ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 728 แกะรอย
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 728 แกะรอย
ตอนที่ 728 แกะรอย
เมื่อเห็นตะเกียงวิเศษสีทองใบดังกล่าว ทั้งลูเมี่ยน จินนา และฟรังก้าต่างสะดุ้งโหยง ในใจเกิดการคาดเดาพร้อมกัน
นี่มันตะเกียงวิเศษประทานพร ‘0-05’ ไม่ใช่หรือไง?
อา…รถม้าฟักทองคือหนึ่งในสัญลักษณ์ของมาดามเฮอร์มิท ผู้ถือไพ่อาร์คาน่าใหญ่ และเธอก็มีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับแบร์นาแดต ธิดาองค์โตของจักรพรรดิโรซายล์ ผู้นำองค์กร ‘แก่นรุ่งอรุณ’ และยังเป็นผู้ถือครอง 0-05 การจะยืมตะเกียงวิเศษประทานพรมาใช้ ก็มิใช่เหลือวิสัยแต่อย่างใด…
ท่ามกลางกระแสความคิด พวกเขาได้ยินอ็องโตนีเอ่ยด้วยความเคารพ
“ทิวาสวัสดิ์ครับ มาดามเมจิกเชี่ยน มาดามจัดจ์เมนต์”
ลูเมี่ยนและคณะจึงได้สติกลับมา รีบกล่าวคำทักทายเช่นกัน
“ทางนี้คือมาดามเฮอร์มิท” เมจิกเชี่ยนแนะนำรวบรัด
เมื่อพวกลูเมี่ยนทำความเคารพเสร็จ สตรีในชุดกระโปรงยาวคอตั้ง สีขาวครีม ปักด้วยไหมทอง ก็ล้วงขวดไวน์แดงทรงกลมเก่าแก่ที่ทำจากแก้ว ออกจากความว่างเปล่า พลางเอ่ยกับฟรังก้า
“ขอยืมกระดุมข้อมือนั่นสักครู่นะ หลังจากนี้พวกเธอกลับไปพักผ่อนได้เลย”
การเผชิญหน้ากับ ‘หัวหน้างาน’ แห่งสำนักสัจธรรมผู้นั้น ย่อมเป็นศึกระหว่างครึ่งเทพ มิใช่กงการที่พวกลูเมี่ยนจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้
ฟรังก้าเองก็ไม่คิดจะฝืนเข้าร่วม จึงส่งกระดุมข้อมือที่น่าจะทำจากแก้วให้มาดามเมจิกเชี่ยน
ส่วนมาดามเมจิกเชี่ยนก็มอบขวดไวน์ที่มีของเหลวสีแดงเข้มเหลืออยู่เพียงน้อยนิดให้ พร้อมกับเอ่ยปาก
“นี่คือสมบัติวิเศษ สรรพคุณของมันคือ เมื่อดื่มเข้าไปจะฟื้นฟูกำลังวังชาและพลังวิญญาณ แต่จงจำไว้ว่า ห้ามดื่มเกินวันละหนึ่งครั้ง ฉันไม่อยากให้พวกเธอกลายเป็นพวกขี้เมา”
ถ้าดื่มเพิ่มอีกแค่หนึ่งอึก ก็จะกลายเป็นขี้เมาทันที? พวกฟรังก้ากระจ่างแจ้งในคำเตือนของมาดามเมจิกเชี่ยน
เห็นในขวดเหลือไวน์แดงเข้มอีกราวๆ หนึ่งอึก ฟรังก้าจึงเอี้ยวตัว เตรียมส่งขวดแก้วทรงกลมเก่าแก่ให้ลูเมี่ยน
เขาสูญเสียพลังวิญญาณไปมากกว่าใคร
มาดามเมจิกเชี่ยนลูบกระดุมกระจกระหว่างนิ้วมือ แล้วกล่าวพลางยิ้ม
“ไม่ต้องกังวล พวกเธอดื่มมันไม่หมดหรอก ชื่อของมันคือ ‘ไวน์อนันต์’”
อย่างนี้นี่เอง…ด้วยจิตใจที่พร้อมลอง ฟรังก้าหมุนฝาโลหะบางๆ แล้วกระดกดื่มไวน์สีแดงเข้มที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดนั่นลงคอ
เมื่อแอลกอฮอล์รสฝาดอมหวานไหลผ่านลำคอ เธอก็รู้สึกสดชื่นในทันที ราวกับเพิ่งตื่นจากการนอนหลับเต็มอิ่ม เหมือนไม่เคยต่อสู้กับโมรัน·อาวินีมาก่อน
ขณะเดียวกัน เธอก็พบว่า ณ ก้นขวดทรงกลมเก่าแก่ ของเหลวสีแดงเข้มค่อยๆ ซึมออกมา จนกลายเป็นไวน์ก้นขวดอีกครั้ง
อนันต์สมชื่อเลย…ฟรังก้าอุทานในใจ พลางยื่นขวดแก้วทรงกลมเก่าแก่ไปทางลูเมี่ยน
มือของเธอยื่นไปได้ครึ่งทาง ก็พลันพบความไม่ชอบมาพากล
เธอรีบเปลี่ยนทิศทางของแขน โดยตั้งใจจะให้จินนาดื่มก่อน
แต่พอคิดอีกที เธอก็เข้าใจว่ามันไม่ถูกต้องยิ่งกว่าเดิมเสียอีก!
