ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 730 ดิ้นรน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 730 ดิ้นรน
ตอนที่ 730 ดิ้นรน
ท่ามกลางรายละเอียดปลีกย่อย ลูเมี่ยนไม่อาจคิดได้อย่างถี่ถ้วน ทว่าในยามต่อสู้ย่อมไม่มีเวลาให้ไตร่ตรองมากนัก การที่ยังสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ภายในหนึ่งถึงสองวินาทีที่ ‘กระจกตัวแทน’ ทำงาน ถือเป็นศักยภาพที่อาจมีแค่ใน ‘นักวางแผน’ เท่านั้น หากเปลี่ยนเป็นพวกฟรังก้า ก็คงทำได้เพียงวินิจฉัยว่าเพิร์ลคือ ‘หัวหน้างาน’ สายตรงของเยบุส ซึ่งหลบเลี่ยงอันตรายด้วย ‘ข้อตกลงในกล่องมืด’ จนถูกบีบให้เผชิญหน้ากับพวกตน โดยไม่อาจรวบรวมความคิดที่กำลังกระจัดกระจายให้กลับคืนมาได้
ในวินาทีนี้ ลูเมี่ยนรู้สึกขุ่นเคืองใจที่ออร่าตกค้างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ถูกรอยประทับแห่งความตายของ ‘นักพรตโลกแห่งความตาย’ ผนึกไว้ ไม่อย่างนั้น ทางเลือกที่ดีที่สุดย่อมต้องเป็นการกระตุ้นรอยประทับบนฝ่ามือขวาเต็มพิกัด เพื่อให้อลิสต้า·ทูดอร์ ‘จุติ’ ลงมายังกรุงทรีอาร์อีกครา อันจะช่วยดึงดูดเทวทูตจากศาสนจักรสุริยันเจิดจรัสและเทพจักรกลไอน้ำ รวมถึงดึงดูดเหล่ายอดฝีมือในมหานครแห่งนี้ออกมา จนบีบให้เพิร์ลต้องล่าถอยไป
โดยปราศจากความลังเล ลูเมี่ยนกระตุ้นรอยประทับบนหัวไหล่ขวา
เด็กหนุ่มคิดจะ ‘เทเลพอร์ต’ ออกจากที่นี่ไปยังวิหารนักบุญวีฟ
ในเมื่อเป้าหมายของเพิร์ลคือการจับเป็นตน ไม่จำเป็นต้องใช้สมองเยอะก็พอจะสรุปได้ว่า
เธอต้องไล่ตามอย่างสุดกำลังแน่นอน ไม่มัวพิรี้พิไรจนหมดโอกาสบรรลุข้อตกลงที่ทำไว้ในกล่องมืด!
ในกรณีดังกล่าว แม้ฟรังก้า จินนา และอ็องโตนีจะยังต้องเผชิญหน้ากับเหล่า ‘ผู้ลงทัณฑ์’ แต่พวกเขาก็ไม่ต้องรับมือกับครึ่งเทพอีกต่อไป โอกาสรอดชีวิตย่อมเพิ่มขึ้นอย่างมาก สำหรับผู้วิเศษลำดับกลางทั้งหลาย แม้เป็นเพียงครึ่งเทพลำดับ 4 แม้เป็นเพียงผู้ได้รับพร ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พวกเขาสิ้นหวังจากก้นบึ้งหัวใจ
นอกจากนั้น นางมารทั้งสองยังมี ‘กระจกตัวแทน’ ทางด้านอ็องโตนีก็มีอยู่หนึ่งบาน อีกทั้งพวกเขายังครอบครอง ‘สร้อยสัตมนี’ รวมถึงของวิเศษอีกหลายชิ้น ขอเพียงไม่ถูกครึ่งเทพจับจ้อง ย่อมมีโอกาสใช้พลัง ‘ตัวแทน’ สร้างจังหวะ จนหลบหนีไปยังวิหารของศาสนจักรเดอะฟูล ณ ท่าเรือลาวีนได้สำเร็จ
เมื่อร่างของตนใกล้เลือนหาย ลูเมี่ยนผู้มีสติแจ่มชัดได้ล้วงมือซ้ายเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ แล้วคว้านิ้วของมิสเตอร์ K เอาไว้
