ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 714 ตระกูลทามาร่าที่แตกแยก
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 714 ตระกูลทามาร่าที่แตกแยก
ตอนที่ 714 ตระกูลทามาร่าที่แตกแยก
เมื่อเยบุสเอ่ยรหัส ‘0-05’ ออกมา เขาก็จ้องมองฟรังก้าและจินนาด้วยความคาดหวังเป็นพิเศษ หวังว่าจะได้เห็นความตื่นตระหนกและหวาดกลัว ปรากฏอยู่บนใบหน้าของพวกเธอ
ด้วยศักยภาพที่คณะผู้วิเศษชุดนี้แสดงออกมา พวกเขาน่าจะรู้กระจ่างว่า สมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ นั้นหมายถึงอะไร และบ่งบอกถึงสิ่งใด!
มันคือวัตถุอันน่าสะพรึงกลัว ซึ่งสามารถทำลายล้างทั้งทรีอาร์ หรือแม้กระทั่งทำลายล้างโลกทั้งใบได้!
และยิ่งรหัสของสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ อยู่ในลำดับต้นเท่าใด ระดับความอันตรายก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
บัดนี้ สิ่งที่พวกเรากำลังจะพูดถึงคือ ‘0-05’!
ฟรังก้าและจินนาเผยอารมณ์ตื่นตะลึงและสนใจใคร่รู้ออกมา แต่ทั้งหมดนั้นหาใช่สิ่งที่เยบุสคาดหวังจะได้เห็น
ทั้งสองมิได้ตอบสนองต่อเยบุสแต่อย่างใด กลับพร้อมใจกันเบนศีรษะ ทอดสายตาไปยังลูเมี่ยน
แม้พวกเธอจะไม่เคยเห็นและไม่กล้าดูเนื้อหาที่แท้จริง แต่ก็ล้วนเคยได้ยินลูเมี่ยนเล่าว่า ลุดวิกเด็กประหลาดผู้นั้น ได้ ‘ขโมย’ เอกสารลับเกี่ยวกับสมบัติปิดผนึกมาจากศาสนจักรความรู้ และมอบให้ลูเมี่ยนเป็นค่าตอบแทนในการแลกเปลี่ยน
เอกสารดังกล่าวคือบันทึกของ ‘0-01’!
0-05 หรือ? ลูเมี่ยนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ตามที่เด็กหนุ่มรู้มา ในยุคบรรพกาลนั้น สมบัติปิดผนึกไม่เคยมีการกำหนดรหัส แม้จะมีบ้างก็เป็นเพียงการดำเนินการโดยลำพังของแต่ละศาสนา จวบจนปลายยุคที่สี่หรือต้นยุคที่ห้า เมื่อศาสนาทั้งเจ็ดที่ปกครองโลกนี้อย่างแท้จริง ได้ร่วมกันกำหนดกฎเกณฑ์การจำแนกสมบัติปิดผนึกขึ้นมา และใช้กฎดังกล่าวเพื่อกำหนดรหัสให้กับสมบัติที่แต่ละฝ่ายครอบครองอยู่
ในบรรดาสมบัติปิดผนึกเหล่านั้น สมบัติระดับ ‘0’ และ ‘1’ เนื่องด้วยมีอานุภาพทำลายล้างมหาศาล ศาสนาจารีตทั้งหลายจึงได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการแจ้งสถานการณ์โดยรวม กำหนดรหัสให้เป็นระบบเดียวกัน และไม่ให้ซ้ำกันโดยเด็ดขาด
กล่าวคือ เป็นไปไม่ได้ที่จะมีสมบัติปิดผนึก ‘0-05’ หนึ่งชิ้นในศาสนจักรสุริยันเจิดจรัส และอีกชิ้นหนึ่งในศาสนจักรเทพธิดารัตติกาล
ทั่วทั้งโลกมีเพียง ‘ตะเกียงวิเศษประทานพร’ เท่านั้นที่จะได้รับการขนานนามว่า ‘0-05’!
