ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 721 ผลาญ ‘ตัวแทน’ อย่างบ้าบิ่น
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 721 ผลาญ ‘ตัวแทน’ อย่างบ้าบิ่น
ตอนที่ 721 ผลาญ ‘ตัวแทน’ อย่างบ้าบิ่น
‘นางมารสุขสม’ แม้ไม่มีพลังวิเศษในเชิงยั่วยวน แต่ก็สามารถสำแดงเสน่ห์ได้จนถึงขีดสุด ในยามปกติสามารถทำให้บุรุษส่วนใหญ่ไม่อาจละสายตา หายใจรวยริน ความคิดโกลาหล ยิ่งโมรัน·อาวินีมิใช่ ‘นักพรต’ ทั้งยังถูก ‘สร้อยเบียทริซ’ ปลุกเร้าราคะด้วยแล้ว
ในสถานการณ์เช่นนี้ สายตาของโมรัน·อาวินีจึงจับจ้องเพียงฟรังก้า สมองเต็มไปด้วยจินตนาการถึงฉากในอนาคต
หัวใจเขาเต้นเร็วขึ้น โลหิตสูบฉีดพลุ่งพล่าน การเคลื่อนไหวได้รับผลกระทบ รวดเร็วแต่ประหลาด
ร่างของเขาเปล่งประกายดั่งแสงอรุณรุ่ง พร้อมกับกำหนดฟรังก้าเป็นเป้าหมายที่จะ ‘ลงโทษ’ ช่วยเพิ่มพูนอิทธิพลและพลังโจมตีต่อ ‘นางมารสุขสม’ ผู้นี้อย่างเต็มพิกัด
เมื่อกำหนดเป้าหมายที่จะ ‘ลงโทษ’ ได้แล้ว ร่างของโมรัน·อาวินีก็ราวกับสูงใหญ่ขึ้น จนฟรังก้าเกิดความหวาดหวั่นจากจิตใต้สำนึก รู้สึกว่าอีกฝ่ายคือผู้ยิ่งใหญ่ที่สามารถบงการชีวิตตน
ส่งผลให้เธอ ผู้กำลังย้ายตำแหน่งอย่างปราดเปรียวในสภาพล่องหน เกิดชะงักงันไปชั่วขณะ
โมรัน·อาวินีที่แม้แต่ลมหายใจก็ร้อนผ่าว ถือโอกาสยกมือขวาผลักไปทางฟรังก้า พลางเอ่ยด้วยภาษาเฮอร์มิสโบราณว่า
“จองจำ!”
รอบตัวฟรังก้าพลันมีของเหลวใสหนืดจำนวนมากพุ่งขึ้น ก่อร่างเป็นอำพันมหึมา หุ้มห่อ ‘นางมารสุขสม’ ไว้ภายใน แล้วแข็งตัวในพริบตา
เพล้ง!
ร่างของฟรังก้าแตกสลาย กลายเป็นกระจกแต่งหน้าขนาดฝ่ามือ
เธอใช้วิธีนี้หลุดพ้นจาก ‘จองจำ’ ของ ‘อัศวินวินัย’
ขณะนั้น โมรัน·อาวินีเกิดลางสังหรณ์อันตรายอย่างแรงกล้า จึงอาศัยกายเนื้ออันแข็งแกร่งของ ‘อัศวินวินัย’ สลัดหลุดจากใยแมงมุมล่องหนที่พันรัด บังคับตัวกลิ้งไปทางด้านข้าง
จินนาที่อ้อมไปด้านหลังเยื้องๆ กับเขา แทงหอกน้ำแข็งที่เคลือบด้วยเพลิงทมิฬของนางมารด้วย ‘โจมตีเต็มกำลัง’ แต่ก็พลาดเป้าไปอย่างน่าเสียดาย
กระจกตาของโมรัน·อาวินีสะท้อนภาพ ‘แม่มด’ ในชุดดำสวมหมวกอ่อนนางนี้ แล้วก็พลันรู้สึกว่า เธอเองก็ไม่เลวเช่นกัน
แน่นอน หากได้ทั้งสองคนเลยยิ่งดี
โมรัน·อาวินีรีบย่อตัวครึ่งนั่งทันที ใช้ฝ่ามือกำอากาศครอบบริเวณที่จินนาอยู่ เปล่งเสียงทุ้มด้วยภาษาเฮอร์มิสโบราณว่า
“กักขัง!”
