ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 717 หัวหน้างาน?
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 717 หัวหน้างาน?
ตอนที่ 717 หัวหน้างาน?
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงระเบิดตัวเองล่ะ?” ลูเมี่ยนที่ถือโคมไฟคาร์ไบด์อยู่ในมือ จ้องมองเลือดที่ยังคงซึมลงสู่ความลึกของผืนดินทีละนิด พลางขมวดคิ้วพึมพำ
เด็กหนุ่มมิได้ตั้งใจให้เยบุสต้องม้วยมรณาเพราะสองคำถามนั่น เพียงแต่ต้องการค่อยๆ ลองเชิงหาขอบเขตเท่านั้น
อ็องโตนีตอบกลับด้วยอารมณ์อันมั่นคง
“หลักสำคัญของการสะกดจิตคือ ต้องไม่เป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของเป้าหมายโดยตรง”
“กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อเผชิญกับคำถามที่จะเป็นอันตรายต่อชีวิตของตนอย่างแท้จริง เยบุสจะต้องไม่ตอบ หรือไม่ก็ถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้นจากภวังค์ ไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของการสะกดจิตอีกต่อไป”
“ผมได้เตรียมพร้อมรับมือหากเขาหลุดจากการสะกดจิตแล้ว” ลูเมี่ยนแจ้งว่า ตนก็ได้คาดการณ์ผลลัพธ์ในทิศทางดังกล่าวไว้เช่นกัน
ด้วยระยะห่างในเวลานั้น ‘วิชาฮึ่มฮ่า’ คือสิ่งที่เยบุสไม่อาจหลบเลี่ยง อีกทั้งใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ของลูเมี่ยนยังมีหนังสุนัขปลุกเสกอีกสามผืน และหนังวัวปลุกเสกอีกหนึ่งผืน
หลังจากได้เป็น ‘นักพรต’ เด็กหนุ่มก็สามารถปลุกเสกหนังสัตว์ที่จำเป็นสำหรับ ‘ศาสตร์สร้างปศุสัตว์’ ได้ด้วยตนเอง จึงได้ปลุกเสกลงบนหนังสัตว์เก่าๆ ที่เคยใช้มา
จินนาหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้น ครุ่นคิดพลางเอ่ยปาก
“ตอนนั้นเยบุสกำลังจะตอบคำถาม…”
“นั่นหมายความว่า เขาไม่ได้รู้สึกว่าการตอบคำถามสองข้อนั้นจะเป็นอันตรายต่อชีวิตตัวเอง เฮ้อ…แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นไปตามที่เจ้าตัวคิด”
ฟรังก้าพยักหน้ารับ
“ใช่แล้ว หากมีอันตรายจริง เขาคงเลือกไม่ตอบ”
“เมื่อสักครู่ ฉันเข้าใจว่าเขาคงทำสัญญาบางอย่างไว้ ที่หากเปิดเผยสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ ‘สำนักสัจธรรม’ และนามของ ‘หัวหน้างาน’ สายตรงของตัวเอง ก็จะถูกโจมตี ‘เงา’ ของตัวเองโจมตีดวงวิญญาณ”
“บัดซบ! อย่าบอกนะว่าตอนทำสัญญานั่น ‘หัวหน้างาน’ ของเขาได้แอบแก้เงื่อนไข? ดังนั้น เยบุสถึงไม่รู้ว่าการตอบคำถามสองข้อนี้จะเป็นอันตราย ให้ตายเถอะ! น่าสงสารเกินไปแล้ว หลอกลวงทั้งเบื้องบนและเบื้องล่าง นี่มันเส้นทาง ‘นักต้มตุ๋น’ หรือ ‘คนกลาง’ กันแน่?”