และในครั้งแรกที่ศาสนาทั้งเจ็ดกำหนดรหัสให้กับสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ ที่ตนครอบครองอยู่นั้น ย่อมต้องจัดลำดับโดยพิจารณาจากองค์ประกอบรอบด้าน ทั้งระดับความอันตราย ห้วงเวลาที่ปรากฏ และความพิเศษของแก่นแท้ ส่วนสมบัติที่ได้มาภายหลังก็จะตั้งชื่อตามลำดับการปิดผนึก
ด้วยเหตุนี้ สมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ หลายสิบรายการแรกนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นไปตามกฎที่ว่า ยิ่งรหัสอยู่ในลำดับต้น ความอันตรายก็ยิ่งสูง แก่นแท้ก็ยิ่งพิเศษ การที่ ‘0-05’ สามารถจัดอยู่ในอันดับที่ห้าในบรรดาสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ ทั้งหมด ย่อมบ่งบอกถึงความน่าสะพรึงกลัวและสถานะอันสูงส่งของมัน!
แน่นอนว่า ตามกฎเกณฑ์ข้างต้น สมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ ที่มีรหัสอยู่ท้ายสุด ไม่จำเป็นต้องอ่อนด้อยกว่าสมบัติที่มีรหัสอยู่ในลำดับต้นเสมอไป
ลูเมี่ยนจ้องมองเยบุส เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่ถึงกับเกินเลยนัก
“0-05 หรือ? วัตถุที่น่าสะพรึงกลัวอันดับที่ห้า จากบรรดาสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ ทั้งหมดน่ะหรือ?”
“ถูกต้อง” ในที่สุดเยบุสก็ได้รับความพึงพอใจจากการโอ้อวดของตน
ลูเมี่ยนถามด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
“การที่มีชื่อว่า ‘ตะเกียงวิเศษประทานพร’ หมายความว่า สามารถขอพรจากมันได้สินะ?”
ในขณะนี้ อารมณ์คาดหวังอันพลุ่งพล่าน ซึ่งเกิดจากส่วนลึกของจิตใจลูเมี่ยน กำลังเอ่อล้นอย่างแรงกล้ายิ่งกว่าที่เผยออกมาทางสีหน้าเสียอีก
เยบุสพยักหน้าอย่างขึงขัง
“ถูกต้อง มันสามารถทำให้ความปรารถนาสิบประการของผู้ครอบครองเป็นจริง”
ก่อนที่ลูเมี่ยนจะทันไต่ถามต่อ เยบุสก็เสริมขึ้นว่า
“แต่จากที่ผมทราบมา คำอธิษฐานต่างๆ ล้วนเป็นจริงในรูปแบบที่บิดเบี้ยว หรือไม่ก็แฝงไว้ด้วยผลลัพธ์อันน่าพรั่นพรึง อีกทั้งผู้ที่เคยครอบครองตะเกียงวิเศษ ไม่มีผู้ใดได้ตายดีเลยสักคน โรซายล์·กุสตาฟก็อาจสิ้นลมด้วยเหตุนี้”
ฟังมาถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนก็จมสู่ความเงียบ
“0-05 เคยเป็นของจักรพรรดิโรซายล์หรือ?” ฟรังก้าเหลือบมองลูเมี่ยนครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจถามออกไป
เยบุสตอบอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“ถูกต้อง”
“แล้วตอนนี้ล่ะ? พวกแกมีเบาะแสของ 0-05 บ้างไหม?” ฟรังก้าไต่ถามต่อด้วยความสนใจใคร่รู้
เยบุสยินดีที่จะแบ่งปันข้อมูล
