ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 716 กระสุน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 716 กระสุน
ตอนที่ 716 กระสุน
เยบุสที่กำลังจะอธิบายความหมายของ ‘กล่องมืด’ ชะงักไปชั่วครู่ก่อนเอ่ยว่า
“พวกเรากำลังพยายามควบคุมพรรคเผาถ่าน ตอนนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว”
สมาชิก ‘สำนักสัจธรรม’ ผู้นี้เอ่ยพลางยิ้ม
“พวกเขาพยายามโค่นล้มรัฐบาล สถาปนาระเบียบของตนเอง นี่คือสิ่งที่พวกเรายินดีที่จะเห็นและปรารถนา”
“แต่จุดประสงค์ของพวกแก ไม่ใช่การค่อยๆ ยึดครองรัฐบาลผ่านชนชั้นสูงอย่างโมรัน·อาวินีหรอกหรือ?” จินนารู้สึกว่าคำพูดเมื่อครู่ของเยบุส ขัดแย้งกับสิ่งที่เคยเล่าไว้ก่อนหน้า
เยบุสยิ้มพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่งสอน
“พ่อค้าที่หลักแหลมย่อมไม่นำไข่ทุกใบใส่ตะกร้าใบเดียว ผู้ทะเยอทะยานมากประสบการณ์ก็เช่นกัน”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ลูเมี่ยนก็เปลี่ยนคำถามทันที
“ตามที่แกเล่ามา ‘ผู้ทะเยอทะยาน’ เพิ่มพูนเพียงร่างกาย การรับรู้ และพลังวิญญาณเป็นหลัก ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับสติปัญญาสักหน่อย?”
ฟรังก้ารีบแทรกก่อนที่เยบุสจะตอบ เอ่ยด้วยรอยยิ้มราวกับรู้ใจกันว่า
“ไม่มีใครกำหนดว่า ผู้ทะเยอทะยานต้องมีสติปัญญา”
“นี่ต่างจากนักวางแผน ผู้ทะเยอทะยานเน้นที่ความทะเยอทะยานเป็นหลัก ไม่ใช่ความสามารถในการทำให้ความทะเยอทะยานเป็นจริง สติปัญญาอันโดดเด่นจึงไม่ใช่คุณสมบัติหลักของผู้ทะเยอทะยาน”
“ในประวัติศาสตร์ พวกเรามักได้เห็นผู้ทะเยอทะยานที่โง่เขลาอยู่บ่อยครั้ง”
การถามตอบของสองคนทำให้เยบุสถึงกับไม่รู้จะตอบสนองอย่างไร
โชคดีที่ลูเมี่ยนไม่ได้สานต่อหัวข้อเดิม แต่ดึงจุดสนใจกลับมายังพรรคเผาถ่าน
“อัลแบร์·กองกูร์เป็นคนของพวกแกแล้วหรือ?”
“อาจจะ” เยบุสตอบอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก “เรื่องของพรรคเผาถ่านไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของผม”
“การที่องค์กรการกุศล ‘นักล่าฝัน’ สามารถสร้างความสัมพันธ์กับพรรคเผาถ่านได้ เป็นเพราะพวกแกช่วยเป็น ‘คนกลาง’ ให้สินะ?” ลูเมี่ยนนึกถึงเรื่องของนายพลฟิลิป
เยบุสแย้มยิ้มอีกครั้ง
“ฟิลิปเป็นคนทะเยอทะยานมาก เขาต้องการรวมกลุ่มองค์กรลับต่างๆ เข้าด้วยกันมานานแล้ว ในฐานะ ‘คนกลาง’ อย่างเรา ในฐานะ ‘ผู้ค้าเงา’ อย่างเรา ในฐานะ ‘ผู้ทะเยอทะยาน’ อย่างเรา ทางนี้ย่อมต้องช่วยเหลือเขาเป็นธรรมดา น่าเสียดาย แผนการของเขาแม้จะสำเร็จ แต่กลับถูกผู้อื่นใช้ประโยชน์ ตัวเขาเองก็หายสาบสูญในนครโบราณที่ถูกผนึกใต้ดิน อา…ผมไม่ทราบว่าพวกคุณรู้หรือไม่ ที่นั่นน่ะ แท้จริงแล้วคือทรีอาร์ยุคที่สี่”
“พวกแกนี่นะ…” ฟรังก้านึกอะไรบางอย่างขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้เอ่ยออกมา เพียงถอนหายใจด้วยความรู้สึกหลากหลาย
ลูเมี่ยนจึงถามถึงเรื่อง ‘กล่องมืด’
“เมื่อถึงลำดับ 5 แกมีพลังแบบใดเพิ่มขึ้นบ้าง?”
