ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 727 มาเยือน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 727 มาเยือน
ตอนที่ 727 มาเยือน
ขณะที่ฟรังก้าจัดเตรียมพิธีกรรม เธอครุ่นคิดพลางถามกับลูเมี่ยนว่า
“พิกัดของกระจกคือสิ่งที่พรรณนาด้วยถ้อยคำไม่ได้ จำต้องรับรู้ผ่านการถ่ายทอดทางศาสตร์เร้นลับเท่านั้น ซึ่งการ ‘สื่อวิญญาณด้วยกระจกวิเศษ’ ไม่อาจกระทำได้ ฉันจึงต้องสื่อวิญญาณตามปกติ”
แม้การ ‘สื่อวิญญาณด้วยกระจกวิเศษ’ ที่เธอคิดค้นขึ้น จะช่วยเพิ่มระยะเวลาการสื่อวิญญาณ ช่วยเพิ่มคำตอบที่วิญญาณสามารถมอบให้ แต่ก็ถูกจำกัดด้วยการต้องใช้สื่อกลางเป็นกระจก จึงสูญเสียโอกาสด้านอื่นๆ ไปแทน
“ถ้าเราสื่อวิญญาณด้วยวิธีปกติ คำถามก็จะลดน้อยลงมาก…” ลูเมี่ยนครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยปาก “คำถามแรก ให้เขาบอกพิกัดของกระจก ‘หัวหน้างาน’ กับเรา คำถามที่สอง ถามหาที่อยู่ของกระจกเงินโบราณ ซึ่งใช้ประกอบพิธีติดต่อกับผู้นำของพวกเขา คำถามที่สาม เขาติดต่อกับคนในกระจกคนใดบ้าง อีกฝ่ายอยู่ที่ใด และตัวจริงคือใคร ให้ตอบเรียงตามลำดับความสำคัญ”
เมื่อตอบคำถามที่สามเสร็จ พิธีกรรมสื่อวิญญาณก็คงจะจบลงพอดี ลูเมี่ยนถึงกับสงสัยว่า โมรัน·อาวินีอาจ ‘แนะนำ’ พวกคนในกระจกไม่ครบทุกคน จึงขอให้จัดเรียงตามความสำคัญ โดยเริ่มจากคนในกระจกที่มีตำแหน่งสำคัญที่สุดก่อน หรือไม่ก็รับผิดชอบภารกิจสำคัญ
“กระจกเงินโบราณหรือ?” ฟรังก้าทวนคำถามด้วยความฉงน
“ใช่ โมรัน·อาวินีมีกระจกบานหนึ่งเหมือนกับที่คุณเคยครอบครอง มันคือสื่อกลางสำคัญในการติดต่อกับโรซายล์ในกระจก” ลูเมี่ยนตอบรวบรัด
ขณะกล่าว เด็กหนุ่มก็นั่งยองลง คลำหากระเป๋าเสื้อกับกระเป๋ากางเกงของโมรัน·อาวินี
แล้วก็ต้องผิดหวังเมื่อพบว่า รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมผู้นี้ พกพาเพียงธนบัตรใหญ่ไม่กี่ใบ กับเศษเงินอีกจำนวนหนึ่งเท่านั้น รวมทั้งสิ้น 3,212 เฟลคิน
นอกจากเงินสด ก็มีเพียงนาฬิกาพกทองคำ ซึ่งงดงามด้วยงานศิลป์เชิงกลไก รวมถึงผ้าเช็ดหน้าปักลวดลายประณีต และกระเป๋าสตางค์ฝีมือนักออกแบบส่วนตัว โดยตัดเย็บด้วยช่างฝีมือส่วนตัว
ทว่าไม่มีชิ้นใดแฝงพลังวิเศษเอาไว้เลย!
ลูเมี่ยนอดไม่ได้ที่จะเลียนแบบฟรังก้า เปล่งคำสบถภายในใจว่า
“ไอ้ขอทาน!”