ทั้งนี้เพราะเด็กหนุ่มยังไม่แน่ใจว่า เรื่องที่เพิร์ลบอกว่าจะจับเป็น คือเรื่องจริงหรือเท็จกันแน่ จะเป็นเพียงความหย่อนยานของครึ่งเทพที่เผชิญหน้ากับผู้วิเศษระดับกลาง หรือเป็นนิสัยอันเกิดจากการหลอกลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่าของพวก ‘คนกลาง’
ดังนั้น เขาจึงคิดเผื่อเรื่องที่การ ‘เทเลพอร์ต’ อาจถูกก่อกวน หรือเรื่องที่เพิร์ลอาจไม่ยอมไล่ตามมา แต่ยังคงปักหลักอยู่ที่นี่เพื่อจัดการกับพวกฟรังก้า
ซึ่งการเตรียมตัวรับมือก็คือ
เรียกมิสเตอร์ K มาที่นี่
แม้ว่า ‘คนเลี้ยงแกะ’ อย่างมิสเตอร์ K จะต่อกรกับครึ่งเทพไม่ได้ แต่เขาคือผู้แจ้งสารแห่งชุมนุมแสงเหนือ สามารถสดับรับฟังคำสอนพระผู้สร้างแท้จริงได้ทุกเมื่อ ดังนั้น การมาเยือนของเขาย่อมเท่ากับว่า เทพแท้จริงที่เขาศรัทธาจะต้องทอดพระเนตรมายังสถานที่แห่งนี้ และมีโอกาสสูงที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอันน่าพิศวง ซึ่งเป็นคุณประโยชน์ต่อฝ่ายเรา
และถึงแม้จะไม่มีสายพระเนตรจากองค์เทพ แต่ดูเหมือนว่าผู้วิเศษเส้นทาง ‘ผู้ฝึกหัด’ ที่มิสเตอร์ K สามารถ ‘ปล่อยแกะ’ ออกมาได้ จะบันทึกพลังในระดับครึ่งเทพเอาไว้ คงสามารถต่อกรกับเพิร์ลได้สักสองถึงสามวินาที เพื่อเปิดโอกาสให้พวกฟรังก้าหลบหนีไป
ระหว่างที่ลูเมี่ยนเริ่มการ ‘เทเลพอร์ต’ ฟรังก้าที่ถูกบีบให้ต้องใช้ ‘กระจกตัวแทน’ ได้ปรากฏตัว ณ มุมหนึ่งของโพรงเหมืองหิน
เธอถือกระจกแต่งหน้าไว้ในมือ และตั้งใจเป็นมั่นเหมาะว่าจะใช้งาน ‘กระดุมกระจก’
หญิงสาวได้ทราบแล้วว่าเพิร์ลคือ ‘หัวหน้างาน’ คนนั้น จึงต้องการหลบหนีผ่าน ‘โลกในกระจก’
เมื่อเข้าไปซ่อนตัวในโลกกระจกได้แล้ว เธอสามารถกระโดดไปยังกระจกบนตัวของจินนา ลูเมี่ยน และอ็องโตนี เพื่อยื่นมือออกมา ดึงพวกเขาเข้าสู่โลกในกระจก แล้วหลบหนีออกจากที่นี่ไปพร้อมกัน!
กระดุมกระจกที่ทำจากแก้ว เปล่งประกายแสงสลัว ทว่าร่างของฟรังก้ายังคงแน่นิ่ง ไม่ได้ดำดิ่งเข้าไปในกระจกแต่งหน้าในมือ
นี่มัน…ฟรังก้าชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะผุดข้อสันนิษฐานขึ้นมาในใจ
การที่ตนไม่สามารถเข้าสู่โลกในกระจกทั้งที่ไม่ถูกรบกวน ย่อมมีเพียงคำอธิบายเดียวเท่านั้น
ที่นี่คือโลกในกระจกอยู่แล้ว!
เว้นแต่โลกในกระจกพิเศษบางแห่ง ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เมื่ออยู่ในโลกกระจกแล้ว จะไม่สามารถเข้าสู่โลกในกระจกได้อีก ทำได้เพียงกระโดดไปมาระหว่างผิวกระจกแต่ละบานเท่านั้น!
