ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 712 ‘ดำเนินคดี’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 712 ‘ดำเนินคดี’
ตอนที่ 712 ‘ดำเนินคดี’
ลูเมี่ยนสวมหมวกปีกกว้างทรงกลม เสื้อโค้ทผ้าสักหลาดสีดำ ยืนอยู่ด้านข้างคฤหาสน์ของโมรัน·อาวินี เหม่อมองสวนที่มีกิ่งไม้แห้งเหี่ยวและใบไม้ร่วงโรย พลางกล่าวแก่ฟรังก้าว่า
“หลังจากนี้ให้คอยรักษาระยะห่างเอาไว้”
ขณะเอ่ยวาจา ดวงตาของลูเมี่ยนเปลี่ยนเป็นสีเงินดำอีกครั้ง เพื่ออ่านสายธารแห่งชะตาในอนาคตของฟรังก้า
สายธารที่แต้มด้วยสีดำจางๆ ที่เด็กหนุ่มมองเห็น มิได้เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการแทรกซึมที่กำลังจะเกิด หรือกล่าวได้ว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน การลอบเข้าไปในคฤหาสน์ของโมรัน·อาวินีเพื่อทิ้ง ‘รอยประทับกระจกเงา’ ไว้บนกระจกเงาบานสูงในห้องหนังสือ จะไม่มีอันตรายถึงแก่ชีวิต
แม้กระนั้น ลูเมี่ยนก็มิกล้าประมาท หลังจากใช้ ‘เนตรภัยพิบัติ’ มาหลายครั้ง เด็กหนุ่มค้นพบว่า แม้จะมีสายธารแห่งชะตาเพียงเส้นเดียวที่เปื้อนสีดำ แต่ไม่ได้หมายความว่าภยันตรายถึงชีวิตจะมีเพียงหนึ่งเดียว
หากจะยืมคำของฟรังก้ามาพูด ‘ลางมรณะ’ ต่างๆ จะซุกซ่อนอยู่ในส่วนลึกของสายธารแห่งชะตา ซึ่งปัจจุบันยังคลุมเครืออยู่มาก เป็นสิ่งที่ลูเมี่ยนไม่อาจมองเห็น และไม่อาจแยกแยะได้
กล่าวคือ แม้ในปัจจุบันจะมีเพียงสายธารแห่งชะตาเส้นเดียวที่เปื้อนสีดำจางๆ แต่เมื่อฟรังก้าตัดสินใจเลือก และลงมือลอบแทรกซึมคฤหาสน์ จนสายธารแห่งชะตาที่เดิมไร้พิษภัย ได้กลายมาเป็นสายหลัก บรรดาสายธารที่แตกแขนงออกไปหลังจากนั้น อาจยังมีสายอื่นๆ ที่แต้มด้วยสีดำ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งภัยพิบัติที่นำไปสู่ความตาย
ความเข้าใจที่แจ่มชัดที่สุดของลูเมี่ยนในเรื่องนี้คือ
สำหรับโชคชะตาในอนาคต ย่อมมีความเป็นไปได้และการเปลี่ยนแปลงนานัปการ
แน่นอนว่า บางโชคชะตาได้ถูกกำหนดไว้ตายตัวแล้ว อาทิ สำหรับมนุษย์ส่วนใหญ่ ความตายย่อมมาเยือนในสักวันอย่างไม่อาจเลี่ยง
“วางใจเถอะ ฉันไม่ใช่มือใหม่” ฟรังก้านับได้ว่าเจนจัดในภารกิจลอบแทรกซึมพอสมควร
บทเรียนแรกของนักลอบสังหาร: การแทรกซึม!
