ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 711 ทางเลือก
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 711 ทางเลือก
ตอนที่ 711 ทางเลือก
เนื่องจากเป็นการอัญเชิญผู้ส่งสารของตัวเอง ลูเมี่ยนจึงไม่ได้ประกอบพิธีในนาม ‘มิสเตอร์ฟูล’ เพียงแค่เรียก ‘ผู้สำนึกบาป’ บายินเฟล ผู้สวมชุดคลุมดำของนักบวช มีสภาพราวกับซากศพไหม้ และมีเปลวไฟดำติดอยู่ตามร่างกายบางส่วน ให้ปรากฏกายขึ้นตรงหน้า
“ข้าอยากทำสัญญาอีกฉบับกับเจ้า” ลูเมี่ยนกล่าวคำขอพลางยิ้ม
เด็กหนุ่มใช้ภาษาฟุซัคโบราณอธิบายถึงพลังแห่งชะตากรรม พันธสัญญาพิเศษ การแบ่งปันพลัง ราคาที่อาจต้องจ่าย และผลข้างเคียงเชิงลบทั้งหมดอย่างคร่าวๆ แล้วรอให้บายินเฟลตัดสินใจด้วยตัวเอง
บายินเฟลนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“หากเจ้าไม่กังวลเรื่องผลข้างเคียงเชิงลบ ข้าก็ไม่มีปัญหา”
“ผลข้างเคียงเชิงลบจะเป็นเช่นไร?” ลูเมี่ยนถามอย่างรอบคอบ
ในเบ้าตาอันว่างเปล่ามืดมิดของบายินเฟล เปลวไฟสีเข้มที่ทำหน้าที่เป็นดวงตา กะพริบวูบอยู่สองครั้ง
“นั่นขึ้นอยู่กับการเลือกของเจ้า”
“ข้าสามารถมอบขั้นตอนสุดท้ายของพันธสัญญาให้ เมื่อเจ้ารู้ถึงผลข้างเคียงเชิงลบที่แน่ชัดแล้ว ก็จงตัดสินใจเอาเอง ว่าจะทำให้พันธสัญญานี้เป็นจริงหรือไม่”
ทางเลือกต่างกัน ผลข้างเคียงเชิงลบก็ต่างกัน? เลือกอะไร? ลูเมี่ยนเอ่ย ‘ภาษาลับแห่งชะตา’ ออกมาด้วยความสงสัยใคร่รู้ พลางปล่อยให้อักขระ ตัวอักษร และลวดลายสีเงินผสมดำ หยดลงบนแผ่นหนังแกะเทียม ก่อเกิดเป็นสัญญาฉบับย่อที่ลึกลับและทรงพลัง
ผ่านการเชื่อมโยงที่ ‘ภาษาลับแห่งชะตา’ มอบให้ ลูเมี่ยนสัมผัสได้ถึงคุณสมบัติและความสามารถของบายินเฟล
พลังของ ‘ผู้สำนึกบาป’ รายนี้ เกี่ยวพันอย่างแนบแน่นกับเงาและความมืด ทว่าส่วนใหญ่คล้ายกับจมอยู่ใต้ผิวน้ำสีดำสนิท ลูเมี่ยนรับรู้ได้ถึงการดำรงอยู่ของพลังเหล่านั้น แต่กลับไม่อาจแยกแยะได้ว่ามันคืออะไร
พลังที่ลอยอยู่เหนือ ‘ผิวน้ำ’ มีสองชนิด หนึ่งคือ ‘ปลุกเงา’ กับ ‘ข้ามโลกวิญญาณ’ ส่วนคุณสมบัติคือ ‘ศพโบราณ’
มี ‘ปลุกเงา’ ด้วยหรือ…คงเป็นพลังที่บายินเฟลตั้งใจแสดงให้เราเห็น…เขาไม่เหมือนใครจริงๆ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสิ่งมีชีวิตโลกวิญญาณอย่าง ‘เจ้าสาวไร้หัว’ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ และ ‘ตั๊กแตนหน้าคน’…การที่สามารถสื่อสารกันรู้เรื่อง ช่างสะดวกสบายเหลือเกิน…ลูเมี่ยนครุ่นคิดพลางศึกษาทำความเข้าใจพลัง ‘ปลุกเงา’ ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
