ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 710 ‘สื่อสาร’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 710 ‘สื่อสาร’
ตอนที่ 710 ‘สื่อสาร’
ลูเมี่ยนมิได้ประหลาดใจแม้แต่น้อย เมื่อข้อมือของตนถูกฝ่ามือชุ่มชื้นจับกุมไว้
เด็กหนุ่มถึงกับเปล่งเสียงหัวเราะแผ่วเบา
“ก็ดี…อย่างน้อยก็เปื้อนแค่ข้อมือ ไม่ใช่ทั้งแขน”
ขณะเอ่ยปาก เขาก็ออกแรงกระชากถอยหลัง พลางรู้สึกถึงน้ำหนักอันผิดปกติจากอีกด้าน
มัดกล้ามของลูเมี่ยนพองขึ้น ร่างกายราวกับขยายใหญ่เล็กน้อย
ในที่สุด เด็กหนุ่มก็เห็นร่างที่สวมเสื้อแจ็คเกตอาบโลหิต ถูกตนกระชากออกจากผิวกระจกอันว่างเปล่า
หมอกควันสีดำอมเขียวพวยพุ่งออกมาพร้อมกัน ค่อยๆ ซึมเข้าสู่แผ่นหนังแกะจำลองที่จารึกด้วยพันธสัญญา
สัญญาฉบับดังกล่าวพลันเผาไหม้ตัวเอง แปรเปลี่ยนเป็นอักขระและตัวอักษรสีเงินผสมดำนับไม่ถ้วน เรียงร้อยต่อกันเป็นลวดลายอันซับซ้อนและเลือนราง พุ่งผ่านอาภรณ์ จมหายเข้าสู่บริเวณอกและท้องของลูเมี่ยน
เมื่อลากร่าง ‘แจ็คผู้โชกเลือด’ ออกจากกระจกได้สำเร็จ ลูเมี่ยนจึงถือว่าได้ทำตามข้อเรียกร้องของอีกฝ่ายแล้ว พันธสัญญาจึงบรรลุผลโดยปริยาย!
ขณะเดียวกัน ‘แจ็คผู้โชกเลือด’ ที่ยืนปักหลักอยู่เบื้องหน้าแท่นบูชา ได้เงยศีรษะขึ้น
ใบหน้าที่เละเทะด้วยเลือดของเขาหันมาทางลูเมี่ยน สองมือเงื้อขวานยักษ์ที่ยังมีเลือดหยด
ดวงตาทั้งสองของลูเมี่ยนแปรเปลี่ยนเป็นสีดำเหล็กได้สักพักแล้ว บนกระจกตาสะท้อนร่าง ‘แจ็คผู้โชกเลือด’ ที่ร่างกายมีเพียงสองสีเท่านั้น
สีหนึ่งคือสีแดงฉาน แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูของร่าง ‘แจ็คผู้โชกเลือด’ อีกสีหนึ่งคือสีขาวซีด มีขนาดเพียงเท่าหัวแม่มือเท่านั้น อยู่บริเวณท้องของ ‘แจ็คผู้โชกเลือด’ ถูกห้อมล้อมด้วยสีแดงฉานอันหนาแน่น
เหมือนกับหลวงพ่อคาลีตอนที่ยังไม่กลายเป็นวิญญาณอาฆาต ทั่วร่างมีจุดอ่อนเพียงตำแหน่งเดียว แต่มิได้อยู่ที่กายเนื้อ หากแต่ซ่อนอยู่ภายใน…ราวกับประกอบขึ้นจากเลือดเหนียวข้น ไม่ว่าจะบาดเจ็บอย่างไร สูญเสียเลือดมากเพียงใด ตราบใดที่ไม่ได้ทำลายแก่นแท้ การโจมตีก็แทบจะไร้ผล…คล้ายกับ ‘บิชอปกุหลาบ’ บนเส้นทาง ‘ผู้วิงวอนความลับ’ อยู่บ้าง แต่พ่วงแถมด้วยพลังที่เกี่ยวข้องกับกระจก…ลูเมี่ยนครุ่นคิดอย่างสงบ
ดวงตาสีแดงดุจใยแมงมุมของ ‘แจ็คผู้โชกเลือด’ เผยแววโหดเหี้ยมกระหายเลือด ขวานยักษ์ที่เงื้อขึ้นสูงฟันสับลงมาอย่างดุดัน หมายจะผ่าร่างของลูเมี่ยน
“ข้อตกลงเสร็จสิ้นแล้ว บัดนี้ข้าจะสังหารเจ้า!”
