ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 709 ‘คนครัว’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 709 ‘คนครัว’
ตอนที่ 709 ‘คนครัว’
รสเปรี้ยวของมะนาว เนื้อปลานุ่มหวานฉ่ำ กลิ่นหอมไหม้ รวมถึงรสหวานอ่อนๆ ที่ผสานกับกลิ่นคาวและความมันจากน้ำมัน กำลังระเบิดความรู้สึกอันหลากหลายภายในช่องปากของลูเมี่ยน มอบความเอร็ดอร่อยเกินกว่าที่เด็กหนุ่มเคยจินตนาการไว้
เขาเคยคิดว่า อาหารประเภทนี้คงมีรสชาติใกล้เคียงกับโอสถ ทั้งไม่อร่อยและรสชาติรุนแรง ใครเลยจะรู้ มันกลับนับได้ว่าเป็นสุดยอดอาหารเลิศรส
ถ้าเลือกได้ ลุดวิกย่อมชื่นชอบของอร่อยมากกว่า เราไม่ได้หลอกตัวเอง…ลูเมี่ยนเคี้ยวเนื้อปลาเจ็ดแปดชิ้นนั้นก่อนกลืนลงท้อง
ความรู้สึกแสบร้อนเล็กน้อย พลันแผ่ซ่านจากลำคอไปจนถึงกระเพาะ ราวกับว่าเขาเพิ่งดื่มเหล้ากลั่นไปหนึ่งจอก
ความรู้สึกนี้สงบลงอย่างรวดเร็ว ไม่มีความผิดปกติใดตามมาอีก
“เกิดผลแล้วหรือ?” ลูเมี่ยนเหลือบมองไปทางลุดวิก
ลุดวิกส่ายหน้า
“ต้องรออีกสองถึงสามนาที จนกว่ากระเพาะของคุณจะดูดซึมมัน”
“เร็วถึงเพียงนี้เลย?” ฟรังก้าเอ่ยถามด้วยความตะลึง
เธอมิได้ไม่เคารพศาสตร์เร้นลับ ด้วยเคยดื่มโอสถมาก่อน ย่อมรู้ดีว่าโอสถสามารถออกฤทธิ์ในทันที แต่อาหารเลิศรสของลุดวิกกลับต้องอาศัยกระเพาะในการย่อยและดูดซึม ทว่ากลับละเมิดหลักการทำงานของกระเพาะโดยสิ้นเชิง
อีกอย่าง กระเพาะก็มิได้ดูดซึมทุกสิ่งเสียเมื่อไร!
ลุดวิกตอบอย่างจริงจัง
“ผลงานของ ‘คนครัว’ ล้วนถูกกระเพาะดูดซึมได้อย่างรวดเร็ว”
คนครัว…ลูเมี่ยนพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
เด็กหนุ่มจำได้ว่า หลายต่อหลายครั้งก่อนหน้านี้ ลุดวิกมักวิจารณ์สิ่งต่างๆ ด้วยสำนวนของผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร
ลุดวิกมิได้อธิบายต่อ เพียงก้มหน้าลง มองเข้าไปในหม้อซุปเบื้องหน้า แล้วกิน ‘ปลามะนาวน้ำแข็ง’ กองนั้นอย่างเอร็ดอร่อย
จินนากับคนที่เหลือเห็นดังนั้น จึงรีบกินเนื้อปลาในจานของตนเช่นกัน
สำหรับเด็กหนุ่มแล้ว นี่เป็นผลกระทบที่เล็กน้อยมาก อย่าว่าแต่จะเทียบกับความรู้สึกยามดื่มโอสถเลย กระทั่งความเจ็บปวดในยามที่เขาใช้เพลิงแผดเผาตัวเอง ก็ยังรุนแรงกว่านี้มากนัก
ผ่านไปครู่หนึ่ง ลูเมี่ยนกลับมาเป็นปกติ มองจากภายนอกมิอาจเห็นความพิเศษใดๆ
เขาเหลือบมองไปทางฟรังก้า จินนา และอ็องโตนีด้วยแววตากระเซ้า รอคอยให้ปลามะนาวน้ำแข็งออกฤทธิ์