รอจนฟรังก้าพร่ำรำพันจบ ลูเมี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยคำเดียวว่า
“หัวหน้างาน”
“หัวหน้างาน?” ฟรังก้าเข้าใจความหมายของลูเมี่ยนในทันที “การตรวจตราผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยวิธีการบางอย่าง คือหนึ่งในพลังของ ‘หัวหน้างาน’ และเยบุสไม่ทราบเรื่องนี้ จึงไปแตะต้องข้อห้ามเมื่อตอบคำถามสำคัญหรือ?”
เธอเพิ่งจะเอ่ยถึงตรงนี้ จินนาก็สะดุ้งตื่นด้วยความระแวง
“หัวหน้างานคนนั้นคงสังเกตเห็นที่นี่แล้วกระมัง อาจจะมาถึงเมื่อไรก็ได้?”
“เรื่องนั้นไม่ต้องกังวล หลังจากพบความผิดปกติของเยบุส ผมก็ให้ฟรังก้าโยนเทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’ ไว้ที่นี่แล้ว” ลูเมี่ยนกล่าวพลางยิ้ม “ต่อให้ข้อสันนิษฐานเมื่อครู่ของพวกเราจะถูกต้อง ‘หัวหน้างาน’ คนนั้นก็คงแค่พบว่า เกิดปัญหากับเยบุส แต่ไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่ชัดได้ ปัญหาตอนนี้คือ ทางเราอาจต้องปรับเปลี่ยนแผนในขั้นถัดไป”
จินนาและอ็องโตนีเข้าใจความหมายของลูเมี่ยนทันที
พวกตนจะไม่ประสบกับอันตรายในช่วงนี้ ไม่จำเป็นต้องกังวลว่า ‘หัวหน้างาน’ คนนั้นจะติดตามมา แต่เมื่อเยบุสผู้รับหน้าที่คุ้มครองโมรัน·อาวินีหลังกระจก เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เมื่อ ‘หัวหน้างาน’ รู้เข้า แม้แต่คนโง่ก็คงเดาได้ว่า มีผู้หมายปองชีวิตโมรัน·อาวินีอยู่ ย่อมต้องเตรียมการรับมือบางอย่างเพิ่มเติม แผนที่วางไว้แต่เดิมจึงไม่สอดคล้องกับสถานการณ์เสียแล้ว
ฟรังก้าถอนใจเฮือก มองไปยังเทวรูปกระดูกขาวบนพื้น พลางรำพึงอย่างจริงใจว่า
“ตอนที่ ‘นางมารดำ’ มอบเทวรูปมาให้ ฉันยังอยากปฏิเสธ แต่ตอนนี้อยากจะขอเพิ่มสักสิบสององค์!”
เธอจิกกัดตัวเองพลางก้มลงเก็บเทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’ ขึ้นมา เช็ดทำความสะอาดผิวเทวรูปอย่างตั้งใจ แล้วเอ่ยคำชมสองสามประโยค
ลูเมี่ยนตำหนิตัวเองว่า
“ผมควรใช้ ‘เนตรภัยพิบัติ’ คอยจับตาดูความเปลี่ยนแปลงของสายโชคชะตาของเยบุสไว้ตลอด บางทีอาจจะห้ามไม่ให้เขาตอบได้ทัน”
เด็กหนุ่มไม่คิดว่าจะมีกรณีที่แม้แต่ตัวผู้พูดเอง ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นการละเมิดข้อห้ามหรือไม่ ทั้งที่ไม่เกี่ยวกับศรัทธาโดยตรง ไม่เกี่ยวกับความรู้ ‘ศาสตร์เร้นลับ’ ขั้นสูง เยบุสควรจะรู้ว่าอะไรควรพูดอะไรไม่ควรพูด มิฉะนั้นในชีวิตประจำวัน เขาคงตายไปแปดร้อยครั้งแล้ว
ฟรังก้าหวนนึกพลางเอ่ยปาก