สายตาของเยบุสยังคงจับจ้องสลับไปมาระหว่างนางมารทั้งสอง
“มีเพียงพลัง ‘กล่องมืด’ เท่านั้น แต่มันมีวิธีใช้งานสองรูปแบบ”
“รูปแบบแรกคือในยามต่อสู้ หรือในสถานการณ์คับขัน สามารถสร้างสภาพแวดล้อม ‘กล่องมืด’ ที่มองไม่เห็นและเงียบสงบขึ้นมาได้ โดยอาศัยการมอบสิ่งของมีค่าให้แก่ศัตรู บังคับให้บรรลุข้อเรียกร้องที่ตนเสนอ แต่ห้ามทำอันตรายต่ออีกฝ่าย ห้ามส่งผลกระทบต่อสถานะอื่นๆ ของอีกฝ่าย อีกทั้งตัวเองก็ต้องแสดงออกให้เป็นปกติเพียงพอ มิเช่นนั้นศัตรูที่ ‘ยอมรับ’ ข้อตกลงในกล่องมืด จะรู้สึกถึงความผิดปกติและรู้ตัวได้ง่าย”
“อา…ข้อตกลงในกล่องมืดแบบนี้ อาจไม่สำเร็จเสมอไป ยิ่งเป้าหมายมีแนวโน้มและประสบการณ์ในเชิง ‘ขอบเขตสีเทา’ หมากเพียงใด อัตราความสำเร็จก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น โดยปัจจัยนี้สามารถพิจารณาได้ด้วยพลัง ‘รับรู้สีเทา’ ของลำดับ ‘คนกลาง’ หากเผชิญหน้ากับ ‘ผู้เจิดจรัส’ ของเส้นทาง ‘สุริยัน’ แม้ไม่มีการกดทับจากเทวบารมี ก็แทบไม่มีทางสำเร็จได้เลย”
‘ผู้เจิดจรัส’ คือชื่อของลำดับ 4 เส้นทางสุริยัน
“ก่อนหน้านี้ที่แกขอให้ฉันปล่อยไป ก็ใช้ ‘ข้อตกลงในกล่องมืด’ แบบนี้หรือ?” ลูเมี่ยนเอ่ยถามด้วยความกระจ่าง
“ใช่” เยบุสตอบอย่างเถรตรง “คุณมีประสบการณ์ในขอบเขตของสีเทามากมาย แถมยังมีแนวโน้มอย่างแรงกล้าในด้านนี้ด้วย”
“ตาแหลมจริงๆ!” ฟรังก้า ‘ชม’ เยบุสแทนลูเมี่ยน
“แม้ ‘รับรู้สีเทา’ จะเป็นพลังที่ได้มาตั้งแต่ลำดับ 9 ‘คนกลาง’ แต่มันก็มีประโยชน์มาก” เยบุสทำทีเป็นอิงหลักการ แต่แท้จริงแล้วกำลังโอ้อวด
“แล้ว ‘ข้อตกลงในกล่องมืด’ อีกรูปแบบหนึ่งล่ะ?”