มันคือพลังที่ต้องกระตุ้นเพื่อใช้งาน สามารถทำให้เงาของตัวเองและผู้อื่นมีชีวิต หากเป็นเงาของตัวเอง จะสามารถใช้สลับตำแหน่งกับร่างหลักได้ ช่วยหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บที่ถึงแก่ชีวิต ส่วนเงาของผู้อื่น มันจะพัวพันรังควานเป้าหมายที่เป็นเจ้าของเงา รบกวนการเคลื่อนไหว แต่ไม่อาจก่อความเสียหายรุนแรง หรือจำกัดการเคลื่อนที่ของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างสมบูรณ์
จุดเด่นที่สุดของพลังนี้คือ การเรียกใช้ที่รวดเร็วและเกิดผลในชั่วพริบตา ไม่อย่างนั้นคงไม่อาจใช้สลับเงากับร่างหลัก เพื่อรับความเสียหายได้ทันท่วงที ส่วนจุดด้อยคือ จะสามารถคงสภาพ ‘เงามีชีวิต’ ได้เพียงครั้งละหนึ่งเงาเท่านั้น
เมื่อใช้เงาเป็นตัวแทน หาก ‘เงามีชีวิต’ ของลูเมี่ยนเกิด ‘ตายไป’ เขาจำต้องรอจนพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกดินเสียก่อน จึงจะมีเงาใหม่อีกครั้ง เหนือสิ่งอื่นใด ผู้ไร้เงาจะหวาดกลัวต่อแสงอาทิตย์อย่างสุดขั้ว ราวกับเป็นสัญชาตญาณจากก้นบึ้ง
แต่ก่อนเป็นการซ้อนทับของความผันผวนทางอารมณ์และตัณหา บัดนี้กลับกลายเป็นการซ้อนทับความหวาดกลัวต่อแสงอาทิตย์? หากวันหน้าต้องเผชิญหน้ากับผู้วิเศษลำดับกลางของเส้นทาง ‘สุริยัน’ เกรงว่าเราคงไม่กล้าแม้แต่จะลืมตา…โชคยังดี นี่เป็นเพียงผลข้างเคียงเชิงลบที่เกิดหลังจากสูญเสียเงาไป มิได้คงอยู่ตลอดเวลา…ลูเมี่ยนมองไปยังบายินเฟล ก่อนถามด้วยความจริงใจ
“เจ้าต้องการเครื่องสังเวยแบบใด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ข้าต้องจ่ายด้วยอะไร?”
จวบจนบัดนี้ เด็กหนุ่มยังไม่เข้าใจแจ่มแจ้งนัก ว่าการทำสัญญากับบายินเฟลจะมีผลข้างเคียงเชิงลบเช่นไร
‘ผู้สำนึกบาป’ บายินเฟล เจ้าของผิวหนังไหม้เกรียมปกคลุมกระดูก เอ่ยตอบว่า
“สมบัติวิเศษชิ้นใดก็ได้ที่เจ้ามี”
ชิ้นใดก็ได้…นี่คือทางเลือกที่ว่าหรือ? การเลือกสมบัติวิเศษมาเป็นเครื่องสังเวย สัมพันธ์โดยตรงกับผลข้างเคียงเชิงลบที่จะได้รับในตอนท้าย? ลูเมี่ยนเริ่มนับทบทวนสมบัติวิเศษที่ตนครอบครองอยู่ ด้วยความเข้าใจที่กระจ่างยิ่งขึ้น
ปฏิกิริยาแรกของเด็กหนุ่มคือ ‘ชุดเกราะอหังการ’ เพราะถึงอย่างไร ตอนนี้เขาก็ไม่อาจใช้งานมันได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว แต่เมื่อมองดูสภาพของ ‘บายินเฟล’ ที่ราวกับซากศพไหม้ เด็กหนุ่มก็รู้สึกว่า นี่มิใช่การเซ่นสังเวย หากแต่เป็นการ ‘พยายามฆ่า’ ผู้ส่งสารของตัวเอง อีกอย่าง แม้ตัวเขาจะไม่อาจใช้ ‘ชุดเกราะอหังการ’ ได้ชั่วคราว แต่ฟรังก้า จินนา และอ็องโตนีล้วนใช้ได้โดยไร้ปัญหา เพราะลูเมี่ยนได้สอนเทคนิคการใช้งานให้พวกเขาไว้แล้ว
แก่นสำคัญมีเพียงประโยคเดียว
อย่าสวมใส่ ใช้เพียงผลข้างเคียงด้านลบ ให้เป้าหมายเป็นผู้กระตุ้นผลข้างเคียงนั้นเอง!