โลกในกระจกแบ่งออกเป็นสองประเภท หนึ่งคือ โลกในกระจกในนิยามสากล มิใช่โลกจริง แต่เป็นการรวมตัวของแนวคิดเกี่ยวกับ ‘ประตู’ ประกอบจากอุโมงค์อันว่างเปล่ามืดมิดที่เชื่อมกระจกทุกบานเข้าด้วยกัน ที่ใดมีกระจกและผิวสะท้อน ที่นั่นย่อมมีโลกในกระจกประเภทนี้ ไร้ซึ่งขอบเขตที่มองเห็นด้วยตา ส่วนอีกประเภทหนึ่งคือ โลกในกระจกพิเศษ ซึ่งมีรากฐานจากโลกในกระจกในนิยามปกติ ก่อกำเนิดจากมลทินบางชนิด หรือไม่ก็พลังที่สอดคล้องกัน มีทั้งแบบถาวรและชั่วคราว จุดเด่นคือความคล้ายคลึงกับโลกจริง เป็นภาพสะท้อนอีกด้านของโลกจริง แต่ก็ล้วนมีข้อจำกัดในตัว รวมถึงมีกฎเกณฑ์เฉพาะตัว
โลกในกระจกในทรีอาร์ยุคที่สี่ถือเป็นประเภทหลัง ครอบคลุมเพียงภาพสะท้อนของมหานครทรีอาร์เท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งอื่นใด อีกทั้งยังแบ่งออกเป็นสามชั้น
สถานที่ปัจจุบันเองก็เป็นโลกในกระจกพิเศษ แต่มีขอบเขตที่แคบกว่า เป็นเพียงภาพสะท้อนของโพรงเหมืองหินเท่านั้น คงถูกสร้างด้วยพลังวิเศษบางชนิด
และการที่ ‘ผู้ค้าเงา’ มากประสบการณ์อย่างเพิร์ล ซึ่งมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับ ‘คนในกระจก’ มายาวนาน จะอาศัย ‘การซื้อขาย’ เพื่อครอบครองวัตถุที่สามารถสร้างโลกในกระจกพิเศษชั่วคราว ก็นับเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง!
เมื่อนึกถึงแสงสลัวที่พุ่งทะลักออกจากกระจกแต่งหน้าของโมรัน·อาวินี ซึ่งเป็นจังหวะก่อนที่เพิร์ลจะปรากฏตัว ฟรังก้าก็ยิ่งมั่นใจในข้อสันนิษฐานของตน
เธอเตรียมจะเตือนพวกลูเมี่ยน แต่ก็เหลือบไปเห็น ‘ผู้ลงทัณฑ์’ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของ ‘นางมารดำ’ แคลริส กำลังใช้กระจกเงาบานหนึ่งสะท้อนร่างตนอยู่
ม่านตาของฟรังก้าขยายกว้างฉับพลัน พร้อมกับรีบกระตุ้น ‘กระจกตัวแทน’ ทันที
หญิงสาวหดตัวกลายเป็นกระจกบานหนึ่ง ทันใดนั้นก็มีเปลวไฟสีดำทะมึนลุกไหม้จากภายในสู่ภายนอก
เพล้ง!
กระจกตกลงพื้นจนแตกเป็นเสี่ยงๆ
อีกด้านหนึ่ง ร่างของลูเมี่ยนถูกวาดใหม่ในตำแหน่งเดิม
เด็กหนุ่ม ‘เทเลพอร์ต’ ไม่สำเร็จ
ที่นี่คือโลกในกระจกพิเศษอย่างแท้จริง จำเป็นต้องหาทางออกไปให้ได้
นิ้วของมิสเตอร์ K กำลังบวมพอง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นก้อนเลือดเนื้อ โปรยปรายลงบนร่างของลูเมี่ยน กลายเป็นผ้าคลุมสีแดงฉานที่ห่อหุ้มทั้งตัวไว้
ท่ามกลางเสียง ‘ฉึก’ ลูเมี่ยนคล้ายกับถูกลูกศรล่องหนยิงใส่ บนผิวกายปรากฏบาดแผลอันน่าสยดสยองทีละแห่งสองแห่ง