“มี…มันน่าจะอยู่กับหัวหน้าองค์กรลับ ‘แก่นรุ่งอรุณ’”
“ผู้นำคนนั้น สันนิษฐานว่าเป็นบุตรสาวคนโตของโรซายล์ นามว่าแบร์นาแดต”
“ว้าว!” ฟรังก้าเปล่งเสียงชื่นชมปนโล่งใจออกมา ราวกับได้ยินว่า ลูกสาวของสหายเก่าที่ล่วงลับไปแล้วยังมีชีวิตที่ค่อนข้างดี
แม้ว่าหลังพิธีบูชาทะเล เธอและลูเมี่ยนจะได้ทราบว่าแบร์นาแดต ธิดาคนโตของจักรพรรดิโรซายล์ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งยังเป็นผู้คิดค้นเวทมนตร์นิทาน และมีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับไพ่อาร์คาน่าใหญ่ ‘เฮอร์มิท’ แห่งชุมนุมทาโรต์ แต่ก็ไม่ทราบสถานการณ์ที่แท้จริงของอีกฝ่าย
บัดนี้ เธอได้ฟังเรื่องราวด้วยความประหลาดใจปนยินดีว่า แบร์นาแดตได้กลายเป็นผู้นำขององค์กรลับแห่งหนึ่ง
สำหรับองค์กร ‘แก่นรุ่งอรุณ’ ฟรังก้าเคยได้ยินมาบ้าง รู้ว่าพวกเขามีจุดมุ่งหมายหลักในการศึกษาค้นคว้าความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับ รวมถึงการแปรธาตุในระดับเหนือธรรมชาติ โดยเป็นปรปักษ์กับอีกองค์กรลับที่แสวงหาความรู้นาม ‘นิกายมอสส์’ ซึ่งมีการเคลื่อนไหวหลักในเขตอินทิส พื้นที่มัชฌิมทักษิณ และในทะเล
“เป็นเรื่องปกติที่สมบัติของจักรพรรดิ จะอยู่กับลูกสาวคนโตของเขา” ลูเมี่ยนก็รู้สึกยินดีกับจักรพรรดิโรซายล์อยู่บ้าง
ฟรังก้าถามเยบุสต่อด้วยความกระตือรือร้น
“พวกแกคิดจะรับมือกับแบร์นาแดตอย่างไร?”
เยบุสส่ายศีรษะเชื่องช้า
“พวกเรายังมีกำลังไม่มากพอ นี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ต้องร่วมมือกับ ‘คนในกระจก’”
“เมื่อได้ปฏิบัติตามสัจธรรม และทำให้สัจธรรมพึงพอใจแล้ว บรรดา ‘หัวหน้างาน’ จึงจะได้รับพรมากขึ้น เพื่อต่อกรกับแบร์นาแดตและบริวารของเธอ”
ทั้งการควบคุมรัฐบาล ทั้งการปฏิบัติตาม ‘สัจธรรม’ ในระดับต่างๆ คือพิธีกรรมเพื่อขอพรหรือ? อา…เยบุสก็เคยกล่าวว่า นี่เป็นพิธีกรรมเพื่อเอาใจสัจธรรม…พิธีกรรมรับพรของพวกเขา ช่างแตกต่างจากนิกายเทพมารอื่นๆ มิได้เน้นการบูชายัญด้วยเลือด หากแต่ให้ความสำคัญกับการมีอิทธิพล การใช้ประโยชน์ และการปรับเปลี่ยนระเบียบแบบแผนมากกว่า…ลูเมี่ยนสรุปลักษณะเด่นประการหนึ่งของ ‘สำนักสัจธรรม’ จากถ้อยคำเล็กน้อยของเยบุส
เด็กหนุ่มครุ่นคิดอยู่สองวินาที ก่อนจะเอ่ยปาก
“‘หัวหน้างาน’ เป็นทั้งตำแหน่งและชื่อเรียกหรือ?”
“เทียบเท่ากับลำดับใดในเส้นทางโอสถ?”
“ลำดับ 4 เพิ่งได้รับเทวบารมี” เยบุสตอบอย่างกระชับ ไม่แน่ใจว่าไม่อยากพูดถึง หรือตัวเขาเองก็มิได้รู้มากนัก
ลูเมี่ยนเปลี่ยนเรื่องถาม
“ทางเราเข้าใจแนวคิดและจุดมุ่งหมายของสำนักสัจธรรมแล้ว ถ้าอย่างนั้น เป้าหมายของ ‘คนในกระจก’ คืออะไร?”
เยบุสครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยตอบ
“พวกเขาก็ต้องการทำลายผนึกนครโบราณใต้ดินเช่นกัน มีเพียงการปลดผนึกให้ได้เท่านั้น พวกเขาจึงจะสามารถล่วงล้ำเข้าสู่ห้วงลึกของโลกในกระจกพิเศษ ซึ่งพวกเขาเคยอาศัยอยู่แต่เดิม เพื่อค้นหาสิ่งหนึ่งที่มีความหมายอย่างยิ่ง แต่เรื่องนั้นมิได้เกี่ยวข้องกับพวกเรา”
“พวกเขายังคงลักลอบนำ ‘คนในกระจก’ ออกมาเพิ่มอยู่เนืองๆ เพื่อสวมรอยแทนที่เจ้าของร่างเดิม
“ส่วนจะมีจุดประสงค์อื่นใดอีกหรือไม่ ผมก็ไม่ทราบแล้ว”
“นอกเหนือจากโมรัน·อาวินี แกรู้จักคนในกระจกคนอื่นอีกไหม?” ฟรังก้ามิได้ปิดบังความกระหายใคร่รู้คำตอบ
เยบุสส่ายศีรษะ
“นับแต่พวกเราได้บรรลุข้อตกลงความร่วมมือกับโมรัน·อาวินี เขาก็ให้ ‘คนในกระจก’ คนอื่นย้ายที่อยู่และเปลี่ยนตัวตน โดยให้เขาเป็นผู้ติดต่อเพียงผู้เดียว”
“พวกแกรู้ได้ยังไงว่าโมรัน·อาวินีเป็น ‘คนในกระจก’?” ลูเมี่ยนสืบหาร่องรอยอื่น
เยบุสหัวเราะก่อนเอ่ยตอบ
“สำนักสัจธรรมของพวกเราก่อตั้งขึ้นโดยมีสมาชิกบางส่วนของตระกูลทามาร่าเป็นแกนหลัก ในหมู่พวกเขามีหลายคนที่สงสัยว่า โมรัน·อาวินีและญาติพี่น้องบางคนมีปัญหา จวบจนได้รับวิวรณ์แห่งสัจธรรม จึงยืนยันข้อสงสัยนี้ได้อย่างแน่ชัด”
“เจ้าของร่างเดิมของโมรัน·อาวินี อยู่ในเส้นทางใด?” ลูเมี่ยนขมวดคิ้ว
เยบุสมิได้ปิดบังแทนโมรัน·อาวินี
“เส้นทาง ‘พิพากษา’ ตัวเขาในปัจจุบันไม่เพียงครอบครองพลังเส้นทาง ‘พิพากษา’ หากยังสามารถใช้พลังที่เกี่ยวข้องกับกระจกได้ด้วย”
“ในหมู่สมาชิกสายตระกูล ‘พิพากษา’ ของตระกูลทามาร่า มีใครที่ทั้งไม่ศรัทธาใน ‘สัจธรรม’ และไม่ถูก ‘คนในกระจก’ แทนที่บ้างไหม?” ลูเมี่ยนถามต่อ
“มี พวกเขาแตกหักกับ ‘สำนักสัจธรรม’ ของพวกเรา และพยายามกำจัดพวกเราอยู่ตลอด” เยบุสตอบตามความเป็นจริง
นี่… ตระกูลทามาร่าแยกเป็นฝ่าย ‘พิพากษา’ และ ‘ผู้ฝึกหัด’”
สรุปก็คือ ตระกูลทามาร่ามีสองสาย คือ ‘พิพากษา’ กับ ‘ผู้ฝึกหัด’ โดยที่ ‘พิพากษา’ ได้แยกออกเป็นสามฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายที่ศรัทธาใน ‘สัจธรรม’ ฝ่ายที่ถูก ‘คนในกระจก’ แทนที่ และฝ่ายที่ยึดมั่นในจารีตดั้งเดิม…ส่วนสายตระกูล ‘ผู้ฝึกหัด’ ของตระกูลทามาร่า ซึ่งปะปนอยู่กับนิกายนางมาร