ผ่านไปราวหนึ่งนาที ใบหน้าของพวกจินนาพลันแดงก่ำขึ้นมา ราวกับเพิ่งได้ลิ้มรสอาหารรสจัดจ้านบนที่ราบสูงในราชอาณาจักรเฟเนพ็อต
“ซี้ดด…” ลูกาโนเปล่งเสียงด้วยความเจ็บปวด พบว่าทุกลมหายใจเข้าออกล้วนแสบร้อน
ความรู้สึกนี้เกิดจากภายในร่างกายเขา ส่งผลให้แม้จะอยากรักษา แต่ก็ไม่รู้ว่าควรเริ่มจากตรงไหน
ผิวกายของฟรังก้าปกคลุมด้วยชั้นน้ำแข็งทันที เธอคงคิดจะใช้วิธีนี้บรรเทาความเจ็บแปลบบนผิวหนัง
แต่ก็เปล่าประโยชน์
หว่างคิ้วของจินนากับอ็องโตนีปรากฏร่องรอยความเจ็บปวด แต่ทั้งสองมิได้ทำการใดใหญ่โต เพียงอดทนต่อความไม่สบายกายต่อไป รอคอยให้ปลามะนาวน้ำแข็งปรับเปลี่ยนร่างกายจนสำเร็จ
สภาพเช่นนี้ดำเนินอยู่ราวสิบกว่าถึงยี่สิบวินาที จนกระทั่งสีหน้าของทั้งสี่เริ่มผ่อนคลายลงตามลำดับ
“รู้สึกยังไงบ้าง?” ลูเมี่ยนถามพลางยิ้ม
ฟรังก้าครุ่นคิดตามความเคยชิน ก่อนเอ่ยตอบ
“ผิวหนังและเนื้อในทุกตารางนิ้วราวกับถูกไฟเผา อา…ยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอก เหมือนจะเบากว่าเล็กน้อย…”
ขณะพูด เธอล้วงกล่องไม้ขีดออกจากกระเป๋านักเดินทาง ด้วยจิตวิญญาณอันแรงกล้าของ ‘นักทดลอง’ เธอจุดไม้ขีดสองก้าน แล้วนำมาจ่อกับหลังมือซ้ายของตน คงไว้ชั่วครู่หนึ่ง
สีหน้าของฟรังก้าค่อยๆ บิดเบี้ยว มือซ้ายฝืนทนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกระตุกกลับด้วยอาการสั่น
กล่องไม้ขีดร่วงลงสู่พื้นตามไปด้วย
“ก็ยังเจ็บมากอยู่!” ฟรังก้าแยกเขี้ยวยิงฟัน รายงานผลการทดลองแก่ลูเมี่ยนและจินนา
ลุดวิกแม้จะยุ่งวุ่นวาย แต่ตอบกลับมาหนึ่งประโยค
“มันไม่ได้บรรเทาความเจ็บปวด”
“บาดแผลเป็นยังไงบ้าง?” จินนาถามด้วยความห่วงใย
ฟรังก้ารีบมองหลังมือซ้ายของตน พบเพียงรอยไหม้จางๆ บนผิวขาวนวล ความเสียหายที่เกิดขึ้นถือว่าน้อยนิดมาก
“ได้ผลจริงๆ ถึงเปลวไฟพรรค์นี้จะไม่ได้ร้อนอะไรอยู่แล้วก็เถอะ…” สีหน้าของฟรังก้าผ่อนคลายลง
อ็องโตนีอีกฟากของโต๊ะอาหาร เอ่ยขึ้นอย่างระวังปาก
“ผมรู้สึกว่าตัวเองฉุนเฉียวกว่าปกติเล็กน้อย แต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้”
“ฉันก็มีอารมณ์ฉุนเฉียวเหมือนกัน แต่ไม่มากนัก” จินนากล่าวเสริม
ฟรังก้ากับลูกาโนต่างยืนยันถึงการมีอยู่ของปรากฏการณ์นี้ตามลำดับ
“เรื่องปกติ มีผลย่อมมีมลทิน” ลุดวิกกล่าวอธิบาย หลังกลืนปลามะนาวน้ำแข็งในปากลงคอ
จินนาและฟรังก้าพร้อมใจกันทอดสายตาไปยังลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนกางมือออก ยิ้มพลางเอ่ยปาก