โครม!
ขวานยักษ์พลาดเป้าไม่โดนลูเมี่ยน กระแทกลงบนพื้นกลวงของเหมืองหิน จนเกิดรอยแยกลึก เศษหินและดินกระเด็นกระจาย
อาศัยความยืดหยุ่นอันเกินขีดจำกัดของมนุษย์ ลูเมี่ยนบิดร่างในท่วงท่าประหลาด พลิกตัวไปอยู่เบื้องหลัง ‘แจ็คผู้โชกเลือด’
เด็กหนุ่มพลิกแขนเล็กน้อย กำปั้นขวาพุ่งทะยานออกไปอย่างดุดัน
เปลวไฟสีขาวโชติช่วงลุกโชนขึ้นทันที ห่อหุ้มหน้ากำปั้น พันรอบแขนท่อนล่าง ทิ้งหางแสงสว่างไสว
ปุ! กำปั้นของลูเมี่ยนราวกับต่อยลงในหนองบึง ยิ่งลึกเข้าไปก็ยิ่งเละเทะ ยิ่งเหนียวหนืด
บึ้มบึ้ม! เด็กหนุ่มจุดระเบิดเปลวไฟสีขาวโชติช่วงที่ห่อหุ้มรอบกำปั้น เปิดช่องทางพุ่งทะลวงเข้าไป
กำปั้นและแขนท่อนล่างของเขา จมหายเข้าไปในร่างของ ‘แจ็คผู้โชกเลือด’ หยุดนิ่งตรงจุดที่มีสีขาวซีด
‘แจ็คผู้โชกเลือด’ ที่เตรียมจะบิดเอวและหลัง เพื่อฟาดขวานยักษ์ตวัดเป็นวงกว้าง มีอันต้องชะงักค้างไป ร่างกายพังทลายลงในพริบตา แปรสภาพเป็นลิ่มเลือดก้อนใหญ่ร่วงหล่นลงพื้น
ลิ่มเลือดเหล่านี้ยุบพองบิดเบี้ยว รวมตัวกันเป็น ‘แจ็คผู้โชกเลือด’ อีกครั้ง แต่บริเวณท้องยังคงมีช่องว่างเล็กน้อย ไม่ว่าอย่างไรก็เติมเต็มไม่ได้
เห็นภาพดังกล่าว เปลวเพลิงสีขาวโชติช่วงก็ลุกโชนขึ้นทั่วร่างของลูเมี่ยน โดยตั้งท่าเตรียมโจมตีด้วยสรรพกำลัง
ร่างของ ‘แจ็คผู้โชกเลือด’ พร่าเลือนในพริบตา หลบกลับเข้าไปในกระจกบนแท่นบูชา
ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอ ละทิ้งการไล่ล่า จบพิธีอัญเชิญวิญญาณอย่างไม่เร่งรีบ
เด็กหนุ่มบรรลุจุดประสงค์แล้ว ได้รับพลัง ‘รอยประทับกระจกเงา’ ตามพันธสัญญา!
การที่เขาอ่านสายธารแห่งชะตาของ ‘แจ็คผู้โชกเลือด’ มิใช่เพื่อรวบรวมข้อมูลของอีกฝ่าย หากแต่เพื่อยืนยันว่า สิ่งมีชีวิตประหลาดจากดินแดนโชกเลือดผู้นี้ มีเทวบารมีหรือไม่!