หากไม่ได้รับการปกป้องโดยผ้าคลุมที่แปรสภาพจากนิ้วมือของมิสเตอร์ K ป่านนี้เด็กหนุ่มคงถูกบีบให้ต้อง ‘ปลุกเงา’ เพื่อมารับความเสียหายแทนตัวเอง
แน่นอน เขายังมีกระจกเงาตัวแทนที่จินนาทำให้อยู่
‘หัวหน้างาน’ เพิร์ลยังคงยืนอยู่ข้างโขดหินที่ยื่นออกจากส่วนลึกของโพรงเหมือง แล้วกล่าวยิ้มๆ กับลูเมี่ยน
“ดูแคลนผู้บังคับบัญชา แถมยังมีพฤติการณ์หลบหนี คุณต้องถูกลงโทษ”
ระหว่างที่ฟรังก้ากับลูเมี่ยนประสบความล้มเหลว จินนาได้กลิ้งตัวพลางโปรยละอองเรืองแสง แล้วพึมพำคาถาที่ช่วยให้ตนล่องหน อันตรธานหายไปต่อหน้าต่อตาผู้ลงทัณฑ์ในชุดคลุมนักบวชของสุริยันเจิดจรัส
รอบกายผู้ลงทัณฑ์ที่สวมเสื้อคลุมยาวสีขาวขลิบด้ายทอง เกิดแสงสีทองอร่ามหมุนวนออกมา แผ่ขยายออกไปชั้นแล้วชั้นเล่าจนปกคลุมบริเวณโดยรอบ
เมื่อแสงสีทองแผ่ไปถึงตำแหน่งที่ว่างเปล่าจุดหนึ่ง คล้ายกับมันเผชิญสิ่งกีดขวาง แสงสว่างได้ฉาบไล้เรือนร่างดังกล่าวด้วยประกายสีทองจาง
จินนารู้สึกถึงไออุ่น ทั้งยังปลุกเร้าความกล้าหาญ ทว่าในดวงตาของเธอ กลับสะท้อนลำแสงอันบริสุทธิ์ผุดผ่องและน่าเกรงขามเหนือพรรณนา
เพล้ง!
ลำแสงตกกระทบร่างของเธอ จนแปรเปลี่ยนเป็นกระจก แล้วแตกเป็นเสี่ยงๆ
อ็องโตนีสบโอกาส รีบกลับเข้าสู่สภาวะ ‘ล่องหนทางใจ’ อีกครั้ง แต่ร่างจำแลงของตำรวจทรีอาร์กลับมิได้มองข้ามหรือเพิกเฉยเขา ราวกับสามารถดมกลิ่นอาชญากรรมที่ติดตัวเขาได้
สายฟ้าสองเส้นพุ่งออกจากดวงตาของผู้ลงทัณฑ์ ทะลุทะลวงดวงวิญญาณของอ็องโตนี
ดวงตาของอ็องโตนีพลันเบิกโพลง ปากอ้าค้าง แม้แต่เสียงร้องโหยหวนก็ยังไร้เรี่ยวแรงจะเปล่งออกมา ทั้งร่างแข็งค้างอยู่กับตำแหน่ง
“ตาย!” ร่างจำแลงของตำรวจทรีอาร์ เอ่ยคำในภาษาเฮอร์มิสโบราณ
มือขวาของเขาพลันกำเป็นหมัด ร่างทั้งร่างทิ้งเงาพร่าเลือน พุ่งถลันเข้าใส่อ็องโตนี
เปรี้ยง!
หมัดนั้นผสานกับพลังประหลาด พุ่งเข้าใส่ในวิถีที่ไม่อาจหลบเลี่ยง ปะทะเข้ากับศีรษะของอ็องโตนี
เพล้ง! อ็องโตนีแตกเป็นเสี่ยงๆ เหมือนกระจก ส่องประกายริบหรี่
อีกด้านหนึ่ง ร่างของฟรังก้าในชุดนักลอบสังหารปรากฏขึ้นอีกครั้ง
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันของครึ่งเทพ เผชิญหน้ากับ ‘นางมารดำ’ ที่ถูกเสกขึ้นมาโดยปราศจากเทวบารมี เผชิญหน้ากับโลกในกระจกพิเศษปิดตายแห่งนี้ เธอตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ชักสิ่งหนึ่งออกมาจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’
มันคือชุดเกราะเต็มตัวสีเงินขาวที่สูงกว่าร่างของเธอ
ชุดเกราะอหังการ!