“ผมไม่รู้สึกอะไรเลย”
มลทินจากปลามะนาวน้ำแข็งเพียงเท่านี้ แทบไม่นำพาสิ่งใดมาสู่เขา
ฟรังก้าไม่รู้ว่าตนควรอิจฉาดี หรือเห็นใจดี ครุ่นคิดอยู่สองสามวินาทีจึงกล่าวออกมา
“มันคล้ายกับเวอร์ชันลดระดับของ ‘ผู้ถือพันธสัญญา’ คือการรับเอาผลกระทบด้านลบบางประการมาไว้กับตัว เพื่อแลกกับคุณสมบัติเหนือธรรมชาติ อา…ประสิทธิภาพของคุณสมบัติอาจด้อยกว่า แต่ข้อดีคือไม่ต้องกระตุ้นเพื่อใช้งาน อีกทั้งผลกระทบด้านลบก็น้อยกว่าด้วย”
“หากได้วัตถุดิบในทำนองเดียวกันมาอีก จำเป็นต้องสอบถามให้กระจ่าง ถึงผลถาวรและผลกระทบด้านลบ เราไม่สามารถกินได้ทุกอย่าง ต้องมีการคัดสรร มิเช่นนั้นอาจก่อให้เกิดปัญหาโดยง่าย”
ลูเมี่ยนชำเลืองมองลุดวิกครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยปาก
“เรื่องนี้ก็ต้องดูที่ตัวบุคคลด้วย”
บางทีเส้นทาง ‘คนครัว’ หรือ ‘นักชิม’ อาจมีลำดับที่ช่วยลดผลข้างเคียงเชิงลบได้ เหมือนกับ ‘ภิกษุบิณฑบาต’ และ ‘นักพรต’ ที่ช่วยบรรเทาภาระของ ‘ผู้ถือพันธสัญญา’
ฟรังก้าเข้าใจความหมายของลูเมี่ยน จึงกล่าวต่อด้วยความตื่นเต้น
“อาหารและสุราปรุงที่ไม่มีผลถาวร ก็คล้ายคลึงกับยาประเภทต่างๆ ในเส้นทาง ‘นักปรุงยา’ นั่นเอง”
“ฉันเคยอิจฉา ‘ผู้ถือพันธสัญญา’ มาตลอด ใฝ่ฝันว่าตัวเองสามารถผสมผสานพลังได้อย่างอิสระ สร้างแบบแผนตัวละครที่เป็นเอกลักษณ์ขึ้นมา บัดนี้ ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่ต้องรับพรจากเทพมาร ในที่สุดก็มีโอกาสแล้ว แม้จะเป็นเพียงเวอร์ชันลดระดับก็ตาม”
คำพูดนี้สั่นคลอนจิตใจจินนาได้ไม่น้อย นางมารทั้งสองจ้องมองลุดวิกด้วยสายตาเป็นประกาย
ในสายตาของพวกเธอ เด็กชายมิใช่เพียง ‘ตัวประหลาดที่กินจุ’ ตามคำบอกเล่าของลูเมี่ยนอีกต่อไป หากแต่เป็นพ่อครัวเหนือธรรมชาติตัวน้อย ที่สมควรได้รับความรักและการดูแล
ลุดวิกยังคงสนใจเพียงกินปลามะนาวน้ำแข็งที่เหลือ โดยไม่แสดงปฏิกิริยาใดเกินพอดี
…………
ณ โพรงเหมืองหินแห่งหนึ่งในทรีอาร์ใต้ดิน
ฟรังก้า จินนา และอ็องโตนี ยืนอยู่ภายนอกกำแพงวิญญาณ คอยจับตามองลูเมี่ยนประกอบพิธีกรรม เตรียมรับพลังใหม่จากพันธสัญญาเพิ่มเติม
เนื่องจากได้ศึกษาข้อมูล ‘สรรพสัตว์แห่งโลกวิญญาณ’ ของมาดามเมจิกเชี่ยนจนถ้วนถี่แล้ว กอปรกับความรู้ที่ได้รับมาพร้อมกับพร ใช้เวลาเพียงไม่นาน ลูเมี่ยนก็คัดสรรเป้าหมายการทำพันธสัญญาได้สองชื่อ ซึ่งต่างก็อาจมีพลังในการข้ามผ่านกระจก