“ตอนที่ฉันกับจินนาเผชิญหน้ากับสมาชิก ‘สำนักสัจธรรม’ คนนั้น อีกฝ่ายก็เกิดเหตุการณ์คล้ายกันขณะตอบคำถามว่า ‘สังกัดองค์กรใด และเหตุใดจึงฉวยใช้คดีการหายตัวไปของผู้เฝ้าประตู’”
“จากคำตอบของเยบุสเมื่อครู่ การตอบว่า ‘สำนักสัจธรรม’ ไม่น่าจะเป็นข้อห้าม ส่วนเหตุผลที่ฉวยโอกาสจากคดีการหายตัวไปของผู้เฝ้าประตูนั้น ฉันคิดว่าคนที่ยังไม่ถึงระดับ ‘ผู้ทะเยอทะยาน’ คนนั้นคงยังไม่มีสิทธิ์ล่วงรู้”
“จากเท่าที่ดู คงเป็นพลังของ ‘หัวหน้างาน’ จริงๆ นั่นแหละ ข้อห้ามจึงไม่ตายตัว ทั้งสภาพแวดล้อม อารมณ์ความรู้สึก และสภาวะ ต่างก็ร่วมกันกำหนดเส้นแบ่งในการตอบคำถาม ไม่ได้เคร่งครัดจนต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เดียวกันในทุกสถานการณ์ หึ…ช่างสอดคล้องกับหลักการที่เยบุสเคยกล่าวไว้จริงๆ”
ลูเมี่ยนผงกศีรษะรับ แล้วหัวเราะแผ่วเบา
“อย่างน้อยพวกเราก็ได้ของรางวัลมาก่อน มิฉะนั้นคงขาดทุนย่อยยับ”
เด็กหนุ่มครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าว
“ฟรังก้า คุณใช้ยันต์ติดต่อนั่น หาตัว ‘นางมารดำ’ แล้วรายงานเรื่องทางเข้าโลกในกระจกที่พวกเราสร้างไว้ รวมถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น และทุกคำตอบของเยบุส ดูว่าเธอจะมีปฏิกิริยาเช่นไร และจะมอบคำแนะนำแบบใด”
“อา…เธอคงเป็นทามาร่าสาย ‘ผู้ฝึกหัด’ ย่อมมีความขัดแย้งโดยธรรมชาติกับโมรัน·อาวินี ที่แยกตัวออกมาจากสาย ‘พิพากษา’”
เมื่อฟรังก้ารับคำแล้ว ลูเมี่ยนก็หันไปทางจินนา
“ส่วนคุณไปที่บ้านลับ เพื่อเขียนจดหมายถึงมาดามจัดจ์เมนต์ เส้นทาง ‘ผู้พิพากษา’ คือเส้นทางแห่งระเบียบ ผมเห็นว่าเรื่องของพวกสำนักสัจธรรม สมควรรายงานให้เธอทราบโดยด่วน”
“ผมจะพาคุณไปเอง”
“ตกลง” จินนาคุ้นเคยกับการที่ลูเมี่ยนมอบหมายภารกิจในยามเช่นนี้
ลูเมี่ยนหันไปทางอ็องโตนี
“คุณไปกับผม รอดูโมรัน·อาวินีที่นอกวังภราดรภาพ สังเกตสภาวะของเขา ดูว่ามีท่าทีผิดปกติบ้างหรือไม่”
วังภราดรภาพตั้งอยู่ในเขตถนนหลวง เป็นทำเนียบประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินทิส วันนี้โมรัน·อาวินี ก็อยู่ที่นั่นเพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรี ซึ่งมีประธานาธิบดีเป็นประธาน
อ็องโตนีผงกศีรษะรับ แสดงว่าไม่มีปัญหา
การสังเกตคือจุดแข็งของ ‘ผู้ชม’ อยู่แล้ว
…………
ณ โพรงเหมืองหินที่มีทางเข้าถาวรสู่โลกในกระจก
ฟรังก้าผู้มีเนตรมองกลางคืน พิงกายอยู่ตรงมุม หยิบกระจกแป้งและยันต์ที่ดูราวกับทำจากหินสีเทาขาวออกมา
ฟรังก้ากุมยันต์แผ่นนั้นไว้ ถ่ายพลังวิญญาณเข้าไป แล้วเปล่งอาคมกระตุ้นด้วยภาษาเฮอร์มิส
“ดวงตา!”
