ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 713 ระหว่างขาวกับดำ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 713 ระหว่างขาวกับดำ
ตอนที่ 713 ระหว่างขาวกับดำ
เมื่อได้รับคำเตือนจากเทอร์มีโพลอส ลูเมี่ยนก็รู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที
ในเวลานี้ ผู้ดักซุ่มค่อยๆ เดินจากไปอย่างเชื่องช้า ราวกับเกรงว่าหากเร่งฝีเท้าเร็วเกินไป จะทำให้ลูเมี่ยนสังหรณ์ใจถึงความผิดปกติและตื่นรู้เสียก่อน แต่ด้วยเหตุใดไม่ทราบ ในห้วงลึกของอุโมงค์อันมืดมิดและว่างเปล่านั้น กลับไม่มีวังวนมหึมาปรากฏขึ้น ไม่มีแรงดูดคอยพาผู้ดักซุ่มที่ก้าวเข้าไปข้างใน ไปสู่กระจกบานอื่น
ขณะจับจ้องร่างด้านหลังของอีกฝ่าย ลูเมี่ยนก้มมองเงาของตนที่หวนคืนสู่ปกติ พลางเก็บปืนลูกโม่ทองเหลืองที่ได้มาจากศัตรู แล้วล้วงถุงมือสนับ ‘ทุบตี’ ออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ สวมใส่บนมือทั้งสองข้างอย่างไม่ช้าไม่เร็ว
ในชั่วพริบตาถัดมา ร่างของลูเมี่ยนถูกห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงสีขาวโชติช่วง แปรเปลี่ยนเป็นหอกเพลิงที่ลุกโชนอย่างเกรี้ยวกราด พุ่งทะยานเข้าใส่แผ่นหลังของผู้ดักซุ่ม
ความกังวลของผู้ดักซุ่มกลายเป็นจริงในที่สุด เขาจึงรีบหลบหนีอย่างร้อนรน เตรียมแปลงกายเป็นเงา สร้างภาพลวงห้าจริงหนึ่ง เพื่อหนีเข้าสู่ห้วงลึกของอุโมงค์มืดสลัว จากนั้นก็ใช้ ‘ข้ามกระจก’ เพื่อหลบหนีออกจากที่นี่ หวนกลับสู่กระจกที่วางไว้ล่วงหน้า
แต่ทันใดนั้นเอง เมื่อกลีบเปลวไฟที่ประกอบกันเป็นหอกสีขาวโชติช่วง ร่วงหล่นลงทีละดอก ร่างของลูเมี่ยนก็ปรากฏขึ้น
เงาใต้เท้าของผู้ดักซุ่มพลันมีชีวิตขึ้นมา พันรัดร่างที่ยังไม่ทันแปลงเป็นเงาไว้อย่างแน่นหนา จนไม่อาจแยกเป็นหกร่าง แล้วแยกย้ายไปคนละทิศละทางได้ จำต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่
ลูเมี่ยนก้าวเท้าออกไป ภายใต้สายตาหวาดผวาของผู้ดักซุ่ม เด็กหนุ่มเข้าประชิดจากเบื้องหน้า แล้วสลับหมัดซ้ายขวาประเคนเรี่ยวแรงทั้งหมดเข้าใส่ เปิดฉากการ ‘ทุบตี’ อย่างเป็นทางการ
เปรี้ยง!
หมัดแรกของลูเมี่ยนทำให้ความหวาดกลัวอันแรงกล้าของผู้ดักซุ่ม เกิดพลุ่งพล่านกะทันหัน โดยที่เป้าหมายเพิ่งจะสลัดหลุดจากพันธนาการของเงาตัวเองได้อย่างทุลักทุเล
เปรี้ยง!