ลูเมี่ยนมิได้กล่าวสิ่งใดอีก เพียงละสายตา เปิดใช้รอยประทับ แปรกายเป็นสัตว์แห่งเงา หลอมรวมเข้ากับเงาของพฤกษาในสวน
ฟรังก้าก้าวออกไปก้าวหนึ่ง แล้วหายวับไปข้างเงาที่แกว่งไกวตามแรงลม
ขณะนี้ โมรัน·อาวินีกำลังเข้าร่วมการประชุมระหว่างรัฐมนตรี คุณนายของเขาพาสาวใช้ไปงานซาลอนศิลปะ ในคฤหาสน์เหลือเพียงบุรุษรับใช้ สาวใช้ คนสวน และคนครัวไม่กี่คน
ตระกูลอาวินีมิได้พำนักอยู่ที่นี่ คฤหาสน์ที่รัฐบาลจัดหาให้นั้น มีเพียงญาติสายตรงของรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมที่สามารถพักอาศัยระยะยาว ส่วนบุตรทั้งสามของโมรัน·อาวินี บ้างก็แต่งงานออกเรือนไปแล้ว บ้างก็ยังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยในเขตหอรำลึก จะกลับมาก็ต่อเมื่อถึงสุดสัปดาห์
สำหรับลูเมี่ยนและฟรังก้าแล้ว นี่คือช่วงเวลาที่ระดับการรักษาความปลอดภัยของอาคารเป้าหมายอ่อนแอที่สุด เนื่องจากสิ่งสำคัญที่สุดคือตัวโมรัน·อาวินีเอง หน่วยคุ้มกันจึงต้องติดตามเขาไปด้วย
ลูเมี่ยนผุดร่างขึ้นจากเงาตรงมุมกำแพง แล้วกล่าวแก่ฟรังก้า
“คุณรออยู่ตรงนี้ คอยระวังเหตุไม่คาดฝัน”
“ได้!” ฟรังก้ามิได้คัดค้านหรือโต้แย้งใดๆ
ลูเมี่ยนรวมจิต พินิจดูสายธารแห่งชะตาของนางมารสุขสมผู้นี้อีกครู่ ก่อนจะแปรกายเป็นสัตว์แห่งเงาอีกครา แทรกกายเข้าสู่คฤหาสน์ของโมรัน·อาวินีอย่างไร้สุ้มเสียง
เด็กหนุ่มไม่สามารถอ่านชะตาของตัวเอง แม้จะมองผ่านกระจกก็ไม่ได้ ทำได้เพียงคาดเดาผ่านการสังเกตสหายเท่านั้น
ฟรังก้าซุกกายอยู่ในเงา รอคอยอย่างอดทน
ไม่นานนัก ลูเมี่ยนก็ไปถึงห้องหนังสือของโมรัน·อาวินีอย่างง่ายดายและตรงไปตรงมา ราวกับเป็นบ้านของตัวเอง จากการสังเกตหลายครั้งของเขา โมรัน·อาวินีล้วนใช้กระจกเงาบานสูงในห้องนี้เพื่อเข้าสู่โลกในกระจก
ส่วนเหตุผลที่เขาคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม ก็เพราะ ‘007’ ได้มอบแผนผังการรักษาความปลอดภัยอย่างละเอียดให้
แสงอาทิตย์ยามบ่ายสี่โมงกว่าในฤดูหนาว บัดนี้หม่นมัวลงมาก ในห้องหนังสือมีแสงและเงาสลับกันไป บรรยากาศนับว่ากำลังโพล้เพล้ ความเงียบคือท่วงทำนองที่ครอบครองมิติแห่งนี้มาช้านาน
ลูเมี่ยนท่องไปในเงาทั่วห้องหนังสืออย่างละเอียดรอบคอบ มิพบกับดักใดๆ ทั้งมิได้เห็นผู้ใดซุ่มซ่อนอยู่
เด็กหนุ่มจึงกลับคืนร่างมนุษย์ ออกจากเงา ปรากฏกายเบื้องหน้ากระจกเงาบานสูงนั่น
พร้อมกับการเปิดใช้รอยประทับสีดำ ลูเมี่ยนยื่นอุ้งมือขวา แนบลงบนผิวกระจกที่เย็นเยียบและแข็งกระด้าง