หาก ‘แจ็คผู้โชกเลือด’ ไร้ซึ่งเทวบารมี ลูเมี่ยนก็สามารถทำข้อตกลงที่เสี่ยงอันตรายต่อตัวเองได้ เพื่อหลีกเลี่ยงเงื่อนไขที่ต้องใช้เครื่องสังเวยเป็น ‘คนเป็น’ เก้าสิบเก้าคน แต่หาก ‘แจ็คผู้โชกเลือด’ มีเทวบารมี เด็กหนุ่มย่อมได้รับผลสะท้อนกลับแน่นอน เพียงแต่ในเวลานั้น เขาจะอยู่ภายใต้การปกป้องของพิธีกรรม มีหมอกสีเทาของมิสเตอร์ฟูลคอยดูแล จึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
ก็เพราะรู้แจ้งในสถานการณ์ ลูเมี่ยนจึงกล้าตกลงที่จะลาก ‘แจ็คผู้โชกเลือด’ ออกจากกระจก ปลดปล่อยอีกฝ่ายจากข้อจำกัดของพิธีกรรม
ความเป็นจริงพิสูจน์แล้วว่า ตราบใดที่คู่สัญญาสามารถสื่อสารกันได้ตามปกติ ย่อมสามารถลดราคาที่ต้องจ่ายในการทำสัญญาลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
แน่นอนว่า ผลข้างเคียงเชิงลบยังเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แม้ลูเมี่ยนจะได้รับ ‘รอยประทับกระจกเงา’ แต่ก็ยังจะดึงดูดเหตุการณ์ผิดปกติ รวมถึงภยันตรายอันน่าพิศวงที่เกี่ยวข้องกับกระจกได้ง่ายกว่าปกติ
เนื่องจากรอยแตกที่ ‘แจ็คผู้โชกเลือด’ ฟาดลงไปนั้น แผ่ขยายไปถึง ‘กำแพงวิญญาณ’ มันจึงค่อยๆ พังทลาย
ฟรังก้าไม่พลาดโอกาส ซักถามด้วยความอยากรู้ว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น
ลูเมี่ยนเล่าเรื่องการ ‘ต่อรอง’ ระหว่างตนกับ ‘แจ็คผู้โชกเลือด’ อย่างรวบรัด ก่อนจะยิ้มพลางกล่าวทิ้งท้าย
“ผมพยายามดั้นด้นเลื่อนเป็นลำดับ 5 ก็เพื่อให้สิ่งมีชีวิตชั่วร้ายเช่นนี้สามารถเจรจากันได้อย่างสงบ”
“นั่นเรียกว่าสงบหรือ?” ฟรังก้าอดหัวเราะออกมาไม่ได้
หญิงสาวถอนหายใจพลางเอ่ยต่อ
“หากมิใช่เพื่อเผชิญหน้ากับโมรัน·อาวินี ‘รอยประทับกระจกเงา’ ย่อมมิใช่ตัวเลือกที่ดีแต่อย่างใด ยามปกติคุณคงหาประโยชน์จากมันไม่ได้ เท่ากับสูญเสียโอกาสทำพันธสัญญาไปเปล่าๆ หนึ่งครั้ง”
ทั้งนี้เพราะลูเมี่ยนไม่มีพลังอื่นที่เกี่ยวกับกระจกเลย หากมิได้อาศัยประตูถาวรสู่โลกในกระจก ก็ย่อมไม่อาจผ่านกระจกได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการใช้ ‘รอยประทับกระจกเงา’ เพื่อระบุตำแหน่งเป้าหมาย
แต่ลูเมี่ยนกลับมิได้แยแส
“สมบัติปิดผนึกที่สอดคล้องกับตะกอนพลังของ ‘ฮิโซกะ’ อาจมีพลังแปลงกายเป็น ‘วิญญาณอาฆาต’ ซึ่งนั่นจะสามารถใช้ควบคู่กับ ‘รอยประทับกระจกเงา’ ได้”
“หวังว่านะ” ฟรังก้าเอ่ยด้วยความรู้สึกหนักใจ “นี่ก็คือข้อด้อยของ ‘ผู้ถือพันธสัญญา’ เมื่อเทียบกับ ‘คนเลี้ยงแกะ’ เมื่อใดที่ทำสัญญาและได้รับพลังมาแล้ว ก็ไม่อาจสละทิ้งได้ แม้ว่าพลังนั้นจะไร้ประโยชน์แล้วก็ตาม ยังคงเสียไปหนึ่งโควตา อีกทั้งยังนำพาผลข้างเคียงเชิงลบมาด้วย”
พลังจากพันธสัญญามักได้มาเพื่อตอบสนองความต้องการในช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อพ้นช่วงเวลานั้นไป ก็มักไร้ประโยชน์ เฉกเช่น ‘ใบหน้าของไนเซอร์’ ของลูเมี่ยน หลังจากที่ได้ต่างหู ‘คำลวง’ มาแล้ว ก็มักถูกใช้เป็นเพียงภาพลวงตาในยามต่อสู้บางคราวเท่านั้น
ลูเมี่ยนยิ้มพลางกล่าว
“ใครว่าไม่อาจสละทิ้งได้?”
