามาหา ออกจากโลกแห่งความมืดมิดที่มีอุโมงค์ลวงตาดั่งใยแมงมุม
หลังจากกลับมาถึงโพรงเหมืองหิน ฟรังก้าที่ถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปแล้ว ได้รีบไต่ถาม
“วิธีอะไร?”
ลูเมี่ยนเตรียมกระตุ้นรอยประทับสีดำบนบ่าขวา พลางตอบอย่างไร้อารมณ์ว่า
“พลังพันธสัญญา”
เด็กหนุ่มตั้งใจจะทำพันธสัญญากับสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่มีพลังเดินทางข้ามกระจก เพื่อให้ได้มาซึ่งพลังนั้น!
อีกอย่าง เขายังไม่ได้ตัดสินใจว่า ครั้งนี้จะทำพันธสัญญากับพลังสามชนิดใด นี่จึงถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในนั้น
“จริงด้วย พลังพันธสัญญา…” ฟรังก้ารู้สึกดีใจอยู่ในที
ขณะเดียวกัน เธอสังเกตเห็นว่า ลูเมี่ยนยังคงเอาแต่ยืนนิ่ง จึงเกิดความเข้าใจบางอย่าง พลางโน้มกายเข้าไปกระซิบข้างหูอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มยียวน
“ไม่ใช่ว่าจะ ‘เทเลพอร์ต’ หรอกหรือ ทำไมยังไม่ออกเดินทางอีก? พลัง ‘ข้ามโลกวิญญาณ’ ของคุณไม่ได้เชื่องช้าแบบนี้สักหน่อย…กำลังอดกลั้นอะไรอยู่หรือ?”
เสียงของฟรังก้าเพิ่งจะเงียบลง ร่างของคนทั้งสองก็อันตรธานหายไปจากโพรงเหมืองหินอันมืดมิด
…………
ยามเย็น ณ อพาร์ตเมนต์ที่ลูเมี่ยนเช่าอยู่
ปลาเฟือร์ทไฟที่ยาวเกือบหนึ่งเมตร ถูกจัดวางบนโต๊ะอาหาร โดยมีลุดวิกกำลังถือมีดสำหรับเด็ก คอยผ่าหนังปลาเหลืองกรอบที่ค่อนข้างแข็ง ไล่จากตรงส่วนที่บางที่สุด เขาบรรจงแล่เนื้อปลาขาวนุ่มออกมาชิ้นแล้วชิ้นเล่า
ลูเมี่ยนเหลือบมองฟรังก้าที่เปลี่ยนมาสวมชุดนักล่าสีอ่อน พบว่า ‘นางมารสุขสม’ ผู้นี้เริ่มหลบสายตา ใบหน้าแฝงไว้ด้วยความกระอักกระอ่วน
เธอดูราวกับกำลังคร่ำครวญ
“ฆ่าฉันเถอะ!”
“มันน่าอับอายเกินไป ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว!”
ลูเมี่ยนที่แต่เดิมก็รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง กลับยิ้มออกมาหลังจากเห็นท่าทีของอีกฝ่าย
เด็กหนุ่มขยับริมฝีปาก กล่าวแก่ฟรังก้าอย่างไร้เสียง
“ช่วงเวลานักปราชญ์นี่ดีจริงๆ”
แม้ฟรังก้าจะอ่านริมฝีปากไม่ออก แต่ก็ยังสัมผัสถึงการเยาะเย้ยของลูเมี่ยน
ความสุขสมอันตรายเหลือเกิน!
ความสุขสมอันตรายเหลือเกิน!
ไม่ว่าจะเป็นบุรุษ สตรี หรือผู้ที่มิใช่ทั้งสอง เมื่อความสุขสมเข้าครอบงำสติปัญญา ก็ล้วนแต่จะแสดงสารพัดพฤติกรรมที่ทำให้ตัวเองอับอายจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี!
น่าอับอายเกินไปแล้ว!
ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว!
ในขณะนี้ ฟรังก้าอยากให้พื้นดินแยกออกเป็นช่อง ตนจะได้ลงไปหลบซ่อน
อ็องโตนีที่นั่งเงียบอยู่ข้างโต๊ะอาหาร มองลูเมี่ยนหนึ่งที แล้วมองฟรังก้าอีกที ก่อนจะเบนสายตากลับ
ในที่สุด ลุดวิกก็แล่ส่วนที่มนุษย์กินไม่ได้ออกจนหมด เหลือเพียงเนื้อปลาเป็นแผ่นๆ เต็มหม้อซุปถึงสามใบ
ฟรังก้าเริ่มแช่แข็งหม้อใบหนึ่งไว้ด้วยน้ำแข็ง แล้วเก็บใส่ ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ของตน สำรองไว้ใช้ในภายภาคหน้า ส่วนลุดวิกผลักอีกหม้อให้ลูกาโน พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็กน้อย
“ตอนค่ำทำซุปครีมหอยลายใส่เนื้อปลาได้ไหม?”
“ได้” ลูกาโนตอบตกลงในทันที
เขาพยายามควบคุมมิให้สายตาของตน เหลือบมองสองนางมารอย่างฟรังก้าและจินนา เพราะรู้สึกว่านั่นเป็นการเสียมารยาทต่อนายจ้าง
ตามความเห็นของเขา นางมารทั้งสองต้องเป็นคนรักของนายจ้างไม่ผิดแน่
เขาแอบชื่นชมอยู่ในใจ
สมแล้วที่เป็นเจ้านาย ถึงกับมีนางมารเป็นคนรัก แถมยังมากถึงสองคน!