ในตำแหน่งดังกล่าว รอยมือสีเลือดปรากฏขึ้นทันที ทว่ากลับกลับหัวกลับหางและสลับซ้ายขวากับอุ้งมือขวาของลูเมี่ยน ราวกับเป็นรอยจากบุคคลอื่น
รอยฝ่ามือสีเลือดที่กลับด้านนั่น จางลงอย่างรวดเร็ว หลอมรวมเข้ากับกระจกแล้วเลือนหายไป
ขณะที่ลูเมี่ยนเตรียมจะชักมือขวากลับและจากไป ก็มีมือข้างหนึ่ง ยื่นออกจากกระจกเงาบานสูง กำรอบข้อมือเขาไว้
เป็นมือสีขาวอมชมพูดูมีสุขภาพดี นิ้วทั้งห้าเรียวยาวและทรงพลัง
มันออกแรงกระชากหนึ่งที ลูเมี่ยนที่ไม่ทันตั้งตัวจึงถูกฉุดให้พุ่งเข้าชนผิวกระจก
ทิวทัศน์กลายเป็นความว่างเปล่ากะทันหัน เบื้องหน้าลูเมี่ยนดำมืดไปวูบหนึ่ง ก่อนจะสว่างขึ้น จนกระทั่งเห็นอุโมงค์มืดสลัวจำนวนมาก ซึ่งเชื่อมต่อกันในรูปแบบใยแมงมุม
ในบริเวณที่เชื่อมต่อกับกระจกบานดังกล่าว บุรุษผู้หนึ่ง ไม่สูงไม่เตี้ย ใบหน้าไม่โดดเด่น กำลังยืนอยู่ที่ตรงชายขอบ พลางยกปืนลูกโม่สีทองเหลืองขึ้น เล็งปากกระบอกมายังลูเมี่ยน แล้วเหนี่ยวไกปืน
อีกฝ่ายสวมชุดทางการผ้าสักหลาดสีเข้ม หมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง ที่ปลายแขนเสื้อติดกระดุมแก้วหนึ่งเม็ด บนใบหน้าเคลือบรอยยิ้มจางๆ ราวกับกำลังเยาะหยันที่ลูเมี่ยน ไม่เคยนึกถึงความเป็นไปได้ที่โมรัน·อาวินีจะมีบอดี้การ์ดซ่อนตัวอยู่ในกระจก
ปัง!
กระสุนที่เรืองแสงสีเขียวมืดนัดหนึ่ง พุ่งตรงเข้าหาลูเมี่ยน
ร่างของลูเมี่ยนหายวับไปจากตำแหน่งทันที กระสุนนัดดังกล่าวจึงพุ่งชนเงาที่เด็กหนุ่มทิ้งไว้ แล้วหายเข้าไปในอุโมงค์อันมืดสลัวและว่างเปล่า
วินาทีถัดมา ร่างของลูเมี่ยนปรากฏขึ้นด้านหลังผู้ดักซุ่ม พร้อมกับเปล่งเสียง ‘ฮึ่ม’ โดยไม่ลังเล
ลำแสงขาวสองสายพุ่งออกจากจมูกของเขา ตกลงบนร่างของผู้ดักซุ่มอย่างแม่นยำ
ผู้ดักซุ่มหลับตาลง ล้มพับไปด้วยอาการสลบ ทรุดลงสู่พื้น
เขาเพิ่งจะล้มไปได้ครึ่งทาง ลูกตากลับกลอกไปมาอย่างรวดเร็ว แล้วฟื้นขึ้นมาเองอย่างน่าประหลาด
ตุบ! เขาทรุดตัวลงตามแรงเฉื่อย ‘ทิ้ง’ ร่างให้กลายเป็นเงาดำทาบพื้น
เงานั้นแตกออกเป็นหลายส่วน แล่นไปตามทิศทางต่างๆ หายเข้าสู่อุโมงค์มืดมิดหลายสาย
ทันใด ผู้ดักซุ่มได้ปรากฏกายอย่างแนบเนียนในอุโมงค์เวิ้งว้างสายหนึ่ง ร่างกายริบหรี่ราวกับมีหมอกขาวบางเบาโอบล้อม
บนกระจกตาที่พร่ามัวด้วยหมอกขาวของเขา สะท้อนร่างของลูเมี่ยน ก่อนที่ลูเมี่ยนจะทันรู้สึกตัวและหันมามอง เขาก็เอ่ยวาจาประหลาดที่สามารถสั่นคลอนพลังธรรมชาติ
“เจ้ามีความผิด!”