เพราะสุดท้ายก็ต้องให้ลูเมี่ยนดื่มอยู่ดี!
ช่างเถอะ…รักจะเดินทางนี้ ต้องไม่ยึดติดกับเรื่องเล็กน้อย…ฟรังก้าพึมพำเป็นภาษาบ้านเกิด
เธอใช้นิ้วไล้รอบปากขวด จนน้ำแข็งขาวเริ่มเกาะตัวให้เห็น
ขณะน้ำแข็งร่วงกราว ฟรังก้าก็ส่ง ‘ไวน์อนันต์’ ให้จินนา
จินนาดื่มไวน์สีแดงเข้ม แล้วเลียนแบบพฤติกรรมของฟรังก้า ก่อนส่งต่อให้ลูเมี่ยน
ได้เห็นภาพดังกล่าว ฟรังก้าก็แอบถอนหายใจโล่งอก
ลูเมี่ยนมิได้สนใจท่าทีของสองนางมาร แต่คาใจกับพฤติกรรมแปลกๆ ของมาดามเฮอร์มิทกับมาดามเมจิกเชี่ยนมากกว่า
ดวงตาที่ถูกเลนส์แว่นหนาๆ บดบังของรายแรก แม้เปี่ยมไปด้วยความลึกล้ำ แต่ก็ไร้จุดเพ่งมอง ว่างเปล่าราวกับกำลังตรึงสายตาอยู่กับบางสิ่งที่ไร้ตัวตน ส่วนรายหลังยังคงมีประกายระยิบระยับจำนวนมากล้อมกาย ดุจดังนภาดาวถูกย่อส่วนลงมาไว้บนโลก
ก่อนจะลงมือทำสิ่งสำคัญ ต้องมีการทำนายหรือพยากรณ์ล่วงหน้าก่อนหรือ? ลูเมี่ยนเข้าใจความนัยของการกระทำ พลางรับขวดแก้วทรงกลมเก่าแก่มาถือ แล้วกระดกดื่มไวน์สีแดงเข้มด้านใน
พลังวิญญาณของเด็กหนุ่มฟื้นตัวในทันที ราวกับได้ผ่านช่วงรุ่งอรุณหกนาฬิกา
ฟู่…หลังจากพลังวิญญาณหวนกลับมา ลูเมี่ยนก็เป็นอิสระจากความวิตกกังวล
เมื่ออ็องโตนีดื่ม ‘ไวน์อนันต์’ และคืนสมบัติวิเศษชิ้นนี้ให้มาดามเมจิกเชี่ยนแล้ว แสงสลัวในกระดุมกระจกก็แปรเปลี่ยนเป็นประกายแสงดาว ล่องลอยออกมา แล้วเข้าสู่ดวงตาของผู้ถือไพ่อาร์คาน่าใหญ่รายนี้
มาดามเมจิกเชี่ยนผลักกระดุมกระจกให้ลอยไปทางฟรังก้า ส่วนตัวเองยื่นแขนออก กำความว่างเปล่า แล้วกระชากออกจากกันอย่างแรง
ท่ามกลางความเงียบสงัด ความว่างเปล่าถูกฉีกออกดุจดังแผ่นฟิล์มใส เผยให้เห็นทางเดินที่ถักทอด้วยความว่างเปล่าและมืดมิด ระโยงระยางคล้ายใยแมงมุม
นี่คือโลกในกระจกตามนิยามปกติ
ไม่จำเป็นต้องอาศัยกระจก มาดามเมจิกเชี่ยนก็สามารถเปิดประตูลวงตาเข้าสู่โลกในกระจกได้เอง!