เยบุสยิ้มพลางตอบว่า
“รูปแบบดังกล่าวต้องใช้เวลาพอสมควร ไม่สามารถใช้ในยามต่อสู้หรือสถานการณ์ฉุกเฉินได้”
“พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ มันคือการดำเนินการภายในมิติโดดเดี่ยว ด้วยการสร้างกล่องมืดที่แท้จริงขึ้นมา โดยในกล่องมืดนี้ ตัวเราเป็นฝ่ายหนึ่งของการค้า ส่วนอีกฝ่ายคือสิ่งมีชีวิตลึกลับ รวมถึงการดำรงอยู่ที่ซ่อนเร้นในเงาหรือความมืด แต่พวกเราจะไม่ทราบล่วงหน้าว่าคู่ค้าคือใคร และในระหว่างการค้าก็ไม่อาจล่วงรู้ว่า ฝั่งตรงข้ามเป็นใคร อาจเป็นผู้ที่พวกเราเคยติดต่อมาก่อน หรืออาจมาจากสิ่งที่ไม่รู้จักก็เป็นได้”
“โดยสรุปแล้ว ภายใต้สภาวะกล่องมืด ซึ่งไม่มีทางทราบว่าคู่ค้าเป็นใคร และไม่ทราบด้วยว่า ความประสงค์ของคุณจะถูกตอบสนองด้วยวิธีใด หน้าที่ของคุณเพียง เสนอความต้องการออกไป แล้วมอบสิ่งของตามที่อีกฝ่ายเรียกร้อง จากนั้นก็รอให้เกิดผลลัพธ์ ส่วนจะเป็นไปได้อย่างไรนั้น ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ”
“การค้าต้องมีเพียงสองฝ่ายเท่านั้นหรือ?” จินนาถามด้วยจิตวิญญาณแห่งการค้นคว้า
“ไม่เสมอไป การค้าสามฝ่าย สี่ฝ่าย หรือจะมากกว่านั้นก็ได้ ขอเพียงเป็นไปตามกฎของการทำในทางลับก็พอ” เยบุสไม่ได้ตระหนี่ความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับของตน “การทำในทางลับแบบนี้ ไม่ได้รับประกันผลสำเร็จเสมอไป ขึ้นอยู่กับทั้งความยากของเป้าหมาย แถมยังถูกตีกรอบด้วยสิ่งของที่นำมาแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ พวกคุณอย่าคิดว่าสิ่งมีชีวิตลึกลับและการดำรงอยู่อันตรายเหล่านั้น จะรักษาคำมั่นสัญญาเสมอไป ในหมู่พวกมันมีพวกชอบเล่นตุกติกอยู่ไม่น้อย ซึ่งสามารถหลบหนีข้อผูกมัดของกล่องมืดได้”
“หากเรียกร้องในสิ่งที่ทำได้ยาก แต่อีกฝ่ายดันทำได้จริง เช่นนี้แล้วพวกเราจะมีความเสี่ยงเพิ่มเติมหรือไม่?” จินนานึกถึง ‘กล่องมืดของผู้มีอำนาจ’ ของตน
เยบุสพยักหน้าอย่างจริงจัง
“มีสิ…ขึ้นอยู่กับว่า สิ่งมีชีวิตลึกลับหรือการดำรงอยู่อันตรายที่ให้ความช่วยเหลือผ่านกล่องมืดเป็นผู้ใด มีเจตนาร้ายหรือไม่ ครั้งหนึ่งผมเคยเคราะห์ร้ายถึงหนึ่งสัปดาห์เต็ม เกือบถูก ‘ผู้ชำระ’ ตรวจพบความผิดปกติ”
จินนาพยักหน้าอย่างครุ่นคิด พึมพำในใจว่า
เมื่อพิจารณาจากข้อมูลข้างต้น ‘กล่องมืดของผู้มีอำนาจ’ คือรูปแบบกลายพันธุ์และแฝงมลทินของ ‘กล่องมืด’ ตามปกติ ฝ่ายที่ริเริ่มไม่สามารถเสนอความต้องการได้…ทางเรายังต้องมอบสิ่งของมีค่าให้อยู่ก็จริง ทว่าอีกฝ่ายกลับทำได้เพียงบรรเทาความซับซ้อนของเรื่องราว ทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ทันที มีข้อจำกัดอยู่หลายระดับ…
ส่วนราคาที่ต้องจ่ายนั้น ถูกกำหนดตายตัวให้เป็นการเผชิญหน้ากับข้อเสนอจากมารหรือสิ่งชั่วร้ายหนึ่งครั้ง…
“แกรู้อะไรเกี่ยวกับ ‘หัวหน้างาน’ บ้าง?” ลูเมี่ยนเห็นว่าได้พูดคุยเรื่อง ‘กล่องมืด’ มาพอสมควรแล้ว จึงหยิบยกประเด็นใหม่ขึ้นมา
สีหน้าเยบุสแสดงความลำบากใจ มิได้ตอบคำ
ลูเมี่ยนเห็นท่าที จึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“แกพกสิ่งใดติดตัวมาบ้าง?”