อันที่จริง เด็กหนุ่มก็พอจะเข้าใจได้ เพราะในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม โมรัน·อาวินีย่อมถูกอารักขาอย่างเข้มงวดโดยเหล่าผู้วิเศษทางการ จึงไม่อาจพกพาสมบัติวิเศษหรืออาวุธวิเศษติดตัว เพื่อป้องกันมิให้ใครล่วงรู้ถึงความผิดปกติของตน
เขาคือ ‘อัศวินวินัย’ ลำดับ 5 ของเส้นทาง ‘พิพากษา’ หากเปิดเผยความจริงต่อศาสนจักรทั้งสอง ก็คงยากที่จะอธิบายว่าตนได้รับสูตรโอสถกับตะกอนพลังจากที่ใด เมื่อครั้งลงนามในพันธสัญญา เขาเพียงแต่แจ้งว่าตนเป็นผู้วิเศษในเส้นทางข้างต้น มิได้ระบุลำดับแน่ชัด ในภายหลังย่อมสูญเสียช่องทางเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุวิเศษอย่างชอบธรรม ทำได้เพียงพึ่งพา ‘คนกลาง’ ลับหลังผู้วิเศษทางการ
สำหรับโมรัน·อาวินีแล้ว เขาไม่มีความจำเป็นต้องให้ ‘หัวหน้างาน’ ช่วย ‘ทำในทางลับ’ เพื่อสร้างโอกาสได้รับสมบัติวิเศษ เพราะ ‘คนในกระจก’ สามารถส่งผ่านสิ่งของผ่านกระจกได้ หากเขามีความจำเป็นต้องใช้วัตถุชิ้นใด ก็สามารถแจ้งให้พวกพ้อง ‘ส่ง’ สิ่งของมาให้ได้เลย และเมื่อใช้เสร็จก็นำกลับไปคืนที่เดิม
ลูเมี่ยนถอนหายใจยาว เก็บธนบัตร นาฬิกาพก และข้าวของอื่นๆ พร้อมกับลุกขึ้นยืน
เด็กหนุ่มมองดูฟรังก้าที่กำลังดำเนินการสื่อวิญญาณ พลางกล่าวกับจินนาที่ยังคงก้มหน้าเขียนจดหมาย
“เมื่อครู่คุณยิงได้เด็ดขาดมาก ไม่มีความลำบากใจเลยหรือ?”
“นี่ไม่ใช่การต่อสู้สักหน่อย พวกเราต่างก็สนทนากับโมรัน·อาวินีด้วยดีมาตลอด ผมถึงกับคิดว่าเขาเป็นสหายคนหนึ่ง”
จินนาช้อนตามองลูเมี่ยนครู่หนึ่ง พลางเขียนจดหมายโดยใช้ก้อนหินที่ยื่นจากผนังถ้ำเป็นฐานรอง แล้วแค่นหัวเราะแผ่วเบา
“คุณกังวลว่าฉันจะสะสมความเครียดจนเกิดปัญหาขึ้นมาภายหลัง จึงอยากสวมบทบาทเป็นนักจิตบำบัดคอยให้คำปรึกษาหรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อ็องโตนี·รีดผู้ทำตัวเป็น ‘ผู้ชม’ โดยไม่พูดไม่จา ยกมือขึ้นแตะจมูกตัวเองด้วยท่าทีกระอักกระอ่วน
นั่นฟังดูเหมือนงานของเขา
แต่เขาค่อนข้างมั่นใจว่า ฟรังก้ากับจินนายังไม่ต้องเข้ารับการบำบัดจิตในตอนนี้
ลูเมี่ยนไม่ตอบคำถามของจินนา เพียงยิ้มแล้วเอ่ยปาก
“ก่อนหน้านี้ ใช่ว่าคุณจะเคยฆ่าคนมามากมายอะไร”