หมัดที่สองของลูเมี่ยนทำให้ความหวาดกลัวของศัตรูที่พุ่งสูงจนผิดธรรมชาติอยู่แล้ว ระเบิดปะทุในชั่วพริบตา
นี่มิใช่เพียงโชคช่วย หากแต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ความหวาดกลัวของผู้ดักซุ่มเอ่อล้นเกินขอบเขตปกติไปมาก ลูเมี่ยนผู้มีดวงตาสีเงินดำจึงมองเห็นอนาคตที่เกี่ยวเนื่อง แล้วพุ่งเป้าโจมตีจุดอ่อนนี้โดยตรง พร้อมกับจำลองอารมณ์หวาดกลัวขึ้นในห้วงคำนึงขณะเหวี่ยงหมัด
ด้วยเหตุนี้ หมัดแรกจึงเปรียบดังน้ำมันที่ราดลงบนกองเพลิง หมัดที่สองยิ่งเพิ่มความเป็นไปได้ จนประสบความสำเร็จในการจุดระเบิด
ผู้ดักซุ่มยืนตัวแข็งค้างในทันใด หัวใจหยุดเต้นชั่วครู่เพราะความหวาดกลัวที่ระเบิดออกมา สมองว่างเปล่าไร้ความคิด โลหิตไหลรินจากจมูก
เห็นดังนั้น ลูเมี่ยนจึงหยิบหนังแกะปลุกเสกที่เหลือเพียงผืนเดียวออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ คลุมลงบนศีรษะของผู้ดักซุ่ม
ถัดมา เด็กหนุ่มเปล่งวาจาอาคมด้วยภาษาเฮอร์มิส
“แกะ!”
แสงสลัวแวบวาบ ผู้ดักซุ่มกลายร่างเป็นแกะขนสีขาวอมเทา
ลูเมี่ยนมองดูแกะที่ดวงตามีเส้นเลือดปูดโปน ยังคงหลงเหลือเค้าลางความหวาดกลัว พลางถอดถุงมือสนับ ‘ทุบตี’ เก็บคืนลงใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ พร้อมเอ่ยอย่างขบขัน
“เพียงปืนเก่าๆ กระบอกเดียว คิดจะให้ฉันปล่อยแกไปง่ายๆ หรือ?”
เมื่อกล่าวจบ ลูเมี่ยนก็ก้มหลังลง อุ้มแกะที่อ่อนระทวยขึ้นมา ย้อนกลับไปยังด้านหลังกระจกในห้องหนังสือของโมรัน·อาวินี แล้วลองก้าวออกไป
เด็กหนุ่มไม่มีพลังเชิง ‘การเข้าออกกระจก’ จึงไม่แน่ใจว่าจะออกไปได้หรือไม่ หากไม่สำเร็จ เขาก็จะใช้ ‘รอยประทับกระจกเงา’ ที่เตรียมไว้ล่วงหน้า แล้วอาศัย ‘ข้ามโลกวิญญาณ’ มุ่งตรงไปยังทางออกพิเศษตายตัวในโลกกระจกของทรีอาร์ใต้ดิน จากนั้นจึง ‘เทเลพอร์ต’ กลับมาหาฟรังก้า นี่คือการเตรียมตัวล่วงหน้า เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นหลังกระจก
สายตาของลูเมี่ยนพลันมืดวูบ แล้วจึงค่อยสว่างจ้า พาแกะที่ตกใจจนอ่อนระทวยกลับมาถึงห้องหนังสือของโมรัน·อาวินี
เด็กหนุ่มรีบก้าวไปทางหน้าต่าง บรรจงผลักบานกระจกออกอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งพบฟรังก้าที่ออกจากเงา มาซุ่มตัวอยู่ด้านข้างขอบหน้าต่างแคบๆ ตามที่คาดไว้
เมื่อพบว่ากระจกตัวแทนที่ตนสร้างให้ลูเมี่ยนแตกสลาย ฟรังก้าก็คิดไวทำไว ตัดสินใจขึ้นมาสืบข่าว เพื่อดูว่าเพื่อนร่วมทีมต้องการความช่วยเหลือหรือไม่
“เป็นยังไงบ้าง?” ฟรังก้ากระซิบถามเสียงแผ่ว