ตนแรกเป็นสัตว์โลกวิญญาณนาม ‘แจ็คผู้โชกเลือด’ อิงจากข้อมูลในบันทึก ทางภาคใต้ของอาณาจักรโลเอ็น เหล่าผู้คลั่งไคล้ศาสตร์เร้นลับและนักคติชนวิทยาได้พบว่า ขณะเล่นเกมทำนายดวงเกมหนึ่ง บุรุษรูปร่างพร่าเลือนคนหนึ่งได้ปรากฏกายในกระจก ทั่วกายชุ่มโชกด้วยโลหิต มือถือขวานใหญ่ โดยบุรุษดังกล่าวจะก้าวออกจากกระจก เพื่อสังหารทุกคนที่นั่นจนหมดสิ้น
อีกตนหนึ่งคือ ‘หนอนเพชรดาลาทรา’ เป็นข้อมูลที่มาพร้อมกับพร ‘ผู้ถือพันธสัญญา’ โดยมันสามารถมอบพลัง ‘ข้ามกระจก’ แก่คู่สัญญาได้ แต่ต้องบูชายัญด้วยอุกกาบาตที่ผิวกลายเป็นผลึกหนึ่งดวง จึงจะบรรลุเงื่อนไขในการผูกพันธสัญญา ผลข้างเคียงคือร่างกายจะมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้น และส่วนสูงจะลดลง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ลูเมี่ยนอยากเรียกตนแรกมากกว่า แต่ก็ยังไม่แน่ใจนักว่า ‘แจ็คผู้โชกเลือด’ จะมีพลังคล้าย ‘ข้ามกระจก’ หรือไม่
ยามมองเปลวเทียนทั้งสามที่กำลังลุกไหม้ ลูเมี่ยนถอยหลังสองก้าว เอ่ยถ้อยคำภาษาเฮอร์มิสโบราณด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก
“เดอะฟูลจากต่างยุคสมัย”
“ผู้ปกครองลึกลับเหนือห้วงสายหมอกสีเทา”
“ราชันเหลืองดำผู้ครองพลังโชคลาภ”
“ข้าขอวิงวอนพระเมตตาจากท่าน”
“ขอการเฝ้ามองจากท่าน”
“ตัวข้า!”
“ขออัญเชิญในนามแห่งมหาเดอะฟูล”
“สัตว์ประหลาดที่เตร็ดเตร่ในห้วงมายา ผู้เข่นฆ่าที่ซ่อนกายในกระจก แจ็คจากดินแดนนองเลือด…”
เปลวเทียนสีดำอมเขียวพลันขยายตัว ก่อเกิดเป็นประตูพิศวงที่เต็มไปด้วยลวดลายลึกลับในม่านหมอกสีเทาจาง
ประตูบานดังกล่าวบรรจงแง้มออก ความมืดมิดทะลักล้นออกมาโอบล้อมกระจกบานที่ลูเมี่ยนจงใจวางไว้บนแท่นบูชา
กระจกพลันลอยสูง แล้วตั้งตรงโดยหันเข้าหาลูเมี่ยน ในนั้นสะท้อนภาพบุรุษร่างพร่าเลือนสวมเสื้อแจ็กเกตเก่าคร่ำ โลหิตไหลหยด มือลากขวานเล่มใหญ่
ลูเมี่ยนอ้าปาก ให้ลำคอและอกกังวานก้อง เปล่งภาษาลับแห่งชะตา
ถ้อยคำสีเงินผสมดำที่ดูคล้ายอักขระ ปรากฏขึ้นกลางอากาศทีละคำ ร่วงหล่นลงบนกระดาษหนังแกะเทียมตรงขอบแท่นบูชา ก่อเกิดเป็นพันธสัญญาสั้นๆ อันชวนพิศวง
ทันทีที่พันธสัญญาก่อตัว ลูเมี่ยนก็สถาปนาสายสัมพันธ์กับ ‘แจ็คผู้โชกเลือด’ สามารถรับรู้ถึงพลังและคุณสมบัติของมัน รวมถึง ‘ได้ยิน’ ข้อเรียกร้องของมัน
‘แจ็คผู้โชกเลือด’ มีพลังและคุณสมบัติด้าน ‘กระจก’ อยู่สามประการ โดยลูเมี่ยนตั้งชื่อให้ว่า ‘รอยประทับกระจกเงา’ ‘ซ่อนกายในกระจก’ และ ‘ข้ามกระจก’