ในความเงียบงัน รอบตัวจินนาปรากฏกำแพงล่องหนชั้นหนึ่ง แม้แต่วิญญาณก็ยากจะทะลุผ่าน
มันมิได้ผนึกร่างกายเธอโดยตรง แต่ใช้จินนาเป็นจุดศูนย์กลาง สร้างคุกใสที่มีช่องว่างเล็กน้อย จึงไม่กระตุ้น ‘กระจกตัวแทน’
จินนาเห็นดังนี้ ก็มิได้พยายามโจมตีกำแพงล่องหน แต่สร้างน้ำแข็งคลุมผิวกายทันที
นอกชั้นน้ำแข็งยังมีน้ำแข็งอีกชั้น ระหว่างกลางเป็นสุญญากาศบางเฉียบ เปลี่ยนจินนาให้ลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็ง
“กักขัง!”
โดยไม่มัวจัดการกับจินนาต่อ โมรัน·อาวินีที่ดวงตาเริ่มแดงก่ำหันไปทางฟรังก้า เปลี่ยนมิติรอบ ‘นางมารสุขสม’ ให้เป็นพื้นที่ปิดตายเช่นกัน
ฟรังก้ามิได้ตอบโต้เป็นอื่น เพลิงทมิฬปริมาณมากพลุ่งพล่านออกจากภายในร่างทันที
ภายนอกเพลิงทมิฬ น้ำแข็งเริ่มจับตัวเป็นชั้น ดุจดังการสร้างโลงแก้วอันแข็งแกร่ง
ใยแมงมุมล่องหนรอบข้างพันรัดกลับมา วนรอบแล้วรอบเล่า ห่อหุ้มน้ำแข็งไว้ภายใน ก่อร่างเป็นรังไหมมหึมา
นี่มัน…โมรัน·อาวินีทั้งฉงนต่อความผิดปกติของ ‘นางมารสุขสม’ ทั้งปลื้มปีติที่ ‘กักขัง’ ของตนเกิดผล ไม่ไปกระตุ้นคุณสมบัติของ ‘กระจกตัวแทน’ อีกฝ่าย
เขาวิ่งไปหาฟรังก้าด้วยท่าทางบิดเบี้ยวผิดวิสัย ในห้วงความคิดได้ซักซ้อมการใช้พลัง รวมถึงฉากที่จะเกิดขึ้นหลังจากควบคุมอีกฝ่ายได้
เขาเกือบลืมไปว่ายังมี ‘ผู้ชม’ อยู่อีกคน แต่อ็องโตนีหลบไปอยู่ตรงจุดอับสายตาที่ใดก็สุดรู้
ช่างเถอะ จับสองนางมารนี่ให้ได้ก่อน! โมรัน·อาวินีเพิ่งผุดความคิดเช่นนั้น ท่วงทำนองอันแหลมคมก็ดังขึ้นข้างหู
ลูเมี่ยนก้าวออกจากเงามืดตรงมุมหนึ่ง ริมฝีปากแนบขลุ่ยกระดูก ‘กลอนดนตรีเคืองแค้น’ สีดำคล้ำ
เด็กหนุ่มมิได้ถูก ‘ห้ามล่องหน’ บีบให้ออกจากที่ซ่อน เพราะตัวเขาก็มิได้อยู่ในสภาพล่องหน เพียงแต่แปลงกายเป็นสิ่งมีชีวิตเงา กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับความมืดอย่างแท้จริง!