จะถูก ‘คนในกระจก’ แทนที่ได้ง่ายกว่า สายตระกูลนี้ก็แตกแยกด้วยเหมือนกันหรือ? เหตุใดพวกตระกูลทามาร่าถึงได้แตกแยกอยู่เนืองนิตย์…หรือว่าตระกูลทามาร่าไม่ว่าสายตระกูลใด ล้วนเสี่ยงต่อการถูก ‘คนในกระจก’ แทนที่? หรือนี่จะมีสาเหตุจากปริศนาที่ยังไม่ถูกไขจากยุคที่สี่? ลูเมี่ยนลองวิเคราะห์โดยอาศัยข้อมูลในมือตน
“โมรัน·อาวินีเทียบเท่าลำดับใด?” เห็นลูเมี่ยนนิ่งเงียบไป จินนาจึงช่วยถาม
“ลำดับ 5” เยบุสยิ้มตอบคำถามของจินนา
ลำดับ 5 ‘อัศวินวินัย’ สินะ…ฟรังก้าได้รับคำชี้แนะจากมาดามจัดจ์เมนต์ ผู้เป็นไพ่อาร์คาน่าใหญ่ จึงคุ้นเคยกับเส้นทาง ‘ผู้ตัดสิน’ เป็นอย่างดี
ลำดับ 9 คือ ‘ผู้ตัดสิน’ ลำดับ 8 คือ ‘เจ้าพนักงาน’ ลำดับ 7 คือ ‘นักสอบสวน’ ลำดับ 6 คือ ‘ผู้พิพากษา’
‘อัศวินวินัย’ ที่มีพลังกระจกวิเศษ และพลังที่เกี่ยวข้องกับโลกในกระจก…ลูเมี่ยนมองเยบุสพลางยิ้มถาม
“แกไม่ใช่ ‘คนในกระจก’ และก็มิใช่ ‘นางมาร’ เหตุใดจึงสามารถเข้าออกโลกในกระจกได้อย่างอิสระ แถมยังไม่ได้รับผลกระทบจากอันตรายบางอย่างในนั้น?”
เยบุสชี้ไปยังกระดุมข้อมือแก้วตรงปลายแขนเสื้อ
“นี่คือสิ่งของที่โมรัน·อาวินีมอบให้พวกเรา ช่วยให้สามารถเข้าออกโลกในกระจก ใช้ความเชื่อมโยงระหว่างกระจกในการเคลื่อนย้าย โดยไม่ถูกดูดไปยังกระจกบานอื่น”
“ตอนนี้ยังใช้ได้อีกห้าครั้ง”
ฟังดูดีทีเดียว ต่อไปมันจะเป็นของพวกเรา อา…เรียกมันว่า ‘กระดุมกระจก’ ก็แล้วกัน…ในขณะนั้น ฟรังก้าถึงกับคิดชื่อให้กระดุมข้อมือไว้เสร็จสรรพ
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับก่อนเอ่ยปาก
“หากเทียบความสามารถของพวกแกกับเส้นทางโอสถแล้ว ลำดับ 9 จะเรียกว่าอะไร?”
ด้วยเล็งเห็นว่า ต่อจากนี้อาจต้องเผชิญหน้ากับ ‘สำนักสัจธรรม’ ลูเมี่ยนจึงไม่พลาดโอกาสทำความเข้าใจพลังเหนือธรรมชาติของอีกฝ่าย
รอยยิ้มอันเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ ปรากฏบนใบหน้าเยบุส
“ชื่อของมันคือ ‘คนกลาง’”
“พวกเราคือสีเทาระหว่างขาวและดำ คือหมอกระหว่างแสงสว่างและความมืด คือสะพานเชื่อมระหว่างระเบียบและเงา!”
“ช่วยตอบแบบคนธรรมดาหน่อยเถอะ…” ฟรังก้าพึมพำในลำคอ
ลูเมี่ยนอมยิ้ม ก่อนถามอย่างไม่หลงกลคำพูดอลังการ
“คนกลางมีพลังแบบไหนบ้าง?”
……………………………………………………..