‘รอยประทับกระจกเงา’ สามารถทิ้งรอยประทับที่กลับด้านกับความเป็นจริง ไว้บนกระจกบานหนึ่งโดยที่ผู้อื่นไม่อาจล่วงรู้ จุดประสงค์เพื่อกำหนดตำแหน่งของเป้าหมาย
‘ซ่อนกายในกระจก’ ช่วยให้ผู้ใช้งาน ซ่อนกายในจุดใดจุดหนึ่งของอุโมงค์มืดมิดเหล่านั้น โดยไม่ถูกแรงดึงดูดอันน่าสะพรึงกลัวลากไปยังกระจกอีกบาน
ส่วน ‘ข้ามกระจก’ คือพลังในการเคลื่อนผ่านอุโมงค์พิศวงเหล่านั้นในพริบตา
ทว่าข้อเรียกร้องของ ‘แจ็คผู้โชกเลือด’ คือ ต้องสังเวยด้วย ‘คนเป็น’ เก้าสิบเก้าชีวิต
ลูเมี่ยนครุ่นคิดครู่หนึ่ง เห็นว่าตนควรเลือก ‘รอยประทับกระจกเงา’ เพราะสิ่งที่ต้องการมากที่สุดในเวลานี้คือ การกำหนดตำแหน่ง ส่วน ‘ข้ามกระจก’ สามารถใช้ ‘ข้ามโลกวิญญาณ’ ทดแทนได้ ไม่จำเป็นต้องเดินทางในพริบตา
ดวงตาของเด็กหนุ่มพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเงินผสมดำ สะท้อนสายธารแห่งชะตาของ ‘แจ็คผู้โชกเลือด’
เขามิได้แสวงหาข้อมูลของอีกฝ่าย หากแต่ต้องการยืนยันบางสิ่ง ภายใต้การปกป้องของพิธีกรรม
หลังจากจ้องมองชั่วครู่ ลูเมี่ยนเปลี่ยนมาถามด้วยภาษาเฮอร์มิสโบราณ
“ขอเปลี่ยนข้อเรียกร้องได้หรือไม่?”
เขาไม่รู้ว่า ‘แจ็คผู้โชกเลือด’ จะเข้าใจหรือไม่ จะตอบสนองหรือไม่ แต่ลองดูสักตั้งก็ไม่เสียหาย หากไม่แล้ว เด็กหนุ่มก็ต้องเขียนจดหมายสอบถามมาดามเมจิกเชี่ยน ว่ามี ‘สิ่งมีชีวิตในกระจก’ ชนิดใดที่เหมาะสมกับตนอีกหรือไม่
เมื่อถามจบ ลูเมี่ยนก็เข้าสู่สภาวะการใช้พลัง ‘ขยายชะตา’ ทันที มองเห็นโชคชะตาของ ‘แจ็คผู้โชกเลือด’ ในสิบวินาทีข้างหน้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เด็กหนุ่มแสร้งทำท่าตื่นตระหนก ยกมือขึ้นลูบใบหน้า อาศัยจังหวะนี้ขยับมือขวา แอบทำท่าสัมผัสไปข้างหน้าอย่างแนบเนียน
เขาลงมือขยายลำธารแห่งชะตาสายหนึ่งแล้ว!
เพียงสองสามวินาทีต่อมา จิตของ ‘แจ็คผู้โชกเลือด’ ก็ส่งตรงมายังลูเมี่ยน ผ่านการเชื่อมโยงโดยภาษาลับแห่งชะตา
“ลากข้าออกจากกระจก!”
ลูเมี่ยนเลิกคิ้วเล็กน้อย เดินไปข้างหน้าสองก้าว ยื่นมือขวาไปยังกระจกที่ลอยเหนือแท่นบูชา
เพียงปลายนิ้วของเด็กหนุ่มสัมผัสกับผิวกระจก ก็พบว่าตรงนั้นกลายเป็นความว่างเปล่า ไร้ซึ่งตัวตนโดยสิ้นเชิง
ครั้นลูเมี่ยนสอดฝ่ามือเข้าไปในกระจกจนสุด มือที่เย็นเฉียบ ชุ่มชื้น และเหนียวเหนอะ ก็พลันคว้าข้อมือของเขาไว้
……………………………………………………..