ถ้อยคำดังกล่าว แม้ลูเมี่ยนไม่เคยพบพาน แต่กลับเข้าใจความหมายอย่างแจ่มแจ้ง ร่างกายพลันแข็งค้างราวกับถูกพันธนาการด้วยโซ่ล่องหน
ผู้ดักซุ่มอ้าปากอีกครั้ง
“เจ้าลบหลู่เทพ!”
ทันใดนั้น โลกในกระจกทั้งมวลพลันหยุดนิ่ง อุโมงค์เวิ้งว้างมืดมิดทั้งหลาย ล้วนกลายเป็นดั่งแมลงในอำพัน
ลูเมี่ยนได้ยินเสียงอันน่าสะพรึงกลัวที่ดังมาแต่ไกลสุดขอบฟ้าอีกครั้ง
ในความพร่าเลือน เด็กหนุ่ม ‘เห็น’ ร่างสามร่าง
ร่างทั้งสามนั่งขัดสมาธิ หนึ่งหันหน้าไปทางซ้าย หนึ่งมองตรง หนึ่งจ้องไปทางขวา ท่าทางของสองมือแตกต่างกันไป
หนึ่งในนั้นหนักแน่น หนึ่งสมจริง หนึ่งเลื่อนลอย ต่างดำรงอยู่ในสภาวะที่แตกต่างกัน กำลังเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง และสลับที่กันไปรอบจุดศูนย์กลางสีเงินผสมดำ
เมื่อเสียงอันทรงพลังดังกึกก้องกังวาน สติของลูเมี่ยนก็พลันขาดวูบ
ในความพร่าเลือน ท่ามกลางความเจ็บปวดที่ทั้งชัดเจนและรางเลือน ลูเมี่ยนผู้กำลังมึนงง สัมผัสถึงความร้อนอันคุ้นเคยที่แผ่ซ่านจากอกซ้าย ขณะที่ฝ่ามือขวากำลังร้อนจัดสลับเย็นเฉียบ
เด็กหนุ่มค่อยๆ ฟื้นคืนสติเพราะความรู้สึกเหล่านี้
ในอุโมงค์มืดสลัวที่ไร้ความเคลื่อนไหว ผู้ดักซุ่มเห็นผิวกายของลูเมี่ยนมีตุ่มเนื้อสีเงินผสมดำงอกเงยทีละตุ่ม พร้อมด้วยลวดลายชั่วร้ายลักษณะคล้ายของเหลวเหนียวข้น ขณะเดียวกัน สายลมประหลาดเย็นยะเยือกก็พลันพัดกระโชกมาจากแต่ใดไม่ทราบได้ มิหนำซ้ำ จากห้วงลึกของอุโมงค์แล้วอุโมงค์เล่า ความมืดกำลังบิดเบี้ยวราวกับสัตว์ประหลาดเตรียมจะคืบคลานออกมา
สิ่งเหล่านี้ทำเอาผู้ดักซุ่มถึงกับตัวแข็งค้าง ร่างกายยิ่งรู้สึกไร้ตัวตน ภายในมีหมอกขาวเลือนรางวูบไหว
ผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบ ชายผู้นี้จึงผ่านพ้นช่วงวิกฤติ ได้กลับมารู้สึกถึงการมีอยู่ของร่างกาย ทั้งการมองเห็นและการได้ยินก็คืนกลับมา
มองไปยังลูเมี่ยนที่ตุ่มเนื้อและลวดลายจางหายไปแล้ว ผู้ดักซุ่มพลันบังเกิดความหวาดกลัวโดยสัญชาตญาณ
“เขาลบหลู่เทพด้วยวิธีใดกันแน่?”
“แล้วลบหลู่เทพองค์ใด?”
“เหตุใดจึงยังไม่คลุ้มคลั่งอีกล่ะ?”
“ทำไมเราถึงไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน!”
ผู้ดักซุ่มมีพลังที่ช่วยให้ตัวเองมองเห็นความผิดที่เป้าหมายเคยก่อ แล้วใช้ความผิดเหล่านั้น ‘ดำเนินคดี’ กับเป้าหมาย โดยความผิดที่มีระดับต่างกัน ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายและผลกระทบที่แตกต่างกัน ซึ่งผู้ดำเนินคดีก็ไม่อาจคาดเดาล่วงหน้าได้เช่นกัน ทำได้เพียงอาศัยประสบการณ์จาก ‘คดี’ ก่อนหน้าคาดคะเนเอาเท่านั้น
นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้ดักซุ่มพบว่า เมื่อคนบาปถูกเทพลงทัณฑ์ด้วยบาปลบหลู่ พลังที่แผ่ซ่านออกมา กลับทำให้ตัวเขาเองแทบทนไม่ไหว!