สำหรับเทคนิคชั้นสูง ซึ่งต้องกระตุ้นผลข้างเคียงเชิงลบด้วยตนเอง เพื่อแลกกับความเสียหายเป็นวงกว้างโดยไม่แบ่งแยกมิตรศัตรู สิ่งนี้ไม่สามารถสอนกันได้ เพราะต้องอาศัยการปรับใช้เฉพาะหน้า ตามสภาพแวดล้อมและจุดเด่นของศัตรู อย่างไรเสีย พวกนางมารคงจะชื่นชอบวิธีนี้เป็นพิเศษ เพราะมันสามารถการรังแกเป้าหมายที่ไม่มีพลังประเภท ‘ตัวแทน’ ได้ดีนักแล!
‘แว่นส่องความลับ’ ถุงมือสนับ ‘ทุบตี’ ‘เนตรสัตย์จริง’ ต่างหู ‘คำลวง’ นิ้วมือของมิสเตอร์ K ขลุ่ยกระดูก ‘กลอนดนตรีเคืองแค้น’ เข็มกลัด ‘โทสะมหาสมุทร’ ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ซากสายสะดือของโอมีเบล่า เหรียญทองกาลกิณี และธนบัตรดวงตกที่หมดอายุกลายเป็นวัตถุธรรมดาไปแล้ว ตะกอนพลังของ ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’… ลูเมี่ยนทบทวนสิ่งของเหล่านี้ทีละชิ้น
หลังจากคัดกรองสิ่งของที่ไม่ใช่สมบัติวิเศษออกไป และคัดสิ่งที่มีประโยชน์ต่อตัวเขาในปัจจุบันออกไปแล้ว ลูเมี่ยนตัดสินใจเลือกระหว่าง ‘แว่นส่องความลับ’ กับ ‘เนตรสัตย์จริง’
พลังของทั้งสองสิ่ง มีส่วนที่ซ้ำซ้อนกันอยู่บ้าง เก็บไว้เพียงอย่างเดียวก็คงเพียงพอ
หลังจากชั่งน้ำหนักอยู่ครู่หนึ่ง ลูเมี่ยนตัดสินใจสังเวย ‘เนตรสัตย์จริง’ ให้แก่บายินเฟล
เด็กหนุ่มคิดว่า หากควบคุมเวลาการใช้งานได้ดี ‘แว่นส่องความลับ’ จะมีผลข้างเคียงเชิงลบน้อยกว่า ‘เนตรสัตย์จริง’ อีกทั้ง ‘เนตรสัตย์จริง’ มีเพียงคุณสมบัติในการมองเห็นความจริงเท่านั้น ส่วน ‘แว่นส่องความลับ’ ยังสามารถใช้วาดภาพที่มีผลเหนือธรรมชาติได้อีกด้วย หลังจากที่กลายเป็น ‘นักพรต’ ลูเมี่ยนสามารถควบคุมแรงกระตุ้นในการวาดภาพอันเกิดจากการสวม ‘แว่นส่องความลับ’ ได้ค่อนข้างดี วาดเฉพาะเมื่อจำเป็น และไม่จำเป็นก็ไม่ต้องวาด
ลูเมี่ยนหยิบ ‘เนตรสัตย์จริง’ รูปลักษณ์ประหลาดออกมา แล้วยื่นส่งให้บายินเฟล
เมื่อบายินเฟลรับแว่นตาที่ดูราวกับถักทอจากเนื้อและเส้นเลือดไป ลูเมี่ยนก็พลัน ‘รับรู้’ ถึงผลข้างเคียงเชิงลบจากพันธสัญญาครั้งนี้
ในฉากเหตุการณ์ที่เกี่ยวพันกับอดีตของบายินเฟล เด็กหนุ่มจะได้เห็นความจริงที่ไม่ควรเห็น
โชคยังดี…ผลข้างเคียงดังกล่าวจะเกิดเฉพาะในเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอดีตอันลึกลับของผู้ส่งสารรายนี้เท่านั้น หากไม่แล้ว เราคงต้องยุติพิธีกรรมไปก่อน แล้วรอจนกว่าจะพบผู้ทำสัญญาที่เหมาะสมรายใหม่…ดั่งคำที่โอลัวร์และฟรังก้าเคยกล่าวไว้ การเห็นความจริงที่ไม่ควรเห็น ก็เท่ากับจองตั๋วไปสู่ความตาย…ลูเมี่ยนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยตอบบายินเฟลด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“สัญญามีผลแล้ว”