“กลับไปค่อยว่ากัน” ลูเมี่ยนโยนแกะให้ฟรังก้า
ฟรังก้าไม่มัวเสียเวลา รับแกะไว้แล้วพาหลบเข้าไปในเงา อันตรธานหายไปจากตำแหน่ง
ลูเมี่ยนไม่รีบร้อนจากไป ยังใจเย็นสวมถุงมือ แล้วจัดการลบร่องรอยต่างๆ ที่ตนทิ้งไว้ในห้อง
ไม่นานนัก ฟรังก้าก็ย้อนกลับมา ใช้เทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’ รวมถึงกระจกเงาของตน และมนต์ดำของ ‘นางมาร’ ประกอบพิธีต่อต้านการทำนายและการพยากรณ์ให้เสร็จสิ้น
…………
ณ ทรีอาร์ใต้ดิน ในอุโมงค์ร้างสายหนึ่ง ซึ่งไม่ไกลจากทางเข้าตายตัวของโลกในกระจกนัก
ฟรังก้าที่ล่วงรู้รายละเอียดจากลูเมี่ยนแล้ว มองดูแกะที่กำลังสั่นเทาด้วยความกลัว แล้วเอ่ยขึ้นอย่างกระตือรือร้น
“จะสอบปากคำยังไงดี? เหมือนครั้งก่อน เตรียมเครื่องพิมพ์ดีดให้มันสักเครื่องไหม?”
“แต่พวกเราไม่มียาสารภาพแล้วนะ”
อ็องโตนีที่ไม่ได้สวมแว่นขอบทอง กลับไปอยู่ในมาดทหารผ่านศึกเช่นเดิม จ้องมองแกะอยู่สองวินาทีแล้วเอ่ย
“ผมขอคุยกับเขาสักครู่”
“พวกเราต้องออกไปก่อนไหม?” จินนาถามอย่างรอบคอบ
อ็องโตนีพยักหน้ารับ
“ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากให้พวกคุณเห็น แต่หากมีคนน้อยลง เขาจะรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น สะดวกต่อการสื่อสาร”
กลัวว่าการปรากฏตัวของพวกเรา จะสร้างความตื่นตระหนก ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการ ‘สะกดจิต’ หรือ? ลูเมี่ยนครุ่นคิดพลางหมุนกาย เดินออกจากอุโมงค์มืดพร้อมกับฟรังก้าและจินนา
ไม่นานนัก แกะก็เดินตามอ็องโตนีออกมาอย่างสงบนิ่ง ไม่แสดงอาการหวาดกลัวกระสับกระส่ายเหมือนเมื่อครู่อีกต่อไป
“ปลดศาสตร์สร้างปศุสัตว์ได้เลย” อ็องโตนียิ้มพลางเอ่ยกับลูเมี่ยน “มันรู้แล้วว่าพวกเราหวังดี ต้องการช่วยเหลือมัน ตราบใดที่ไม่ถามเรื่องเกี่ยวกับความศรัทธา หรือเรื่องที่กระทบชีวิตมันโดยตรง มันก็จะบอกความจริงแก่พวกเราด้วยความจริงใจและเป็นมิตร”
แกะพยักหน้ารับอย่างจริงจัง แสดงว่าสิ่งที่อ็องโตนีพูดเป็นความจริง
ลูเมี่ยนเหลียวมองฟรังก้าและจินนา พบว่าในแววตาของพวกเธอล้วนสื่อความรู้สึกคล้ายคลึงกัน
‘นักสะกดจิต’ ช่างน่าพรั่นพรึงยิ่งนัก!
‘ผู้ชม’ ช่างน่าพรั่นพรึงยิ่งนัก!
ใช่เลย…ลูเมี่ยนรำพึงในใจ
เด็กหนุ่มจ้องมองแกะตัวนั้น แล้วเปล่งคาถาปลดผนึกเป็นภาษาเฮอร์มิส
“ท่านอาร์ชบิชอป”
ท่ามกลางประกายวูบวาบ หนังแกะแยกออกโดยอัตโนมัติ ร่างของผู้ดักซุ่มปรากฏในสายตาของลูเมี่ยนกับพรรคพวก ในท่าทางกึ่งคลานกึ่งนอนคว่ำ
ลูเมี่ยนเก็บหนังแกะพลางถามด้วยรอยยิ้ม
“ชื่ออะไร?”