ลูเมี่ยนมองใบหน้าของโมรัน·อาวินีที่บิดเบี้ยวด้วยราคะ ทั้งเดินยิ้มเข้าหาอีกฝ่าย ทั้งเป่าขลุ่ยอย่างสุดกำลัง
ด้วยสภาพของโมรัน·อาวินี ณ ปัจจุบัน เด็กหนุ่มเชื่อว่าการโจมตีจุดอ่อนด้วย ‘กลอนดนตรีเคืองแค้น’ ต้องปลุกเร้าราคะอีกฝ่ายได้อย่างแน่นอน ไม่จำเป็นต้องใช้พลัง ‘นักล่าชะตากรรม’ เสริม
ท่ามกลางเสียงดนตรีที่ทั้งรื่นเริงทั้งแหลมคม ร่างของโมรัน·อาวินีพลันแข็งทื่อไป
เสียงเพล้งดังขึ้นอีกครั้ง เขาใช้ ‘กระจกตัวแทน’ รับการโจมตีเฉียดตายครั้งนี้แทน
เงาของโมรัน·อาวินีปรากฏที่ด้านหลังเยื้องๆ กับลูเมี่ยน แต่ลูเมี่ยนยังมิได้หยุดเป่าขลุ่ย ราคะที่ใกล้ระเบิดบนร่างโมรัน·อาวินีจึงยังไม่จางหาย
เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง!
ร่างของโมรัน·อาวินีแตกเป็นเสี่ยงๆ ไม่หยุด แล้วปรากฏขึ้นใหม่ท่ามกลางท่วงทำนองที่ยิ่งเร่งเร้า ไม่อาจหนีพ้นไปไหน ทั้งไม่ทันคิดหาทางอุดหู
เสียงดนตรีอันไพเราะจาก ‘กลอนดนตรีเคืองแค้น’ ก้องกังวานอยู่ทุกซอกทุกมุมในพื้นที่หลังกระจก
อ็องโตนีหลบอยู่ตรงมุมหนึ่ง ใช้อุปกรณ์ที่เตรียมไว้ล่วงหน้าอุดหู พร้อมพึ่งพากระจกอยู่ทุกเมื่อ พลางเตรียมสะกดจิตตนเองเข้าสู่ห้วงนิทรา เพื่อหลบเลี่ยงท่วงทำนองแห่งความตายของลูเมี่ยน ซึ่งไม่เลือกมิตรศัตรู
แม้จะเตรียมตัวมาแล้ว แต่เกล็ดมังกรสีเทาขาวก็ยังผุดขึ้นบนผิวกายอย่างห้ามไม่อยู่
เพล้ง! เพล้ง! ในที่สุด ‘กระจกตัวแทน’ ของโมรัน·อาวินีก็หมดลงเสียที
สมองเขาพลันมึนงง รับรู้ถึงสุขสมสุดขีด สุขสมที่ระเบิดออกดั่งฟ้าผ่า
ร่างกายเขาสั่นเทิ้ม ทั้งทุกข์ระทมทั้งปีติสุดขีด
ทั้งจมูก ดวงตา หู และมุมปากของเขามีเลือดไหลทะลัก ทั้งน้ำลาย น้ำมูก และน้ำตาต่างก็ไหลออกมาพร้อมกัน ท่าทางราวกับจวนเจียนจะสลบไสลเต็มที
ลูเมี่ยนแฟลชไปอยู่ด้านหลังเขา วางกลอนดนตรีเคืองแค้นลง แล้วเปล่งเสียง ‘ฮึ่ม’ ออกมา
แสงสีขาวสองสายตกลงบนร่างโมรัน·อาวินี ส่งผลให้ ‘อัศวินวินัย’ ผู้นี้สลบเหมือดคาที่
ลูเมี่ยนไม่ปล่อยให้โมรัน·อาวินีมีโอกาสฟื้นตัวด้วยลูกเล่นพิสดารที่อาจซุกซ่อนไว้ จึงรีบดึงหนังสุนัขปลุกเสกแผ่นหนึ่งออกจากกระเป๋านักเดินทาง แล้วคลุมลงบนศีรษะของศัตรูที่กำลังล้มพับลง
“สุนัข!”