พร้อมกับถ้อยคำที่เปล่งออกมา สัญญาฉบับสั้นๆ พลันลุกไหม้ตัวเองโดยปราศจากเปลวไฟ กลายเป็นอักขระ ตัวอักษร และลวดลายสีเงินผสมดำที่เรียงต่อกันเป็นวงกลม ก่อนจะตกลงบนท่อนแขนของลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนก้มหน้าลง มองเงาของตัวเอง เห็นมันบิดเบี้ยวไปมาได้เอง ราวกับกำลังเต้นระบำอันเข้มแข็งทรงพลัง
รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของลูเมี่ยนทันที
ราวสิบกว่าวินาทีถัดมา เงาของเขาก็กลับไปสงบนิ่ง
ลูเมี่ยนกล่าวขอบคุณบายินเฟล ยุติพิธีเรียกวิญญาณ แล้วเก็บข้าวของที่วางอยู่บนแท่นบูชา
“สำเร็จแล้วหรือ?” ฟรังก้าถามด้วยความคาดหวัง
เธอมิได้สงสัยว่า ลูเมี่ยนจะเจรจากับผู้ส่งสารของตัวเองไม่ได้ หากแต่กังวลว่าคุณสมบัติพิเศษจะไม่ตรงตามความต้องการ หรือผลเสียอาจมีมากเกินไป
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ พลางเล่าถึงการ ‘ปลุกเงา’ อย่างคร่าวๆ
ขณะเดินไปยังทางออกของเหมืองหินร้าง เด็กหนุ่มก็กล่าวแก่ฟรังก้า จินนา และอ็องโตนี
“ตอนนี้พวกเราพร้อมวางแผนจัดการกับโมรัน·อาวินีแล้ว”
“ฟรังก้า คุณไปแจ้งกับ ‘นางมารดำ’ ว่า พวกเราจะลงมือในอนาคตอันใกล้ แต่เพื่อมิให้ตระกูลและขั้วอำนาจเบื้องหลังโมรัน·อาวินีตื่นตระหนก ตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องให้เธอมาคอยตามประกบ เพียงแต่ขอให้มอบยันต์ขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน ที่สามารถติดต่อเธอผ่านกระจกได้ทันท่วงที เผื่อไว้ในกรณีที่ ‘คนในกระจก’ มีผู้ช่วยซ่อนอยู่ อา…พอดีเลย พวกเราจะได้หยั่งเชิงท่าทีของ ‘นางมารดำ’ ที่มีต่อตระกูลทามาร่าและ ‘คนในกระจก’ ไปพร้อมกัน อีกอย่าง ไปบอกเจ้าหน้าที่ของสุริยันเจิดจรัสคนนั้นด้วยว่า เตรียมตัวลดระดับการรักษาความปลอดภัยได้แล้ว”
“จินนา เธอเขียนจดหมายถึงมาดามจัดจ์เมนต์ แจ้งแผนการของพวกเราให้ทราบ เผื่อกรณีที่ ‘นางมารดำ’ กับ ‘คนในกระจก’ อาจเป็นพวกเดียวกัน”
“อ็องโตนี…”
ความคิดลูเมี่ยนแล่นปราดดั่งสายฟ้า พินิจพิเคราะห์รายละเอียดต่างๆ แล้วแบ่งภารกิจให้แก่เหล่าสหาย
ฟรังก้า จินนา และอ็องโตนี ไม่มีใครรอรับมอบหมายภารกิจอย่างเฉื่อยชา ต่างคนต่างร่วมเสนอความคิดของตัวเองอย่างกระตือรือร้น ช่วยลูเมี่ยนตรวจทานข้อบกพร่อง จนกระทั่งการระดมความคิดลุล่วงสมบูรณ์
เมื่อกลับมาถึงอพาร์ตเมนต์ 702 อาคารหมายเลข 9 ถนนโอโรเซ อ็องโตนีลาจากไปก่อน มุ่งหน้าไปยังสมาคมนักจิตบำบัดกรุงทรีอาร์ เพื่อทำความคุ้นเคยกับผู้คนต่อ ส่วนจินนาเปลี่ยนเป็นชุดกระโปรงยาวสีดำ พร้อมด้วยผ้าคลุมที่ยิ่งดูลึกลับ แล้วรีบไปแสวงหาโอกาสสวมบทบาท ‘แม่มด’
ไม่นานนัก ในห้องรับแขกของอพาร์ตเมนต์ ก็เหลือเพียงลูเมี่ยนกับฟรังก้าสองคน
บรรยากาศพลันกระอักกระอ่วนขึ้นมา ความเงียบงันแผ่ซ่านอยู่ในอากาศยาวนาน
ลูเมี่ยนเป็นฝ่ายทำลายบรรยากาศราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“โอสถ ‘แม่มด’ ของจินนา ย่อยไปถึงไหนแล้ว?”