“เยบุส·ลาตา” ผู้ดักซุ่มตอบราวกับกำลังสนทนากับสหาย
ลูเมี่ยนถือโคมไฟคาร์ไบด์ไว้ในมือ ถามต่อด้วยท่าทีอ่อนโยน
“แกคอยคุ้มครองโมรัน·อาวินีอยู่หรือ?”
“ใช่” เยบุสตอบอย่างจริงใจ “หลักๆ คือซ่อนตัวอยู่หลังกระจก คอยสอดส่องภายนอก และระวังเหตุไม่คาดฝันจากโลกในกระจก เพื่อให้แน่ใจว่าโมรัน·อาวินีจะไม่ถูกพบเห็นหรือถูกดักซุ่มในระหว่างที่ใช้โลกในกระจกเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อทำภารกิจ”
มาตรการรักษาความปลอดภัยแน่นหนาทีเดียว ไม่มีจุดอ่อนที่เป็นรูปธรรมเลย…ฟรังก้าพึมพำก่อนจะแผ่เสน่ห์นางมารสุขสม แล้วถามด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน
“แกสังกัดองค์กรใด?”
สายตาของเยบุสถูกดึงดูดไปหาฟรังก้า พลางตอบออกมาแทบจะโดยสัญชาตญาณ
“สำนักสัจธรรม”
“สัจธรรม?” ลูเมี่ยนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เยบุสไม่มองเขา ดวงตายังคงจ้องสลับไปมาระหว่างสองนางมาร
“ใช่แล้ว สัจธรรม”
สีหน้าของเขาจริงจังขึ้นเล็กน้อย พลางกล่าวกับฟรังก้าและจินนา ด้วยน้ำเสียงประหนึ่งกำลังเทศนา
“พวกคุณคิดว่าสีพื้นฐานของโลกคืออะไร?”
โดยไม่รอให้นางมารทั้งสองตอบ เขาพูดต่อไปเอง
“มิใช่ขาว มิใช่ดำ มิใช่สว่าง มิใช่ความมืด”
“หากแต่เป็นสีเทาระหว่างขาวกับดำ เป็นหมอกระหว่างความสว่างกับความมืด เป็นเงา เป็นความเปลี่ยนแปลง เป็นปฐมกาล!”
เป็นลักษณะเฉพาะของเส้นทางหรือ? ลูเมี่ยนผู้มีความรู้ศาสตร์เร้นลับอันล้ำลึก ครุ่นคิดพลางเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“แกรู้จักตัวจริงของโมรัน·อาวินีหรือไม่?”
นี่คือสิ่งที่พวกเขาต้องการทราบมากที่สุด ณ เวลานี้
เยบุสพยักหน้าอย่างผ่อนคลาย ราวกับกำลังอยู่กับสหาย
“รู้สิ เขาเป็นสมาชิกตระกูลทามาร่า ทว่า ถูกคนในกระจกจากใต้ดินทรีอาร์แทนที่ไปแล้ว”
“แล้วทำไมถึงยังร่วมมือกับเขาล่ะ?” ฟรังก้าซักถามต่อ
เยบุสหัวเราะ
“ผมไม่ได้บอกคุณไปแล้วหรือ?”
“สีพื้นฐานของโลกนี้มิใช่ขาว มิใช่ดำ หากแต่เป็นสีเทา ตราบใดที่บรรลุเป้าหมายได้ เหตุใดจะร่วมมือกับคนในกระจกไม่ได้?”