แม้แต่โรซายล์มหาราชในกาลก่อน ก็ยังมีแค่คนเดียวเท่านั้น
หลังจากราดน้ำมะนาวจำนวนมากลงในหม้อซุปที่ใส่เนื้อปลา ลุดวิกก็ผลักมันไปให้ลูเมี่ยน
ความนัยของเขาไม่ซับซ้อน ถึงเวลาต้องใช้เลือดของผู้วิเศษเส้นทาง ‘นักล่า’ แล้ว
“ต้องการเท่าไร?” ลูเมี่ยนถาม
“ให้เพียงพอต่อการคนให้ทั่วก็พอ” ลุดวิกทำท่าราวกับว่านี่คือข้อเรียกร้องต่ำสุด
จินนาเห็นดังนั้น จึงขมวดคิ้วเอ่ยถาม
“แต่ละคนต้องกินเท่าไรจึงจะได้ผลถาวร?”
ลุดวิกตอบด้วยสีหน้า ‘ไร้เดียงสา’
“ร่างกายต่างกัน ลำดับต่างกัน ปริมาณที่ต้องการก็ต่างกัน จะรู้แน่ชัดก็ต่อเมื่อได้ลิ้มลองเท่านั้น”
ลูเมี่ยนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แล้วเทเลือดของการ์ดเนอร์·มาร์ตินที่เหลืออยู่ทั้งหมดลงในหม้อซุป
เห็นว่ายังขาดอีกเล็กน้อย เด็กหนุ่มจึงใช้กริชเงินพิธีกรรม กรีดลงบนมือตัวเอง แล้วหยดเลือดลงไปราวยี่สิบถึงสามสิบมิลลิลิตร
ลุดวิกจ้องมองด้วยสีหน้าเปี่ยมความคาดหวัง
“นายไม่กังวลเรื่องพิษปนเปื้อนเลยหรือ?” ลูเมี่ยนถามด้วยน้ำเสียงจิกกัด
ลุดวิกส่ายหัว
“ปริมาณเท่านี้ยังถือว่าปลอดภัย”
ฟรังก้าพยายามทำตัวให้เป็นปกติ กล่าวอย่างขบขันว่า
“การพูดถึงพิษโดยไม่ระบุปริมาณ ล้วนเป็นการกล่าวอย่างไร้หลักการ”
“ถูกต้อง” ลุดวิกเห็นด้วยกับคำพูดของฟรังก้า พลางใช้ช้อนคนเนื้อปลาในหม้อซุป
หยดเลือดที่ดูราวกับยังคงลุกไหม้อยู่ เริ่มถูกเนื้อปลาขาวดูดซึมเข้าไป จนเนื้อปลาก็เริ่มไหม้อย่างช้าๆ
“ใส่น้ำแข็ง” ลุดวิกมองไปทางฟรังก้าและจินนา
นางมารทั้งสองลุกขึ้นพร้อมกัน ยื่นมือไปเหนือหม้อซุป
หยดน้ำแข็งสีขาวค่อยๆ ก่อตัวขึ้น ร่วงหล่นลงมาดั่งสายฝน ส่งผลให้อัตราการไหม้ของเนื้อปลาลดลงอย่างเห็นได้ชัด จนกระทั่งหยุดสนิท
ลุดวิกกระโดดลงจากเก้าอี้ แล้ววิ่งตึงตังเข้าไปในครัว อุ้มจานเงินหลายใบออกมา จากนั้นก็แบ่ง ‘ปลามะนาวน้ำแข็ง’ ให้ทุกคนคนละเจ็ดแปดชิ้น
“แค่นี้ก็พอแล้วหรือ?” จินนาถามพลางหัวเราะด้วยความประหลาดใจ
“หากไม่พอ ค่อยเพิ่มอีกสองสามชิ้นก็ได้” ลุดวิกตอบอย่างจริงใจ
จินนาอยากจะเอ่ยถ้อยคำติดปากออกมาตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อเห็นรูปลักษณ์ภายนอกของ ‘เด็กน้อย’ ลุดวิก เธอก็อดกลั้นเอาไว้
หญิงสาวชี้ไปยังจานอาหารของตนกับคนอื่นๆ พลางเอ่ยถาม
“แค่กินเนื้อปลาไม่กี่ชิ้น ทำไมถึงต้องขอเลือดจากลูเมี่ยนเยอะนักล่ะ?”
“เหตุใดไม่ทำให้น้อยลง ที่เหลืออีกครึ่งหม้อใหญ่ ค่อยเก็บไว้กินพรุ่งนี้ต่อ?”
ลุดวิกรีบกอดหม้อซุปตรงหน้าเอาไว้ พร้อมกับร้องเสียงดังว่า
“ของผม!”
“…” จินนาพลันรู้สึกเหมือนตนเองเป็นแม่มด ผู้พยายามแย่งขนมจากเด็กน้อย
ที่แท้ก็แอบเอาของหลวงมาเป็นของส่วนตัว…ลูเมี่ยนมองดูลุดวิก ส่ายหน้าอย่างขบขัน
“พอเป็นเรื่องกินก็ฉลาดขึ้นมาทันทีเลยนะ”
กล่าวจบ ลูเมี่ยนก็กวาด ‘ปลามะนาวน้ำแข็ง’ ในจานของตนเข้าปากจนเกลี้ยง
……………………………………………………..