“คืบหน้าไปมากแล้ว” ฟรังก้าถอนหายใจโล่งอก “เธอได้พบวิธีสวมบทบาทเป็น ‘แม่มด’ แล้ว หากคุณไปลองสอบถามในเขตตลาดดู จะได้ยินตำนานเกี่ยวกับแม่มดที่ปรากฏกายยามดึก ลงทัณฑ์พวกคนเมาที่อาละวาด บางคนอ้างว่า ตัวเองล้มลงในลำธารที่มีก้อนน้ำแข็งลอย บางคนก็ได้สติอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น พร้อมกับความเจ็บปวดทั่วร่าง บางคนพอถึงยามเย็นก็ปวดศีรษะรุนแรง ไม่กล้าดื่มสุราอีก จุดร่วมระหว่างพวกเขาทุกคนคือ ต่างก็เคยพบคนผู้หนึ่งในเครื่องแต่งกายแม่มด อา…แต่ก็มีคนเมาบางคน หายสาบสูญไปนับแต่นั้น…”
น้ำเสียงของฟรังก้าค่อยๆ เบาลง เปลี่ยนเป็นสำเนียงเล่าเรื่องสยองขวัญ
“ผู้สาบสูญคือพวกคนเมาที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรง? ส่วนคนอื่นๆ คือพวกที่ทำผิดฐานทุบตีครอบครัว รังแกผู้คนที่เดินผ่าน รวมถึงการลวนลามสตรี?” ลูเมี่ยนคาดเดาพลางหัวเราะ โดยอาศัยความเข้าใจที่มีต่อจินนา
“ถูกต้อง” ฟรังก้าพยักหน้าหนักๆ พร้อมรอยยิ้มสดใส
“ไม่กลัวหรือว่า ‘นางมารดำ’ จะได้ยินข่าวลือนี้ แล้วส่งคนมาสืบสวน?” ลูเมี่ยนครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยถาม
ฟรังก้าแสดงท่าทีภาคภูมิใจ ชี้นิ้วเข้าหาตัวเองพลางอธิบาย
“ฉันเอง! ฉันเอง! ผู้รับผิดชอบกิจการในเขตตลาดของนิกายนางมาร!”
จากนั้น เธอก็เอ่ยอย่างรำพึงรำพัน
“จินนามีพรสวรรค์จริงๆ ไม่ถึงเดือนก็ค้นพบวิธีสวมบทบาทที่ลงตัว…ไม่แน่ว่า เธออาจจะย่อยโอสถ ‘แม่มด’ เสร็จก่อนที่ฉันจะเลื่อนลำดับเป็น ‘ทุกข์ระทม’ ก็ได้”
“หากไม่มีเรื่องราวพรรค์นั้น เธอคงเป็นนักแสดงมากพรสวรรค์คนหนึ่ง การสวมบทบาทคือจุดแข็งของเธออย่างไม่ต้องสงสัย” ลูเมี่ยนแสดงความเห็นด้วย
ทั้งสองกลับจมสู่ความเงียบอีกครั้ง
ผ่านไปสองสามวินาที ฟรังก้าทำท่าทางเหมือนพร้อมสละชีวิต
“อ…เอ่อ…คำพูดและพฤติกรรมของฉันในโลกกระจก รวมถึงแถวๆ แท่นบูชาในตอนนั้น คุณห้ามบอกจินนาเด็ดขาด ห้ามบอกใครทั้งสิ้น!”
ลูเมี่ยนย้อนถามด้วยสีหน้า ‘งุนงง’
“ตอนนั้นคุณพูดอะไรผิดปกติ หรือทำอะไรผิดแปลกไปหรือ?”
“ผมไม่ยักจะจำได้…”
ฟรังก้าอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสดงสีหน้าทำนองว่า ‘ฉันเข้าใจแล้ว’
เธอยิ้มอย่างผ่อนคลายพลางลุกขึ้นยืน เดินไปข้างกายลูเมี่ยน ตบไหล่เด็กหนุ่มด้วยความซาบซึ้งพลางกล่าว
“พี่น้องที่แสนดี!”
เธอพบว่า ความกระอักกระอ่วนทั้งหลายได้ถึงคราวสิ้นสุดลงเสียที
…………
ผ่านไปหลายวัน ขณะที่โมรัน·อาวินีเข้าร่วมการประชุมระหว่างรัฐมนตรี ลูเมี่ยนก็ปรากฏตัวใกล้กับคฤหาสน์ที่รัฐบาลจัดหาให้เขา
……………………………………………………..