ยันต์ที่ดูราวกับทำจากหินสีเทาขาว ลุกโชนด้วยเพลิงทมิฬทันที จากนั้นฟรังก้าก็กดมันลงบนผิวกระจกแป้ง
ผิวกระจกพลันกลายเป็นความว่างเปล่า ไร้ซึ่งความแข็งที่เคยมี
ยันต์ที่ห่อหุ้มด้วยเพลิงทมิฬ ทะลุผ่านเข้าไปในกระจก ร่วงหล่นลงไปตรงๆ ไม่ทราบปลายทาง
ไม่นานนัก ฟรังก้าพลันรู้สึกว่า รอบตัวมีบางสิ่งเพิ่มขึ้นมา
จากนั้น เธอก็เห็นเส้นผมสีดำขลับนับไม่ถ้วน โผล่ออกมาจากด้านในกระจกแต่งหน้า
เส้นผมสีดำขลับล่องลอยขึ้นมา บดบังสายตาของฟรังก้าเอาไว้
ฟรังก้ารู้สึกถึงน้ำหนักที่ฝ่ามือก่อน จากนั้นก็เห็นเส้นผมดำร่วงหล่น พร้อมกับการปรากฏกายของแคลริส
‘นางมารดำ’ ผู้นี้ยังคงเกล้าผมดำไว้เรียบร้อย ไร้ซึ่งเส้นผมดำขลับอันพิลึกพิลั่นที่เคยล้อมรอบ
แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้พบแคลริส แต่ฟรังก้าก็ยังอดชื่นชมเสน่ห์ของอีกฝ่ายจากก้นบึ้งของหัวใจไม่ได้
เธอเป็นสตรีที่ลำพังโฉมงาม ก็สามารถชักนำผู้คนสู่ความเสื่อมถอย ทำให้ดวงวิญญาณจมดิ่งสู่ห้วงลึก
แคลริสจ้องหน้าฟรังก้า เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไพเราะอ่อนหวาน
“ได้อะไรมาบ้างหรือ?”
ฟรังก้าตั้งสติ เล่าตั้งแต่ตอนที่ตนคิดว่า อาจมีมลทินรั่วไหลในทรีอาร์ใต้ดิน จึงอุ้มเทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’ เดินทั่วบริเวณที่กำหนด จนในที่สุดก็ค้นพบจุดหมาย เล่าถึงวิธีที่ตนใช้เทวรูป สวดวิงวอนต่อนางมารต้นกำเนิด ได้รับการตอบสนอง และสร้างทางเข้าถาวรสู่โลกในกระจก
แคลริสแสดงสีหน้าชื่นชม ซึ่งเธอมักไม่ค่อยทำ
“คุณมีสัญชาตญาณเฉียบแหลม ทั้งปัญญาก็ยังเป็นเลิศ ถึงกับนึกถึงความเป็นไปได้เช่นนี้ ซ้ำยังคว้ามันไว้ได้”
“บางทีสักวัน คุณอาจได้เป็นนางมารที่มีสีเป็นฉายา”
นางมารเหลือง? ฟรังก้าจิกกัดตัวเองในใจ
เธอเล่าต่อถึงแผนการของตนกับพวกลูเมี่ยน เพียงแต่ปิดบังส่วนที่เกี่ยวกับ ‘ชุมนุมทาโรต์’ และบรรยาย ‘รอยประทับกระจกเงา’ ว่าเป็นความสามารถของวัตถุบางชิ้น
แคลริสเงียบฟังโดยไม่ขัดจังหวะ
ฟรังก้าเล่ารวดเดียวจบ ถึงเรื่องที่ลูเมี่ยนถูกโจมตีระหว่างสืบสวน แต่กลับจับตัวเยบุสได้ และอาศัย ‘ผู้ชม’ สอบถามข้อมูลมากมาย