เยบุสเหลือบมองฟรังก้าครู่หนึ่ง ก่อนล้วงหยิบของจิปาถะหลายชิ้นออกจากกระเป๋าลับในอาภรณ์
“นี่คือยารักษาที่แลกมาจากศาสนิกของ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ส่วนนี่คือ ‘แก๊สสลบ’ ‘แก๊สปลุกสติ’ และ ‘น้ำยาพรั่งพรู’ ที่แลกมาจากศาสนิกของ ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’…”
ยารักษา ยาสลบ เกลือดมวิเศษ และ ‘ยาสารภาพ’…ของดีทั้งนั้น…ลูเมี่ยนมองขวดโลหะใบเล็กที่ติดฉลากต่างกันสี่ใบ พลางพยักหน้ารับ
สายตาของเด็กหนุ่มเลื่อนไปยังมืออีกข้างของเยบุส ซึ่งตรงนั้นมีกระสุนอยู่หกนัด
กระสุนทุกนัดล้วนทำจากทองเหลือง แต่ลวดลายและสีสันบนผิวแตกต่างกันไป หนึ่งนัดดูธรรมดาสามัญ หนึ่งนัดมีปลายแหลมสีสดใส หนึ่งนัดราวกับถูกกรดแก่กัดกร่อน หนึ่งนัดเปล่งประกายสีเขียวอมเทาริบหรี่ หนึ่งนัดดูประหนึ่งมีแสงดาวระยิบระยับ และอีกหนึ่งนัดมีผิวด้านทึม ราวกับผ่านการขัดด้านมาหลายครั้ง
เยบุสแนะนำอย่างกระตือรือร้น
“นี่คือกระสุนตั้งครรภ์ นี่คือกระสุนพิษร้าย นี่คือกระสุนเน่าเปื่อย นี่คือกระสุนเสื่อมทราม นี่คือกระสุนระเบิดภายใน นี่คือกระสุนช่วงชิง ทุกนัดแลกมาจากศาสนิกขององค์เทพต่างๆ”
ฟรังก้าชี้ไปยังกระสุนนัดที่ดูธรรมดาสามัญด้วยความอยากรู้อยากเห็น โดยรักษาระยะห่างเอาไว้
“นั่นคือกระสุนตั้งครรภ์หรือ?”
“ใช่ ผู้ใดก็ตาม ไม่ว่าคนหรือสัตว์ที่ถูกมันยิง ย่อมตั้งครรภ์อย่างแน่นอน โดยจะแสดงอาการในเวลาอันสั้น” เยบุสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงความหวาดกลัวอยู่บ้าง
“ทั้งชายและหญิงหรือ?” ฟรังก้าซักถามต่อ
“ทั้งสอง” เยบุสตอบอย่างหนักแน่น
“อา…” ฟรังก้าเปล่งเสียงที่ทั้งรังเกียจหวาดกลัว เจือด้วยความกระตือรือร้นอยากลองในคราเดียวกัน
จินนาถามด้วยความกังวล
“มันดูเหมือนกระสุนธรรมดาไม่มีผิด ไม่กลัวจะใช้ผิดจุดประสงค์หรือ?”
เยบุสส่ายหน้าพลางกล่าว
“ไม่มีทางจำผิดได้หรอก น้ำหนักของมันเบามาก ราวกับทำจากไม้หรือดินเหนียว”
ฟู่…ลูเมี่ยนและอ็องโตนีถอนหายใจพร้อมกัน
ลูเมี่ยนหันไปชี้กระสุนนัดที่ผิวด้าน แล้วจึงเอ่ยถาม
“นี่คือกระสุนช่วงชิงหรือ? สรรพคุณของมันคือ?”