ฟรังก้าวางชุดเกราะอหังการลงตรงเบื้องหน้า จงใจให้แผ่นหลังหันไปทาง ‘หัวหน้างาน’ เพิร์ล
เธอมองว่าแก่นของปัญหาอยู่ที่ครึ่งเทพรายนี้ มิใช่ผู้ลงทัณฑ์ในร่าง ‘นางมารดำ’ หากอีกฝ่ายยังสบายดี กำจัดผู้ลงทัณฑ์ไปคนหนึ่ง ก็ย่อมต้องมีคนใหม่ออกมา อีกทั้งยังอาจเผชิญกับ ‘การดำเนินคดี’ โดยตรง
อีกทั้ง ฟรังก้าสังเกตเห็นว่า เพิร์ลยังคงยืนอยู่ข้างโขดหินที่มีประตูเข้าออกถาวรของโลกในกระจก ไม่ได้ย้ายไปไหน
นี่ทำให้เธอสงสัยว่า ประตูเข้าออกถาวรของโลกในกระจก ซึ่งเธออาศัยมลทินที่ล้นทะลักออกจากทรีอาร์ยุคที่สี่ สวดวิงวอนถึง ‘นางมารต้นกำเนิด’ สร้างขึ้นมาเอง ไม่เพียงจะทำให้ตนกับคนอื่น สามารถเข้าออกโลกในกระจกทั่วไปได้โดยไม่ต้องพึ่งพาคุณสมบัติหรือพลัง แต่มันยังเป็นประตูเข้าออกของโลกในกระจกพิเศษ ณ เวลานี้ด้วย
อย่าลืมว่ามันคือพลังที่ประทานโดยเทพแท้จริง!
เมื่อสองเท้าของ ‘ชุดเกราะอหังการ’ ปักหลักยืนบนพื้น มันก็พลันหมุนกาย ทอดสายตาที่มองไม่เห็นไปยัง ‘หัวหน้างาน’ เพิร์ล
ฟรังก้ารีบกระโดดไปด้านข้าง พลิกกลิ้งต่อเนื่อง เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ตัวเอง ‘อยู่หลัง’ ชุดเกราะอหังการ
ตึง ตึง ตึง!
ชุดเกราะเต็มตัวสีเงินขาวก้าวยาวๆ อย่างบ้าคลั่งไปทาง ‘หัวหน้างาน’ เพิร์ล ในมือควบแน่นดาบแห่งแสงเล่มยักษ์
…………
ภายในวิหารอันไร้ซึ่งตราศักดิ์สิทธิ์แห่งเทพ ซึ่งทั้งมืดครึ้มและชวนขนพองสยองเกล้า
ต้นถั่วเติบโตในชั่วพริบตา แปรเปลี่ยนเป็นเถาวัลย์สีเขียวขจีอวบอ้วนนับไม่ถ้วน เปลี่ยนบริเวณข้างเคียงให้กลายเป็นสวนสวรรค์แห่งพฤกษาหรือป่าพิสดาร
ต้นถั่วเหล่านี้คอยกีดกัน ‘ร่าง’ ซึ่งห้อยระโยงระยางออกไป จนพวกมันไม่อาจเข้าใกล้ ‘เฮอร์มิท’
‘จัดจ์เมนต์’ ที่เงียบมาตลอดผลักฝ่ามือขวาออกไป ในดวงตาส่องวาบแสงประกายคล้ายทองแดงปนทอง
เธอเปล่งเสียงภาษาเฮอร์มิสโบราณอย่างขึงขัง
“ที่นี่ห้ามใช้หุ่นเชิด!”
ร่างเหล่านั้นพลันหยุดนิ่งไม่ไหวติง โดยระหว่างนั้น ‘เมจิกเชี่ยน’ ฉีกความว่างเปล่าเบื้องหน้า ฉาบมันด้วยแสงดาวระยิบระยับ ก่อเกิดเป็นประตูชวนฝันบานใหญ่
ด้านหลังประตูคือส่วนลึกของวิหาร คือร่างของสตรีที่ถูกวาด รวมถึง ‘โลกิ’ ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอันน่าประหลาด
‘โลกิ’ ยื่นมือเข้าไปในอากาศ ลากร่างของผู้หนึ่งออกมา
ร่างนั้นเป็นสตรี รูปร่างอวบอิ่ม สวมอาภรณ์สีดำ เหนือศีรษะสวมมงกุฎทองประดับอัญมณี เรือนผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้ม หยักศกเล็กน้อย นัยน์ตาสีน้ำเงิน จมูกโด่ง ริมฝีปากค่อนข้างบาง ใบหน้างามเย้ายวน ทั่วทั้งร่างแผ่เสน่ห์เย้ายวนของ ‘นางมาร’
……………………………………………………..