ลูเมี่ยนเปล่งเสียงร่ายอาคมเป็นภาษาเฮอร์มิสทันที
แสงสลัวสว่างแวบวาบ พร้อมกับการหายไปของโมรัน·อาวินี แทนที่ด้วยสุนัขยักษ์ขนสีน้ำตาลอ่อน
ท่ามกลางเสียงล้มที่ไร้การขัดขืน สุนัขยักษ์สลบไสลในท่านอนตะแคง
ลูเมี่ยนยิ้ม โน้มกายลง อุ้มสุนัขตัวนั้นขึ้นมา
เห็นภาพดังกล่าว อ็องโตนีจึงดึงที่อุดหูที่ตนยัดไว้แน่นออก ส่วนจินนาก็คลายน้ำแข็งสองชั้นที่คลุมร่างเอาไว้
ฟรังก้าช้ากว่าเล็กน้อย ผ่านไปครู่หนึ่งจึงคลายรังไหมออก โลงน้ำแข็งเริ่มสลายอย่างไร้เสียง เพลิงทมิฬกระจายหายวับไป
เธอเอ่ยกับลูเมี่ยนและจินนาด้วยสีหน้าประหลาดใจระคนยินดี
“เมื่อสักครู่ โอสถสุขสมของฉันถูกย่อยครั้งใหญ่เลยล่ะ!”
เสียงพูดเพิ่งขาดคำ เธอก็ยกมือบีบจมูก มองไปที่จุดที่โมรัน·อาวินีเคยยืน มองสุนัขยักษ์ในอ้อมกอดของลูเมี่ยน แล้วเอ่ยปาก
“ฉันเข้าใจแล้ว…”
“เมื่อครู่เขาคงได้ลิ้มรสความสุขสมอย่างแท้จริง เป็นสุขสมในระดับสุดขีด ซึ่งมันมีต้นตอมาจากฉัน”
ลูเมี่ยนครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยปาก
“เขาถึงกับยอมเสี่ยงชีวิต ปักหลักอยู่ที่นี่ต่อ เพื่อไขว่คว้าสุขสมที่คุณมอบให้ จนได้รับทุกข์ระทมแสนสาหัสเช่นกัน โดยในท้ายที่สุด เขาก็ได้ลิ้มรสสุขสมที่ไขว่คว้า แม้ไม่ใช่ในรูปแบบที่คาดหวัง แถมยังต้องจ่ายด้วยราคาแพงก็ตาม”
“เขายังเป็นถึงผู้วิเศษลำดับ 5 ด้วย” ฟรังก้าถอนหายใจพลางยิ้มทั่วใบหน้า “น่าเสียดายที่ฉันไม่ใช่ผู้บรรเลงกลอนดนตรีเคืองแค้น ไม่อย่างนั้น โอสถสุขสมคงใกล้จะย่อยสมบูรณ์เต็มที สุขสมนำพาทุกข์ สุขสมทำให้คนหลงระเริง สุขสมเปรียบดังเปลวเทียนสำหรับแมลงเม่า…”
พูดถึงตรงนี้ เธอก็ลดเสียงลง พึมพำเป็นภาษาประหลาดว่า
“ราคะเปรียบดังการถูกมีดจ่อหัว…”
ฟรังก้าไม่รู้สึกเสียดายนัก เพราะในบรรดาพวกตน มีเพียงลูเมี่ยนที่รับผลเสียของกลอนดนตรีเคืองแค้นได้
อ็องโตนีกวาดตามองรอบหนึ่ง เตือนฟรังก้าด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เมื่อได้ตัวแล้ว ก็รีบชิ่งหนีเถอะ”
ตอนนี้จินนาเข้ามาใกล้ลูเมี่ยนแล้ว ฝ่ายหลังก็เก็บกลอนดนตรีเคืองแค้นแล้วเช่นกัน
“อา” ฟรังก้าพยักหน้าหนึ่งที ก้าวไม่กี่ก้าวมาอยู่ข้างกายลูเมี่ยน แล้วคว้าท่อนแขนเขาไว้
ขณะเดียวกัน เปลวเพลิงสีดำก็ลุกโชนเป็นหย่อมใหญ่ในพื้นที่หลังกระจกแห่งนี้
ผ่านไปไม่กี่อึดใจ อาศัยประตูถาวรในโพรงเหมืองหิน ทั้งสี่ก็ได้ออกจากโลกในกระจก