นี่คือพลังลำดับสูงของเส้นทางผู้ฝึกหัดหรือ? ขณะที่พวกลูเมี่ยนกำลังรำพึง มาดามเมจิกเชี่ยนก็ผินสายตาไปทางมาดามเฮอร์มิทด้านข้าง
ในมือขวาของมาดามเฮอร์มิท ผู้สวมเสื้อคลุมยาวสีม่วง ปรากฏก้อนไหมพรมสีแดงสดที่ดูไม่สมจริง เธอนำด้ายบางส่วนมาพันรอบปลายตะเกียงทองรูปทรงประหลาดนั่น
จากนั้น ผู้ถือไพ่อาร์คาน่าใหญ่รายนี้ก็โยนก้อนไหมพรมสีสันสดใสที่ดูไม่สมจริงออกไป ผ่านประตูมายาที่เมจิกเชี่ยนเปิดไว้ เข้าสู่อุโมงค์มืดมิดว่างเปล่าภายในโลกกระจก
ก้อนไหมพรมกลิ้งเข้าไปในอุโมงค์หนึ่งด้วยตัวเอง แล้วอันตรธานหายไปในส่วนลึก เหลือทิ้งไว้เพียงเส้นไหมที่เชื่อมกับตะเกียงประหลาดสีทอง บ่งบอกเส้นทางที่มันผ่านไป
เมจิกเชี่ยนพาเฮอร์มิทกับจัดจ์เมนต์เข้าสู่โลกในกระจกทันที ไล่ตามไหมพรมนั้นไป
หลังจากร่างของพวกเธอหายเข้าไปในโลกกระจก ความว่างเปล่าที่ถูกฉีกออกก็ปิดตัวลงทันที
“ฉันคุ้นกับไหมพรมนั่นอยู่ แต่นึกไม่ออกว่ามันเรียกว่าอะไร…” ฟรังก้าพึมพำอีกครั้ง
ลูเมี่ยนเบนสายตากลับไปยังร่างของโมรัน·อาวินี
“คุณจะเอาศพกลับไปให้ลูกบุญธรรมกินหรือไง?” ฟรังก้าเอ่ยด้วยสีหน้ารังเกียจ “ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ลุดวิกควรกินเนื้อมนุษย์หรือไม่ อย่าลืมว่าเลือดเนื้อของคนในกระจกพวกนี้จะค่อยๆ เปลี่ยนกลับเป็นกระจก คุณอยากให้ลุดวิกกินเศษแก้วเข้าไปเต็มปากหรือไร?”
ลูเมี่ยนส่ายหน้า
“ผมกำลังคิดว่า จะนำกระจกแต่งหน้าของโมรัน·อาวินีกลับไปด้วยดีหรือไม่”
…………
หลังจากติดตามเส้นไหมสีสดนั่นไปได้สักพัก ผู้ถือไพ่อาร์คาน่าใหญ่ทั้งสามได้มาถึงคฤหาสน์ชานเมืองที่ตรงกับพิกัดของกระจก และพบกระจกเป้าหมายวางอยู่บนโต๊ะหนังสือ
นี่ก็เป็นกระจกแต่งหน้าอีกบานหนึ่ง
เธอยังไม่หยุด ไล่ตามไหมพรมต่อไป ท่องไปในโลกวิญญาณ
แต่เพียงสองสามวินาที พวกเธอก็กลับสู่โลกความจริง และเห็นไหมพรมสีสดที่ดูไม่จริงนอนนิ่งอยู่ในวิหารมืดทึม บรรยากาศน่าขนลุกขนพอง แถมยังปราศจากตราศักดิ์สิทธิ์ของทวยเทพ
ใต้โดมของวิหาร ร่างมนุษย์มากมายถูกแขวนอยู่กลางอากาศ แกว่งไกวแผ่วเบาไปตามแรงลม
บ้างก็ชรา บ้างก็วัยรุ่น บ้างก็เป็นสุภาพบุรุษสวมหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง บ้างก็เป็นหญิงงามในชุดโบราณ บ้างก็ร่างกายสูงใหญ่ราวคนยักษ์ บ้างก็มีเกล็ดเปียกลื่นปกคลุมร่างกายประดุจสัตว์น้ำ…
จุดร่วมของพวกเขาคือ ต่างก็ล้วนหลับตาสนิท ในสภาพถูกเชือกล่องหนแขวนไว้ ดูคล้ายกับศพที่ถูกแขวนคอ
ลึกเข้าไปในวิหาร บนเก้าอี้พนักพิงสีดำที่ทำจากไม้ บุรุษวัยสามสิบกว่ากำลังนั่งประทับ เรือนผมดำสนิท หน้าตาธรรมดาดาษดื่น ทั้งบรรยากาศและวิญญาณของอีกฝ่าย ล้วนมอบความรู้สึกแปลกแยกแต่คุ้นเคยแก่เมจิกเชี่ยน
ที่คุ้นเคยเพราะเธอจำได้ว่าอีกฝ่ายคือโลกิ ผู้นำกลุ่มวันเอพริลฟูล ซึ่งถูกบีบให้ต้องฝืนคืนชีพ ส่วนที่แปลกแยกคือ เพราะปัจจุบันเขากำลังแผ่กลิ่นอายแปลกประหลาด
ข้างกายโลกิยังมีสตรีอีกผู้หนึ่ง ร่างกายดูพร่าเลือนราวกับภาพวาด คู่ดวงตาสีดำสนิท ดุจดังผืนทะเลสาบยามราตรีที่ไร้ดาว
เขาจ้องมองเมจิกเชี่ยน เฮอร์มิท และจัดจ์เมนต์ พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ต้องขอบคุณพวกแก ข้าจึงพบความหวังในการหวนคืน”
ยังไม่ทันจะสิ้นเสียงของโลกิ เหล่าร่างที่ถูกแขวนไว้กลางอากาศก็พลันลืมตาโดยพร้อมเพรียง
ดวงตาทุกคู่สีดำสนิท
…………
ในโพรงเหมืองหินที่มีทางเข้าถาวรสู่โลกในกระจก
“จะนำกระจกแต่งหน้าของโมรัน·อาวินีกลับไปด้วย?” จินนาทวนคำของลูเมี่ยน ก่อนจะกระจ่างในทันที “คุณอยากลองหยั่งเชิงดูว่า ก่อนที่ข่าวคราวการตายของโมรัน·อาวินีจะแพร่ออกไป จะมีใครพยายามติดต่อกับเขาผ่านกระจกแต่งหน้าหรือไม่สินะ?”