“เมื่อครู่ถ้าเราไม่ยิง คุณก็ยิงอยู่ดีไม่ใช่หรือ? ถึงจะรู้สึกเหมือนเป็นสหายไปแล้วก็เถอะ แต่ฉันเชื่อว่าคุณจะระเบิดสมองของเขาโดยไม่ลังเลเช่นกัน” จินนาถามยอกย้อนพร้อมรอยยิ้ม
ลูเมี่ยนแค่นเสียง ‘หึ’
“ผมไม่เหมือนคุณ เคยฆ่าคนมานับไม่ถ้วนแล้ว”
จินนาช้อนตามองเด็กหนุ่มอีกครั้ง
“โมรัน·อาวินีสารภาพบาปของตัวเองออกมาแล้ว เขาลากตัวจริงเข้าไปในกระจก คุมขังไว้สักพักก่อนจะฆ่าทิ้งอย่างโหดร้าย สำหรับการประหารอาชญากร ฉันไม่รู้สึกหนักใจแต่อย่างใดเลย”
“คุณเปลี่ยนไปนะ…” ลูเมี่ยนถอนหายใจพลางหยอกล้อ “หากเป็นเมื่อก่อน ถ้าต้องการลงทัณฑ์คนชั่ว คุณจะเลือกพึ่งพาตำรวจกับทางการ”
จินนามิได้ตอบโต้เด็กหนุ่ม เนื่องจากฟรังก้าเตรียมพิธีสื่อวิญญาณเสร็จพอดี
ท่ามกลางเปลวเทียนสีเขียวอมเทาที่ไหววูบ ดวงวิญญาณของโมรัน·อาวินีกำลังลอยอยู่เหนือร่างไร้วิญญาณของตัวเอง ไม่ว่าใครที่สามารถเปิดเนตรวิญญาณต่างก็เห็นฉากนี้
ฟรังก้าไม่มัวพูดพร่ำทำเพลง รีบถอดกระดุมกระจกตรงข้อมือที่น่าจะทำมาจากแก้ว แล้วกล่าวต่อดวงวิญญาณของโมรัน·อาวินี
“จงบอกพิกัดของกระจกของ ‘หัวหน้างาน’ คนนั้นมา”
ใบหน้าอันพร่าเลือนเจือความประหวั่นพรั่นพรึงของโมรัน·อาวินี พลันบิดเบี้ยวทันใด
ทว่าเมื่อสิ้นชีวิตแล้ว ความยับยั้งชั่งใจของเขาย่อมแตกพ่าย ไม่นานก็ต้องยอมจำนนต่ออิทธิพลของการสื่อวิญญาณ ด้วยการยื่นมือขวาออกมา ทำท่าขอกระดุมไปจากฟรังก้า
ฟรังก้าที่รออยู่แล้ว ได้ยื่นกระดุมกระจกให้อีกฝ่ายทันที
ดวงวิญญาณของโมรัน·อาวินีกุมกระดุมข้อมือไว้ จนมีแสงสลัวส่องออกจากร่างกายวูบหนึ่ง ปกคลุมผิวของกระดุมซึ่งน่าจะทำจากแก้ว แล้วแทรกซึมเข้าไปด้านใน
เมื่อได้กระดุมกระจกคืนมา ฟรังก้าก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
จุดสำคัญที่สุดของพิธีกรรมผ่านพ้นไปแล้ว ที่เหลือล้วนเป็นผลพลอยได้!
ฟรังก้ากระปรี้กระเปร่าขึ้นทันตาเห็น พลางถามโมรัน·อาวินีด้วยความกระตือรือร้น
“แกมีกระจกเงินโบราณอยู่บานหนึ่ง ซึ่งมันสามารถ…เอ่อ…”
เธอฉุกใจคิดได้ว่านี่อาจก่อให้เกิดปัญหา จึงรีบเปลี่ยนแนวทางการถาม
“กระจกเงินโบราณที่ช่วยให้ ‘หัวหน้างาน’ คนนั้น สามารถติดต่อกับผู้นำของพวกแกได้ ปัจจุบันอยู่ที่ใด?”