กระสุนนัดอื่นๆ ค่อนข้างชัดเจนในประสิทธิภาพ มีเพียงกระสุนช่วงชิงที่ไม่รู้ว่าจะพรากเอาสิ่งใดไป
“ผู้ที่ถูกมันยิง หรือถูกมันเฉี่ยวถาก จะสูญเสียพลังวิเศษหนึ่งชนิดเป็นเวลาสิบห้านาที ส่วนจะเป็นพลังชนิดใดนั้น ไม่อาจคาดการณ์ล่วงหน้าได้” เยบุสตอบตามความจริง
นี่สามารถใช้ร่วมกับพลังของ ‘นักล่าชะตากรรม’ ได้ ด้วยการกำหนดสิ่งที่จะช่วงชิง…ลูเมี่ยนพินิจมองเยบุสหัวจรดเท้าสองสามที แล้วกล่าวว่า “ไม่มีของชิ้นอื่นแล้วหรือ? เป็นถึง ‘ผู้ค้าเงา’ ทั้งที แกไม่มีสมบัติวิเศษสักชิ้นเลยหรือ?”
เยบุสอธิบายอย่างเก้อเขิน
“ผมเพิ่งได้รับพร ‘กล่องมืด’ เมื่อไม่นานมานี้ และเพื่อให้พิธีกรรมสำเร็จลุล่วง เพื่อเอาอกเอาใจสัจธรรม ผมจำเป็นต้องแลกเปลี่ยนด้วยสิ่งของสำคัญแทบทุกชิ้น เหลือไว้เพียงเท่านี้”
“หลักการของพ่อค้าก็คือ ทุกสิ่งสามารถซื้อขายได้!”
ไอ้ขอทานเอ๊ย…ฟรังก้าเย้ยหยันด้วยความผิดหวัง
เธอหันไปกล่าวกับเยบุสทันที
“มอบสิ่งเหล่านี้ให้พวกเรา ก็เพราะมีมันอยู่ แกจึงถูกฉุดเข้าสู่อันตรายครั้งแล้วครั้งเล่า ต้องพัวพันกับการต่อสู้ทางวิญญาณอยู่ร่ำไป หากยกมันให้พวกเรา แกก็จะได้ปล่อยวาง ปลอดภัย สามารถเริ่มชีวิตใหม่ได้”
คำพูดนี้คล้ายกับคำสะกดจิตของอ็องโตนีเมื่อครู่ เยบุสจึงเลือกที่จะเชื่อ ส่งของในมือทั้งหมดให้แก่ฟรังก้า
หลังจากฟรังก้าเก็บของเหล่านั้นเสร็จ ลูเมี่ยนกวาดตามองรอบหนึ่งแล้วเอ่ยปาก
“สำนักงานใหญ่ของ ‘สำนักสัจธรรม’ ตั้งอยู่ที่ใด?”
“ใครคือ ‘หัวหน้างาน’ ที่แกสังกัดโดยตรง?”
เมื่อได้ยินคำถามทั้งสอง จินนา ฟรังก้า และอ็องโตนี ต่างค่อยๆ เคลื่อนกายไปอยู่ข้างกายลูเมี่ยน
เยบุสลังเลอยู่หลายอึดใจ ขณะกำลังจะให้คำตอบ สีหน้าก็พลันบิดเบี้ยวผิดวิสัย
ลูเมี่ยนเห็นท่าไม่ดี จึงรีบร้องบอกฟรังก้าทันที
“โยนเทวรูปใส่เขา!”
ฟรังก้าเลือกที่จะทำตาม หยิบเทวรูปกระดูกขาวของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ แล้วโยนไปยังเยบุส
ในขณะเดียวกัน เธอ อ็องโตนี และจินนา ต่างคว้าจับไหล่ แขน และส่วนต่างๆ ของลูเมี่ยน
วินาทีถัดมา ร่างทั้งสี่ก็หายวับไปจากตำแหน่ง
บึ้ม!
เยบุสระเบิดออกจากภายในสู่ภายนอก เศษเนื้อที่แตกกระจายผสานกับหมอกสีขาวจาง กลายเป็นหมอกเลือดประหลาด
หมอกเลือดค่อยๆ จางลง วนเวียนหลีกเลี่ยงเทวรูปกระดูกขาวของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ก่อนจะซึมหายลงสู่ผืนดิน
ผ่านไปอีกไม่กี่อึดใจ ลูเมี่ยนกับพรรคพวกก็ ‘เทเลพอร์ต’ กลับมา
……………………………………………………..