“การรอคอยคุ้มค่าเสมอ” ลูเมี่ยนตอบยิ้มๆ
สำหรับนักล่าแล้ว นี่คือคุณสมบัติหลักที่ขาดไม่ได้
เด็กหนุ่มค้อมตัวลง หยิบกระจกแต่งหน้าออกจากกระเป๋าเสื้อของศพโมรัน·อาวินี
ทันใดนั้น กระจกก็เปิดออกเองพร้อมกับเสียงเป๊าะ
เปิดออกด้วยตัวเอง!
บนกระจกที่มีขนาดเท่าฝ่ามือ แสงสลัวพุ่งทะลักออกมา เติมเต็มโพรงเหมืองหินที่แต่เดิมมีเพียงแสงริบหรี่ทันที
วินาทีถัดมา ลูเมี่ยน ฟรังก้า และที่เหลือ ต่างเห็นร่างหนึ่งปรากฏกายอย่างรวดเร็ว ข้างประตูถาวรสู่โลกในกระจก ซึ่งอยู่บนผิวเนินหิน
อีกฝ่ายเป็นสตรีผมดำ นัยน์ตาสีน้ำตาล สวมชุดกระโปรงยาวสีแดงสดประดับลูกไม้หลายชั้น ผิวพรรณตรงเนินอกขาวเนียนดุจดังหิมะฤดูเหมันต์ บนใบหน้าประดับรอยยิ้มเป็นมิตรที่ชวนให้สนิทสนม
เพิร์ล?
เพิร์ล ผีเสื้องานสังคมคนดังของกรุงทรีอาร์ นักแสดงจากอาณาจักรโลเอ็น?
ลูเมี่ยนทั้งตกตะลึงทั้งสับสน ไม่คาดคิดว่าจะได้พบกับผีเสื้องานสังคมคนดังในสถานที่เช่นนี้ และเวลาแบบนี้
ฟรังก้า จินนา และอ็องโตนีต่างรู้สึกเหมือนตกอยู่ในภวังค์
แทบจะในเวลาเดียวกัน ลูเมี่ยนนึกถึงข้อเท็จจริงสองประการเกี่ยวกับเพิร์ล
ครั้งแรกที่เด็กหนุ่มแอบสอดแนมโมรัน·อาวินี เพิร์ลก็อยู่ในห้องอาหารของโรงแรมหรูนั่นด้วย โดยกำลังนัดพบคนรักใหม่
ผีเสื้องานสังคมทุกนาง ล้วนเป็น ‘คนกลาง’ ตามตำราอย่างแท้จริง คนกลางทางการเมือง!
เมื่อรวมสองคุณสมบัตินี้เข้าด้วยกัน ลูเมี่ยนก็ได้ข้อสันนิษฐาน
อย่าบอกนะว่า เพิร์ลเองก็เป็นคนของสำนักสัจธรรม?
อย่าบอกนะว่า เธอคือ ‘หัวหน้างาน’ ของเยบุส เป็นผู้ได้รับพรเทพมารระดับครึ่งเทพ?
หากเป็นเช่นนั้นจริง พวกมาดามเมจิกเชี่ยนไล่ตามไปยังแห่งหนใด และไล่ตามใคร?
หนี! ต้องหนีเดี๋ยวนี้!
ในยามนี้เอง เพิร์ลจ้องมองลูเมี่ยนกับพรรคพวก พลางขยับริมฝีปากที่ฉาบด้วยรอยยิ้ม เพื่อเปล่งภาษาแห่งระเบียบ
“อาชญากรรมของพวกคุณยังไม่ถูกชำระโทษ!”
……………………………………………………..