ฟรังก้าลงมือต่อต้านการทำนายและการพยากรณ์จนเสร็จสรรพ
จากนั้น พวกเขาเทเลพอร์ตกลับบ้านลับในเขตบริหาร
กระทั่งบัดนี้ ฟรังก้าจึงร้อง ‘เฮ้อ’ ขึ้นมา
“สร้อยคอเบียทริซไม่สามารถกระตุ้นราคะได้แล้ว…”
สร้อยคอเบียทริซสามารถกระตุ้น ‘ตัณหา’ แต่ละชนิดได้เพียงสองครั้ง ในกรณีของ ‘ราคะ’ มันถูกใช้กับการ์ดเนอร์·มาร์ตินไปแล้วครั้งหนึ่ง
สำหรับนางมารสุขสมอย่างฟรังก้า นี่หมายถึงการสูญเสียตัวช่วยอันทรงพลัง
จินนาพยักหน้ารับ
“น่าเสียดายจริงๆ นั่นแหละ นางมารสุขสมกับ ‘ผู้เสพติดสังวาส’ แห่งเส้นทาง ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ สามารถเข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย แถมยังเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ”
“ใช่ น่าเสียดายที่ฉันรับพรของมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายไม่ได้ มิเช่นนั้น…” ฟรังก้าพลันหุบปาก ในขณะเดียวกัน ห้วงความคิดของพวกลูเมี่ยนมีคำหนึ่งแล่นผ่านพร้อมกัน
นางมารเสพสม!
แฮ่ม! ฟรังก้าไอเบาๆ สองทีแล้วกล่าวต่อ
“ได้แต่หวังว่า ผู้รับพรจากมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย จะมอบของวิเศษคล้ายๆ กันมาเพิ่มให้นะ”
เธอหันไปมองสุนัขยักษ์ที่ยังไม่ฟื้นเพราะร่างกายอ่อนแรง ชั่งใจอยู่สักพักจึงกล่าวออกมา
“ป้อนยาสารภาพก่อน แล้วให้อ็องโตนีผูกมิตรกับเขา หรือทำทั้งสอง?”
“อา…การสื่อวิญญาณด้วยกระจกวิเศษ ควรใช้เป็นแผนทางเลือกมากกว่า…”
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ พลางนึกถึงคำตำหนิของ ‘นางมารดำ’ ที่ฟรังก้าเคยนำมาถ่ายทอด จึงข่มความโลภในใจแล้วเอ่ยปาก
“อย่าเพิ่งรีบร้อน รอให้ผมไปพบมิสเตอร์ K ก่อน ทางเราค่อยเริ่มสอบสวนก็ยังไม่สบาย”
“มิสเตอร์ K ก็ลอบสังหารโมรัน·อาวินีโดยไม่บอกกล่าวเช่นนี้ ต้องมีเหตุผลเบื้องลึกเบื้องหลังแน่ ผมอยากสอบถามทางเขาให้กระจ่างก่อน มันอาจช่วยให้เราเค้นข้อมูลได้ตรงจุดมากขึ้น”
“ก็จริง” พวกฟรังก้าพยักหน้าตามกัน
…………
ถนนเฌอร์ บ้านเลขที่ 19 สำนักงานใหญ่นิตยสารสื่อวิญญาณ
ลูเมี่ยนที่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว โดยมาเยือนในชุดเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีน้ำเงินตัวบาง ก้าวลงจากรถม้า ย่างกรายเข้าสู่บ้านสีขาวหรูหราสูงหกชั้น
……………………………………………………..