“เอ่อ…” ฟรังก้าชะงักไปครู่หนึ่ง
ลูเมี่ยนยกมุมปากขึ้น เผยรอยยิ้มสดใสร่าเริง
“เพียงแค่สังหารผู้ที่ทำพันธสัญญาด้วย พันธสัญญาก็จะถูกยกเลิกโดยปริยาย”
ฟรังก้าและจินนาต่างอดที่จะสูดลมหายใจเฮือกไม่ได้
ผ่านไปครู่หนึ่ง ฟรังก้าจึงกล่าวติดตลก
“ดีมาก รักษารอยยิ้มนี้ไว้ นี่แหละคือรอยยิ้มของฆาตกร ไม่สิ รอยยิ้มของ ‘ยมทูต’”
“ถึงว่าทำไมคุณไม่ฆ่า ‘แจ็คผู้โชกเลือด’ แต่เพียงแค่ขู่ให้มันหนีไป ที่แท้ก็เพราะกังวลว่าพลังใหม่เอี่ยมของตัวเองจะสูญหายไปในพริบตา” จินนาพยักหน้าด้วยท่าทีครุ่นคิด “คุณบอกว่าคราวนี้จะทำพันธสัญญาสามครั้งสินะ? แล้วอีกสองครั้งเป็นพลังแบบไหนล่ะ?”
“ใช่” ลูเมี่ยนมิได้รีบร้อนประกอบพิธีครั้งที่สอง เพียงสนทนาอย่างผ่อนคลายว่า “ชนิดแรกคือพลังเสริมการป้องกัน หรือไม่ก็พลังสร้างตัวแทน อีกชนิดคือพลังสำหรับต่อกรกับอันเดด แต่อันหลังต้องรอสักระยะก่อนจึงค่อยพิจารณา”
สำหรับพลังชนิดแรก เขาอยากชดเชยกายเนื้อที่ยังอ่อนแอของตน ส่วนชนิดหลังคือการเติมเต็มจุดอ่อนที่ยังขาดวิธีต่อกรกับวิญญาณอาฆาตและอันเดด
“พลังสร้างตัวแทน…” ฟรังก้ากล่าวพลางยิ้ม “แค่อัญเชิญวิญญาณของ ‘นางมาร’ หรือ ‘นักทำนาย’ มาทำพันธสัญญาก็ได้แล้วนี่?”
ลูเมี่ยนแค่นหัวเราะ
“คุณคิดว่าผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้หรือ?”
“แต่นอกจากวิญญาณมารของ ‘นางมาร’ ที่สงสัยว่าเป็นนักบุญแล้ว ก็ไม่มีวิญญาณจำพวก ‘นางมาร’ หรือ ‘นักทำนาย’ คนใดให้ผมเลือกใช้อีก เหนือสิ่งอื่นใด ตัวผมในตอนนี้ยังทนรับผลข้างเคียงเชิงลบ จากการทำพันธสัญญากับครึ่งเทพไม่ไหวหรอก”
“อาจจะทนไหวก็ได้” ดวงตาของฟรังก้าเป็นประกายขึ้นมา “บางที ผลข้างเคียงเชิงลบอาจมีแค่การเปลี่ยนเพศ”
“นั่นเรียกว่า ‘แค่’ หรือ?” ลูเมี่ยนเดิมทีอยากจะล้อเลียนประโยคที่ฟรังก้าเคยกล่าวว่า ‘ชีวิตมันสั้น ลองดูสักหน่อยจะเป็นไรไป’ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าจินนา เขาจึงระงับความคิดนั้นไว้
ขณะเดียวกัน ฟรังก้าพลันบังเกิดความคิดแปลกประหลาด
“จำเป็นต้องทำพันธสัญญากับสิ่งมีชีวิตจากโลกวิญญาณ หรือสิ่งมีชีวิตประหลาดเท่านั้นหรือ?”