โชคยังดีที่เขาฟื้นตัวได้เร็วกว่าเป้าหมาย
ผู้ดักซุ่มยกปืนลูกโม่สีทองเหลืองขึ้นอีกครั้ง เล็งไปทางลูเมี่ยนที่กำลังก้มหลังงอด้วยความเจ็บปวด
ขณะที่เขาเหนี่ยวไกปืน ลูเมี่ยนก็พลันเงยหน้าขึ้น ใบหน้าบิดเบี้ยว แววตาดุดัน
ปัง!
กระสุนเรืองแสงดั่งดวงดาว พุ่งออกจากปากกระบอก จ่อเข้าใส่ร่างของเป้าหมาย
เกือบจะพร้อมกันนั้น เงาของลูเมี่ยนก็มีชีวิตขึ้นมา พลิกตัวทะยานขึ้น
โครม!
เงาดำแตกกระจายดั่งกระจกเงา พร้อมกับแสงดาวระยิบ บุ๋มเว้าเข้าด้านใน ก่อนดับสูญไปหมดสิ้น
หลังหายวับไปชั่วครู่ ร่างของลูเมี่ยนก็ปรากฏขึ้นด้านหลังผู้ดักซุ่ม พร้อมเปล่งเสียง ‘ฮึ่ม’ ออกมาอีกครั้ง
เมื่อครู่ เด็กหนุ่มทันใช้วิชา ‘ปลุกเงา’ โดยที่เงาของเขาไปกระตุ้น ‘กระจกตัวแทน’ ที่ได้รับจากฟรังก้า!
นี่คือเหตุผลที่ลูเมี่ยนบอกให้ฟรังก้าแอบเข้ามาด้วย แต่คอยอยู่นอกคฤหาสน์ เพราะการใช้ ‘กระจกตัวแทน’ จำเป็นต้องอยู่ในระยะที่กำหนด
ลำแสงขาวสองสายพุ่งออกมา จนผู้ดักซุ่มต้องหลับตาลงอีกครั้ง
คราวนี้ ลูเมี่ยนไม่เปิดโอกาสให้ศัตรูฟื้นตัว เร่งเหยียดเท้าขวาออกไปด้านหน้า เพื่อคอยประคองรองเอาไว้ มิให้อีกฝ่ายเสียหลักล้มลง
ขณะเดียวกัน เด็กหนุ่มชักปืนลูกโม่ของตน จ่อเข้าที่หน้าผากของเป้าหมาย
ผู้ดักซุ่มกลอกตา ฟื้นคืนสติ รู้สึกถึงความกดดันอันน่าพรั่นพรึงจากปากกระบอกปืน
เขาฝืนยิ้มเจื่อน พลางยื่นปืนลูกโม่ของตนส่งให้ แล้วกล่าวเสียงแผ่วเบา
“เอาปืนไป แล้วปล่อยผมได้หรือไม่?”
ลูเมี่ยนครุ่นคิดครู่หนึ่ง รับปืนมา แล้วพยักหน้าพลางเอ่ยตอบ
“ได้”
เด็กหนุ่มรีบเก็บปืนลง
ผู้ดักซุ่มยังคงรักษารอยยิ้มพินอบพิเทา หมุนกายเดินลึกเข้าไปในอุโมงค์มืดสลัว
ทันใดนั้น ลูเมี่ยนได้ยินเสียงอันทรงพลังก้องกังวานของเทอร์มีโพลอส
“เจ้าไม่ควรปล่อยเขาไป”
หือ…แววตาของลูเมี่ยนเข้มขึ้น พร้อมกับตระหนักถึงความไม่ชอบมาพากลได้ทันที
เหตุใดเมื่อครู่เราถึงยอมรับข้อเสนอ?
เหตุใดเราจึงยอมปล่อยเขาไป?
……………………………………………………..