ดวงวิญญาณของโมรัน·อาวินีตอบด้วยท่าทีเย็นชาค่อนไปทางแข็งทื่อ
“อยู่กับกริฟฟิธ ถ้าฉันต้องการจะใช้ เขาก็จะส่งผ่านกระจกมาให้”
ฟรังก้าดีใจในทีแรก แต่แล้วก็ต้องสบถด้วยความหงุดหงิด
“บัดซบ!”
เธอเพิ่งตระหนักว่า ตนพลาดการเค้นพิกัดของกระจกซึ่งปัจจุบันอยู่กับกริฟฟิธ
ตอนนี้เหลือคำถามอีกเพียงข้อเดียว และเธอจำเป็นต้องถามว่า โมรัน·อาวินีติดต่อกับคนในกระจกคนใดบ้าง และตัวจริงเป็นใคร โดยไม่อาจเพิ่มเงื่อนไขเพื่อแจ้งพิกัดของกระจก!
ลูเมี่ยนกับอ็องโตนีเข้าใจได้ทันที ถึงเหตุผลที่ฟรังก้าตำหนิตัวเองอย่างหนัก แต่นี่ถือเป็นเหตุสุดวิสัย เพราะบางคำถามจำเป็นต้องอาศัยคำตอบจากข้อก่อนหน้า อีกทั้ง การขอพิกัดกระจกก็มิอาจกระทำผ่าน ‘การสื่อวิญญาณด้วยกระจกวิเศษ’
ฟรังก้าฝืนข่มอารมณ์ให้สงบ พลางจ้องมองดวงวิญญาณของโรมัน·อาวินี แล้วเรียบเรียงถ้อยคำเป็นประโยค
“แกติดต่อกับ ‘คนในกระจก’ คนใดบ้าง และพวกเขาทำอะไรอยู่บนโลกความจริง? จงเริ่มจากคนที่มีตำแหน่งหรือหน้าที่สำคัญที่สุดก่อน”
ใบหน้าอันพร่าเลือนซีดขาวของโมรัน·อาวินี เกิดบิดเบี้ยวเหยเกอีกครั้ง แต่สุดท้ายก็จำใจตอบอย่างไร้อารมณ์
“คนแรกคือกริฟฟิธ เขาเปรียบเสมือนผู้ช่วยของฉัน ตัวจริงของเขาคือสมาชิกแกนนำในนิกายมอสส์ ปัจจุบันกำลังอาศัยความช่วยเหลือจากพวกเรา ค่อยๆ เพิ่มพูนจุดยืนของตัวเองในนิกาย หวังว่าสักวันหนึ่ง จะสามารถชักนำองค์กรลับนี้เข้าร่วมพันธมิตรเพื่อทำลายตราผนึกทรีอาร์ยุคที่สี่…”
นิกายมอสส์…นี่มันองค์กรลับที่ต่อต้าน ‘แก่นรุ่งอรุณ’ ของแบร์นาแดต ธิดาองค์โตของจักรพรรดิไม่ใช่หรือ? ถ้าจำไม่ผิด พวกเขายึดถือเส้นทาง ‘ผู้ส่องความลับ’ เป็นหลัก…ไม่รู้ว่าคนของสมาคมวิจัยฯ จะมีใครสังกัดนิกายมอสส์หรือแก่นรุ่งอรุณบ้างไหม เช่นเดียวกับเราที่สังกัดองค์กรลับมากกว่าหนึ่ง…ต้องมีคนที่เหมือนเราอยู่อีกแน่…ฟรังก้าจดจ่อสมาธิเพื่อฟัง ไม่คิดขัดจังหวะการเล่าของโมรัน·อาวินี
ฝ่ายหลังเอ่ยถึงคนในกระจกรายที่สอง