“สำนักสัจธรรมต้องการบรรลุเป้าหมายอะไร?” ลูเมี่ยนรีบถาม
เยบุสจ้องมองใบหน้าและดวงตาสีน้ำเงินดั่งทะเลสาบของฟรังก้า พลางเอ่ยตอบ
“พวกเราอยากให้ชนชั้นสูงอย่างโมรัน·อาวินี ค่อยๆ เข้าควบคุมรัฐบาลอินทิส ให้ประเทศนี้มีทั้งระเบียบแบบแผน มีทั้งเงามืด และมีสะพานเชื่อมระหว่างระเบียบแบบแผนกับเงามืด”
“พวกเราเคารพกฎหมาย แต่มิได้หมายความว่า พวกเราจะไม่แสวงหาช่องโหว่ของกฎหมาย รวมถึงการใช้วิธีบางอย่างเพื่อให้คดียุติลงก่อนจะเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย”
“นี่คือหลักปรัชญาของพวกเรา”
ชั่วขณะหนึ่ง เยบุสดูราวกับกำลังเทศนาสั่งสอนนางมารทั้งสอง
ทะเยอทะยานจริงๆ…จินนารำพึงในใจ
ลูเมี่ยนยิ้มพลางถาม
“ควบคุมรัฐบาลได้แล้วจะทำอะไรต่อ?”
“เพื่อปฏิบัติตามสัจธรรม เข้าใกล้สัจธรรม นี่ก็คือพิธีกรรมเพื่อเอาใจสัจธรรมเช่นกัน” เยบุสตอบด้วยท่าทีคลั่งไคล้ “นอกจากนี้ พวกเรายังต้องอาศัยกำลังของรัฐบาลอินทิส อาศัยกำลังของรัฐบาลอื่นๆ เพื่อตามหาสิ่งของสามอย่าง”
“อะไรบ้าง?” ฟรังก้าถามอย่างสนใจใคร่รู้
เยบุสยินดีที่จะตอบคำถามของเธอ
“อย่างแรกคือ ร่องรอยของแดนสวรรค์ร่วงหล่น มันถูกปิดผนึกอยู่ในนครโบราณใต้ดิน มีเพียงการเข้าควบคุมรัฐบาลอินทิสด้วยตัวเองเท่านั้น ทางเราจึงจะสามารถทำลายผนึกได้อย่างสิ้นเชิง”
แดนสวรรค์ร่วงหล่น…มันคืออะไร? ลูเมี่ยน ฟรังก้า จินนา และอ็องโตนีต่างมองหน้ากัน พบว่าไม่มีผู้ใดเคยได้ยินคำนี้มาก่อน
เยบุสกล่าวต่อ
“อย่างที่สองคืออนุสาวรีย์บรรจุศพสุดท้ายของโรซายล์”
อนุสาวรีย์บรรจุศพของจักรพรรดิโรซายล์? ม่านตาของลูเมี่ยนขยายกว้างขึ้นฉับพลัน
ฟรังก้าถามอย่างร้อนใจ
“แล้วมีเบาะแสบ้างหรือยัง?”
“ไม่ทราบ” เยบุสส่ายหน้าอย่างจริงใจ “อย่างน้อยผมก็ยังไม่มีเบาะแสใดเกี่ยวกับอนุสาวรีย์บรรจุศพของโรซายล์เลย ส่วนบรรดา ‘ผู้บริหาร’ จะรวบรวมข้อมูลได้บ้างหรือไม่ ผมก็ไม่ทราบ”
ผู้บริหาร…ลูเมี่ยนและคณะจดจำคำนี้ไว้
เยบุสมองฟรังก้าแวบหนึ่ง แล้วมองจินนาแวบหนึ่ง สุดท้ายหันกลับไปมองฟรังก้าแล้วกล่าว
“อย่างที่สามคือโคมไฟดวงหนึ่ง มีนามว่า ‘ตะเกียงวิเศษประทานพร’”
“ตะเกียงวิเศษประทานพร?” ลูเมี่ยนมองไปทางฟรังก้า พบว่านางมารสุขสมผู้นี้ก็มีสีหน้างุนงงเช่นกัน
เยบุสยิ้มออกมา เอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงโอ้อวด
“ตะเกียงวิเศษประทานพรเป็นสมบัติปิดผนึก หมายเลขของมันคือ”
“0-05!”
……………………………………………………..