“ทำสัญญากับมนุษย์ได้ไหม? ฉันสามารถแบ่งปันพลัง ‘กระจกตัวแทน’ ให้ได้นะ”
นี่เป็นครั้งแรกที่ลูเมี่ยนคิดถึงประเด็นนี้ จึงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยตอบกลับไป
“จากความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับในหัวผม ไม่มีข้อใดระบุว่าทำไม่ได้…”
“แต่ช่างมันเถอะ พันธสัญญาในขอบเขตชะตากรรม อาจมีมลทินหรือผลกระทบซ่อนเร้นก็ได้”
“ก็จริง” ฟรังก้ายังคงมีเหตุผลพอควร
ขณะตอบ เธอก็นึกถึงปัญหาอีกข้อหนึ่ง
หากเราทำพันธสัญญากับลูเมี่ยนจริง เขาจะได้รับผลค้างเคียงเชิงลบแบบใด?
“เหตุใดพลังที่ใช้ต่อกรกับอันเดด จึงต้องรออีกสักระยะ?” จินนามิได้มีความคิดกระโดดไปมาเช่นฟรังก้า จึงสนใจแต่ปัญหาที่เป็นรูปธรรมกว่า
ลูเมี่ยนยิ้มพลางเอ่ยตอบ
“เพราะสัตว์โลกวิญญาณและสิ่งมีชีวิตประหลาด ล้วนเกรงกลัวการชำระล้างโดยแสงสุริยัน ซึ่งหากไม่นับพลังดังกล่าว ผมก็ต้องพิจารณาในขอบเขต ‘ความตาย’ แทน ซึ่งมีผู้ที่เหมาะจะทำพันธสัญญาด้วยอยู่รายหนึ่ง”
“เกราะซ่อนเงาหรือ?” ฟรังก้าเกิดความเข้าใจ “คุณกังวลว่าหากมอบทองคำให้มันมากเกินไป จะทำให้การสื่อสารในภายหน้าอยู่นอกเหนือการควบคุม?”
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ
“อีกทั้งยังต้องรอสมบัติปิดผนึกที่ผลิตจากตะกอนพลังของ ‘ฮิโซกะ’ ด้วย หากมีความเกี่ยวข้องกับ ‘วิญญาณอาฆาต’ จริง ผมก็ไม่จำเป็นต้องหาพลังจากพันธสัญญาอีก”
หลังสนทนากันครู่หนึ่ง ลูเมี่ยนสร้าง ‘กำแพงวิญญาณ’ ขึ้นใหม่ เริ่มการเรียกวิญญาณครั้งที่สอง
คราวนี้ สิ่งที่เขาเรียกคือ
“สิ่งมีชีวิตประหลาดที่เตร็ดเตร่อยู่บนโลกเบื้องสูง ผู้แข็งแกร่งเหนือจินตนาการ มหาสัตว์ผู้ไม่เคยหยุดนิ่ง”
เมื่อคาถาเรียกสิ้นสุดลง สิ่งที่ปรากฏจากประตูลึกลับคือ ‘ขุนเขา’ ที่ก่อตัวจากกองเนื้อซ้อนทับกันหลายชั้น
มันสูงเท่าใดไม่อาจทราบได้ ถึงกับไม่สามารถมุดออกมาได้ทั้งหมด จนประตูลึกลับอันพร่าเลือนต้องสั่นไหวไปมา
หลังจากเอ่ยภาษาลับแห่งชะตา ลูเมี่ยนก็ได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
‘ภูผาเนื้อ’ มีคุณสมบัติในการเสริมการป้องกันให้ตัวเอง สามารถยกระดับกายเนื้อให้แข็งดั่งเหล็กกล้า หนักดั่งหินผา แต่ผลข้างเคียงเชิงลบคือ ความเร็วในการเคลื่อนที่จะเทียบเท่ากับเต่าธรรมดา
ลูเมี่ยนไม่มีทางเลือกนอกจากยอมแพ้
เป้าหมายสำรองของเด็กหนุ่มคือ ผู้ส่งสารของตัวเอง ‘ผู้สำนึกบาป’ บายินเฟล
ตามข้อมูลผู้ส่งสารที่มาดามเมจิกเชี่ยนมอบให้ บายินเฟลมีพลังในการทำให้เงาของตนมีชีวิต และสามารถสลับตำแหน่งกับร่างหลักได้ในยามคับขัน
……………………………………………………..