“คาลาทันซา·ทามาร่า สมาชิกตระกูลทามาร่าในสาขาของเรา เขาสังกัดกองทัพ ปัจจุบันดำรงยศพันเอก อาศัยการสังหารสายลับของอาณาจักรโลเอ็นเป็นข้ออ้าง เพื่อให้ได้มาซึ่งสูตรโอสถกับตะกอนพลังเส้นทางพิพากษา จนกระทั่งกล้าเปิดเผยพลังวิเศษของตนอย่างเปิดเผย”
“ปาเลีย ตัวจริงของเธอคือนักวิชาการด้านแร่วิทยา ปัจจุบันสังกัดสมาคมถ้ำทรีอาร์ แต่มันเป็นเพียงฉากหน้าเพื่อแสวงหาจุดอ่อนของตราผนึก…”
“สปอต รองอธิบดีกรมตำรวจทรีอาร์ หนึ่งในกรรมาธิการตำรวจ ตัวจริงของเขาได้รับมลทินจากกระจกระหว่างทำภารกิจ ในภายหลังได้ถูกกริฟฟิธกับคาลาทันซาวางกับดักอย่างแยบยล แล้วลากเข้าไปในกระจก เพื่อให้สปอตในกระจกออกมาสวมรอยแทน…”
เล่ามาถึงตรงนี้ ดวงวิญญาณของโมรัน·อาวินีก็ยิ่งพร่าเลือน ดูพร้อมจะสลายไปได้ทุกเมื่อ
ในเวลาเดียวกัน จินนาเขียนจดหมายเสร็จแล้ว จึงหันมากล่าวกับลูเมี่ยน
“ให้ฉันอัญเชิญผู้ส่งสารของมาดามจัดจ์เมนต์ออกมาเลยไหม?”
เพิ่งจะสิ้นเสียงของเธอ ข้างใบหูของลูเมี่ยนกับคนที่เหลือ ต่างก็ได้ยินเสียงแว่วประหนึ่งดังมาจากสถานที่ห่างไกล
“ไม่ต้องอัญเชิญแล้ว”
ลูเมี่ยน ฟรังก้า จินนา และอ็องโตนีต่างถูกดลใจพร้อมกัน จึงเหลียวมองไปยังด้านข้างของเหมืองหิน
ท่ามกลางความมืดสลัวที่มีเพียงแสงจากโคมไฟคาร์ไบด์กับเทียนไข แสงประกายดาราอันเจิดจ้า เริ่มรวมตัวกันกลางอากาศอันว่างเปล่า ก่อเกิดเป็นประตูบานคู่อันงดงามชวนฝัน
ในความเงียบสงัด ประตูบานนั้นค่อยๆ เปิดออก รถม้าฟักทองคันใหญ่ที่ถูกลากจูงด้วยหนูสีเทาจำนวนมาก เริ่มแล่นออกมา
บนรถม้ามีสตรีสามนาง หนึ่งคือ ‘เมจิกเชี่ยน’ ในชุดกระโปรงยาวคอตั้งสีขาวครีม ปักด้วยไหมทอง อีกหนึ่งคือ ‘จัดจ์เมนต์’ เรือนผมสีเหลืองประบ่า สวมชุดอัศวินสีเทาขาวพร้อมเกราะหนังสีน้ำตาล
ส่วนสตรีอีกนางสวมเสื้อคลุมยาวสีม่วง ปักด้วยลวดลายลึกลับ ตรงเอวห้อยอุปกรณ์ดูดาวจำนวนหนึ่ง บนสันจมูกสวมแว่นตาที่ดูภูมิฐาน
มือซ้ายของเธอถือตะเกียงประหลาดสีทอง ผิวโลหะเต็มไปด้วยลวดลายซับซ้อน ดูคล้ายกับกาน้ำชา
……………………………………………………..