‘นางมารดำ’ ผงกศีรษะรับพลางกล่าว
“เหล่าคนรักของคุณล้วนไม่เลว โดยเฉพาะ ‘นักล่า’ คนนั้น”
กล่าวถึงตรงนี้ ‘นางมารดำ’ หัวเราะในลำคอพลางเอ่ยว่า
“รสชาติของ ‘นักล่า’ นับว่าไม่เลวเลย ยิ่งลำดับสูงก็ยิ่งเลือดร้อน”
นี่มัน…คุณจักรพรรดิ ประวัติลับของคุณน่ะ แม้แต่นางมารระดับสูงก็ได้อ่านมันแล้ว…บางที นางมารทุกคนอาจมีคนละเล่มเลยด้วยซ้ำ! ฟรังก้าไม่รู้ว่าควรถากถางจักรพรรดิโรซายล์ หรือควรรู้สึกสงสารพระองค์ดี
“ใช่ ไม่เลวเลยจริงๆ” ฟรังก้ายิ้มพลางเห็นด้วย พยายามไม่ให้ตนเองแสดงอาการกระอักกระอ่วน
‘นางมารดำ’ กล่าวต่อ
“แต่ทั้งคุณและเขาต่างทำผิดพลาด”
“เมื่อสอบถามได้มากพอแล้ว ก็ควรหยุดเสียแต่พอดี รีบไปซุ่มดักโมรัน·อาวินี จับตัวเขาให้ได้ก่อน แล้วค่อยสอบสวนให้ลึกซึ้ง”
“ค่ะ” ฟรังก้าไม่ปฏิเสธคำวิจารณ์ของ ‘นางมารดำ’
ย้อนกลับไปทบทวนดูใหม่ ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ ‘สำนักสัจธรรม’ และชื่อของ ‘หัวหน้างาน’ ล้วนยังไม่ใช่ข้อมูลที่จำเป็นเร่งด่วน ในช่วงเวลานั้น พวกเธอสามารถเปลี่ยนเยบุสให้เป็นสุนัข ให้ลูกาโนกับลุดวิกเฝ้าไว้ ส่วนพวกตนฉวยโอกาสตอนที่ ‘หัวหน้างาน’ ยังไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ แอบซ่อนอยู่หลังกระจก รอให้โมรัน·อาวินี ‘สมัครใจ’ เข้ามาเอง หลังจากนั้น ย่อมมีเวลามากมายในการจัดการเชลยทั้งสอง
ทว่า นี่คือหนึ่งในอุปนิสัยของลูเมี่ยน
ฟรังก้าสังเกตเห็นนานแล้วว่า ลูเมี่ยนชอบสอบถามข้อมูลให้กระจ่างในทันทีเลย หากไม่มีเหตุผลพิเศษ ก็จะไม่เก็บไว้สอบถามในภายหลัง ราวกับกลัวว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกลางคัน จนข้อมูลที่ควรจะได้มาต้องคลาดไป
‘นางมารดำ’ แคลริสไม่ได้ตำหนิต่อ เพียงผงกศีรษะรับแล้วเอ่ยว่า
“คุณรออยู่ที่นี่ก่อน ฉันจะไปสืบดูสถานการณ์ อาจต้องใช้เวลาสักครู่”
“ค่ะ มาดามแคลริส” ฟรังก้าไม่ได้ปิดบังรอยยิ้มของตน
…………
ณ ภายนอกวังภราดรภาพอันโอ่อ่าตระการตาในเขตถนนหลวง
ลูเมี่ยนพาอ็องโตนีปะปนเข้าไปในหมู่ผู้สื่อข่าวอีกครั้ง
……………………………………………………..